พระราชวังนครต้าหลี่
ครานี้ทั้งหมอหลวงผู้เฒ่าแห่งต้าหลี่และหมอหลวงสุย ต่างหารือกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดทั้งคู่ ....เื่ใหญ่บังเกิดขึ้นแล้ว “เราจะทูลฝ่าาตามความเป็จริงดีหรือไม่?” หมอหลวงสุยกล่าวหมอหลวงไช่ผู้ชรานิ่ง ควันจากหม้อต้มยาลอยคละคลุ้งทั่วห้องปรุงยาหมอหลวงคนอื่นๆ ต่างกำลังทำหน้าที่ปรุงยา ต้มยากันแต่หมอาุโสองคนก้มหน้าครุ่นคิด สีหน้าวิตกกังวลอย่างเป็ได้ชัด ใช้หลังมือปาดเหงื่อที่หน้าผากเป็ระยะๆดูเหมือนลางความตายอยู่ไม่ไกลแล้ว “ทูลไปแล้วอาจมีโอกาสหัวหลุดจากบ่าได้เลยนะ” หมอหลวงสุยจากต้าซ่งกล่าว
“ถ้าไม่กราบทูลวันนี้ นานวันเข้าฝ่าาทรงทราบเองหัวของเราก้อหลุดจากบ่าเหมือนกัน”หมอหลวงไช่ผู้เฒ่าแห่งต้าหลี่กล่าว แล้วส่ายศีรษะ คิดไม่ตก แม่ทัพเสวี่ยิเดินเข้ามาในห้องปรุงยาเพื่อจะถามความคืบหน้าอาการขององค์หญิงน้อย เนื่องจากหลายวันมานี้ทรงพำนักอยู่ตำหนักในเขาไม่อาจเข้าเฝ้าได้ ทั้งไม่เห็นแม้กระทั่งแม่นมเฉินด้วย จึงไม่ทราบข่าวขององค์หญิงน้อย แม่ทัพเสวี่ยิสังเกตว่าถ้วยยาในมือหมอหลวงสุยมีอาการสั่นจนเขารู้สึกแปลกใจ
“ปรึกษาอะไรกันอยู่หรือ” แม้เสียงเอ่ยทักจะเบาปานใดกลับทำให้หมอหลวงสุยสะดุ้งถ้วยตกหล่นกระทบพื้นแตกกระจาย
หมอหลวงทั้งสองจำใจต้องแจ้งผลการวินิจฉัยโรคกับแม่ทัพเสวี่ยิ ทั้งยังปรึกษาว่าพวกตนจะกราบทูลฮ่องเต้ต้วนอย่างไรดี เพราะคำตอบนี้อาจทำให้หมอหลวงทั้งสองแคว้นคอขาดได้แม่ทัพเสวี่ยิยืนนิ่งอึ้งกับข่าวนี้..
ที่ห้องทรงอักษรฮ่องเต้ต้วนกว่างจงประทับนั่งที่โต๊ะ ฮองเฮาม่านลี่นั่งอยู่ข้างๆ ที่พื้นด้านล่างหมอหลวงไช่ ต้าหลี่ และ หมอหลวงสุย ต้าซ่ง คุกเข่าประสานมือเหนือศีรษะก้มหน้าติดพื้น “องค์หญิงน้อยอาจกลายเป็โรคโง่เพราะทรงหมดลมหายใจไปชั่วครู่ ทำให้สมองเสียหาย แต่หากรักษาให้พระวรกายมีหยินสมดุลหยางพระพลานามัยแข็งแรงมากขึ้นอาจฟื้นฟูสมองและการรับรู้ให้กลับมาได้พ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงไช่ผู้เฒ่าคุกเข่ากราบทูลรายงานไปซับเหงื่อที่หน้าผากไป เพิ่งจะผ่านเหตุการณ์ระทึกใจไปเพียงสองวัน มาวันนี้ทั้งสองพระองค์กลับต้องได้ยินข่าวใหม่ที่ระทึกไม่แพ้กันอีกครั้ง
“โธ่เอ๊ย...อี้อันหลานป้า” ทันทีที่หมอหลวงไช่แจ้งพระอาการ ฮองเฮาม่านลี่ ตบอกอุทานออกมาพลางเช็ดน้ำตา ฮ่องเต้ต้วนนิ่งเงียบสีหน้าหม่นหมองอีกครา ก่อนจะหันไปช้าๆ กล่าวกับฮองเฮาคู่ทุกข์คู่ยาก “ฮองเฮา...เมื่อนานมาแล้วเ้ากับเราล้วนอยากมีลูกสาวสักคนหนึ่งร้องขอ์ให้ส่งเทพธิดามาให้เราสักนางหนึ่งเรารอวันแล้ววันเล่าก็ไม่มีนางฟ้าน้อยๆ มาให้เราเชยชมครั้นยามนี้์ส่งเทพธิดาน้อยมาถึงมือของเราแล้ว เช่นนี้ เราจะรับเทพธิดาคนนี้หรือไม่?” ฮองเฮามองสบตาฮ่องเต้ต้าหลี่ ก่อนส่ายพระพักตร์กล่าวว่า “ย่อมไม่ทอดทิ้งเพคะ ...”
ฮ่องเต้แห่งต้าหลี่หันไปตรัสกับแม่ทัพเสวี่ยิ หมอหลวงสุย “อย่างไรเสีย อี้อัน ก็เป็หลานแท้ๆ ของเราเราจะเลี้ยงดูนางดั่งลูกสาวของเราเอง.... พวกเ้ากลับไปบอกฮ่องเต้ซ่งไท่จง กับ ต้วนฮองเฮาว่า เมื่อโรคเดิมของอี้อันไม่เหมาะกับอากาศทางเหนือ ให้อี้อันอยู่กับเราที่ต้าหลี่ รักษาตัวจนกว่าจะแข็งแรงส่วนวันข้างหน้านางจะแข็งแรงหรือเจ็บป่วย ให้สุดแล้วแต่ลิขิต์เถิด”
ทารกน้อย
ที่ห้องส่วนตัวองค์หญิงน้อยนั่งอยู่บนตั่งไม้กว้าง 5เชี๊ยะ(1.60เมตร)แสงอาทิตย์สว่างเรืองรองจากภายนอกสาดส่องเข้ามาจากด้านหลัง แม่นมเฉินกำลังป้อนพระกระยาหารให้องค์หญิงน้อยอยู่ ใบหน้าแม่นมเฉินเศร้าสร้อยยิ่งนัก แม่ทัพเสวี่ยิ ค่อยๆสาวเท้าเข้าไปในห้องอย่างช้าๆ ถึงแท่นประทับขององค์หญิงน้อย แล้วคุกเข่าหนึ่งข้างตรงหน้าทารกน้อย ใบหน้าเล็กๆนั้นเงยหน้าขึ้นมองบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ตรงหน้า ทารกน้อยแย้มริมฝีปากเล็กๆอย่างเด็กที่อารมณ์ดีอยู่เป็นิจ ไม่ได้กล่าวคำอันใดออกมา แววตามิได้จับจ้องที่ใบหน้าท่านแม่ทัพเสวี่ยิหากแต่มองออกไปไกลแสนไกลอย่างไร้จุดหมาย นางค่อยๆ ยกมือน้อยๆ ขึ้นหมายจะเอื้อมไปจับภาพที่อยู่ตรงหน้าของนาง น้ำตาแม่ทัพเสวี่ยิ เริ่มเอ่อขึ้น ยกมือหนึ่งขึ้นกุมมือน้อยๆ แล้วแม่ทัพเสวี่ยิค่อยๆก้มศรีษะลงจนหน้าผากแตะลงบนหลังมือน้อยๆ นั้น อยู่เช่นนี้นิ่ง.. นาน..
ลูกผู้ชายผู้อยู่ในสนามรบมาเกือบทั้งชีวิตผ่านความตายทั้งของตนเองและชีวิตของผู้อื่นมานับหมื่นนับแสนวันนี้กลับมีน้ำตาหยดหนึ่งตกลงที่พื้น ภาพเช่นนี้ช่างะเืใจยิ่งนักแม่นมเฉินแอบเขี่ยน้ำที่หัวมุมตาก่อนที่มันจะหยดอออกมาอีกคน
“องค์หญิงน้อย กระหม่อมขอโทษ กระหม่อมน่าจะพาพระองค์เข้าวังั้แ่คืนนั้นเลยกระหม่อมขอโทษ..”
สายตาขององค์หญิงน้อยไม่ได้รับรู้ถึงการเสียใจของผู้อยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย ริมฝีปากยิ้ม ดวงตานั้นใสแต่ ว่างเปล่า.......
เมืองหลวงเปี้ยนจิง ต้าซ่ง
ฮ่องเต้ซ่งไท่จง อ่านพระราชสาส์นที่ม้าเร็วส่งมาจากแคว้นต้าหลี่นิ่งอึ้งอยู่นานจนขันทีคนสนิทถาม “มีอะไรไม่ถูกต้องหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ทางด้านตำหนักฮุ่ยหลิงฮองเฮาต้วนนั่งเช็ดน้ำตา พระสวามีนั่งใกล้ๆ มือหนึ่งโอบไหล่พระนางอีกมือถือพระราชสาส์นที่เพิ่งได้รับมา ทั้งสองพระองค์ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาทั้งสองพระองค์นั่งนิ่งตรงนั้น
พระตำหนักซุนจี้
เสียงหัวเราะเล็กแหลมประหนึ่งได้สิ่งของที่ถูกอกถูกใจยิ่งนัก เสียงหัวเราะแว่วออกมาจากห้องโถงใหญ่ของพระตำหนักซุนจี้ ในห้องพระสนมหวังกุ้ยเฟย เสนาบดีหวังไฉ เ้ากรมกลาโหมผู้เป็บิดา ต่างหัวเราะอย่างยินดีปรีดา “เป็ข่าวดีจริงๆ ท่านพ่อ ข้าไม่ได้รับข่าวดีดี แบบนี้มานานหลายปีแล้ว...ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ .. อี้อันเด็กร้ายกาจคนนั้น ป่วยกลายเป็โรคโง่ไปแล้ว ....ฮ่ะฮ่ะว่าแต่ว่าข่าวนี้ไม่ผิดใช่หรือไม่
“นางกำนัลห้องทรงอักษรที่เราซื้อตัวไว้แอบได้ยิน ข่าวย่อมเชื่อถือได้”เสนาบดีหวังไฉ ผู้บิดาตอบ
“ดี ... ดีมากมาก” พระสนมหวังกุ้ยเฟยยินดีกับข่าวร้ายนี้
องค์ชายจ้าวเหยียนชี่พระโอรสองค์รองของพระสนมกุ้ยเฟยที่ปกติพระนางไม่ค่อยเอ็นดูเท่าพระโอรสองค์โตและพระธิดาองค์เล็กนักแต่กลับเป็เด็กที่รู้ความคนหนึ่ง องค์ชายเหยียนชี่มีความสุขกับการอ่านตำราทุกประเภทและการปรุงอาหาร แต่วันนี้เขานั่งอ่านตำราอยู่ห้องด้านข้าง เสียงการสนทนาของพระมารดาและท่านตาทำให้เด็กน้อยไม่สบายใจนัก จึงลุกขึ้นถือตำราในมือเดินออกจากพระตำหนักไปเงียบๆ
ลานฝึกซ้อมของพระราชวัง
องค์ชายสามเหยียนชิวพร้อมสหายสนิท เสวี่ยซิง บุตรชายคนเดียวของแม่ทัพเสวี่ยิ จางเหยา บุตรชายคนรองของผู้บัญชาการหน่วยตรวจการจางซื่อเจิน เด็กน้อยทั้ง 3 อายุเท่ากัน ทั้งสามกำลังฝึกวิชากระบี่กันในลานฝึก มีครูฝึกยืนควบคุมการฝึกซ้อมไม่ไกลออกไปเหล่าองค์ชาย และเหล่าองค์ชายและคุณชายบุตรหลานขุนนางประมาณ 10 คนต่างกำลังฝึกอยู่เช่นกัน มีครูฝึกอีกคนยืนควบคุมอยู่เช่นกัน
“ได้ยินว่า อี้อัน น้องสาวเ้า ป่วยปางตาย สุดท้ายฟื้นขึ้นมาแต่กลายเป็เด็กโรคโง่ไปแล้ว”เสียงองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วดังอยู่ด้านหลังสหายทั้งสามน้ำเสียงนั้นฟังแล้วรู้สึกถึงการถากถางเยาะเย้ยองค์ชายสามขณะฝึกซ้อมกระบี่อยู่ถึงกับชะงัก หันไปถาม “เสด็จพี่ว่ากระไร”
“ข้าบอกว่า อี้อัน น้องสาวเ้าพอเข้าเมืองต้าหลี่ก็หมดลมหายใจพอฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ไปแล้ว” องค์ชายสามได้ยินเื่ ที่องค์ชายใหญ่หยียนจั๋วบอกยืนนิ่งตะลึงกับข่าวร้ายนี้ คนต้นเื่กล่าวจบ พลันะเิเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานแล้วเดินจากไปพร้อมกับพระสหายสนิทอีก3 คน
เสวี่ยซิงและจางเหยา ที่รู้สึกตัวก่อนรีบเข้าไปใกล้เขย่าองค์ชายสาม “องค์ชาย องค์ชาย เป็อย่างไรบ้าง?” องค์ชายสามเริ่มรู้สึกตัวสั่นศีรษะโบกมือห้าม “ข้าไม่เป็ไร”
“ข่าวนี้จะเป็ความจริงหรือไม่ก็ตามจงจำไว้ว่าตัวขององค์ชายเองต้องมีสติตลอดเวลา” เป็อาจารย์ซวนหรง นั่นเอง เพราะความขาดสติจมอยู่กับคำพูดที่เสียดแทงจิตใจพวกนี้ เด็กน้อยทั้ง 3 คนจึงไม่มีใครรู้ตัวเลยว่าอาจารย์ซวนหลงมาอยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อใด
“อยากรู้อะไรเกี่ยวกับพระขนิษฐา องค์ชายควรไปถามพระบิดาด้วยพระองค์เองเถิดอย่าเพียงทราบจากวาจาผู้อื่นเลย” องค์ชายเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์ซวนหลง เห็นอาจารย์มองเขาด้วยความเมตตาแล้วเด็กชายทั้ง 3 ทำความเคารพอาจารย์ก่อนเดินไปยังพระตำหนักฮุ่ยหลิง
ตำหนักเจาซิ่นทิศเหนือ
ห้องเรียนฝั่งสตรี องค์หญิงเหออันกำลังขะมักเขม้นปักผ้าบนสะดึงเช่นเดียวกับองค์หญิงและเด็กสาวอื่นๆ ลวดลายที่ปักใกล้จะสำเร็จแล้วเพียงแต่ตกแต่งเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยองค์หญิงหลิงอันเดินถือเข็มปัก นิ้วกรีดเส้นด้ายเล่นไปมาเดินตรงมาหาเหออัน
“น้องหญิงเหออัน พี่หญิงรู้มาว่า อี้อัน น้องสาวเ้าป่วยหนัก เมื่อถึงพระราชวังต้าหลี่ไม่ทันได้รักษาก็สิ้นใจเสียแล้วหมอหลวงต้าหลี่ช่างเก่งนักแก้ไขจนนางกลับฟื้นขึ้นมา แต่สายไปเสียแล้วเวลานี้อี้อันกลายเป็เด็กโรคโง่แล้ว” น้ำเสียงเล็กๆที่ปกติแสนไพเราะเสนาะหูเป็นิจ แต่วาจาจากริมฝีปากบางเฉียบในวันนี้กลับเปลี่ยนไปนางเล่าพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเย้ยหยัน ช่างทำร้ายจิตใจเสียนี่กระไร เมื่อกล่าวจบองค์หญิงหลิงอันไม่รอให้เหออันซักถามอะไร เด็กหญิงปักเข็มลงบนสะดึงขององค์หญิงเหออันแล้วเดินหันหลังกลับไปอย่างสบายอารมณ์ทันที
พี่น้องคู่นี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก
พระราชวัง แคว้นต้าหลี่
ฮ่องเต้ต้วนกว่างจงประทับในห้องทรงอักษร ฮองเฮาม่านลี่ ประทับด้วยแม่นมเฉินยืนอุ้มองค์หญิงอี้อันอยู่ด้านข้างที่ประทับ พระโอรสทั้ง 3 ยืนอยู่เบื้องหน้าของพระบิดาพระมารดา
“ลูกๆ คงรู้แล้วนะว่า องค์หญิงอี้อัน พระธิดาของเสด็จอา นางมารักษาอาการป่วยที่ต้าหลี่ของเรา แต่นางโชคร้าย ตอนนี้เป็เด็กไร้สติปัญญา และไม่รู้ว่าจะได้โตตามอายุต่อไปหรือไม่….”
“....เดิมทีเมื่อเสด็จอาของเ้าฝากนางมารักษาตัวที่ต้าหลี่ พ่อกับเสด็จแม่ของเ้าดีใจมาก เพราะเราอยากมีน้องสาวให้พวกเ้ามานานแล้วแต่โชคชะตาทำให้นางไม่สามารถเติบโตได้อย่างปกติ พ่ออยากให้ลูกๆรักนางเหมือนน้องสาวแท้ๆ พวกเ้าทำได้ไหม”
“ลูกยินดีพ่ะย่ะค่ะ” เด็กหนุ่มทั้ง 3 ตอบรับอย่างพร้อมเพรียง
“เสด็จพ่อทรงวางพระทัย พวกลูกไม่มีใครรังเกียจอี้อันเลยพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่ ต้วนอี้หลงกล่าว
“ดีมาก ขอบใจลูกๆ ทั้งสาม”ฮ่องเต้ต้วนกว่างจง พอใจกับคำตอบของพระโอรสทั้งสาม ฮองเฮาก้มซับน้ำตาอย่างปิติ
“กระหม่อมเฉินซือซือ ขอบพระทัยฝ่าา ขอบพระทัยฮองเฮาขอบพระทัยองค์ชายทั้งสาม ที่ทรงมีพระกรุณาต่อองค์หญิงน้อยเพคะ” แม่นมเฉินคุกเข่าประสานมือทำความเคารพทั้งที่ยังอุ้มทารกน้อยที่ไม่รู้เดียงสาอยู่
องค์ชายสามต้วนอี้จิน กล่าว “หม่อมฉันได้ยินมาว่าองค์ชายเหยียนชิว ให้นางขี่หลังอยู่บ่อยๆ หม่อมฉันจะพานางออกไปวิ่งเล่นเอง” กล่าวจบองค์ชายสามรับทารกน้อยจากแม่นมเฉิน นางส่งทารกน้อยขึ้นขี่หลังองค์ชายอี้จิน เมื่อทารกน้อยอยู่บนหลังหนุ่มน้อยแล้วทูลลาพระบิดาพระมารดา ก้าวเดินออกไปพร้อมแม่นมเฉิน
“เราไม่อยากให้อี้อันอยู่ตามลำพังกับซือซือเท่านั้น แต่ให้อี้อันเข้าเรียนพร้อมกับพวกเ้าด้วย อี้หลง เ้าคิดอย่างไร?”
“หม่อมฉันเห็นด้วยกับเสด็จพ่อ ถึงอี้อันอยู่ด้วย ลูกไม่คิดว่าน้องสาวจะเป็อุปสรรคต่อการเรียนแต่อย่างใดพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ดีมาก พ่อดีใจจริงๆ ที่ลูกๆ คิดเช่นนี้ เช่นนั้นทำตามนี้” แล้วพระโอรสทั้งสองทูลลากลับไป ฮ่องเต้ต้วนกล่างจงแห่งต้าหลี่และฮองเฮา หันมาสบตาพยักหน้าให้กันต่างรู้สึกถึงความตื้นตันใจยากที่จะบรรยาย ลูกๆ รักกันอย่างแน่นแฟ้น
พระราชวังแคว้นต้าซ่ง
ฮ่องเต้ซ่งไท่จงและต้วนฮองเฮา ประทับนั่งคู่กันในพระตำหนักส่วนพระองค์ พระพักตร์ฝ่าาบึ้งตึงดุดันยิ่งนักด้านข้างพระองค์มี องค์ชายสามเหยียนชิว และองค์หญิงเหออัน ยืนอยู่ใกล้ๆ อีกด้านมี ซื่อกง ขันทีคนสนิทยืนอยู่ ทุกคนล้วนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เบื้องหน้าพระพักตร์ พระสนมหวังกุ้ยเฟย องค์ชายเหยียนจั๋ว องค์หญิงหลิงอันคุกเข่าก้มหน้าอยู่ “เ้าสามคนแม่ลูกปล่อยข่าวอี้อันป่วยหนักจนตายแล้วฟื้นขึ้นมากลายเป็โรคโง่ ใช่มั๊ย” พระสุรเสียงเข้มขึ้นเรื่อยๆ คำสุดท้ายตวาดเสียงดัง “ช่างบังอาจนัก” ทำเอาสามแม่ลูกใ ร้องเสียงดัง “ไม่จริงเพคะ หม่อมฉันถูกใส่ร้าย”
“บังอาจ.... ใครจะใส่ร้ายเ้าได้หนังสือจากแม่ทัพเสวี่ยิเพิ่งมาถึงข้าตอนสายวันนี้ แค่ครึ่งชั่วยาม เหยียนจั๋ว หลิงอันก็ออกไปเล่าข่าวจนรู้กันไปนครเปี้ยนจิง เ้านะเ้า....” ทรงกริ้วจนใบหน้าแดงก่ำ
พระสนมหวังกุ้ยเฟยอ้าปากจะพูดฮ่องเต้ตวาดขึ้น “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ซื่อกงเ้าไปตามหามา ว่าใครที่มันแอบเอาเื่นี้ออกไปเล่าเพราะเื่นี้มีแค่เ้ากับข้าเท่านั้นที่รู้ แล้วเอาตัวมันไปลงโทษให้หนัก” “พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีคนสนิทรับพระบัญชาแล้วรีบกลับลงไปด้านหลังพระแท่นอย่างรวดเร็ว
...ใช่แล้วมีแต่ฝ่าากับตัวเขาที่รู้ ถ้าหาคนคาบข่าวไม่ได้ชีวิตตนก็ไม่รอดแน่นอน
“ส่วนพวกเ้าสามคนออกไปให้หมด ข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกเ้าจงอยู่แต่ในตำหนักของเ้า 10 วัน ออกไปได้”
แม้จะไม่พอใจกับการตัดสินลงโทษของฝ่าาพระสนมหวังกุ้ยเฟยได้แต่กลั้นใจกล่าวคำ “ขอบพระทัยฝ่าา” ทั้งสามคนแม่ลูกทำความเคารพเสร็จหันหลังเดินกลับออกไปหวังกุ้ยเฟย ผูกอาฆาตอยู่ในใจ ทำไมหรือ เื่ที่พูดล้วนเป็ความจริงทั้งหมดจะกริ้วพวกนางแม่ลูกได้อย่างไร คิดแล้วมันน่าแค้นใจนัก ฝ่าานะฝ่าา.....
หลังออกจากพระตำหนักส่วนพระองค์แล้วพระสนมหวังกุ้ยเฟยเดิน กระแทกเท้าเข้ามาในตำหนักซุนจี้และกระแทกตัวลงนั่งที่พระแท่น ใบหน้าสตรีที่งดงามไร้ที่ติมาบัดนี้กลับบึ้งตึงยิ่งนัก “ฮองเฮากับลูกๆ ของนางมีดีอะไรนัก ฝ่าาถึงได้โปรดปรานขนาดนี้ ไม่ฟังความให้ชัดเจนก็ตัดสินลงโทษข้าแล้ว”
“เสด็จแม่ แล้วนางกำนัลคนนั้นจะซัดทอดมาถึงเราไหม” องค์หญิงหลิงอันถามส่วนองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วนั่งเอนหลังจิบชา อย่างไม่ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด “สิบวันก้อสิบวันดีเสียอีก ไม่ต้องไปเข้าห้องเรียน เรียนให้ปวดหัวเปล่าๆ”
พระสนมหวังกุ้ยเฟยกล่าวอย่างขุ่นมัว “ช่างนางปะไร ไม่เกี่ยวกับเรางานนี้ท่านตาเ้าเสียเงินไปไม่น้อย เดี๋ยวท่านตาเ้าก็จัดการเอง” องค์ชายรองเหยียนชี่นั่งอ่านตำราด้านในของพระตำหนัก เขาหันไปทางต้นเสียงแล้วหันกลับมา ได้แต่ส่ายศีรษะถอนหายใจ แล้วก้มหน้าอ่านตำราต่อไป
แคว้นต้าหลี่
ขบวนเสด็จส่งองค์หญิงน้อยหลังจากพักผ่อนในนครต้าหลี่มา 15วัน คณะจากต้าซ่งทุกคนก็เตรียมตัวเดินทางกลับ มีเพียงแม่นมเฉินที่อยู่อภิบาลองค์หญิงน้อยต่อที่พระราชวังต้าหลี่การเดินทางกว่าห้าพันหลี่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ภายหลังเสร็จพิธีการในท้องพระโรงใหญ่พระราชวังต้าหลี่แล้ว องค์ชายสามต้วนอี้จินเดินมาส่งขบวนเสด็จโดยมีองค์หญิงอี้อันเ้าเต่าน้อยเกาะหลังมาด้วย แม่ทัพเสวี่ยิมองภาพนี้คล้ายจะเคยเห็นจนชินตาที่ต้าซ่ง แต่วันนี้หนุ่มน้อยที่แบกลูกเต่าน้อยกลับเป็องค์ชายสามแห่งต้าหลี่
องค์ชายอี้จินอวยพรคณะเดินทาง“เดินทางกลับอย่างปลอดภัยนะท่านแม่ทัพเสวี่ยิ”
“ขอบพระทัยองค์ชายสามอี้จิน หม่อมฉันทูลลา” แม่ทัพเสวี่ยิคำนับองค์ชายอี้จินแล้วเอียงตัวเล็กน้อยกล่าวกับองค์หญิงน้อยว่า “กระหม่อมทูลลาองค์หญิงน้อยถนอมพระวรกายด้วย” ผู้กล่าวพยายามบังคับให้น้ำเสียงเป็ปกติที่สุดใบหน้ากลมๆ ของเ้าลูกเต่าน้อยเอียงคอออกมาจากพี่ชายคนใหม่ มีเพียงยิ้มกว้างอย่างไร้จุดหมายส่งให้ผู้อำลา
....จริงสิ เวลานี้องค์หญิงน้อยจากต้าซ่งไม่รู้ความไปเสียแล้ว....
“แม่นมเฉิน ฝากดูแลองค์หญิงน้อยด้วย” “น้อมรับเ้าค่ะ” แม่นมเฉินทำความเคารพท่านแม่ทัพเสวี่ยิ เหล่าองครักษ์ นางกำนัลและทหารอารักขารวมกว่าร้อยชีวิตต่างโน้มตัวทำความเคารพองค์หญิงน้อยอย่างพร้อมเพรียง แล้วกลับหลังเริ่มออกเดินทาง มุ่งหน้ากลับต้าซ่งด้วยเส้นทางเดิม