เส้นทางแห่งจอมราชัน

    เรือสำราญสุ่ยเย่

    ไม่นานเรื่องราวที่เกิดขึ้นหน้าจวนฮวาสุ่ยก็กลายเป็นที่พูดคุยของผู้คนในเมืองหลวงกุ่น ไม่สิต้องบอกว่ากระจายทั่วอาณาจักรแสงจันทร์

    กวนเชาลวี่ตัวตนระดับเทพยุธ์ที่ยิ่งใหญ่จากกองกำลังชั้นยอดอย่างวิหารอร่ามฟ้า ถูกสังหารอย่างรวดเร็วโดยผู้ที่ไม่เป็นที่รู้จักทำให้กลายเป็นจุดสนใจขึ้นมา เนื่องจากตัวตนระดับอาณาจักรสวรรค์ผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของอาณาจักร น้อยครั้งที่พวกเขาจะเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง จึงทำให้ตัวตนอย่างเทพยุทธ์ออกหน้าแทนบ่อยๆ ทำให้พวกเขามีสายสัมพันธ์กับผู้อื่นมากกว่า

    หลังจากที่ราชครูเหยียนเซิ่นกลับมาถึงพระราชวัง เขาก็เข้าพบจักรพรรดิเยว่เทียนซานทันที

    หลังจากที่ได้ฟังเรื่องรายทั้งหมดจากราชครูเหยียนเซิ่นแล้ว จักรพรรดิก็ออกคำสั่งให้ราชครูเหยียนเซิ่นไปที่วิหารอร่ามฟ้าเพื่อยับยั้งไม่ให้คนของวิหารอร่ามฟ้าล่วงเกินคุณชายหยวน

    ทุกอย่างดูสงบจนกองกำลังอื่นๆพากันแปลกใจ พวกเขาไม่เข้าใจว่าทั้งๆที่ผู้อาวุโสสี่อย่างท่านกวนเชาลวี่ถูกสังหารแต่กลับไม่มีการแก้แค้นจากวิหารอร่ามฟ้าเลย

    สำหรับหยวนหมิงเย่ เขาไม่ได้สนใจเรื่องราวภายนอก ตอนนี้เขากำลังลองกินอาหารฝีมือพ่อครัวแม่ครัวที่ถูกคัดเลือกให้ไปทำงานบนเรือสำราญอยู่

    พ่อครัวแม่ครัวกว่าสิบคนทำอาหารอร่อยถูกปากของหยวนหมิงเย่ยิ่ง นอกจากนี้ยังมีพ่อครัวแม่ครัวทำขนมหวานอย่างเค้กด้วยเช่นกัน

    ส่วนเมนูที่จะถูกนำไปเสิร์ฟก็เป็นพวกข้าวผัดหรือไม่ก็สเต็กเป็นต้น ส่วนห้องอาหารที่หรูหน่อยก็จะนำเนื้อของสัตว์อสูรมาทำอาหาร 

    เนื้อของสัตว์อสูรนั้นอร่อยกว่าเนื้อสัตว์ธรรมดามาก นอกจากนี้มันยังมีพลังวิญญาณสะสมอยู่ภายใน เหมาะสำหรับผู้ฝึกยุทธ์มาก

    สำหรับของหวานอย่างพวกขนมเค้ก หยวนหมิงเย่ก็นำแป้งที่ยอดเยี่ยมที่สุดผมมกับสมุนไพรวิญญาณเพื่อให้มีทั้งกลิ่นหอม ทำให้กลายเป็นเค้กที่เหมาะสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ 

    หลังจากที่ทดลองกินอาหารเสร็จแล้วหยวนหมิงเย่ก็พึงพอใจสำหรับพ่อครัวแม่ครัวชุดนี้มาก แน่นอนว่ากิจการนี้จะขยายไปยังเมืองหลวงแสงจันทร์ด้วย ไม่สิเขาจะขยายไปทั่งทั้งทวีปหมอกสวรรค์เลย 

    “ นายน้อยต้องการให้ข้าไปนำเรือสำราญออกมาเลยไหมเจ้าคะ ” เหม่ยเจียงถามขึ้น

    หยวนหมิงเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะพยักหน้า

    “ หลังจากที่จัดการเรื่องเรือเสร็จแล้วเจ้าก็ไปตามเซวียนลู่มาพบข้า ข้าจะให้นางเป็นผู้ดูแลเรือสำราญลำนี้ ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    “ น้อมรับคำสั่ง ” เหม่ยเจียงกล่าวพลางพยักหน้ารับเบาๆ

    “ นายน้อย ผู้นำตระกูลหวง หวงอวิ๋นเทามาขอพบเจ้าคะ ” เหม่ยเจียงกล่าวขึ้น เนื่องจากผู้เฝ้าประตูได้ส่งคำพูดผ่านทางกระแสจิตมา

    “ ผู้นำตระกูลหวง หวงอวิ๋นเทางั้นหรือ? งั้นก็ไปเชิญเขาเข้ามา ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    หยวนหมิงเย่ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะพอที่จะคาดเดาได้แล้วว่าหวงอวิ๋นเทามาทำอะไรที่นี้ 

    ไม่นานเหม่ยเจียงก็เดินมาพร้อมกับชายวัยกลางคน ใบหน้าคมคาย รูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดหนังหมาป่าสีเงินเดินเข้ามาด้านในด้วยสีหน้าจริงจัง 

    “ ข้าน้อยหวงอวิ๋นเทายินดีที่ได้พบคุณชายหยวน เรื่องในอดีตข้าน้อยต้องขอโทษคุณชายหยวน วันนี้ข้าน้อยจึงได้นำสมบัติมามอบให้กับนายน้อยเพื่อเป็นการขอโทษที่ข้าน้อยได้ล่วงเกิน ” หวงอวิ๋นเทากล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับมอบอุปกรณ์มิติให้กับเหม่ยเจียง

    เหม่ยเจียงก็นำอุปกรณ์มิติมามอบให้กับหยวนหมิงเย่ 

    หยวนหมิงเย่พยักหน้ารับและเก็บอุปกรณ์มิติไปโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบ 

    “ เรื่องในอดีตข้าไม่ถือสาอะไรแต่อย่าให้มีครั้งหน้า มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    “ ไม่กล้า ไม่กล้า ” หวงอวิ๋นเทากล่าวพร้อมกับส่ายหน้า 

    ในฐานะคนที่เป็นถึงผู้นำตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงกุ่น เขาย่อมมีเครือข่ายกว้างขวาง ทำให้เขารู้ว่าสาเหตุที่วิหารอร่ามฟ้าไม่ปรากฏตัวล้างแค้นหยวนหมิงเย่ก็เพราะราชครูเหยียนเซิ่นไปปรากฏตัวที่วิหารอร่ามฟ้าและเตือนวิหารอร่ามฟ้าห้ามลงมือกับหยวนหมิงเย่ 

    ในตอนแรกผู้นำวิหารอร่ามฟ้าไม่ยอมจนทำให้เกิดถกเถียงกันอย่างรุนแรง แต่ท้ายที่สุดผู้นำวิหารอร่ามฟ้าก็หยุดรับฟังคำเตือนของราชครูเหยียนเซิ่นและไม่ส่งคนมาสร้างความวุ่นวายที่นี้

    ในฐานะเป็นผู้นำตระกูลใหญ่ เขาย่อมมีความคิดที่ลึกซึ้ง เขาจึงวางความแค้นในอดีตและรีบมาขอโทษหยวนหมิงเย่ด้วยตัวเอง อีกอย่างการที่สามารถสังหารเทพยุทธ์ได้ในเสี้ยววินาที ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าผู้คนของจวนฮวาสุ่ยไม่ธรรมดา การยอมเสียหน้าเล็กน้อยย่อมดีกว่าเกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในอนาคต 

    อีกอย่างการที่สามารถทำให้ราชครูเหยียนเซิ่นเคลือนไหวได้แสดงว่าเรื่องนี้องค์จักรพรรดิย่อมต้องรู้เห็นอย่างแน่นอน และการที่จักรพรรดิรู้เห็นและยังส่งให้ราชครูเหยียนเซิ่นไปที่วิหารอร่ามฟ้าก็เป็นสิ่งที่ยืนยันได้แล้วว่าเบื้องหลังของหยวนหมิงเย่จะต้องไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น

    หลังจากที่ทั้งสองพูดคุยกันสักพัก หวงอวิ๋นเทาก็ขอตัวกลับ 

    วันต่อมา

    เรือสำราญที่มีขนาดใหญ่และสวยงามก็ปรากฏขึ้นที่แม่น้ำสุ่ยจิง

    เรือสำราญลำนี้มีชื่อว่า เรือสำราญสุ่ยเย่ 

    เรือสำราญสุ่ยเย่เป็นภัตตาคารกลางน้ำ คนที่จะสามารถกินอาหารบนเรือสำราญสุ่ยเย่ได้จะต้องเป็นคนที่มีอำนาจและมีความแข็งแกร่ง โดยขั้นต่ำที่ภัตตาคารสุ่ยเย่จะรับก็คือปราชญ์ยุทธ์ 

    สำหรับเรือสำราญสุ่ยเย่จะมีโต๊ะที่เอาไว้ดูการแสดงรอบๆอยู่สามสิบโต๊ะและมีห้องส่วนตัวอยู่เพียงสิบสามห้องเท่านั้น

    หยวนหมิงเย่กำหนดแล้วว่าคนของหอเฟิงเซียงจะสามารถเข้าได้ตลอด ส่วนคนที่จะสามารถเข้าห้องส่วนตัวได้จะต้องมีความแข็งแกร่งอย่างน้อยเหนือยุทธ์ ส่วนห้องที่ดีที่สุดสามห้องจะต้องเป็นตัวตนระดับเทพยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้น

    เมื่อเรือสำราญสุ่ยเย่ปรากฏตัวขึ้นบนแม่น้ำสุ่ยจิง มันก็กลายเป็นที่พูดคุยของทุกๆคนทันที 

    หยวนหมิงเย่นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวที่ดีที่สุดในเรือสำราญสุ่ยเย่ ด้านหน้าของเขามีหญิงสาวที่อายุประมาณยี่สิบกลางๆ รูปร่างอรชร ใบหน้าธรรมดา เส้นผมสีม่วงอ่อนดูโดดเด่น กำลังยืนอยู่พร้อมกับยิ้มอย่างยินดี 

    นางคือเซวียนลู่ นางคือหนึ่งในตัวตนระดับเทพยุทธ์ของหอเฟิงเซียง นางอายุสามสิบห้าปี แต่นางเป็นคนที่มีพรสวรรค์อันดับต้นๆของหอเฟิงเซียง 

    เวลานี้นางรู้สึกยินดีที่นายน้อยเลือกให้นางเป็นผู้ดูแลเรือสำราญสุ่ยเย่แห่งนี้ 

    “ เซวียนลู่ จากนี้ไปข้าขอฝากเรือสำราญนี้ให้กับเจ้าดูแล หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง ” หยวนหมิงเย่กล่าวออกมา

    “ ข้าจะไม่ทำให้นายน้อยผิดหวัง ข้าจะดูแลที่นี้อย่างดี ” เซวียนลู่กล่าวด้ววความจริงจัง

    “ เช่นนั้นข้าก็ขอฝากด้วย ส่วนนี้ข้ามอบให้เจ้าแล้วกัน ” หยวนหมิงเย่กล่าวพร้อมกับนำกระบี่สีเงินออกมามอบให้เซวียนลู่

    กระบี่เล่มนี้ดูธรรมดาแต่ทว่ามันมีออร่าปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง มันคือกระบี่ระดับสวรรค์ขั้นสูง 

    “ ตอนนี้ข้ามีวัสดุเพียงเท่านี้ หลังจากนี้ถ้าหากข้ามีวัสดุที่มากกว่านี้ข้าจะยกระดับกระบี่เล่มนี้ให้กับเจ้า ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    “ ขอบคุณนายน้อย ” เซวียนลู่รับมาด้วยความยินดีและตื่นเต้น

    หลังจากที่หยวนหมิงเย่กินอาหารเสร็จแล้ว เขาก็กลับจวนฮวาสุ่ย

    ไม่นานเรือสำราญสุ่ยเย่ก็เปิดทำการ

    วันเปิดทำการ ผู้คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เนื่องจากเรือสำราญมีกฏอยู่ว่า คนที่สามารถขึ้นเรือสำราญสุ่ยเย่ได้จำเป็นต้องแข็งแกร่งในระดับปราชญ์ยุทธ์หรือไม่ก็มีเบื้องหลังที่แข็งแกร่ง 

    คนแรกที่มาก็คือหวังเจียง

    หวังเจียงรู้อยู่แล้วว่าเรือสำราญสุ่ยเย่คือของคุณชายหยวน เพราะฉะนั้นเขาจะต้องมาอุดหนุน

    ที่ทางเข้าเรือสำราญสุ่ยเย่ มีผู้คุ้มกันสี่คนยืนอยู่ ทั้งสี่คนเป็นถึงตัวตนระดับราชันยุทธ์ 

    ผู้คนโดยรอบพากันตื่นตกใจ เพราะราชันยุทธ์เป็นเพียงแค่ผู้คุ้มกันเท่านั้น

    “ เรือสำราญสุ่ยเย่เล่นใหญ่เกินไปไหม ”

    “ นั้นสิข้าไม่เคยคิดเลยว่าราชันยุทธ์ที่น่าเกรงขามจะมายืนเฝ้าประตูแบบนี้ ” 

    ผู้คนจำนวนมากพากันพูดคุยกันถึงเรื่องนี้

    “ ดูนั้นสิมีคนกำลังทดสอบแล้ว ” ฝูงชนพากันมองดูที่ทางเข้าเรือสำราญสุ่ยเย่ด้วยความสนใจ

    การที่จะเข้าไปในเรือสำราญสุ่ยเย่ได้จะต้องแข็งแกร่งในระดับปราชญ์ยุทธ์ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการแสดงตัวตนก่อนว่าเป็นปราชญ์ยุทธ์จริงๆ

    คนแรกที่ยืนอยู่ทางเข้าก็คือหวังเจียงนั้นเอง

    เพียงแต่เมื่อหวังเจียงมาถึง คนเฝ้าประตูก็เดินออกมาและกล่าวขึ้นว่า “ ท่านหวัง ท่านเข้าไปได้ นายน้อยบอกว่าท่านสามารถใช้ห้องส่วนตัวได้ด้วย ” 

    หวังเจียงหัวเราะร่าก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านในทันที

    ทุกๆคนพากันประหลาดใจ ไม่ใช่ว่าต้องทดสอบก่อนหรือถึงจะเข้าไปด้านในได้ 

    ทันใดนั้นก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินไปที่ทางเข้า

    “ แสดงความแข็งแกร่งออกมา ” ผู้คุ้มกันคนเดิมกับที่พูดคุยกับหวังเจียงกล่าวขึ้น

    ชายหนุ่มหยุดชะงักแล้วก็ชี้ไปที่หวังเจียงที่กำลังเดินเข้าไปว่า “ แล้วทำไมเจ้านั้นถึงไม่ต้องแสดงความแข็งแกร่งออกมา? ” 

    “ ข้าไม่จำเป็นต้องตอบเจ้า ถ้าหากเจ้าอยากจะผ่านก็จงแสดงความแข็งแกร่ง ไม่อย่างนั้นก็ไสหัวไป ” ผู้คุ้มกันกล่าวออกมา

    ชายหนุ่มหน้าซีด แม้ว่าเขาจะมาจากตระกูลขนาดกลางแต่เขาก็มีความแข็งแกร่งในระดับปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้น เมื่อถูกแรงกดดันของราชันยุทธ์เข้าก็ทำให้เขากลัวจนตัวสั่น

    “ ข้ามาจากตระกูลหลุน ข้าสามารถเข้าไปได้หรือไม่ ” หลุนเสียถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นๆ พร้อมกับความคาดหวังเล็กน้อย

    ตระกูลหลุนเป็นตระกูลขนาดกลางของเมืองหลวงกุ่น ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือเหนือยุทธ์ แต่เมื่อเขารู้ว่าผู้คุ้มกันเรือสำราญแห่งนี้ก็เป็นราชันยุทธ์เขาจึงไม่กล้าที่จะแสดงความหยิ่งผยองออกมา เพราะเขาไม่รู้ว่าเบื้องหลังของเรือสำราญแห่งนี้จะลึกล้ำเพียงใด

    “ ตระกูลหลุน? เจ้าสามารถเข้าไปได้ แต่ไม่สามารถใช้ห้องส่วนตัวได้ ” ผู้คุ้มกันกล่าวออกมา

    “ ขอบคุณ ” หลุนเสียถอนหายใจและเดินเข้าไปด้านใน

    เมื่อเห็นว่าหลุนเสียสามารถเข้าไปได้แล้ว คนอื่นๆก็พากันอยากเข้าไปลองบ้าง

    ไม่นานผู้คุ้มกันก็ตะโกนขึ้นว่า “ ตอนนี้โต๊ะเต็มแล้ว โปรดรอจนกว่าแขกคนอื่นจะออก ” 

    ทันใดนั้นผู้คนจำนวนมากก็แสดงสีหน้าไม่พอใจพร้อมกับวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง

    จนกระทั้งมีชายหนุ่มที่สวมชุดสีเทาเดินเข้ามา 

    “ ข้าเมิ่นต้านแห่งตระกูลเมิ่น ” เมิ่นต้านกล่าวออกมา

    ตระกูลเมิ่นเองก็เป็นตระกูลระดับกลางของเมืองหลวงกุ่น แต่พวกเขามีตัวตนระดับเหนือยุทธ์อยู่ในตระกูล ทำให้สถานะของพวกเขาค่อนข้างสูงอยู่บ้าง นอกจากนี้บรรพชนของตระกูเมิ่นก็เป็นผู้อาวุโสของวิหารเฟิงเทียนทำให้ตระกูลเมิ่นมีหน้ามีตาในแคว้นกุ่น

    “ เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าบอกไปหรือไง? ” ผู้คุ้มกันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

    “ เจ้าเป็นแค่ผู้คุ้มกันเจ้าคิดที่จะมีปัญหากับตระกูลเมิ่นของข้าหรือ ถ้าหากมันเต็มเจ้าก็ไปไล่คนอื่นออกมาซะ ” เมิ่นต้านกล่าวด้วยความไม่พอใจ

    “ เจ้าบอกว่าเจ้ามาจากตระกูเมิ่นสินะ ” ผู้คุ้มกันถามออกมา

    “ ใช่ ข้ามาจากตระกูลเมิ่น ” เมิ่นต้านกล่าว

    “ ในเมื่อเจ้ามาจากตระกูลเมิ่น หลังจากนี้ไปตระกูลเมิ่นจะไม่สามารถเข้ามาในเรือสำราญสุ่ยเย่ได้อีกต่อไป ” ผู้คุ้มกันกล่าวออกมทันที

    “ เจ้าว่าอะไรนะ เจ้าเป็นเพียงผู้คุ้มกันเท่านั้นเจ้าไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจแบบนี้ ข้าต้องการพบผู้ดูแลของเจ้า ” เมิ่นต้านตะโกนออกมาด้วยความโกรธ นี้เป็นครั้งแรกที่เขาถูกดูถูกโดยผู้คุ้มกัน

    ทุกๆคนที่อยู่โดยรอบก็พากันให้ความสนใจ เพราะทุกคนรู้จักเมิ่นต้านดี เขาเป็นนายน้อยเจ้าสำราญคนหนึ่งของเมืองหลวงกุ่น

    “ ถ้าหากเจ้ากล้ากล่าววาจาอีกครึ่งคำข้าจะตบปากเจ้า ” ผู้คุ้มกันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

    “ ดีมาก ข้าจะจำเอาไว้ ” เมิ่นต้านกล่าวจบ จู่ๆร่างของเขาก็ลอยกระเด็นไปไกลหลายจั้ง

    ทุกๆคนโดยรอบได้ยินเสียงดังเพี๊ยะขึ้น และเห็นร่างของเมิ่นต้านลอยก็กระเด็น

    เมื่อทุกๆคนเห็นฉากนี้พวกเขาก็รีบจับแก้มของตัวเองทันที พวกเขารู้สึกเจ็บปวดแทนเมิ่นต้านขึ้นมา

    เมิ่นต้านกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายผู้ติดตามของเขาก็รีบพาเขากลับตระกูลทันที

    หลังจากที่เห็นว่าผู้คุ้มกันของเรือสำราญสุ่ยเย่จัดการกับเมิ่นต้านยังไง ทุกๆคนก็ไม่กล้าที่จะไปมีปัญหากับพวกเขาด้วย