คุณนันทรัตน์ ll
ซุ้มแจกน้ำดื่มสมุนไพรในโรงทานงานวัด นันทรัตน์ลอบสังเกตอาการรุ่นน้อง เธอเห็นชัดเจนถึงความเมินเฉยและกำแพงที่รุ่นน้องสาวสวยกำลังก่อขึ้นเพื่อกั้นน้องชายเธอให้ออกห่าง
นันทรัตน์อยากรู้ว่ากำแพงของรุ่นน้องจะแข็งแรงขนาดไหน
สบโอกาสพอเห็นน้องชายไปยืนหน้าบึ้งไล่กลุ่มผู้ชายวัยรุ่นที่มายืนออหน้าซุ้มน้ำสมุนไพร นันทรัตน์จึงเปรยลอยๆ ออกมาให้รุ่นน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยิน
“หือ วันนี้ทำไมเจ้านั่นมันดุผิดปกติ หรือว่าหวงใครอยู่หรือเปล่าน้าาาา”
เห็นแววตารุ่นน้องไหววูบก็เบาใจ
งอนอะไรกันก็ไม่รู้ล่ะ แต่รุ่นน้องเธอนั้นดูจะยังมีเยื่อใยกับน้องชายเธออยู่เหมือนเดิม ดูแล้วน่าจะใจแข็งไปได้ไม่นาน เธอคงไม่จำเป็นถึงขนาดที่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วย
ก็กำแพงที่รุ่นน้องสาวก่อขึ้น นันทรัตน์คิดว่าคงจะแข็งแรงพอๆ กับเต้าหู้นั่นล่ะ…
สัปดาห์ต่อมาเป็นช่วงเทศกาลวาเลนไทน์
ปีนี้วันวาเลนไทน์ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับนันทรัตน์นัก เธอรู้สึกสบายใจมากที่ไม่มีผู้ชายจำนวนหนึ่งมาวุ่นวายให้รำคาญเหมือนทุกปีของที่ผู้ชายพวกนั้นเอามาให้ก็เป็นของที่กินไม่ได้ถือไปก็เกะกะอย่างดอกไม้ ทำไมจะต้องสรรหากันมาให้ผู้หญิงเป็นช่อๆ ให้คนได้รับลำบากเดินถือไปมาเป็นภาระทั้งวัน ส่วนคนให้ก็เปลืองเงินไปเปล่าๆ ทั้งที่ไม่กี่วันดอกไม้พวกนี้ก็เหี่ยวแล้วถ้าเป็นบัตรกำนัลหรือกิ๊ฟวอยเชอร์ซื้อของในห้างสรรพสินค้าหรือร้านเสื้อผ้าเครื่องสำอางก็ว่าไปอย่าง เข้าท่าและมีประโยชน์กว่าเยอะ
ที่ปีนี้ไม่มีพวกผู้ชายมาวุ่นวายเหมือนปีก่อนๆ ต้องยกความดีความชอบให้ร้อยตำรวจโทหน้าเข้มคนนั้นที่มาตามรับตามส่งเธอเป็นประจำ อีกทั้งเรื่องที่เธอเขวี้ยงโทรศัพท์ใส่หน้ากลุ่มรุ่นพี่ที่เอ่ยแซวก็เป็นข่าวดังไปทั้งวิทยาลัย ทำเอาผู้ชายบางส่วนที่ยังไม่เลิกวอแวพากันล่าถอยไปหมดจะมีเหลือก็แต่เพื่อนสาขาการเงินบางคนที่ยังหน้ามึนป้วนเปี้ยนมาขอหุ้นเด็ดเธอไม่เลิกนี่ล่ะ
อาทิตย์หน้าวิทยาลัยเธอก็จะสอบปลายภาคแล้ว นันทรัตน์กับเพื่อนร่วมสาขาบางส่วนจึงใช้เวลาช่วงว่างไม่มีเรียนนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างตึกคณะ
“ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าคนไหนคือคุณนันทรัตน์ครับ มีดอกไม้มาส่ง”
กลุ่มของนันทรัตน์ที่กำลังนั่งติววิชาเรียนกันอยู่เงยหน้าจากโต๊ะ หันไปมองตามเสียงก็เห็นเป็นพนักงานร้านดอกไม้ใกล้วิทยาลัยที่มีบริการส่งดอกไม้ในพื้นที่ละแวกนี้ ซึ่งวันนี้มีงานชุกมากขับมอเตอร์ไซค์เข้าออกในวิทยาลัยหลายรอบตั้งแต่เช้าจนบ่าย
“ว้าว ช่อดอกไม้สวยเชียว หนุ่มใจกล้าคนไหนกัน หรือว่าของเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทที่สุดกันจ้ะ” เพื่อนผู้หญิงรอบตัวนันทรัตน์ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว พาตื่นเต้นกับช่อดอกไม้สีสันสดใสราวกับเป็นคนได้รับดอกไม้เสียเอง
นันทรัตน์ทำหน้าแปลกใจ ขณะรับช่อดอกไม้จากพนักงานพร้อมกับเซ็นรับ ก่อนจะพลิกดูการ์ดด้วยความสงสัยว่าใครเป็นคนส่งมาให้
‘พี่อาท’
คาดไม่ถึงว่าคุณรองสารวัตรฯ หน้าเข้มจะมุมหวานๆ แบบนี้ด้วย
“ดอกอะไรอ่ะนัน สีสวยดีจัง” กลุ่มเพื่อนร่วมโต๊ะยังสนใจกับช่อดอกไม้ที่มาส่งให้ดาวคณะไม่เลิก
“แกลดิโอรัส” นันทรัตน์ให้ความกระจ่างกับเพื่อนที่ถามอย่างคนรอบรู้
ดอกแกลดิโอรัส? นันทรัตน์นึกถึงความหมายของดอกไม้ชนิดนี้
ความซื่อสัตย์ มั่นคง และคำมั่นสัญญา? หรือว่า อยากจะเปรียบเธอเป็นผู้หญิงหัวแข็ง มีความเป็นตัวของตัวเองสูงกันนะ
นึกถึงแววตาจริงจังและมั่นคงของคนที่ส่งดอกไม้มาให้
‘พี่อาทนี่หาดอกไม้มาส่งได้สมกับเป็นตัวเองดี’
ช่อดอกไม้วันวาเลนไทน์ปีนี้ถูกใจนันทรัตน์ไม่ใช่เป็นดอกไม้น่าเบื่ออย่างกุหลาบที่เคยๆได้มา เธอจะไม่ตัดคะแนนเรื่องที่เขามีงานยุ่งจนไม่มาให้เห็นหน้าเกือบสองอาทิตย์ก็แล้วกัน
หลังจากเอาช่อดอกไม้ไปแช่น้ำจัดใส่แจกันเก็บไว้ที่ห้องเสร็จ นันทรัตน์ก็ตรงไปที่ป้ายรถโดยสารประจำทางเพื่อไปที่ตัวจังหวัดบ้านเกิดทันที
วันนี้เธอกับน้องชายมีนัดเจรจาเรื่องขายที่ดินกับบริษัทค้าส่ง
นันทรัตน์เดินทางมาถึงก่อนเวลาพอสมควรจึงแวะเดินเตร่ดูเสื้อผ้าในร้านเสื้อผ้าต่างๆ ที่เปิดในห้างฆ่าเวลารอน้องชายเลิกเรียน
อันที่จริงเธอนัดตัวแทนบริษัทค้าส่งไว้เวลาหกโมงเย็นนู่นล่ะ จึงมีเวลาเหลือเฟือสำหรับการเดินดูเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ต่างๆ ที่กำลังออกคอเลคชันใหม่มาเตรียมรับหน้าร้อนอย่างเพลิดเพลิน
ระหว่างกำลังดูเสื้อผ้าสีสันสดใสของหน้าร้อน น้องชายนันทรัตน์ก็โทรศัพท์มาหาก่อนจะตามมาสมทบในเวลาไม่นาน
“เร็วหน่อยสิเจ๊ บอกให้ผมรีบมาทันทีหลังเลิกเรียนนี่เจ๊นัดบริษัทเขาไว้กี่โมง”น้องชายเธอพอมาถึงก็เร่งทันที
“จะรีบไปไหน นัดไว้ตั้งหกโมงเย็น”บอกเวลาที่นัดไว้กับตัวแทนบริษัทค้าส่ง
“หกโมงเย็น! แล้วบอกให้รีบมาหลังเลิกเรียนเพื่อ? ” เสียงน้องชายโอดครวญอย่างที่นันทรัตน์คาดไว้ว่าจะได้ยิน
การได้แกล้งน้องชายเล็กๆน้อยๆก็ยังคงเป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง
“ไหนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าต้องแต่งตัวที่ดูเป็นทางการไม่เอาชุดนักศึกษาไง นี่ก็กำลังเลือกอยู่เนี่ย” เจรจาคราวนี้น้องชายเธอถึงกับกำชับให้แต่งตัวเป็นทางการนันทรัตน์จึงมีเหตุผลไว้อ้างอย่างสมเหตุผล
หลังจากนั้นนันทรัตน์ก็เลือกชุดสาวออฟฟิศที่ดูทะมัดทะแมงคล่องตัวมาหนึ่งชุด นอกจากเพื่องานวันนี้เธอกะไว้เผื่อใส่ตอนฝึกงานสลับกับชุดนักศึกษาด้วย
ลองเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนกับกางเกงขากระบอกสีอ่อนเข้าชุดกันเสร็จนันทรัตน์ก็หันไปถามความเห็นน้องชายที่มาด้วย“สวยไหม? ”
“ก็โอเค”
ตอบเหมือนขอไปทีไม่ต่างกับคุณผู้หมวดที่เคยมากับเธอประจำผู้ชายนี่เหมือนกันหมดเลยหรือไงนะ ปรึกษาอะไรไม่เคยได้เลย
“งั้นเอาชุดนี้ล่ะค่ะ” นันทรัตน์บอกพนักงานที่ยืนดูอยู่ไม่ห่าง
เมื่อเลือกชุดให้ตัวเองเสร็จนันทรัตน์ก็นึกสนุกหันไปเลือกชุดให้น้องชายบ้าง ดีที่เจ้าน้องชายของเธอไม่ได้อิดออดอะไร ทำให้นันทรัตน์เลือกชุดเสื้อผ้า กางเกง เข็มขัดรองเท้าให้ครบเซต
เวลาช็อปปิ้งมันก็สนุกอยู่แล้ว ต่อให้ไม่ได้ซื้อใส่เองก็เถอะนันทรัตน์ชอบช่วงเวลาเพลิดเพลินแบบนี้ล่ะ
เลือกเสื้อให้น้องชายกับของตัวเองเพิ่มมาอีกชุดหนึ่งเสร็จนันทรัตน์ก็โบกมือให้น้องชายเป็นคนไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์“น้องชายน่ารักจังค่ะ ตามใจพี่สาวทุกอย่างเลย” พนักงานคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กล่าวชมน้องชายนันทรัตน์ที่ยอมให้พี่สาวจับแต่งตัวทุกอย่างโดยไม่ขัด แถมยังเป็นคนจ่ายค่าเสื้อผ้าทั้งหมดซึ่งรวมถึงชุดของพี่สาวด้วย
“เท้ เท่ด้วย” พนักงานอีกคนกล่าวอย่างปลื้มๆ เล็กน้อย
น้องชายของเธอไม่รู้ไปตัดแว่นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ วันนี้พอได้ใส่แว่นสายตาและแต่งตัวเข้าชุดกับที่เธอเลือกก็ทำให้เจ้านั่นดูดีขึ้นอย่างมากหนุ่มแว่น ท่าทางดี มาดสุขุมในชุดหนุ่มออฟฟิศดูเตะตา เท่ขึ้นเยอะเชียวล่ะ ไม่แปลกใจที่พนักงานห้างจะแอบชมให้ได้ยิน
หลังจากน้องชายจ่ายค่าเสื้อผ้าเสร็จนันทรัตน์ก็เดินออกจากร้านเสื้อผ่านตู้โชว์ร้านขายกระเป๋าก่อนจะหยุดดูเล็กน้อย
กระเป๋าในตู้โชว์นี่เข้ากับเสื้อตัวใหม่เธอไหมนะ
“ไปเจ๊ ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว ทำงานให้คุ้มค่าแรงหน่อย” ยังไม่ทันจะเข้าไปดูในร้านก็ถูกน้องชายฉุดออกจากห้างเพื่อไปเตรียมตัวก่อนเวลานัดหมาย
หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเวลาเจรจากับตัวแทนบริษัทค้าส่งวันนี้น้องชายนันทรัตน์ดูจริงจังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอไปเป็นตัวแทนทำสัญญาซื้อขายตึกแถวและที่ดิน เขาดูทำตัวสบายๆกว่านี้ คงเพราะนี่เป็นเรื่องเงินจำนวนมากทำให้ต้องจริงจังกว่าที่ผ่านมา เธอรู้ว่านี่เป็นจำนวนเงินที่แทบจะทั้งหมดของน้องชาย
ยิ่งขายได้ช้าเงินก็ยิ่งจมนานทำให้เสียโอกาสนำเงินไปสร้างผลตอบแทนอย่างอื่น ซึ่งเธอคิดว่าถ้าดูจากที่ผ่านมาดูเหมือนน้องชายเธอจะถนัดเรื่องหุ้นมากกว่าเรื่องซื้อขายที่ดินนี้เสียอีก
ระหว่างเจรจากับตัวแทนบริษัทค้าส่งนันทรัตน์เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยน้องชายเต็มที่
“ทำไมบริษัทเราจะต้องซื้อด้วยราคาที่สูงกว่าราคาประเมินขนาดนี้ด้วยล่ะ”คำถามหนึ่งจากบริษัทค้าส่ง
“ทางเรามั่นใจว่าแม้ราคาที่เสนอจะสูงไปบ้าง แต่ก็ไม่มากเลยถ้าเทียบกับความเหมาะสมของทั้งทำเล และพื้นที่ รวมทั้งการคมนาคมที่จะสะดวกมากในการไปมาของพื้นที่นั้น ถือว่าคุ้มค่ามากๆ ค่ะ”นันทรัตน์งัดความรู้เกี่ยวกับการจัดการที่ร่ำเรียนมาเพื่อโน้มน้าวตัวแทนบริษัทค้าส่งอย่างเต็มที่
เธอใช้ตัวเลขราคาต่อตารางวาแทนที่จะใช้ราคารวมทั้งแปลงเพื่อให้ดูว่าเป็นการเพิ่มไม่มากนัก รวมทั้งพยายามพูดถึงคุณค่าของที่ดินที่บริษัทจะได้รับเมื่อซื้อที่ดินแปลงนี้ไป
ระหว่างนั้นน้องของเธอก็ช่วยเสริมด้วยในประเด็นสำคัญที่จะจูงใจฝั่งคู่เจรจา
วันนี้เธอจึงได้เห็นว่าเจ้าน้องชายของเธอนั่นเคี่ยวน่าดู แม้ทางตัวแทนบริษัทค้าส่งฯ จะต่อรองและยื่นข้อเสนอต่างๆ มาก็ไม่ทำให้น้องชายชายเธอยอมลดราคาให้ทางบริษัทค้าส่งฯ เลยแม้แต่นิดเดียว
ทั้งที่ต้นทุนตอนซื้อมาและปรับปรุงพื้นที่เพียง 21 ล้านบาท และถ้าตกลงในราคา 33 ล้านบาทบริษัทค้าส่งก็พร้อมที่จะทำสัญญาซื้อขายทันทีแต่เจ้าน้องชายของเธอก็ยังยืนยันจะขายในราคาที่เสนอไว้ที่ 42 ล้านบาท โดยไม่ยอมลดแม้แต่บาทเดียว
จนสุดท้ายทางนั้นต้องถอยกลับ ขอไปปรึกษากับทางบริษัทก่อน
“หวังว่าเราจะได้ทำธุรกิจด้วยกัน”ตัวแทนบริษัทค้าส่งที่มาเจรจาขอซื้อที่ดินกล่าวกับน้องชายนันทรัตน์ขณะจับมือลา
เฮ้อ...ค่านายหน้าของเธอต้องยืดเวลาออกไปแล้วสิ
------------------
สุดสัปดาห์หลังเจรจาขายที่ดินกับบริษัทค้าส่ง
จู่ๆ คุณตำรวจที่หายหน้าไปเกือบเดือนก็โผล่มาที่บ้านเห็นแก่ช่อแกลดิโอลัสในวันวาเลนไทน์นันทรัตน์จึงทำเพียงสั่งให้คนที่หายหน้าไปนานปีนเก็บมะม่วงให้เธอเท่านั้นเห็นคนรับคำสั่งกุลีกุจอปีนต้นมะม่วงอย่างไม่บ่นหรืออิดออด และยังนำโบชัวร์รถเก๋งหลายรุ่นที่เธอโทรศัพท์ไปเปรยบอกไว้ทางโทรศัพท์วันก่อนที่คุยกันนำมาส่งให้อย่างครบถ้วนทุกรุ่น เธอคงต้องให้รางวัลเสียหน่อย
“เดี๋ยวจะทำข้าวเหนียวมะม่วงให้ทานค่ะ” ของหวานพวกนี้นันทรัตน์ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ
“นี่พี่อาทหอบอะไรมาส่งเจ๊อ่ะ”เสียงน้องชายจากเปลใต้ต้นมะม่วงถามลอยมา
“โบชัวร์รถเก๋ง”นั่งรถส่วนตัวจนเคยชินพอต้องกลับมานั่งรถประจำทางนันทรัตน์ก็รู้สึกไม่สะดวกเอามากๆ ทำให้ความคิดเรื่องจะซื้อรถยนต์ส่วนตัวของเธอจึงจริงจังมากขึ้น
“เจ้จะเอาตังค์ที่ไหนมาซื้อรถอ่ะ หรือบนต้นมะม่วงนั่นจะหาตังค์มาหมั้นเจ๊เหรอ”
“เรื่องอะไรล่ะ! เรื่องนั้นน่ะรอจน 30 นู่นล่ะชั้นค่อยคิด” นันทรัตน์เคยคิดเล่นๆ ว่าอายุสักสามสิบเธอถึงจะคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง
“อย่าบอกนะว่าเจ๊เตรียมการจะรอใช้ตังค์ค่านายหน้าแล้ว? ”
“คนเรามันก็ต้องรู้จักวางแผน บริหารจัดการล่วงหน้าบ้างสิ” ตอบน้องชายไปด้วยน้ำเสียงกวนๆ จะเงินที่ไหนมาซื้อถ้าไม่ใช่เงินค่านายหน้าที่ดินจากเจ้าน้องชายเธอนี่ล่ะ
----------
เย็นวันศุกร์สิ้นสุดสัปดาห์แห่งการสอบของนันทรัตน์
หลังจากเดินลงจากตึกคณะนันทรัตน์ก็มองเห็นคนในเครื่องแบบหน้าเดิมกลับมาประจำหน้าที่ในตำแหน่งเดิมอีกครั้ง“จะกลับบ้านวันนี้หรือเปล่าจ๊ะน้องนัน เดี๋ยวพี่ไปส่ง”
วันศุกร์หลังสอบเสร็จก็ย่อมต้องไปเดินช็อปปิ้งผ่อนคลายสมองเป็นธรรมดา ว่าแล้วนันทรัตน์ก็บอกคุณผู้หมวดแวะรับน้องชายก่อนจะพากันไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้า
นันทรัตน์ชี้ชวนน้องชายซื้อของในร้านต่างๆ ด้วยกันก็เพราะเวลาจ่ายจะได้รวมเป็นใบเสร็จเดียวกันยังไงล่ะ แล้วน้องชายของนันทรัตน์ก็จะอาสารับผิดชอบเป็นคนเดินไปจ่ายเงินทุกครั้งโดยที่นันทรัตน์ไม่ต้องเอ่ยปาก
ระหว่างเดินช็อปปิ้งก็ฟังน้องชายคุยเรื่องจังหวะซื้อหุ้นบริษัทค้าส่งกับคุณผู้หมวด
ตอนนี้นันทรัตน์มีเงินในบัญชีถึงล้านบาทเศษๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินที่มาจากค่านายหน้ากับเงินเก็บส่วนตัวและรายได้จากค่าเช่าตึกแถวของน้องชาย
นี่เป็นเงินจำนวนมากสำหรับนันทรัตน์ มากจนยังไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้อะไร ดังนั้นเรื่องซื้อรถยนต์จึงเป็นโครงการแรกๆ ที่เธอนึกขึ้นมาได้
แต่พอน้องชายแจกเรื่องการดูแลและค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ เกี่ยวกับการมีรถยนต์ส่วนตัวแล้วนันทรัตน์ก็ชักลังเล ปกติเธอไม่ชอบเรื่องจุกจิกยุ่งยากเท่าไหร่ถ้าไม่จำเป็นสุดท้ายนันทรัตน์ก็เปลี่ยนใจไม่ซื้อรถส่วนตัวตามการเกลี้ยกล่อมของน้องชาย
เดินช็อปปิ้งไป หูก็ฟังน้องชายกับคุณผู้หมวดคุยกันเรื่องหุ้นไป หรือว่าเธอจะเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อหุ้นอย่างน้องชายเธอดีนะ
ไม่ได้ซื้อรถยนต์เธอก็คงไม่มีอะไรให้ใช้ ลำพังเฉพาะเงินค่าเช่าตึกแถวที่เธอเก็บได้เดือนละสามหมื่นกว่านันทรัตน์ก็ใช้ไม่ทันแล้ว ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ในบัญชีธนาคารเฉยๆ
เพราะฟังเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นที่น้องชายเล่าบ่อยๆ นันทรัตน์ก็เริ่มสนใจมาพักหนึ่งแล้วยิ่ง “แอบ” เห็นผลตอบแทนการลงทุนของน้องชายมาตั้งแต่ต้นก็ยิ่งทึ่งเข้าใหญ่
เด็กบ้าอะไรมีกำไรจากการซื้อขายหุ้นนับสิบๆ ล้านบาท!!!
อันที่จริงนันทรัตน์ก็เปิดบัญชีหุ้นมาแล้วเหมือนกัน ลองซื้อหุ้นธนาคาร N เมื่อตอนปีใหม่ตามน้องชายมาบ้างแล้วด้วย แต่เพราะตอนนั้นยังไม่เข้าใจเรื่องหุ้นดีนักเธอจึงไม่กล้าเอาเงินก้อนใหญ่ของตัวเองทุ่มลงไปอย่างจริงจัง
เดินผ่านร้านเครื่องใช้ไฟฟ้านันทรัตน์ก็หยุดดูโทรทัศน์สีจอใหญ่ภาพคมชัดอย่างสนใจด้วยเห็นเป็นโฆษณาน้ำหอมวัยรุ่นที่เธอก็ใช้อยู่เหมือนกัน
พอเห็นนางเอกโฆษณาหน้าตาคุ้นเคยผ่านทีวีจอใหญ่นันทรัตน์ก็อุทานด้วยความแปลกใจ
“เอ๊ะ!! นั่นน้องบีน่านี่นา” นี่รุ่นน้องเธอไปถ่ายภาพยนตร์โฆษณาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
เรื่องราวในโฆษณาเป็นเรื่องรุ่นพี่รุ่นน้องในโรงเรียนที่แอบมองกันไปมา แอบชอบกัน และสุดท้ายก็ได้เป็นลงเอยแฟนกัน ดูกุ๊กกิ๊กตามประสาวัยรุ่น
พระเอกโฆษณาหล่อตี๋ตามสมัยนิยม ส่วนนางเอกโฆษณารุ่นน้องของเธอแน่นอนว่าสวยโดดเด่นเหมือนเดิม
“รุ่นน้องนันนี่สวยเนอะ สวยกว่าที่เห็นในรูปอีก”คุณตำรวจที่ช่วยถือถุงช็อปปิ้งพะรุงพะรังเอ่ยปากชม
“แสดงเก่งด้วยอ่ะ ทำสีหน้า แววตาได้ยังกับคนมีความรักและแอบรักจริงๆ แหนะ”นันทรัตน์วิจารณ์การแสดงของรุ่นน้องในโฆษณา
แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งนาทีเศษแต่รุ่นน้องสาวลูกครึ่งก็แสดงได้ดีและเป็นธรรมชาติมากจนเธอนึกเชื่อมโยงกับรุ่นน้องนิสัยขี้อายสมัยมัธยมหนึ่งไม่ออกเลย
แววตาของนางเอกที่กำลังแสดงในโฆษณา เธอคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นแววตาเดียวกับตอนที่รุ่นน้องสาวสวยแอบมองน้องชายจอมของเธอนั่นล่ะ
“แน่นอนอยู่แล้วเจ๊ อนาคตดาราดังแน่ๆ เจ๊รีบตีซี้ไว้แต่เนิ่นๆ เลย”เจ้าน้องชายจอมซื่อบื้อยังมีหน้ามาแนะนำเธออีก ตัวเองมีภาษีดีกว่าทุกคนแท้ๆ
“อะ อะ เชียร์ออกนอกหน้าเลยนะ” นันทรัตน์แซวไปเผื่อน้องชายรู้สำนึก
จะว่าไปแล้วนันทรัตน์ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรุ่นน้องสาวลูกครึ่งถึงมาชอบน้องชายเธอได้
ถึงหน้าตาเจ้านี่จะพอดูได้ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร แต่รุ่นน้องสาวลูกครึ่งในจอโทรทัศน์ตอนนี้เมื่อได้แต่งตัวด้วยชุดวัยรุ่นสีสันสดใสในโฆษณาก็ดูน่ารักราวกับตุ๊กตาบาร์บี้ เป็นสาวลูกครึ่งที่สวยจัดโดดเด่น แล้วยังมีความอ่อนหวานอย่างสาวไทยในกิริยาท่าทางก็ยิ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวมากขึ้นไปอีก
ขนาดนันทรัตน์ที่เป็นผู้หญิงยังเห็นว่ารุ่นน้องสวยเจิดจ้าขึ้นกล้องขนาดไหน ไม่แปลกที่ผู้ชายปากหนักไม่ค่อยชมใครอย่างคุณผู้หมวดยังออกปากชมรุ่นน้องของเธอ
พอมาเทียบกันแล้วทั้งสองก็ยังดูต่างกันมากอยู่ดี น้องชายเธอมีตรงไหนนะถึงไปถูกใจรุ่นน้องเธอได้
ว่าแต่...ตั้งแต่งานบุญโรงทานผ่านมาความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นยังไงบ้างนะ ไม่รู้คืนดีกันหรือยัง
แต่ดูจากแววตารุ่นน้องที่กำลังมองกล้องราวกับคนแอบรักอยู่จริงๆในโฆษณานี้ ถ้าคนที่ทำให้รุ่นน้องตาเป็นประกายแสดงได้สมจริงขนาดนี้ยังเป็นเพราะน้องชายของเธอเหมือนเดิมไม่ใช่เพราะพระเอกในโฆษณา เธอคงไม่ต้องกังวลแล้วล่ะมั้ง
เดี๋ยวลองโทรศัพท์ไปเลียบๆ เคียงๆ กับน้องบีน่าดีกว่า….
นันทรัตน์ยังไม่ทันจะได้หยิบขึ้นมาก็มีเสียงสายเรียกเข้าโทรศัพท์ให้ต้องเปิดกระเป๋าหยิบขึ้นมารับสายพอดี
“สวัสดีค่ะ นันทรัตน์ค่ะ”
ปลายสายเป็นบริษัทค้าส่งที่หายเงียบไปเกือบสองสัปดาห์นับตั้งแต่ตกลงเรื่องราคาที่ดินกันไม่ได้
“อะไรนะคะ! บริษัทตกลงจะซื้อที่ดินแล้ว อยากจะทำสัญญาซื้อขายให้เร็วที่สุด” เป็นอย่างที่น้องชายเธอคาดไว้จริงๆ สุดท้ายบริษัทค้าส่งก็ยอมตามที่ต้องการ ขนาดราคาที่ดินสูงกว่าราคาประเมินตั้ง 2 เท่าก็ยังยินดีที่จะซื้อ
หลังจากพูดคุยตกลงว่าจะทำการซื้อขายที่ดินด้วยปากเปล่าเสร็จนันทรัตน์ก็วางสายก่อนจะหันไปยืนยันเรื่องค่านายหน้ากับน้องชาย
“5 เปอร์เซ็นต์”
“คร้าบผม”เสียงน้องชายตอบรับอย่างว่าง่าย
หลังจากเดินช็อปปิ้งแล้วเสร็จ นายตำรวจก็พานันทรัตน์กับน้องชายไปส่งบ้าน
เช้าวันต่อมา
เมื่อวานตอนเย็นที่ได้รับโทรศัพท์จากบริษัทค้าส่งนันทรัตน์รู้สึกได้ถึงความรีบร้อนของบริษัทที่ต้องการซื้อที่ดินของน้องชาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ต่อรองราคากันไม่ลงตัว ในคราวนั้นเธอก็เปลืองน้ำลายเจรจาตะล่อมอยู่นานยังไม่เป็นผล แต่บทจะตกลงก็รีบร้อนเหมือนอยากจะซื้อให้ได้ในทันที
เมื่อเห็นว่าเป็นต่อในการเจรจาขนาดนี้จะปล่อยเลยตามเลยก็กระไรอยู่ นันทรัตน์จึงว่าจะแกล้งยึกยักเล่นตัวเป็นการแก้เผ็ดกับบริษัทค้าส่งสักเล็กน้อยตามนิสัยเคยชิน
ดังนั้นหลังจากตกลงปากเปล่าคร่าวๆ ทางโทรศัพท์ไปแล้ว นันทรัตน์ก็โทรศัพท์ติดต่อกลับไปภายหลังแล้วพูดอ้อมๆแอ้มๆ ว่าตอนนี้มีคนติดต่อมาเสนอขอซื้อที่ดินผืนนี้โดยให้ราคามากกว่าบริษัทค้าส่งฯเสียอีก
“แต่ก็ไม่คิดจะเปลี่ยนหรอกนะคะเพราะได้ตกลงกันไว้ แต่ที่ดินผืนนี้เจ้าของแท้จริงเป็นน้องชายค่ะ เลยไม่รู้ว่าเขาจะตัดสินใจยังไง”นันทรัตน์ใส่น้ำเสียงลังเลไปอีกนิด ลำบากใจไปอีกหน่อย
ปลายสายเงียบไปพักหนึ่งเหมือนจะปรึกษากันอยู่ ก่อนที่จะมีเสียงสนทนาตอบมา
“อันที่จริงแล้วทางบริษัทเรามีค่านายหน้าสำหรับการซื้อขายที่ดินให้นายหน้าด้วยนะครับ” บริษัททางปลายสายบอกถึงค่านายหน้าที่ทางบริษัทจะให้ได้ถ้าสามารถตกลงซื้อขายที่ดินกันได้อย่างรวดเร็วและเรียบร้อย
“คะ? ให้ค่านายหน้า สองเปอเซ็นต์หรือคะ” ใส่น้ำเสียงไม่แน่ใจเพิ่มเข้าไปอีก
“แต่การตัดสินใจยังไงก็คงอยู่ที่น้องชายล่ะค่ะ” น้องชายยังให้เธอตั้ง 5 เปอเซ็นต์แหนะ บริษัทอะไรขี้เหนียวจริงๆเสียงปลายต่อรองเพิ่มค่านายหน้าขึ้นให้อีกหนึ่งเปอเซ็นต์
“สามเปอเซ็นต์ พร้อมจ่ายค่าโอนด้วยเหรอคะ ได้ค่ะ จะพยายามกล่อมน้องชายให้เต็มที่เลยค่ะ”เอาเถอะสามเปอเซ็นต์ก็สามเปอเซ็นต์เดี๋ยวจะหาว่าเธอเป็นคนขี้งก
นี่เธอช่วยน้องชายประหยัดค่าธรรมเนียมการโอนไปเยอะเลยนะเนี่ย..
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------