ตอนที่ 12
ชวี่ฮุ่ยิ และจวนแม่ทัพ
เฉินโจวฉีไม่เข้าใจอยู่บางสิ่ง
กล่าวตามตรงเขาไม่คิดว่าสกุลชวี่และสกุลเฉินจะสนิทชิดเชื้อกันจนถึงขั้นได้ไปมาหาสู่กันได้อย่างเปิดเผยถึงเพียงนี้
ชายหนุ่มจดจำไม่ได้จริงๆ ว่าครั้งล่าสุดที่เคยได้เอ่ยพูดคุยกับชวี่ซื่อจื่อจากจวนเสนาบดีนั้นคือใน่เวลาใด
เป็ในท้องพระโรง่ที่เสนาบดีชวี่กำลังยกฎีกากล่าวว่ากองทัพบางส่วนของพวกเขามีการทุจริตเสบียงงั้นหรือ?หรือในงานเลี้ยงสักสกุลที่บิดาเดินฟืดฟัดออกมาหลังจากสนทนากับชวี่ซื่อจื่อเพียงชั่วครู่กันนะ
แต่จะในเวลาใดก็เหมือนจะไม่น่าภิรมณ์สักเหตุการณ์
เฉินโจวฉีขมวดคิ้วคมเข้มจนเสียแทบจะเป็ปมบ่งบอกถึงความไม่เข้าใจอย่างแรงกล้าต่อเหตุการณ์ตรงหน้า
“อวี้เออร์” เฉินโจวฉีโน้มตัวไปกระซิบกระซาบกับน้องสาว“เหตุใดชวี่ซื่อจื่อจึงมาเยือนจวนแม่ทัพของเราได้”
อวี้เยี่ยนยิ้มเล็กน้อยต่อหน้าพี่ชายที่ตามใจนาง อวี้เยี่ยนไม่เคยปกปิดด้านที่อ่อนหวานของตนเอง นางเอ่ยตอบเสียงนุ่มใสกระจ่าง“ข้าเทียบเชิญชวี่ซื่อจื่อมาที่จวนเองเ้าค่ะ”
และไม่สนใจสายตาตื่นตะลึงของพี่ชายร่างงามบอบบางลุกขึ้น กล่าวเสียงยานคางให้คนในห้องโถงใหญ่ได้ยินกันถ้วนหน้า“อวี้เยี่ยนได้เตรียมขนมดอกกุ้ยฮวาไว้ให้ทุกท่าน อย่างไรขอตัวไปยกมาให้สักครู่นะเ้าคะ”
กล่าวจบก็เดินออกไปไม่รอให้ผู้ใดทักทายหรือเอ่ยถามกลับทั้งสิ้น
“นางเป็เด็กที่ไม่ค่อยกริ่งเกรงผู้ใดถึงเอาแต่ใจไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ผู้ไร้เหตุผลอะไรมากมายขอชวี่ซื่อจื่ออย่าใส่ใจนิสัยของนางนัก” เฉินหวังเจี้ยน บิดาของอวี้เยี่ยน กล่าวกับชวี่ซื่อจื่อผู้มาเยือน
ท่ามกลางสายตาที่ค่อนข้างสงสัยต่อการปรากฏตัวของเขาชวี่ฮุ่ยิยังคงนั่งสง่างามไม่สะทกสะท้าน ชุดสีดำอันเป็เอกลักษณ์ขับเน้นให้ผิวขาวซีดของเขาดูโดดเด่นใบหน้าคมสันเฉินเวยหนิงลอบมองแล้วลอบมองอีก
ครั้นเห็นอวี้เยี่ยนปลีกตัวออกไปเพื่อนำขนมที่เตรียมไว้มารับรองแขกนางก็แค่นหัวเราะ ทั้งเชิญชวี่ซื่อจื่อมา ทั้งทำขนมต้อนรับกลัวคนไม่รู้หรือไรว่ากำลังเล่นละครเสแสร้งอยู่
แม้เสียดาย่เวลาที่ได้ลอบมองชวี่ซื่อจื่อเพียงใดแต่หากพี่สาวขอตัวไปเตรียมของเพียงผู้เดียว แต่น้องสาวกลับนิ่งเฉยอย่างไรก็ดูไม่ดี ทำให้นางจำใจต้องเดินตามอวี้เยี่ยนออกไป
เมื่อเดินตามเส้นทางมายังห้องครัวก็เห็นร่างในชุดสีม่วงเข้มกำลังสั่งการสาวใช้เพื่อให้จัดชุดขนมและน้ำชาเพื่อให้ของได้เดินทางไปรับรองแขก
“รวดเร็วเสียจริง”เฉินเวยหนิงปรายตามอง “ตระเตรียมทั้งหมดได้รวดเร็วขนาดนี้พี่สาวคงเตรียมการมานานแล้ว”
“ย่อมเป็เช่นนั้นข้าเป็ผู้เชิญแขกมา และถ้าหากไม่มีการเตรียมการที่ดี ย่อมถูกนินทาได้หรือน้องสาวไม่คิดเตรียมการหากมีแขกมาเยือนกัน?” อวี้เยี่ยนถามกลับ ทำเป็มองไม่เห็นใบหน้าดำคล้ำของเฉินเวยหนิงก่อนจะเอ่ยอย่างเรื่อยเฉื่อย
“หากน้องสาวว่างเสียจนตามข้ามาเพื่อพูดอะไรที่ไม่น่าฟังไม่สู้ช่วยข้ายกของไปรับรองแขก”
“คิดว่าข้าตามมาเพื่อดูเ้าแสดงละครหรือ?”เฉินเวยหนิงเริ่มไม่พอใจ “ย่อมมาช่วยเ้าอยู่แล้ว”
กล่าวจบก็เดินไปหยิบถาดวางขนมและยกออกไปอย่างรวดเร็วอวี้เยี่ยนเหลือบตามอง ช่างเป็เด็กสาวที่หุบปากไม่เป็เสียจริง หากไม่เอ่ยวาจาแซะคนสักประโยคน่ากลัวว่าคืนนั้นคงจะนอนไม่หลับ
หากถามว่าชินชาไหมก็ช่างให้ความรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้างกระนั้นพอนึกไปถึงจุดจบของเฉินเวยหนิงในกาลก่อน อวี้เยี่ยนก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา
นางย่อมไม่คิดจะช่วยผู้ใดหากตนเองนั้นยังเอาไม่รอด อนาคตกาลก่อนพวกนั้นไม่รู้จะดำเนินไปแบบเดิมมากน้อยเพียงใดนางและเฉินเวยหนิงจะตกต่ำเช่นนั้นอีกครั้งหรือไม่ เื่ราวพวกนี้ก็ไม่มีผู้ใดมาให้คำตอบแก่นางได้
แต่ดูจากที่การกระทำเล็กน้อยที่นางเปลี่ยนแปลงไปในกาลนี้ก็ดูจะส่งผลกับอนาคตและผู้คนอยู่บ้าง ดูได้จากที่ชวี่ฮุ่ยิมาเยือนที่จวนของนางในวันนี้
ในกาลก่อนแม้พูดคุยกันอยู่หลายประโยค กับชวี่ฮุ่ยิ เขาไม่ใช่คนมีน้ำใจหรือชื่นชอบการมาเยือนจวนผู้อื่นมากขนาดนั้น
ถือว่านางคาดการณ์ไว้ถูกอยู่บ้างที่คิดเปลี่ยนแปลงั้แ่ต้น คิดให้เื่ทุกอย่างมาอยู่ในเส้นเื่เดียวกันและกันในท้ายที่สุด
ทว่าแม้เื่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อยน่ากลัวว่าที่ไม่แปรเปลี่ยนคงเป็ในเื่ของเฉินชิงเหลียน น้องสาวผู้นี้คือศูนย์กลางแห่งเื่ราวเป็จุดเด่นและเป็ที่สนใจเสมอแม้นางไม่ปรากฏตัว
อวี้เยี่ยนค่อนข้างใส่ใจไม่น้อยสำหรับการปรากฏตัวในครั้งนี้ของเฉินชิงเหลียน
ตัวนางนั้นทำใจได้มานานแล้วว่าหากเฉินชิงเหลียนมาเยือนฐานะของนางคงถูกบดบังจนไม่มีผู้ใดจดจ่อมาที่นางอีกต่อไป แต่แล้วอย่างไรเพราะในกาลก่อนนางคิดแทนที่เฉินชิงเหลียน พรากเพียรถึงเพียงนั้น แต่ผลที่ได้กลับเป็ตัวนางที่ตกต่ำจนไม่มีหน้าไปสู้ผู้ใดอีก
ให้มองที่สถานการณ์ความเป็จริงเฉินชิงเหลียนมิใช่ผู้ที่นางควรเป็ศัตรู แต่คือผู้ที่นางควรสนับสนุนและเกาะขาเอาไว้ให้แน่น
สมองคิดไปเรียบเรื่อยแต่เท้าเล็กๆ ของนางไม่ได้หยุดนิ่ง เดินนำสาวใช้มาเพื่อนำขนมที่ตระเตรียมไว้แจกแก่ทุกคนเมื่อรับรองแขกเรียบร้อย อวี้เยี่ยนก็โบกมือครานึงให้สาวใช้เดินออกไป จัดแจงอย่างคล่องแคล่วก่อนนางจะเดินกลับมานั่งที่เดิม
“เ้าทำเองหรือ?”เฉินโจวฉีเอ่ยถามอย่างฉงน น้องสาวนั้นทำขนมเป็แน่นอน แต่พักหลังๆ มานี้ นางไม่ค่อยกระตือรืนร้นจะทำสักเท่าไหร่เหมือนจะสนใจซื้อที่โรงเตี๊ยมเพื่อนำขนมที่เลิศรสกว่านั้นมาให้ชินอ๋องลิ้มลองเสียมากกว่า
“แค่ให้บ่าวในเรือนทำขึ้นตามสูตรที่มีเท่านั้นเ้าค่ะ”นางจะเสียเวลาทำเองไปทำไมกัน ประโยคหลังนั้นอวี้เยี่ยนได้แต่คิดในใจ
หากเคยลงมือลงแรงทำมาก่อนแต่โดนเมินเฉยครั้งแล้วครั้งเล่า นานวันเข้าวี้เยี่ยนก็ไม่มีอารมณ์ที่แม้แต่จะฝึกทักษะเพิ่มเพื่อเอาใจใครอีกต่อไป
เฉินเวยหนิงร้องเหอะออกมาอย่างไม่สะดุดตา ก็นึกว่าจะเสแสร้งถึงขนาดลงมือทำเองทุกขั้นตอนแท้จริงก็หาได้ลงแรงถึงเพียงนั้น ถึงว่าเหตุใดการเตรียมของจึงเป็ไปอย่างรวดเร็ว
“...”ชวี่ฮุ่ยิยังคงไร้คำพูด มองคุณหนูคนโตตระกูลเฉินที่ไม่คิดเสแสร้งว่าทำขึ้นมาเองเลยแม้แต่น้อยเมื่อยกขนมดอกกุ้ยฮวาขึ้นมากัดชิม ความหอมละมุ่นกระจายทั่วทั้งปากรสไม่หวานจนเลี่ยน กลับพอเหมาะในการทานคู่กับชาหอมหมื่นลี้ที่สกลุเฉินเอามารับแขก
ขนมดอกกุ้ยฮวามิใช่ของหาทานยากทว่ารสชาติที่แตกต่างจากที่อื่นเล็กน้อยนี่ต่างหากที่ทำให้เพลิดเพลินไม่น้อยในการลิ้มรส
เฉินโจวฉีเหลือบดวงตาคมมองไปยังขนมทั้งสองชิ้นของชวี่ซื่อจื่อที่หมดไปอย่างรวดเร็วหากมองข้ามหน้าตาที่แสนเรียบเฉยของชายหนุ่มไป ความรวดเร็วในการทานกลับดูย้อนแย้งแตกต่างจากความสงบนิ่งของใบหน้าไม่น้อย
หันมามองขนมที่ถูกกัดชิมไปเพียงคำเดียวของตนเองเฉินโจวฉีรู้สึกกำลังพ่ายแพ้
ขนมนั่นอย่างไรก็เป็สูตรที่อวี้เอ๋อร์เป็ผู้ปรับสูตรเรื่อยมาเพียงแค่นางไม่ได้ลงมือทำเอง ทว่าเขากลับไม่ใช่ผู้ที่ลิ้มรสมันจนหมดก่อน ปล่อยให้แขกผู้มาเยือนทานหมดล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
นี่ไม่เท่ากับกำลังบอกว่าขนมของน้องสาวไม่อร่อยมากพอเช่นนั้นหรือ?
ทันใดนั้นชายร่างสูงใหญ่พลันกระวนกระวายใจขึ้นมาเร่งทานขนมให้หมดหลังคิดเช่นนั้น
เห็นท่าทางกระวีกระวาดของพี่ชายข้างกายอวี้เยี่ยนเพียงลอบยิ้มขบขัน แม้โลกภายนอกพังทลายอย่างไร กลับมาขอเพียงมีพี่ชายเป็เกราะกำบังให้นางก็ไม่ขอสิ่งใดมากมายแล้ว
แม้เป็รอยยิ้มขบขันชั่วครู่ก่อนจะกลับไปนิ่งเฉยดังเดิม
สิ่งเหล่านี้ไม่พ้นสายตาของชวี่ฮุ่ยิ
ั้แ่ที่ได้พบชวี่ฮุ่ยิพบเพียงสองใบหน้าของอวี้เยี่ยน คือยิ้มจอมปลอม และใบหน้าบึ้งตึงโกรธานางมักคงสีหน้าทั้งสองไว้เสมอมา หากผู้อื่นมาพบเห็นบ่อยเข้าย่อมรู้สึกไม่อยากเข้าใกล้
กระนั้นรอยยิ้มที่เผยออกมาอย่างเป็ธรรมชาติเช่นเมื่อครู่ชวี่ฮุ่ยิคล้ายเพิ่งเคยเห็น
เป็ความงดงามคล้ายหมอกควันสีหม่น หมอกที่ปรากฏยามสายลมหนาวจับตัว ยังไม่ทันมองให้กระจ่างชัดกลับจางหายไปอย่างรวดเร็วภายในพริบตาเดียว
ในเต๋อหวางฉายความมีชื่อเสียงของหญิงงามอันดับหนึ่ง ย่อมไม่พ้นสกุลหวัง หวังซือเจียหญิงสาวครบครับศาสตร์ทั้งสี่ อ่อนโยน งดงาม ทั้งเป็บุตรีสายตรงของภรรยาเอก
อาจเพราะเป็ฐานะที่เรียกได้ว่าเหมาะสมมารดาของเขาก็มีพูดเปรยถึงความเหมาะสมของนางให้ได้ยินเป็พักๆ
ยังดีที่บิดายังมองว่าเขาไม่สมควรรีบร้อนสมควรค่อยๆ มองและเลือกให้มากหน่อย บางทีอาจพบทั้งผู้ที่เหมาะสมและผู้ที่พึงใจเหมือนที่บิดาได้พบเจอกับมารดา
“แล้วที่ชวี่ซื่อจื่อมาเยือนถึงจวนแม่ทัพคงไม่ใช่เป็เื่ที่สามารถเอ่ยจบได้ภายในจดหมายฉบับเดียวกระมัง จึงต้องมาหาด้วยตนเองถึงที่นี่เป็เกียรติของจวนข้านัก” เสียงของแม่ทัพบูรพาเอ่ยกล่าวติดหยอกเย้าเช่นเคย
“แท้จริงแล้วข้าติดหนี้บุญคุณคุณหนูใหญ่เฉินอยู่ไม่น้อยครั้งก่อนได้มาเยือนบ้างแล้ว แต่ไม่พบผู้าุโ ในครั้งนี้จึงตั้งใจมาพบพวกท่าน”
แม่ทัพบูรพาขมวดคิ้ว“ท่านมาเยือนหาผู้าุโแบบนี้ทุกคนเลยหรือ?”
...ไม่สิ จะว่าไปก็เหมือนจะเป็เช่นนี้มาตลอดหากสกุลกวนขยันในการจัดงานเลี้ยง สกุลหวังพากเพียรในการสร้างบัณฑิตส่วนสกุลชวี่นั้น...ดูเหมือนออกจะขยันในเื่ถือของเพื่อหอบไปตอบแทนคุณอยู่ไม่น้อย
ไม่เพียงเ้าชวี่จื่อซานเสนาบดีคนปัจจุบัน บิดาของชวี่ฮุ่ยิ ที่ชอบเสนอหน้านำของไปเยี่ยมเยียนสหายก็เป็ฮูหยินชวี่ที่ขยันนั่งรถม้าคันงามเพื่อออกไปหาพบปะผู้ที่เคยมีหนี้บุญคุณแค้นกัน
ตัดภาพมาที่ชวี่ซื่อจื่อคงไม่แคล้วทำตัวเช่นสองชายหญิงผู้เฒ่าน่าปวดหัวนั่น
“สกุลชวี่ถือเื่ตอบแทนบุญคุณอยู่แล้วท่านแม่ทัพ ฉะนั้นครั้งนี้ข้าย่อมไม่ละเลยผู้าุโของผู้ที่สกุลชวี่ติดค้างเอาของเข้ามา”
สิ้นเสียงทุ้มต่ำบรรดาบ่าวรับใช้จึงทยอยนำของเข้ามา สิ่งของทั้งหลาย แม้จะเป็ตระกูลขุนนางชั้นสูง แต่ก็ทำให้คนในสกุลเฉินตื่นตะลึงไม่น้อยไม่เพียงแต่มีเครี่องประดับหายากสำหรับสตรี ของสำหรับบุรุษเช่นอาวุธต่างเผ่าหรือคันธนูหุ้มหนังสัตว์ ก็มียังมีมาให้
ไม่บอกว่านี่คือของตอบแทนคุณคงไม่แคล้วนึกไปว่าเป็ของพระราชทานจากฮ่องเต้
เฉินหวังเจี้ยนแม่ทัพบูรพาแห่งเต๋อหวางฉาย มองชวี่ฮุ่ยิแหง่จวนเสนาบดีอย่างลึกล้ำ ถึงว่าเหตุใดเส้นสายของสกุลชวี่จึงได้แข็งแกร่งนักการกระทำที่แสนสิ้นเปลืองเช่นนี้ อย่างไรย่อมได้ผลตอบรับที่ดีในภายหลัง
ผู้โลภมากสักหน่อยยามเมื่อเห็นสิ่งของตระการตาเหล่านี้ต่อให้เป็ราชวงษ์หรือฮ่องเต้ ก็ย่อมมีความพึงพอใจจากผู้มอบของ
ผู้ที่ลึกล้ำมากกว่านั้นสิ่งของไม่อาจทำให้ตรึงตรา สกุลชวี่ย่อมใช้คำว่า เป็เพียงของทดแทนคุณให้แล้วไม่รับกลับคืน สิ่งของพวกนี้ไม่เทียบเท่ากับที่พวกเขาทำให้สกุลชวี่ดูจริงใจยิ่ง เช่นนี้ผู้ใดจะไม่มอบความรู้สึกที่ดีให้
ในท้องพระโรงให้ว่ากันตามตรง ครึ่งนึงพรรคพวกส่วนมากก็เป็ฝั่งชวี่จื่อซานไปแล้วเสียครึ่งแม่ทัพบูรพาเช่นเขา หากให้ละทิ้งอำนาจในกองทัพแล้วมาชิงอำนาจในฝ่ายบุ๋นอีกนั่นคือสิ่งที่หนักหนาเกินไป
ในยามนี้สกุลชวี่ถึงกับใช้คำว่าบุญคุณทดแทนมาหยามเขาถึงถิ่นโยนของมีค่าหายากพวกนี้ให้ กล่าวว่าทดแทนคุณ แท้จริงแล้วคงหาโอกาสเข้าหา เพื่อแจ้งให้เขาแบ่งอำนาจบางส่วนของกองทัพให้เสียมากกว่า
ชวี่ซื่อจื่อผู้นี้เคี้ยวไม่ง่ายเช่นบิดาจะให้บอกว่าเ้าคนเ็าหน้าตายผู้นี้เสน่หาบุตรีคนโตของเขางั้นหรือ ถุย
“ลำบากชวี่ซื่อจื่อแล้ว”เฉินหวังเจี้ยนเอ่ยอย่างไม่ยินดียินร้ายเหลือบมองสิ่งของมีค่าต่างทยอยถูกยกมาทีละหีบด้วยสายตาเฉยชา
เฉินเวยหนิงมองอย่างตื่นเต้นนางไม่เคยเห็นของคู่เมืองละลานตาเช่นนี้มาก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึง
ส่วนอวี้เยี่ยนมองพลางลอบคิด
ชวี่ฮุ่ยิมักชอบทำตัวลึบลับและราวกับให้ความหวังผู้อื่นไม่น้อย แท้จริงแล้วไม่รู้มีแผนการกี่ร้อยที่แล่นอยู่ในหัวของเขาทุกอย่างที่ชวี่ฮุ่ยิทำ ไม่เคยไร้ความหมาย ไม่เคยไร้แผนการ
ในกาลก่อนอวี้เยี่ยนเคยตกหลุมพลางเช่นนี้ของเขามาก่อนอีกทั้งในครานั้น เรียกได้ว่ายังเจ็บไม่น้อยไปกว่าการโดนชินอ๋องหักหน้า
ความจริงใจเดียวที่ชวี่ฮุ่ยิมอบให้กับสกุลเฉินคือความจริงใจต่อเฉินชิงเหลียน
“คุณหนูเ้าคะจดหมายเ้าค่ะ” เถียนเถียนเดินมากกระซิบอวี้เยี่ยน ยื่นจดหมายให้ฉบับหนึ่งนางยื่นมือไปรับมา และในเดี๋ยวนั้น เพราะรับรู้ว่าสิ่งใดต่อไปนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ท่ามสายตาตื่นตะลึงของผู้คนที่จ้องมองไปยังสิ่งของที่ชวี่ฮุ่ยินำเข้ามา
อวี้เยี่ยนขยับข้อมือเรียวบอบบางค่อยๆ เปิดจดหมายที่รับต่อมาจากเถียนเถียนพบว่าเป็จดหมายจากกวนเฟยโหรวที่ได้พบเจอกันในไม่นานมานี้
‘ข้ารู้ว่าจะมีเื่สนุกเกิดขึ้น เมื่อเจอนางแล้ว วันหลังพามาที่งานเลี้ยงของสกุลกวนด้วย’
สกุลกวน สกุลหวังสกุลชวี่ และสกุลเฉิน คล้ายเป็สี่พยัคฆ์แห่วเต๋อหวายฉาง เป็สี่สกุลชนชั้นสูงที่คานอำนาจกันอยู่เส้นสายของสกุลใดก็ล้วนไม่ธรรมดา จึงไม่ใช่เื่แปลกที่กวนเฟยโหรวจะรับรู้เกี่ยวเื่ราวที่สกุลเฉินกำลังจะพบเจอต่อจากนี้
เื่ราวที่น้องสาวต่างมารดาของนางกำลังเดินทางกลับมาที่จวนแม่ทัพ
ไม่ทันที่จะอ่านจบเสียงของบ่าวผู้ตกตะลึงได้ในทุกสถานการณ์ก็วิ่งแล่นเข้ามาแจ้งข่าวอย่างตื่นตระหนกอีกครั้ง
“ชิน...ชินอ๋องชินอ๋องมีธุระด่วนอยากพบท่านแม่ทัพขอรับ!”
แม่ทัพบูรพาขมวดคิ้วครั้งแล้วครั้งเล่าวันนี้มาแขกผู้มาเยือนจวนนั้นช่างเยอะแยะและวุ่ยวายเกินไปหรือไม่?แต่ทันใดนั้นเขาก็ต้องเบิกตากว้าง คล้ายฟังคำผิดไป เมื่อได้ยินประโยคถัดมาของบ่าวรับใช้
“ชินอ๋องแจ้งว่า...แจ้งว่า พระองค์ได้พาคุณหนูคนรองมาส่งแก่จวนแม่ทัพแล้วขอรับ!”
“...อะไรนะ?!”
-------------------------------------
เฉินอวี้เยี่ยน : นี่อะไร! เจ็ดวันอัพทีงั้นเหรอ! ทำอะไรของเ้าอยู่น่ะคนเขียน!
บักซิน : ข้อยไม่ได้ติดเกมนะ!
ชวี่ฮุ่ยิ : ข้าเห็นนางเล่นเกมที่เรียกว่าGenshinImpact ทั้งวัน งานเขียนไม่กระเตื้องสักนิด
บักซิน : ใส่ร้าย! .ใส่ร้าย! ตัดบท ตัดบทมมันให้หมด!
เฉินชิงเหลียน : ...
ซ่งหลิวหยาง : …