ไม่รู้ทำไมพอได้ยินเสียงของหลินอัน จิตใจที่กำลังกระวนกระวายของสวีหว่านหนิงก็สงบลง
“หลินอันฉันอยากให้คุณช่วยอะไรนิดหน่อย”
“อืม ว่ามาสิ”
“ตู้ลิ้นชักในห้องนอนชั้นที่สองมีกล่องเหล็กอยู่กล่องหนึ่ง คุณช่วยหยิบของในนั้นมาให้ฉันได้ไหม”
“ได้ฉันจะรีบไปหยิบให้”
ไม่ทันไรหลินอันก็หยิบของออกมา
สวีหว่านหนิงยื่นมือออกไปรับอย่างรวดเร็วแล้วเร่งเร้าให้เขาเข้าไปในห้อง
“ข้างนอกหนาวเกินไปคุณเข้าไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันก็เสร็จธุระแล้ว”
หลินอันขานรับแล้วหันหลังเดินกลับไป
สวีหว่านหนิงเริ่มศึกษาวิธีการใส่ผ้าซับระดูกว่าจะเข้าใจวิธีใช้ ขาสองข้างของเธอก็เป็นเหน็บชาไปหมดแล้ว
เธอค่อยๆเกาะกำแพงเดินกลับเข้าห้องและพบว่าหลินอันไม่อยู่ในห้อง
สวีหว่านหนิงไม่คิดอะไรมากก่อนจะขึ้นไปนอนพักบนเตียง
ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกินไม่ทันไรอาการปวดก็กำเริบจนแทบหมดเรี่ยวแรง
ระหว่างสะลึมสะลือสวีหว่านหนิงรับรู้ได้ว่ามีของอุ่นร้อนบางอย่างถูกวางลงบนหน้าท้องของตัวเอง
เธอลืมตาขึ้นแล้วเห็นหลินอันกำลังโน้มตัวลงมาสายตาของเธอหยุดอยู่ที่แนวสันกรามเด่นชัดและลูกกระเดือกของเขา
“ทำแบบนี้แล้วสบายขึ้นหน่อยหรือเปล่า”
“อืม ขอบใจนะ”
หลินอันพูดอย่างอ่อนใจ“ไม่ต้องเกรงใจฉันขนาดนี้”
มือใหญ่ของเขาแตะหน้าผากเธอเมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “นอนเถอะพวกเด็กๆ เธอไม่ต้องห่วง อีกเดี๋ยวฉันจะแวะไปดูให้”
“อืม” สวีหว่านหนิงตอบรับเสียงแผ่วแล้วหลับตา
ทว่าหัวใจของเธอกลับไม่ยอมสงบ
ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาได้ยินเสียงของเธอแล้วตามออกไปข้างนอกหรือขวดน้ำที่อุ่นร้อนแต่ไม่ลวกผิวหนังขวดนี้ ล้วนทำให้หัวใจของเธออุ่นวาบไปหมด
หัวใจที่เคยว่างเปล่าเหมือนถูกอะไรบางอย่างเข้ามายึดพื้นที่ส่วนใหญ่ไปเสียแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้นสวีหว่านหนิงนอนตื่นสายอย่างหาได้ยาก
หลังเธอตื่นนอนก็พบว่าแม่หลินเตรียมอาหารเช้าไว้แล้ว
“อันจื่อบอกว่าลูกไม่สบายทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะแม่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว”
สวีหว่านหนิงเพิ่งนั่งลงต้าชุนก็ยกแก้วกระเบื้องเคลือบมาวางไว้ “แม่ครับก่อนพ่อออกไปข้างนอกสั่งผมว่า ให้บอกแม่ให้ดื่มของในนี้ครับ”
สวีหว่านหนิงเปิดฝาแล้วได้กลิ่นขิงเข้มข้นและหอมหวานของน้ำตาลทรายแดง
มันคือขิงต้มน้ำตาลทรายแดง
หลินอันรู้จักวิธีนี้ด้วยหรือ?
“แม่ครับ?” เห็นสวีหว่านหนิงเหม่อลอย ต้าชุนจึงร้องเรียก
“แม่จะดื่มเดี๋ยวนี้”
อุณหภูมิของน้ำอุ่นกำลังดีสวีหว่านหนิงดื่มแค่ไม่กี่อึกก็หมดแล้ว
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่เธอรู้สึกว่าอาการปวดท้องบรรเทาลงไปมาก
“เช้านี้พวกเราจะกินเกี๊ยวกันหลินอันลุกขึ้นมาห่อเกี๊ยวตั้งแต่เช้าแล้ว”
ต้องบอกว่าฝีมือการห่อเกี๊ยวของหลินอันไม่เลวเลยทุกลูกกลมแน่นน่ารับประทาน
“หลินอันไปไหนเหรอคะ”
“เขาบอกว่าจะไปโรงพยาบาลเพื่อดูอาการของเฉวียนเฉวียน”
หลังกินมื้อเช้าเสร็จสวีหว่านหนิงอยากช่วยล้างจาน แต่ถูกแม่หลินปฏิเสธ “สองวันนี้พักผ่อนให้ดีเถิดงานในบ้านไม่ต้องรบกวนลูกหรอก”
สวีหว่านหนิงจึงหันไปตรวจการบ้านของต้าชุนและเยาเม่ยแทน
เด็กสองคนนี้หัวไวมากเพิ่งเรียนแค่หนึ่งเดือนกว่า อีกทั้งสวีหว่านหนิงว่างสอนพวกเขาเป็นครั้งคราวเท่านั้นแต่พวกเขากลับสามารถอ่านเนื้อหาในหนังสือเรียนวิชาภาษาจีนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งได้ทั้งหมด
แม้แต่วิชาคณิตศาสตร์พวกเขาก็เขียนหนึ่งถึงสิบเป็นแล้ว
“ผ่านตรุษจีนไปเมื่อไรต้าชุนจะอายุหกขวบ เยาเม่ยอายุห้าขวบ พวกลูกสองคนก็จะเข้าเรียนชั้นประถมได้แล้ว”
เพียงแต่หมู่บ้านต้าเจียงไม่มีโรงเรียนประถมถ้าอยากเรียนต้องไปเรียนที่หมู่บ้านข้างๆ ที่ตั้งอยู่ค่อนข้างไกล
ไม่รู้ว่าตงจื่อหาบ้านในเมืองให้เธอไปถึงไหนแล้วโรงเรียนประถมในตัวเมืองดีกว่าในชนบทมาก
สวีหว่านหนิงจมอยู่กับความคิดไม่ทันสังเกตเห็นสายตาอิจฉาของต้ายากับเถี่ยตั้น
แต่เยาเม่ยเห็นแล้วจึงกระซิบถามว่า“แม่คะ ให้น้องต้ายากับน้องเถี่ยตั้นไปเรียนกับพวกเราได้ไหมคะ”
ต้ายาอายุน้อยกว่าเยาเม่ยแค่สองเดือนตอนนี้เด็กหญิงอายุสี่ขวบครึ่ง ส่วนเถี่ยตั้นเพิ่งอายุสามขวบกว่าเท่านั้น
“ต้องรอปีหน้าต้ายากับเถี่ยตั้นอายุน้อยเกินไป ให้พวกเขาเรียนเองที่บ้านก่อนไว้โตกว่านี้อีกหน่อย แม่จะส่งพวกเขาไปเรียนโรงเรียนประถมแน่นอน”
เยาเม่ยได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้าง
“น้องต้ายาวางใจได้พี่กับพี่ชายกลับจากโรงเรียนแล้วจะสอนพวกน้องทุกวันเลย”
“ค่ะ!” ต้ายาพยักหน้า ขณะเดียวกันก็แอบลอบมองสวีหว่านหนิงหลายครั้ง
เหมือนว่าป้าสะใภ้จะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เธอคิด
ตอนเที่ยงพวกหลินอันก็พากันกลับมาถึงที่บ้าน
หลินเฉวียนขี่หลังไต้เหว่ยกลับมาแม่หลินเห็นหน้าเธอแล้วน้ำตาพรั่งพรู
“เฉวียนเฉวียนที่น่าสงสารของแม่ลูกเป็นอย่างไรบ้าง หมอว่ายังไงบ้าง”
“หมอบอกว่ามีแค่บาดแผลภายนอกไม่ร้ายแรง พักฟื้นร่างกายไม่กี่วันให้ดีก็พอค่ะ”
“ดีแล้วดีแล้ว เที่ยงนี้แม่จะทำเนื้อแช่แข็งให้ลูกกินและตุ๋นแม่ไก่สักตัวจะได้บำรุงร่างกาย”
หลินเฉวียนรีบจับมือแม่หลิน“แม่คะ ไม่ต้องลำบากขนาดนั้น ฉันกินอะไรก็ได้ค่ะ”
“ได้ยังไงเล่าดูลูกสิ เนื้อตัวเต็มไปด้วยแผล จะไม่บำรุงร่างกายได้อย่างไรคุยกับพี่ชายและพี่สะใภ้ไปก่อน แม่จะไปทำอาหารเที่ยงมาให้”
หลังแม่หลินเข้าครัวไปแล้วสวีหว่านหนิงก็หาข้ออ้างแยกเด็กสี่คนไปที่อื่น ก่อนถามว่า “ตกลงหมอว่ายังไงบ้างหลินเฉวียนไม่เป็นไรจริงไหม”
ไต้เหว่ยก้มหน้าลงไม่กล้ามองตาสวีหว่านหนิง
หลินเฉวียนเองก็ตาแดงก่ำ
สวีหว่านหนิงจึงต้องหันไปมองหลินอัน
หลินอันถอนหายใจ“ถ้าไม่ไปตรวจที่โรงพยาบาลคงไม่รู้ว่าหลินเฉวียนแท้งลูกหมอบอกว่าเพราะไปโรงพยาบาลช้าเกินไป ร่างกายได้รับความเสียหายต่อไปคงมีลูกไม่ได้อีกแล้ว”
“คลอดลูกอะไรอีกเป็นแบบนี้แล้วยังจะมีลูกอีกเหรอ? มีต้ายากับเถี่ยตั้นแล้วยังไม่พอหรือไง?” สวีหว่านหนิงพยายามข่มเพลิงโทสะ พลางถลึงตาใส่ไต้เหว่ย “จำเอาไว้เลยนะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่หลินเฉวียนพบเจอในวันนี้เป็นเพราะความไม่เอาไหนของเธอต่อไปถ้าเธอกล้ารังแกหลินเฉวียน คอยดูได้เลยว่าฉันจะจัดการกับเธอยังไง”
ไต้เหว่ยรีบรับประกันทันที“พี่สะใภ้วางใจได้ครับ ชาตินี้ผมจะดีกับหลินเฉวียนตลอดไปจะไม่มีวันรังแกเธอ ต่อไปผมจะขยันกว่านี้ ผมจะต้องทำให้หลินเฉวียนกับลูกๆมีชีวิตที่ดีให้ได้”
ได้ยินดังนั้นสวีหว่านหนิงถึงถอนสายตากลับมา“เรื่องนี้จะบอกให้แม่รู้ไม่ได้ เดี๋ยวแม่จะร้อนใจไปด้วยพรุ่งนี้ฉันจะไปโรงพยาบาล ดูสิว่าจะขอให้หมอสั่งยาได้หรือเปล่าต้องบำรุงร่างกายหลินเฉวียนให้ดีขึ้นก่อน”
ร่างกายของผู้หญิงไม่ได้มีไว้เพื่อคลอดลูกเท่านั้น
ถูกทุบตีจนแท้งทั้งยังไม่ได้อยู่ไฟจนครบกำหนด อาจจะทำให้มีโรคแทรกซ้อนเอาได้ต่อไปพออายุมากขึ้นคงจะลำบาก
“เธอไม่ค่อยสบายฉันจะไปเอง”
หลินเฉวียนเห็นพวกเขาสองคนปรึกษาหารือกันเสร็จสรรพก็รีบกล่าวว่า“พี่สะใภ้ พี่ใหญ่ ไม่ต้องซื้อยามาให้ฉันโดยเฉพาะหรอกค่ะฉันพักแค่สองวันก็หายแล้ว”
“เรื่องนี้เธอต้องเชื่อฟังฉัน”สวีหว่านหนิงมีท่าทีหนักแน่นมาก
หลินเฉวียนหันไปมองหลินอัน“พี่ พี่พูดอะไรบ้างสิคะ”