บทที่ 25 พี่น้องรักใคร่
หลินอี้เสวียนใช้ข้ออ้างเื่ช่วยซ่อมเครื่องเล่นเทป เพื่อที่จะได้อยู่ต่ออย่างเปิดเผย เป็แผนการที่เขาครุ่นคิดมาทั้งวัน
“ได้สิ มานี่ ฉันจะอธิบายหลักการให้ฟัง” จินซูไม่เหมือนเขา เธอตอบตกลงอย่างง่ายดาย เพราะได้เงินใครช่วยเธอก็เท่ากับงานเธอเบาลง ยิ่งมากยิ่งดี
ถึงหลินอี้เสวียนจะบอกว่าเขาเคยซ่อมรถถังมาก่อน แต่เครื่องเล่นเทปกับรถถังมันคนละเื่กัน จินซูคิดว่าจะต้องอธิบายหลายรอบ แต่ไม่นึกว่าเขาจะเข้าใจง่ายขนาดนี้
แค่ฟังเธออธิบายรอบเดียวก็ลงมือทำได้แล้ว ใช้มือเดียว แถมยังทำได้รวดเร็วไม่เบา
“นายนี่หัวไวดีนะ ตอนนั้นทำไมไม่สอบเข้าโรงเรียนทหารล่ะ” จินซูถาม จริง ๆ แล้วเธออยากถามมานานแล้ว ด้วยความสามารถของเขา ถ้าสอบเข้าโรงเรียนทหารได้ ก็จะได้เลื่อนขั้นง่ายกว่านี้ เร็วกว่านี้ด้วย
“ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย พ่อของฉันยังมีชีวิตอยู่ ท่านอยากให้ฉันสอบเข้าโรงเรียนทหาร ผลการเรียนของฉันก็ผ่านเกณฑ์แล้ว แต่ตอนนั้นยังเด็ก หัวรั้น ไม่ชอบเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ท่านอยากให้ฉันสอบเข้าโรงเรียนทหาร ก็ยิ่งไม่สอบ”
หลินอี้เสวียน ขันน็อตไป พลางเล่าเื่ราวในอดีตด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เื่พวกนี้เขาไม่เคยเล่าให้ใครฟัง เธอคือผู้ฟังเพียงคนเดียว
“ตอนฉันอยู่ปีหนึ่งพ่อก็จากไป ฉันกลับมาทานเหล้าหน้ารูปท่านทั้งคืน คิดได้ก็เลยสมัครเข้ากองทัพ”
“นายยังไปต่อยกับนักเลงแถวนี้ในรัศมีห้าลี้ด้วย” จินซูเสริม
“...” เื่ตีกับนักเลงมันไม่น่าจดจำสักเท่าไหร่ ไม่พูดถึงมันจะดีกว่า
“แต่นายฉลาดขนาดนี้ อยู่ในกองทัพจะสอบเข้าโรงเรียนทหารก็ง่ายมากไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่สอบล่ะ” จินซูยังคงถามต่อ ถ้าหากลงลึกไปในประวัติของหลินอี้เสวียน
จะพบว่าเขาเป็คนที่ยอดเยี่ยมมาก ไม่ใช่แค่เก่ง แต่ยังดื้อรั้นมากด้วย เส้นทางง่าย ๆ กลับไม่เลือก เดิน เลือกเดินแต่เส้นทางที่ยากลำบากที่สุด
“ตอนแรกก็กะจะสอบมีคนแนะนำมาจากเบื้องบน สอบง่ายมาก ใบสมัครก็กรอกไปแล้ว แต่ปรากฏว่าผู้บัญชาการหน่วยที่ดูแลฉัน เกิดาเ็จากการแข่งขันกีฬาทหารระดับนานาชาติ จนต้องปลดประจำการ”
เหตุการณ์นี้กลายเป็จุดเปลี่ยนในชีวิตของหลินอี้ซวน ผู้บัญชาการหน่วยที่เขาเคารพนับถือต้องออกจากกองทัพเพราะาเ็ ผลการแข่งขันในครั้งนั้นก็ไม่เป็อย่างที่หวัง ทหารต่างชาติพูดจาดูถูกเหยียดหยาม กลายเป็หนามที่ตำใจของผู้บัญชาการหน่วย และเป็หนามตำใจของหลินอี้เสวียนเช่นกัน
“ตอนนั้นฉันยังอ่อนประสบการณ์เลยไม่ได้เข้าแข่ง แต่ฉันไม่เชื่อว่าพวกเราจะฝึกฝนทหารหน่วยพิเศษระดับโลกไม่ได้” ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะเดินบนเส้นทางที่ยากลำบากที่สุด เขา้าใช้ความสามารถของตัวเองเพื่อเป็ทหารที่แข็งแกร่งที่สุด ความปรารถนาที่รุ่นพี่ของเขาทำไม่สำเร็จ เขาจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้สักวันหนึ่ง
“พูดได้ดีมาก!” จินซูรู้สึกฮึกเหิม หลินอี้เสวียนพูดแทนความรู้สึกในใจของเธอได้ คิดไปคิดมาอวี้จินซูก็เป็คนแบบนี้เช่นกัน เธอก็ทนไม่ได้กับท่าทางจองหองของพวกต่างชาติ
ทนไม่ได้กับคำพูดดูถูกเหยียดหยามที่ว่า พวกแกไม่มีวันสร้างชิปของตัวเองได้หรอก ทำได้แค่เป็แค่โรงงานประกอบราคาถูก ใช้ชิปที่คนอื่นเขาพัฒนา
“ยิ่งดูถูก ยิ่งกดขี่ ก็ยิ่งต้องปลุกจิติญญานักสู้จากความยากลำบาก”
“มาดื่มน้ำแตงโมแทนเหล้าฉลองเพื่ออนาคตกัน นายจะต้องฝึกฝนหน่วยรบพิเศษระดับโลกได้อย่างแน่นอน ส่วนฉันก็ต้องทำให้ความฝันของฉันเป็จริงให้ได้” จินซูยกแก้วขึ้น
“ความฝันของเธองั้นเหรอ”
“ฉันอยากให้เครื่องใช้ไฟฟ้าของชาติเรา ก้าวไปเป็สัญลักษณ์ของเทคโนโลยีระดับโลก แม้ตอนนี้เทคโนโลยีของเรายังล้าหลังอยู่มาก” สายตาของจินซูจับจ้องไปที่กองเครื่องเล่นเทปพกพาที่วางอยู่บนพื้นด้วยแววตาเศร้าหมอง
หลินอี้เสวียนไม่ค่อยเห็นสีหน้าแบบนี้จากเธอ ไม่ว่าจะเผชิญกับเื่ใด เธอมักจะดูสง่างามและสามารถรับมือได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ในตอนนี้ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโศกเศร้า หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เธอโกรธที่ชาติของเธอยังไม่เข้มแข็งพอ
สินค้าด้อยคุณภาพเหล่านี้ แม้จะทำให้เธอได้กำไรและสร้างเนื้อสร้างตัวได้ แต่เธอกลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย
“ตอนนี้ในประเทศมีโรงงานเล็ก ๆ ที่ผลิตเครื่องเล่นเทปพกพาแบบนี้ผุดขึ้นเป็ดอกเห็ด พวกเขามุ่งแต่จะทำกำไรโดยเร็ว โดยไม่สนใจที่จะศึกษาเทคโนโลยีหลักของผลิตภัณฑ์ให้ถ่องแท้ ผลที่ได้ก็คือสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ชื่อเสียงของสินค้าในประเทศเสียหาย” ไม่ใช่แค่เครื่องเล่นเทปพกพาเท่านั้น
ในยุคนี้ ผู้คนต่างก็ภาคภูมิใจที่ได้เป็เ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าจากต่างประเทศ หลายคนยอมแม้กระทั่งต้องวิ่งเต้นเพื่อให้ได้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ลักลอบนำเข้ามา
สินค้านำเข้าสำหรับหลาย ๆ คนแล้วถือว่าเป็คำที่ให้ความหมายว่าของดีความคิดนี้ฝังรากลึกอยู่ในใจของผู้คน เป้าหมายของหลินอี้เสวียนนั้นดูเหมือนจะสำเร็จได้รวดเร็วกว่าการฟื้นฟูสินค้าของชาติอยู่มาก
จินซูอยากจะบอกหลินอี้เสวียนเหลือเกินว่า ความปรารถนาของเขานั้น อนาคตต้องเป็จริงอย่างแน่นอน เมื่อเธอกลับมาความปรารถนาของเขาก็คงจะเป็จริงไปนานแล้ว ส่วนความปรารถนาของเธอคงต้องฝากฝังให้คนรุ่นหลังพยายามต่อไป เชื่อว่าไม่นานเกินรอ
ทันใดนั้น บทสนทนาก็ถูกยกระดับขึ้นไปอีก ภายในห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการชนแก้ว พูดคุยกันเื่ชีวิตและอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่
ส่วนซุนอิงในห้องข้าง ๆ นั้นร้อนใจแทบแย่ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ผู้ชายหนึ่งคนผู้หญิงหนึ่งคน จะคุยเื่ชีวิตอะไรกันนักหนา จะคุยก็คุยเื่คนแปลกหน้าโน่น
‘แทนที่จะคิดเื่มีหลานให้เธออุ้ม!’
‘นี่ถ้ามันลุกขึ้นมาได้นะ มีหวังได้ลากลูกชายมาบิดหูถามแน่ว่า แกจะทำตามที่แม่บอกไหม!’
‘เื่อุดมการณ์น่ะ รู้หรอกว่าแกสองคนมันหัวเดียวกระเทียมลีบ แต่คุยกันตอนกลางวันไม่ได้รึไง’
‘กลางคืนน่ะต้องปั๊มลูก! คุยเื่อื่นเสียเวลาเปล่า’
หลินอี้เสวียน เดิมทีก็มีด้วยความคิดไม่เหมือนใครเท่าไรนัก พอได้ยินเธอพูดแบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเจอเพื่อนดื่มคุยที่ถูกคอ
คุยกันได้สักพัก แค่ฟังผ่าน ๆ เขาก็ซ่อมเครื่องเล่นเทปไปได้กว่าสามสิบเครื่องแล้ว พอจินซูโบกมือลา บอกฝันดีนะพี่ชาย เขาก็เดินออกมาจากห้องนอนด้วยรอยยิ้ม แต่กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ทำไมเขา... ถึงออกมาได้อีกล่ะเนี่ย หลินอี้เวียนทบทวนเื่ราว ต้องเป็เพราะคำว่าพี่ชาย ที่เธอพูดอย่างไม่คิดอะไรมากแน่ ๆ แถมแววตาเธอยังดูเอ็นดูเขาอย่างออกนอกหน้า... ใช่แล้ว นี่แหละจุดที่มันแปลก
ทำไมเธอต้องมองเขาด้วยแววตาอ่อนโยนแบบนั้นด้วยนะ แบบนี้มันแววตาที่ผู้หญิงมองผู้ชายที่ไหนกัน นั่นมันแววตาที่รุ่นพี่มองรุ่นน้องชัด ๆ หลินอี้เสวียนทุบโซฟาอย่างหงุดหงิด
คืนเดือนเสี้ยวบุรุษโศกา นางงามราวกับดอกไม้แอบอยู่หลังก้อนเมฆ
ค่ำคืนนี้ จินซูหลับสบายเป็พิเศษ หลินอี้เสวียนช่วยเธอทั้งสองคนช่วยกันซ่อมเครื่องเล่นเทปไปได้กว่าหกสิบเครื่อง นี่มันเงินทั้งนั้น มีเงินแล้ว เธอจะได้เริ่มแผนธุรกิจ เดินหน้าเข้าใกล้ความฝันได้อีกก้าว
ในฝันมีแต่ภาพเธอกอดคอ ร้องเพลงพี่น้องร่วมสาบานกับ หลินอี้เสวียน กระทั่งตื่นขึ้นมา เสียงเพลงในฝันยังคงก้องอยู่ในหัวของอวี้จินซูอยู่เลย
“ชาตินี้มีวาสนาได้เป็พี่น้องกัน หากชาติหน้ามีจริง ฉันจะยังคงคิดถึงเขา” หลินอี้เสวียนคือพี่ชายที่เธอไว้ใจมากที่สุด จินซูจึงตัดสินใจให้เขาอยู่ที่บ้านเพื่อซ่อมเครื่องเล่นเทปอย่างเต็มที่ ส่วนเธอจะออกไปขายไอศกรีม
“พี่น้องร่วมใจ ย่อมผ่าแผ่นทองได้ สู้ๆ นะ” ก่อนออกจากบ้าน เธอยังไม่ลืมให้กำลังใจเขาด้วยท่าทางฮึกเหิม
หลินอี้เสวียนได้แต่เม้มปาก ถ้าไม่มีคำว่าพี่น้องสองคำนี้ เขาคงจะมีความสุขกว่านี้ แววตาเปี่ยมเมตตาของภรรยาเขากลับมาอีกแล้ว เธอทำตัวอ่อนเยาว์และเปี่ยมเมตตาได้อย่างไรกันนะ…
ไป๋หลางเห็นจิ่นซูมาคนเดียวก็ดีใจมาก
“สามีเธอล่ะ ไม่มาด้วยเหรอ”
“เขามีธุระน่ะ ว่าแต่สามีฉันไปล่วงเกินอะไรคุณรึเปล่า” ไป๋หลางหัวเราะแห้ง ๆ สองที ไม่ถึงกับล่วงเกินหรอก แค่น่ากลัวไปหน่อยเท่านั้นเอง
ผู้ชายคนนั้นนั่งข้าง ๆ จินซู แววตาของเขาดุดันราวกับหมาป่าหิวโหยที่ปกป้องอาหาร ใครกล้ามองจิ่นซูนาน ๆ เขาคนนั้นก็จะใช้สายตาเ็าจ้องกลับ จนไม่มีใครกล้าสบตา
วันนี้เป็วันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้คนในลานกว้างจึงมีจำนวนมากเป็พิเศษ วุ่นวายอยู่พักหนึ่งเมื่อคนเริ่มน้อยลง เธอจึงลุกขึ้นยืนเพื่อยืดเส้นยืดสาย แต่เท้าของเธอกับพลิก ร่างกายของเธอล้มไปด้านข้าง
ไป๋หลางรีบเข้าไปประคองเธอเอาไว้ ภาพที่เห็นจึงดูราวกับว่าทั้งสองกอดกันกลม ฉากนี้บังเอิญไปเข้าตาของคนที่แอบสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลพอดี