# ตอนที่ 6
## บ้านที่เริ่มมีเสียง
เสียงครางสั้นๆ ดังมาจากผ้าห่มกองเล็กใกล้เตาผิงก่อนที่ลูคัสจะลืมตาเต็มที่
ไม่ใช่เสียงลมครูดรั้ว
ไม่ใช่เสียงหน้าต่างสั่น
และไม่ใช่เสียงไม้เก่าลั่นตัวตามอากาศ
ลูคัสลืมตาขึ้นก่อนที่สมองจะทันตั้งตัวเสียอีก
หลังจากคืนเฝ้าและเช้ากับครัวเกือบไหม้ เขาแทบไม่ได้หลับจริงจังเลยนอกจากเผลอหลับเป็่สั้นๆ ข้างเก้าอี้ตัวเดิมนั้นเอง แต่พอเสียงนั้นดังขึ้น ร่างทั้งร่างก็ฟื้นตัวทันที ราวกับถูกฝึกมาเพื่อเื่แบบนี้โดยเฉพาะ
แอชกำลังพยายามออกจากรังผ้านุ่มที่เขาจัดไว้ให้
ลูคัสยันตัวลุกจากพื้นอย่างรวดเร็ว เขาเผลอสูดลมหายใจแรงเพราะความตึงที่ค้างตามไหล่ แต่ก็ยังไปถึงก่อนที่แอชจะไถตัวพ้นขอบผ้าได้จริง
ลูกัตัวจิ๋วหยุดชะงักทันทีเมื่อเงาเขาทาบลงมา ดวงตาสีเข้มเล็กๆ เงยขึ้นมอง แล้วครางเบาๆ เหมือนทั้งโล่งใจและยังดื้อจะไปต่ออยู่ดี
"ตื่นแล้วก็จะออกสำรวจเลยเหรอ"
ลูคัสย่อตัวลงข้างรัง ใช้นิ้วแตะเหนือหัวมันเบาๆ แอชหยุดนิ่งให้ลูบอยู่หนึ่งอึดใจ ก่อนขยับจมูกแตะนิ้วเขาแล้วหันไปทางห้องครัวอีกครั้งชัดเจน
ลูคัสมองตามสายตานั้นไป
"หิวอีกแล้ว?"
แอชกะพริบตาช้าๆ ครั้งหนึ่ง
ลูคัสไม่แน่ใจว่ามันเข้าใจคำทุกคำหรือแค่จับน้ำเสียงกับจังหวะที่คุ้น แต่ดูเหมือนพอเขาเดาถูก เ้าตัวเล็กจะนิ่งขึ้นเสมอ
เขาช้อนตัวแอชขึ้นมาด้วยสองมืออย่างเคยชินกว่าเมื่อวานเล็กน้อย น้ำหนักของมันยังเบาเหลือเชื่อ แต่ไม่โหวงอีกแล้ว มันมีแรงพอจะจัดขาหน้าตัวเองใหม่ พอจะซุกหาตำแหน่งสบายบนฝ่ามือเขา และปีกบางๆ สองข้างขยับน้อยๆ แบบคนเพิ่งตื่น
เช้านี้เกล็ดของมันแห้งสนิทแล้ว
แดงเข้มตามสันหลัง
แดงอมส้มอ่อนตามขอบปีก
ปลายหางยังมีสีอ่อนอยู่เพียงนิด คล้ายเถ้าไฟอุ่นๆ
ลูคัสมองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรู้สึกได้อีกครั้งว่าชื่อนี้เหมาะกับมันจริง
แอช
"โอเค"
เขาพูดเบาๆ พลางพาแอชไปทางครัว
"เราเริ่มวันด้วยเื่กินอีกแล้ว"
ห้องครัวยามเช้ายังมีกลิ่นไม้ไหม้บางๆ ค้างอยู่จากเื่เมื่อวาน ปลายผ้าเช็ดมือที่ไหม้ถูกเขาเก็บแยกไว้แล้ว ชามและถ้วยต่างๆ ถูกล้างจนสะอาดเรียบร้อย แต่ภาพจำของเปลวไฟจิ๋วที่วาบออกมาจากปากแอชยังชัดพอให้ลูคัสเลื่อนของติดไฟง่ายออกห่างเป็นิสัยทันทีที่ก้าวเข้าห้อง
วันนี้เขาทำทุกอย่างเร็วขึ้น
น้ำอุ่น
เนื้ออุ่นนิ่ม
ถ้วยน้ำตื้น
ผ้าสะอาด
ทั้งหมดถูกจัดลงบนโต๊ะอย่างเป็ระเบียบ ก่อนที่แอชจะเริ่มครางเร่งเพราะหิวจริงๆ
ลูกันั่งอยู่บนผ้าพับนุ่ม มองมือเขาแทบไม่กะพริบตา พอเขาแตะอาหารลงบนปลายนิ้วและยื่นไปใกล้ มันก็โน้มเข้ามาทันทีโดยไม่ต้องชิมทดลองยาวเหมือนเมื่อวาน
ลูคัสยิ้มเล็กๆ
"ดี"
"วันนี้ไม่ทะเลาะกับชามแล้ว"
แอชกินทีละน้อยเช่นเดิม แต่มั่นใจขึ้น มันยังไม่ไว้ใจการวางอาหารลงบนภาชนะแล้วปล่อยให้กินเองนัก ทว่าการกินจากมือเขาเริ่มเป็เื่ธรรมชาติไปแล้ว
หลังแอชกินไปได้พอสมควร ลูคัสจึงแตะนิ้วเปียกน้ำอุ่นให้มันเลียตามไปด้วย คราวนี้เ้าตัวเล็กยอมง่ายขึ้นและแม้กระทั่งก้มลงแตะน้ำจากถ้วยเองได้สองสามครั้งโดยไม่ต้องให้เขานำก่อน
เมื่อจัดการเื่อาหารเช้าเสร็จแล้ว เขาจึงตั้งใจจะเริ่มจัดบ้านจริงจังเป็ครั้งแรกนับจากแอชฟักออกมา เมื่อวานทั้งวันหมดไปกับการดูแลชีวิตเล็กๆ ให้รอดเสียเป็ส่วนใหญ่ บ้านจึงยังคงเป็ฟาร์มร้างหลังเดิมที่เพียงมีมุมหนึ่งอุ่นขึ้นเพราะมีคนกับัอยู่หน้าเตาผิง
แต่ถ้าจะอยู่กันจริง แค่นี้ยังไม่พอ
อย่างน้อยก็ห้องครัว
อย่างน้อยก็โต๊ะ
อย่างน้อยก็พื้นตรงที่แอชจะคลานผ่านโดยไม่เจอเศษไม้ตำ
ลูคัสอุ้มแอชกลับไปที่ห้องโถง เลือกมุมใกล้เตาผิงที่อุ่นพอดี แล้วจัดรังผ้าให้ใหม่อีกครั้ง เขาพับผ้าห่มเก่าเป็ขอบเตี้ยกันกลิ้ง ใช้หมอนผืนเล็กหนุนด้านหนึ่ง แล้ววางแอชลงตรงกลาง
ลูกัมองการจัดทั้งหมดด้วยความสนใจจริงจังเกินตัว พอถูกวางลง มันก็เดินวนงุ่มง่ามหนึ่งรอบ ขยับจมูกแตะขอบผ้า แตะหมอน แล้วหันมามองลูคัสเหมือนจะถามว่านี่คืออะไร
"ที่นอนของนาย"
ลูคัสตอบอย่างใจเย็น พลางดันขอบผ้าให้ฟูขึ้นอีกนิด
"อย่างน้อย่นี้ก็ใช่"
แอชยืนอยู่บนผ้านุ่ม กะพริบตาหนึ่งครั้ง จากนั้นก็ใช้ขาหน้าเขี่ยชายผ้าเข้าหาตัวเองราวกับทดลองว่ามันขยับได้แค่ไหน
ภาพนั้นทำให้ลูคัสต้องหลบยิ้ม
"ถูกใจหรือยัง"
ลูกัไม่ตอบชัดนัก มันเพียงลงนั่งทับชายผ้าที่ตัวเองเขี่ยเข้ามาได้พอดี แล้วซุกเท้าหน้าไว้ใต้ท้องนิดหนึ่ง ท่าทางนั้นดูเหมือนเ้าของบ้านตัวจริงมากกว่าผู้อาศัยใหม่เสียอีก
ลูคัสจึงตัดสินใจถือว่าผ่าน
"โอเค"
"งั้นอยู่นี่ก่อน ห้ามปีนเข้าครัวตอนฉันถือของ"
เขาไม่แน่ใจว่าแอชเข้าใจคำสั่งหรือไม่ แต่การพูดออกไปทำให้ตัวเองรู้สึกว่าทุกอย่างเป็ระบบขึ้นนิดหนึ่ง
งานแรกที่ต้องทำคือเก็บพื้นห้องโถงกับครัวให้สะอาดพอสำหรับลูกัเดินหรือคลาน เขาหยิบไม้กวาดเก่าที่ขนหลุดไปเกือบครึ่งออกมากวาดเศษฝุ่น เศษกระจกเล็กๆ และเศษไม้คมจากมุมต่างๆ กองรวมกันไว้
แอชอยู่เงียบได้ประมาณสามนาที
จากนั้นมันก็ลุกขึ้น
ลุกอย่างโงนเงน
แล้วเริ่มเดินตามปลายไม้กวาดที่ขยับไปมาเหมือนมันเป็สัตว์ประหลาดชนิดใหม่
ลูคัสรู้สึกตัวอีกทีตอนมีเงาเล็กๆ พุ่งงับปลายขนไม้กวาดแล้ว
เขาหยุดมือทันที
แอชคาบปลายขนไม้กวาดอยู่ ด้วยสีหน้าที่ทั้งจริงจังและงุนงงว่าทำไมของสิ่งนี้ถึงไม่นุ่มเหมือนคิด
ลูคัสมองมันอยู่สองวินาทีก่อนจะถอนหายใจยาวแบบพยายามไม่หัวเราะ
"นั่นไม่ใช่อาหาร"
แอชไม่ปล่อยทันที มันขบปลายขนไม้กวาดเบาๆ อีกหนึ่งครั้ง แล้วสะบัดหน้าด้วยความผิดหวังเมื่อเจอแต่ฝุ่น
ลูคัสต้องย่อตัวลง ดึงไม้กวาดออกอย่างเบาที่สุด แล้วใช้นิ้วลูบเหนือหัวมันหนึ่งทีเป็การปลอบใจที่โดนปฏิเสธ
"อันนี้ไว้ช่วยทำงาน ไม่ใช่ไว้กิน"
ดูเหมือนคำว่า "ช่วย" จะเป็ส่วนเดียวที่แอชจับได้ เพราะทันทีที่ลูคัสกลับไปกวาดต่อ มันก็เดินตามปลายไม้กวาดอีกรอบ คราวนี้ไม่งับ แต่ใช้ขาหน้าตะปบขนฟุ้งๆ อย่างตั้งใจเต็มที่ ผลคือฝุ่นที่ลูคัสเพิ่งกวาดรวมไว้กระจายกลับออกไปกว้างกว่าเดิม
ลูคัสชะงักกลางทาง
มองกองฝุ่นที่กลับไปอยู่ทุกที่
มองแอชที่ยังวางเท้าหน้าบนขนไม้กวาดด้วยท่าทางภูมิใจเล็กๆ
จากนั้นก็เม้มปากแน่นเพราะไม่อยากหัวเราะใส่หน้ามันเร็วเกินไป
"นายช่วยเก่งมาก"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเกินจริงนิดหนึ่ง
"ถ้าเป้าหมายของงานนี้คือทำให้ฉันกวาดใหม่"
แอชกะพริบตา ไม่ได้รู้สึกถูกประชดแม้แต่น้อย กลับทำเสียงครางสั้นๆ เหมือนดีใจที่ได้มีส่วนร่วมจริงๆ
ลูคัสพ่ายแพ้ให้ภาพนั้นทันที
เขาส่ายหน้า แล้วย่อตัวลงเก็บแอชขึ้นมาไว้ที่รังอีกครั้ง คราวนี้หยิบผ้าขี้ริ้วผืนเล็กมาวางไว้ตรงหน้าเป็สิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ
"นายเอาอันนี้ไปช่วยแทน"
แอชมองผ้าผืนเล็กอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้จมูกดัน มองซ้ำ แล้วคาบชายผ้ามันขึ้นมาอย่างงุ่มง่าม
ลูคัสยืนนิ่ง
ลูกัตัวจิ๋วคาบผ้าขี้ริ้วผืนเล็กแล้วเดินโงนเงนอยู่บนผ้านุ่มราวกับได้รับภารกิจสำคัญที่สุดในโลก
ภาพความน่ารักนั้นกระแทกใจเขาเต็มๆ แบบไม่ทันตั้งตัว
เขาหันหน้าไปทางอื่นหนึ่งวินาทีเพราะยิ้มกว้างจนห้ามไม่อยู่
พอหันกลับมา แอชยังคาบผ้าอยู่แบบเดิม แล้วเดินมาหยุดที่ขอบรังเหมือนกำลังจะเอามาส่ง
ลูคัสจึงต้องย่อตัวลงรับมันไว้จริงๆ
"โอเค"
"ฉันรับแล้ว"
แอชปล่อยผ้าลงในมือเขาทันที จากนั้นเงยหน้ามองอย่างรอคำชมชัดเจน
ลูคัสลูบหัวมันช้าๆ
"เก่งมาก"
หางสั้นๆ ขยับหนึ่งครั้ง
จากนั้นแอชก็หมุนตัวกลับไปนั่งบนรังด้วยท่าทางเหมือนเพิ่งช่วยงานบ้านชิ้นใหญ่สำเร็จ
ลูคัสต้องหยุดอยู่ตรงนั้นอีกพักหนึ่งเพื่อให้รอยยิ้มตัวเองสงบลงพอจะกวาดพื้นต่อ
่สายหมดไปกับงานเล็กๆ ที่ดูไม่สำคัญทีละอย่าง เขาเช็ดคราบควันบางส่วนบนชั้นไม้ในครัว จัดถ้วยชามที่ใช้ได้แยกจากใบที่แตกร้าว เก็บเศษเปลือกไข่บางชิ้นที่ยังค้างอยู่ไปใส่กล่องเล็กต่างหาก ลูคัสยังไม่อยากทิ้งมัน เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่อาจเพราะมันคือหลักฐานว่าคืนแรกนี้เกิดขึ้นจริง
ระหว่างนั้น แอชก็ยัง "ช่วย" ต่อในแบบของมัน
บางครั้งเป็การคาบผ้าขี้ริ้วมาให้แล้วทำตกก่อนถึงมือเขา
บางครั้งเป็การเดินตามเท้าเขาไปทุกจุดจนเกือบโดนเหยียบ
บางครั้งเป็การนั่งจ้องตะปูที่ลูคัสกำลังใช้ตอกสลักหลวมๆ เหมือนตั้งใจเฝ้าอยู่ ทั้งที่ความจริงคงแค่ตื่นกับเสียงตอก
และบางครั้งก็เป็การเผลอชนกล่องไม้เปล่าจนตัวเองใ แล้วพ่นควันจางๆ ออกมาเป็เส้นสั้นจนลูคัสต้องวางค้อนลงกลางทางเพื่อปลอบก่อน
ยังมีงานอีกประเภทหนึ่งที่ลูคัสไม่คิดว่าจะต้องทำควบคู่ไปกับการเลี้ยงัแรกเกิด นั่นคือการอธิบายทุกอย่างที่ตัวเองกำลังทำออกเสียง
ตอนเขาเช็ดชั้นไม้ เขาจะบอกว่า "อันนี้เอาฝุ่นออก"
ตอนย้ายถ้วย เขาจะบอกว่า "อันนี้ยังใช้ได้"
ตอนคัดไม้แตกออกจากไม้ที่พอซ่อมได้ เขาจะบอกว่า "อันนี้คม อย่าเข้าใกล้"
เขาไม่ได้ตั้งใจทำตัวเหมือนกำลังเล่าโลกทั้งใบให้เด็กฟังั้แ่แรก แต่พอเริ่มทำไปสักพัก ก็พบว่าแอชตามเขาทันง่ายขึ้นถ้าได้ยินเสียงเดิมประกอบการกระทำเดิม และที่สำคัญ มันใน้อยลงด้วย
เมื่อลูคัสเดินกลับจากครัวมาห้องโถงพร้ะปูเก่าไม่กี่ตัวกับแผ่นไม้สั้นๆ แอชก็นั่งรออยู่กลางรัง พอได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงเขาบอกเบาๆ ว่า "ฉันกลับมาแล้ว" เ้าตัวเล็กก็คลายท่าทางตึงๆ ลงอย่างเห็นได้ชัด
ภาพนั้นทำให้เขานิ่งไปนิดหนึ่ง
เชื่อใจเร็วไปหรือเปล่า
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาแวบหนึ่ง แล้วหายไปเองเมื่อแอชยื่นหัวเข้าหานิ้วเขาอย่างคุ้นเคย
เด็กเพิ่งเกิดย่อมต้องเชื่อใจใครสักคนอยู่แล้ว
และในบ้านหลังนี้ ตอนนี้คนนั้นมีแค่เขา
ลูคัสจึงได้แต่รับความไว้ใจนั้นไว้เงียบๆ แล้วพยายามทำให้มือและเสียงของตัวเองสม่ำเสมอพอที่อีกฝ่ายจะพักใจได้จริง
งานต่อมาคือซ่อมสลักหน้าต่างบานหนึ่งที่ฝืดและสั่นแรงเวลาลมผ่าน มันเป็หน้าต่างใกล้มุมเตาผิงพอดี หากปล่อยไว้ รังของแอชคงรับลมเย็นมากเกินไปตอนกลางคืน
ลูคัสคุกเข่าลงข้างกรอบหน้าต่าง วางเครื่องมือบนพื้นข้างตัว แล้วเริ่มถอดชิ้นไม้ผุออกทีละส่วน
แน่นอนว่าแอชไม่ยอมอยู่ห่าง
มันเดินโงนเงนมาหยุดห่างจากหัวเข่าเขาเพียง่แขนเดียว ดวงตาจับอยู่ที่การเคลื่อนไหวของไขควงเก่าในมือเขาอย่างสงสัยเต็มที่
"อันนี้ดูได้ ห้ามงับ"
ลูคัสพูดโดยยังไม่ละสายตาจากงาน
แอชกะพริบตา
จากนั้นก็โน้มหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด
"ฉันเห็นนะ"
เ้าตัวเล็กหยุดอยู่กลางทาง ราวกับกำลังไตร่ตรองว่าเขามีตาอยู่ด้านหลังจริงหรือไม่
ลูคัสหลุดยิ้มบางๆ แล้วใช้มือซ้ายลูบหัวมันหนึ่งทีโดยไม่ต้องหันมองเต็มๆ แอชจึงยอมลงนั่งที่เดิม แม้จะยังเอนตัวอยากรู้อยากเห็นอยู่ตลอด
พอไขควงขูดเนื้อไม้ดังแครกเบาๆ แอชก็สะดุ้งนิดหนึ่ง ปีกบางกางออกโดยอัตโนมัติ แต่เพราะลูคัสพูดต่อเนื่องเหมือนเดิม
"ไม่เป็ไร"
"แค่เสียงไม้"
"ฉันอยู่ตรงนี้"
เ้าตัวเล็กจึงไม่พ่นควันใส่หน้าต่างซ้ำให้เื่ยุ่งกว่าเดิม
การซ่อมหน้าต่างกินเวลามากกว่าที่คิด ไม้เก่าบางส่วนบวมจากความชื้นจนต้องค่อยๆ แซะและขัดให้เข้าที่ ลูคัสย้ายแผ่นไม้สั้นมารอง ปรับบานพับแล้วลองเปิดปิดซ้ำหลายรอบระหว่างที่แอชนั่งเฝ้าอยู่อย่างมีหน้าที่
ครั้งหนึ่งตอนเขาเผลอเอื้อมไปหยิบตะปูอีกตัว แอชก็ขยับเข้าใกล้ถุงตะปูเก่าด้วยความสนใจเต็มที่ ลูคัสหันมาเห็นทันเวลา จึงรีบเลื่อนถุงขึ้นสูงพร้อมพูดเรียบๆ
"ไม่"
คำเดียวสั้นๆ นั้นทำให้แอชชะงัก
มันเงยหน้ามองเขาเหมือนทดสอบว่าคำนี้หมายถึงอะไรแน่
ลูคัสวางตะปูลงบนหีบสูงพ้นเอื้อม แล้วหันมาแตะหัวมันเบาๆ
"อันนี้อันตราย"
"ถ้าอยากช่วย เอานี่ไปแทน"
เขาหยิบเศษไม้ชิ้นเรียบๆ ไม่มีคมส่งให้แทน แอชดม มอง แล้วคาบมันขึ้นมาด้วยท่าทีจริงจังเหมือนรับ่งานต่อจากหัวหน้าช่าง
ลูคัสหันกลับไปตอกสลักต่อ โดยที่มุมปากยกค้างอยู่น้อยๆ ตลอดเวลา
หลังจัดหน้าต่างบานนั้นเสร็จ เขาลองเปิดออกครึ่งหนึ่งให้ลมผ่านแล้วปิดกลับอีกครั้ง บานหน้าต่างเคลื่อนนุ่มขึ้นกว่าก่อนมาก เสียงสั่นลดลงจนเหลือเพียงครืดเบาๆ ที่ไม่น่ารำคาญ
แอชซึ่งคาบเศษไม้อยู่เงยหน้ามองเขาราวกับรอผลการตรวจงาน
"ผ่าน"
ลูคัสพูดทันที
"ถ้าคืนนี้ลมไม่ตีเข้ารังนายอีก ก็ถือว่าเราสองคนทำสำเร็จ"
คำว่า "เรา" ทำให้แอชส่งเสียงครางสั้นๆ คล้ายพอใจ แล้ววางเศษไม้ลงที่ปลายเท้าเขาราวกับส่งคืนเครื่องมือหลังงานเสร็จ
โมเม้นนั้นเล็กมาก
เล็กจนถ้าใครผ่านมาเห็นอาจไม่รู้สึกอะไร
แต่สำหรับลูคัส ความร่วมมือเงอะงะนี้กลับแตะบางอย่างลึกๆ ในใจเขา เขาเคยทำงานซ่อม คัดกรง รักษาแผล และจัดพื้นที่ให้สัตว์วิเศษมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ส่วนใหญ่มักทำคนเดียว หรือไม่ก็ทำท่ามกลางเสียงสั่ง เสียงเร่ง และบรรยากาศที่ไม่มีใครมองสิ่งมีชีวิตพวกนั้นเป็มากกว่า "ภาระ"
เที่ยงคล้อยมาพร้อมแสงอุ่นขึ้นกว่าเดิม ลูคัสจึงย้ายงานไปที่โต๊ะในห้องโถงแทน เขาใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดพื้นโต๊ะยาวอีกรอบ แล้วคัดของเล็กๆ ที่พอใช้ได้ออกมาเรียงเป็หมวด
เชือกเก่า
ตะปูไม่คด
ผ้าสะอาด
ช้อนสองคัน
ถ้วยตื้นที่เหมาะกับแอช
แอชปีนขึ้นมานั่งบนโต๊ะเมื่อเห็นว่าเขาใช้เวลาตรงนี้นาน มันยังขึ้นไม่คล่อง ต้องพึ่งกล่องไม้เตี้ยเป็ขั้น จากนั้นก็โผล่หัวขึ้นมาเหนือขอบโต๊ะพร้อมสีหน้าภูมิใจเหมือนเพิ่งพิชิตูเาลูกหนึ่งมาได้
ลูคัสหันไปเห็นพอดี
"นายขึ้นมาเองได้แล้วเหรอ"
แอชกระพือปีกเล็กๆ หนึ่งครั้งราวกับยืนยัน
แล้วสิ่งแรกที่มันทำหลังขึ้นมาได้สำเร็จ คือเดินทับเชือกที่ลูคัสเพิ่งม้วนเรียบร้อยจนหลุดกระจายอีกครั้ง
ลูคัสมองเชือก
มองแอช
มองเชือกอีกที
จากนั้นก็ถอนหายใจอย่างแพ้ทาง
"ตกลงนายเกิดมาเพื่อทดสอบความอดทนฉันใช่ไหม"
แอชดันหัวเข้าหลังมือเขาแทนคำตอบ
เขาจึงได้แต่ใช้นิ้วเขี่ยเชือกกลับมากองใหม่ ขณะเดียวกันก็เอาหลังมืออีกข้างรองลำตัวเล็กไว้กันเ้าตัวตกจากโต๊ะ
ระหว่างม้วนเชือกใหม่ ลูคัสนึกขึ้นได้ว่าโต๊ะนี้ควรกลายเป็มุมใช้งานประจำของบ้าน เขาจึงเคลียร์พื้นที่ด้านหนึ่งไว้สำหรับอุปกรณ์ดูแลแอชโดยเฉพาะ
ชามน้ำตื้น
ผ้าสะอาด
ถ้วยอาหาร
สมุดบันทึก
ทุกชิ้นถูกจัดให้อยู่ในระยะมือเอื้อม
เมื่อวางชามน้ำตื้นลงตรงมุมเดิม แอชก็ชะงักเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ามันจำได้ว่าของสิ่งนี้เกี่ยวกับอะไร
ลูคัสไม่เร่งให้ลอง เขาเพียงแตะผิวน้ำด้วยปลายนิ้วให้เกิดวงคลื่นเล็กๆ แล้วปล่อยไว้
แอชมอง
มองอีกนิด
ก่อนจะยื่นคอลงไปแตะลิ้นเร็วๆ หนึ่งครั้ง
แล้วสองครั้ง
ครั้งที่สามมันเริ่มเลียได้ยาวขึ้นกว่าตอนเช้าเล็กน้อย
ลูคัสไม่ชมทันที เพราะไม่อยากให้มันสะดุ้งกับเสียง แต่ดวงตาของเขาอ่อนลงอย่างชัดเจน
อีกก้าวหนึ่งแล้ว
ลูกัตัวจิ๋วเงยหน้าขึ้นหลังแตะน้ำได้สามสี่ครั้ง แล้วหันมามองเขาแบบเดียวกับเวลาตรวจสอบว่าตัวเองทำถูกหรือไม่
ลูคัสจึงค่อยพูดเบาๆ
"ดีมาก"
แอชนิ่งไปหนึ่งอึดใจ ก่อนดันหัวเข้ากับนิ้วเขา แล้วเดินไปนั่งทับผ้าสะอาดผืนเล็กที่วางอยู่ข้างสมุดเหมือนเลือกของตัวเองบนโต๊ะนี้เรียบร้อยแล้ว
ภาพนั้นทำให้ลูคัสต้องนั่งมองมันอยู่เงียบๆ สักพัก
โต๊ะยาวเก่าๆ ที่วันแรกยังมีแต่ฝุ่นกับข้าวของทิ้งไว้ ตอนนี้กลับมีชามน้ำของลูกั ผ้าพับเรียบร้อย และัตัวจิ๋วหนึ่งตัวนั่งขดอยู่มุมหนึ่งเหมือนเป็เื่ปกติมาแต่แรก
การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่
แต่จับต้องได้จริง
บ่ายต้น ลูคัสพาแอชออกไปยืนตรงธรณีประตูเฉลียงเพียง่สั้นๆ เป็ครั้งแรก เขายังไม่กล้าวางมันลงพื้นนอกบ้าน เพราะลมในหุบเขายังเย็นและพื้นไม้ตรงเฉลียงก็หยาบเกินไปสำหรับตัวเล็กๆ แบบนี้
แอชยืดคอออก มองหมอกที่บางลงแล้ว ขยับจมูกรับกลิ่นภายนอกอย่างตั้งใจ หูเล็กขยับตามเสียงนก เสียงลม และเสียงน้ำไกลๆ จากบ่อด้านข้างบ้าน
ลูคัสอุ้มมันแน่นขึ้นนิดหนึ่งเผื่อมันใ
แต่แอชไม่ได้ถอยกลับทันที
มันเพียงแนบตัวเข้ากับอกเขามากขึ้น ขณะยังมองโลกข้างนอกต่อไป
ท่าทางนั้นทำให้ลูคัสเข้าใจว่า มันไม่ได้กล้าทุกอย่างเสียทีเดียว
มันแค่กล้าพอจะมอง เมื่อมีเขาอยู่ด้วย
"นั่นบ่อ"
เขาพูดเบาๆ เหมือนแนะนำโลกทีละชิ้น
"ตรงนั้นโรงนา"
"ตรงนู้นรั้วที่ต้องซ่อม"
"แล้วทั้งหมดนี่... คงเป็บ้านของเราไปอีกพักใหญ่"
คำพูดสุดท้ายทำให้เขาชะงักเองนิดหนึ่ง
บ้านของเรา
คำนี้ไม่ได้ฝืนอีกแล้ว
มันออกมาง่ายอย่างเป็ธรรมชาติ จนลูคัสไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในใจเขา ตอนนี้บ้านหลังนี้มีเ้าของร่วมเพิ่มขึ้นมาแล้วหนึ่งตัว
แอชหันกลับมามองหน้าเขาเมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้น ก่อนจะใช้จมูกแตะ่คอเสื้อเขาเบาๆ แล้วซุกอยู่ตรงนั้นสั้นๆ เหมือนรับคำที่เขาไม่ได้ตั้งใจพูดให้ใหญ่โตอะไรนัก
ลูคัสจึงยกมือว่างขึ้นลูบสันหลังเล็กของมันช้าๆ
ข้างนอกฟาร์มยังพังเหมือนเดิม
ข้างในบ้านยังมีงานอีกมาก
แต่ตรงธรณีประตูนี้ เขากลับรู้สึกเป็ครั้งแรกว่าไม่ได้กำลัง "อาศัย" อยู่ในมรดกร้างอีกต่อไป
เขากำลังเริ่มใช้ชีวิตที่นี่จริงๆ
ทุกอย่างช้า
ทุกอย่างจุกจิก
ทุกอย่างกินเวลา
แต่แทนที่บ้านจะดูน่าหงุดหงิดขึ้น มันกลับเริ่มมีลมหายใจ
เสียงไม้กวาดถูกพื้น
เสียงถ้วยกระทบกันเบาๆ
เสียงเล็บจิ๋วของแอชแตะไม้
เสียงคราง เสียงจามควัน เสียงลูคัสเรียกชื่อมันเป็ระยะ
ฟาร์มร้างที่วันแรกยังมีแต่ความเงียบ ตอนนี้เริ่มมีเสียงซึ่งไม่ได้น่ารำคาญเลย
มันคือเสียงของการมีคนอยู่
เสียงของการอยู่ร่วมกัน
และแปลกเหลือเกินที่เพียงแค่เสียงเล็กๆ แบบนี้ ก็ทำให้ผนังไม้เก่าดูอบอุ่นขึ้นได้
พอใกล้เที่ยง ลูคัสก็ย้ายมาจัดมุมข้างเตาผิงใหม่ให้เป็ที่นอนถาวรขึ้นอีกนิด เขาลากหีบไม้เตี้ยๆ มาวางเป็ขอบด้านหนึ่ง ปูผ้าห่มเพิ่มอีกชั้น แล้วใช้เสื้อคลุมเก่าที่ไม่ใช้แล้วม้วนเป็ขอบนุ่มกันลม
แอชเดินวนดูงานทุกขั้นตอน
ทุกครั้งที่ลูคัสพับผ้า มันก็จะยื่นจมูกมาดันมุมผ้าเหมือนอยากพับด้วย
ทุกครั้งที่ลูคัสย้ายของ มันก็จะย้ายตามมานั่งใกล้ๆ
และเมื่อเขาวางเสื้อคลุมม้วนลงเป็ขอบรัง แอชก็ปีนขึ้นไปยืนบนนั้นทันทีเหมือนอยากตรวจว่ามั่นคงพอหรือยัง
ปัญหาคือขอบนั้นกลมและสูงเกินขาสั้นๆ ของมันไปนิด
ดังนั้นพอปีนขึ้นไปได้ แอชก็เสียหลัก กลิ้งตุบลงมาบนผ้านุ่มด้านในแทน
ลูคัสสะดุ้ง รีบยื่นมือเข้าไป
แต่แอชไม่ได้ร้อง มันเพียงนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเหมือนกำลังประมวลว่าศักดิ์ศรีของตัวเองเสียไปมากแค่ไหน จากนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นใหม่ แล้วทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ลูคัสเม้มปากแน่นอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ไหวแล้ว
เสียงหัวเราะหลุดออกมาจริงๆ
ไม่ใช่แค่เสียงหัวเราะเบาๆ ปนลมหายใจ
ไม่ใช่เสียงสั้นๆ แบบเผลอ
แต่เป็เสียงหัวเราะจริงๆ ที่ดังขึ้นกลางห้องโถงอย่างเป็ธรรมชาติ
แอชชะงัก
มันหันมามองเขาทันที ดวงตาสีเข้มกะพริบหนึ่งครั้งเหมือนไม่แน่ใจว่าเสียงนี้คืออะไร
ลูคัสเองก็นิ่งไปกับเสียงของตัวเองเช่นกัน
หัวเราะ
เขากำลังหัวเราะอยู่จริงๆ
ความรู้สึกนั้นแล่นผ่านตัวเขาช้าๆ แต่ชัดเจนจนทำให้รอยยิ้มที่ค้างอยู่ค่อยๆ จางลงเป็ความเงียบที่ต่างออกไป
เขาไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว
นานพอที่ร่างกายจะลืมไปเกือบหมด ว่าเสียงหัวเราะที่ไม่ต้องระวัง ไม่ต้องเกรงว่าใครจะได้ยินแล้วเข้าใจผิด และไม่ต้องตามมาด้วยความตึงเครียดนั้น หน้าตาเป็แบบไหน
ลูคัสยืนอยู่กลางห้อง มือยังถือชายผ้าห่มค้างไว้ ขณะที่แอชค่อยๆ เดินโงนเงนมาทางเขาเหมือนจะดูให้แน่ใจว่าเขายังโอเค
เมื่อมาถึง มันก็ดันหัวเข้ากับข้อเท้าเขาเบาๆ
เพียงััเล็กน้อยนั้นก็ทำให้ลูคัสกลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง
เขาย่อตัวลงช้าๆ แล้วช้อนแอชขึ้นมาไว้ในอ้อมมือ
ลูกัตัวจิ๋วส่งเสียงครางสั้นๆ อย่างคุ้นเคย
ลูคัสมองมันเงียบๆ
"นายรู้ไหม"
เขาพูดช้ากว่าปกตินิดหนึ่ง
"ฉันไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานเท่าไร"
แอชแน่นอนว่าไม่รู้
แต่มันก็ยังฟังอยู่ในแบบของมัน ดวงตาสีเข้มมองหน้าเขาอยู่ ก่อนจะค่อยๆ ซบคางเล็กลงบนโคนหัวแม่มือเหมือนเห็นว่าคำตอบที่ดีที่สุดตอนนี้อาจเป็การอยู่เฉยๆ
ลูคัสยกนิ้วลูบเหนือหัวมันเบาๆ
ความอุ่นของเกล็ดเล็กส่งกลับมาที่ปลายนิ้ว
จริง
เรียบง่าย
และสงบอย่างไม่น่าเชื่อ
เขาหันมองไปรอบห้องอีกครั้ง
โต๊ะยังเก่า
ผนังยังผุ
หน้าต่างยังฝืด
มุมหนึ่งของครัวยังมีรอยไหม้เก่าที่เขายังหาคำตอบไม่ได้
แต่มันต่างจากวันแรกอย่างชัดเจน
ความต่างนั้นไม่ได้มาจากของที่ซ่อมเสร็จ
ยังไม่ได้มาจากงานชิ้นใหญ่
และไม่ได้มาจากความสมบูรณ์ของบ้านแม้แต่น้อย
มันมาจากเสียง
เสียงครางของแอช
เสียงเล็บเล็กๆ ของมันบนพื้นไม้
เสียงถ้วยที่ถูกใช้งาน
เสียงหัวเราะของเขาเองเมื่อครู่
บ้านหลังนี้เริ่มมีเสียงของคนอยู่จริงแล้ว
และนั่นทำให้มันเริ่มเป็บ้าน
ลูคัสอุ้มแอชไว้แนบอกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับไปวางมันลงในรังที่เพิ่งจัดเสร็จ คราวนี้เ้าตัวเล็กนั่งลงตรงกลางรังใหม่ทันที หมุนหนึ่งรอบอย่างเชื่องช้า แล้วค่อยๆ ทิ้งตัวลงบนเสื้อคลุมม้วนราวกับยอมรับพื้นที่ตรงนี้อย่างเป็ทางการ
ลูคัสนั่งลงข้างรัง มองมันปรับท่านอนด้วยความสนใจจริงจังแบบเดียวกับที่เฝ้าดูทุกอย่างั้แ่เช้า
พอหาตำแหน่งพอดีได้ แอชก็ยืดคอออกมานิดหนึ่ง วางคางบนขอบผ้า แล้วมองเขาจากตรงนั้น
ลูคัสยื่นนิ้วไปให้
มันแตะปลายนิ้วเขาเบาๆ
แค่นั้น
แต่เพียงแค่นั้น เขาก็เข้าใจว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวในฟาร์มร้างนี้อีกแล้ว
เขาเอนหลังพิงขอบเก้าอี้ตัวเก่า ปล่อยให้กล้ามเนื้อเมื่อยล้าคลายลงทีละน้อย ข้างนอกหุบเขาเมฆายังเงียบกว้างตามแบบของมัน ทว่าความเงียบภายในบ้านไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันไม่ได้ว่างเปล่า แต่เต็มไปด้วยเสียงเล็กๆ ที่คอยตอบกลับเมื่อเขาขยับ ทำงาน พูด หรือแค่หายใจอยู่ตรงนี้
"บ้านที่เริ่มมีเสียงสินะ"
เขาพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับใคร
แอชกะพริบตาช้าๆ จากในรัง
ลูคัสยิ้ม
"ถ้านายจะช่วยทำให้มันมีเสียงแบบนี้ต่อไป..."
เขามองผ้าขี้ริ้วที่ถูกคาบมาแล้วรอบหนึ่ง ไม้กวาดที่ถูกโจมตีไปหนึ่งหน รังที่เพิ่งทำเสร็จ และลูกัไฟตัวจิ๋วที่นอนอยู่กลางทั้งหมดนั้น
"ก็ช่วยอย่าเผาครัวเพิ่มก่อนแล้วกัน"
แอชทำเสียงครางจิ๋วในลำคอคล้ายไม่รับปากใดๆ
ลูคัสหลุดหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้เบากว่าเดิม แต่ไม่ฝืดแล้ว
เขาดึงสมุดบันทึกมาวางบนตัก เปิดหน้าว่าง แล้วเขียนช้าๆ ตามสิ่งที่เพิ่งผ่านมาทั้งเช้า
เริ่มยอมดื่มน้ำจากถ้วยถ้ามืออยู่ใกล้
คึกขึ้นหลังอาหาร
ชอบมีส่วนร่วมกับทุกอย่าง
คาบผ้าได้
สนใจการเคลื่อนไหวของไม้กวาดและเครื่องมือ
ใง่ายแต่สงบลงเร็วเมื่อได้ยินเสียงและััเดิม
เขาหยุดปลายดินสอ ก่อนเขียนบรรทัดสุดท้าย
บ้านเงียบลงน้อยกว่าเดิมมาก
ลูคัสมองประโยคนั้นอยู่พักหนึ่ง แล้วไม่แก้มัน
เพราะมันจริงที่สุดแล้ว
เขาปิดสมุด วางไว้ข้างตัว แล้วทอดสายตามองแอชอีกครั้ง ลูกัตัวจิ๋วหลับตาไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ยังไม่หลับเต็มที่ เหมือนกำลังเฝ้าให้แน่ใจว่าเขายังอยู่ในระยะมองเห็นก่อนจะยอมปล่อยตัวเองให้พัก
ลูคัสจึงขยับเก้าอี้เข้าใกล้อีกนิด จนเมื่อเหยียดมือออกไป ก็แตะขอบรังได้พอดี
เขาวางมือไว้ตรงนั้นเฉยๆ
ไม่ได้ลูบ
ไม่ได้เรียก
แค่ให้มันอยู่ตรงนี้
แอชเหลือบตามองมือเขา แล้วในที่สุดก็ปล่อยเปลือกตาลงสนิท
ห้องโถงกลับสู่ความสงบอีกครั้ง
ลูคัสปล่อยลมหายใจยาวช้าๆ
ข้างนอกลมยังพัดผ่านหุบเขา
ข้างในเตาผิงยังอุ่น
และใกล้มือเขา มีลูกัตัวจิ๋วหลับอยู่ในรังใหม่ที่ทำเสร็จเมื่อเช้า
รังผ้านุ่มถูกดึงไว้ชิดเตาผิงพอดี
ผ้าขี้ริ้วที่แอชคาบมาช่วยงานเมื่อเช้ากองอยู่ไม่ไกลจากปลายหางมัน
ลูคัสเลื่อนมันเข้าที่ด้วยปลายนิ้วเบาๆ แล้วปล่อยให้ห้องเงียบต่อไป