อันกั๋วกงครุ่นคิดแล้วพบว่า บุตรชายคนโตน่าจะมีอนาคตที่รุ่งเรืองมากที่สุด ทั้งยังเห็นว่าซูตงเฉินสง่างาม ผ่าเผย น่าเกรงขาม และแข็งแกร่งยิ่งกว่าตัวเขาเองในอดีตเสียอีก นับเป็คลื่นลูกใหม่ที่เหนือกว่าคนรุ่นเก่าจริงๆ
เขารู้สึกโล่งใจนักจึงพยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า "ดี ดี ตอนนี้เ้ากลับมาแล้ว จวนอันกั๋วกงของพวกเราคงต้องฝากไว้ในมือของเ้าแล้ว เ้าต้องเป็คนดี อนาคตของจวนอันกั๋วกงฝากไว้กับเ้าแล้ว"
ซูตงเฉินเหลือบเห็นใบหน้าหม่นหมองของหูซื่อ ก็แทบจะเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าไว้ไม่มิด เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที จากนั้นจึงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม "ท่านพ่อวางใจ ทิ้งภาระอันหนักอึ้งไว้กับข้าเถิด มีท่านพ่อคอยดูแลอยู่ข้างๆ ปล่อยให้ลูกได้ลองทำดู แม้มีบางสิ่งที่ลูกไม่เข้าใจ ก็ไม่นับว่าเป็เื่ใหญ่อันใด”
"ตกลง" อันกั๋วกงแย้มยิ้มอย่างมีความสุข หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงนึกขึ้นได้ว่า "เอ๊ะ หลานทั้งสองคนของข้าอยู่ที่ใด? "
ซูตงเฉินก้าวออกไป "เมิ่งเอ๋อร์ จ้งเอ๋อร์ มาคำนับท่านปู่ท่านย่าเร็ว"
ซูอวี้เมิ่งและซูอวี้จ้งก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน พวกเขาคุกเข่าคำนับและพูดพร้อมกันว่า "หลานคำนับท่านปู่ท่านย่า ขอให้ท่านทั้งสองมีความสุขและสุขภาพแข็งแรง"
หูซื่อเพิ่งอายุสามสิบปีเท่านั้น หลายปีมานี้นางแต่งกายสวยหรู ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มองดูแล้วเหมือนอายุเพียงยี่สิบเศษๆ ทว่ายังมีเสน่ห์ดึงดูดเป็อย่างยิ่ง เมื่อนางได้ยินคำว่า ‘ท่านย่า’ มุมปากกระตุกเล็กน้อย จากนั้นยกยิ้มอย่างมีเมตตา "หลานชายคนดีของย่า ลุกขึ้นมาเร็วๆ ไม่ต้องมากพิธี" นางยื่นมือออกไปอย่างกระตือรือร้น "มานี่สิ ให้ย่าดูหน้าหลานที่น่ารักของข้าให้ชัดๆ พวกเ้าพบกับลุงป้าน้าอาแล้วหรือยัง? "
ยิ่งนางเข้ามาทำท่าสนิทสนมมากเท่าใด เด็กทั้งสองก็ยิ่งอึดอัดใจมากเท่านั้น ทว่าพวกเขายังคงเชื่อฟัง เพื่อไม่ให้เป็การอกตัญญู และเพื่อให้ท่านพ่อได้ชื่อว่า ‘สั่งสอนบุตรมาอย่างดี’ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองได้ปรึกษากับฟู่ิฮั่นมาก่อนแล้ว ตอนนี้ต่างก็มีวิธีรับมือ หลังจากที่พวกเขาลุกขึ้นจึงค่อยๆ เดินไปหาหูซื่อ พลางมองอันกั๋วกงด้วยความชื่นชม
ซูอวี้จ้งเป็บุตรชายคนเล็ก จึงไม่จำเป็ต้องสำรวมมากเท่ากับพี่คนโต ในขณะนั้นจึงแย้มยิ้มอย่างมีชีวิตชีวาและกล่าวว่า "ได้ยินท่านพ่อพูดอยู่บ่อยครั้งว่าท่านปู่เป็วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่"
อันกั๋วกงมีความสุขเป็อย่างยิ่ง เขาหัวเราะเสียงดังและกวักมือให้พวกเขาเข้ามาหา "มา เข้ามาให้ปู่ดูใกล้ๆ หน่อย"
ทั้งสองคนก้าวไปข้างหน้า มุ่งไปยังอ้อมแขนของอันกั๋วกง และร้องเรียกเขาพร้อมกันว่า "ท่านปู่"
อันกั๋วกงกอดหลานชายทั้งสอง พลางพูดด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจว่า "ตลอดหลายปีมานี้ ปู่คิดถึงพวกเ้ายิ่งนัก"
ซูอวี้จ้งแสดงท่าทีประจบประแจง "พวกเราก็คิดถึงท่านปู่เช่นกันขอรับ"
"เช่นนั้นหรือ" อันกั๋วกงพูดด้วยความดีใจ "เอาล่ะ จากนี้ไปมาอยู่กับปู่ ปู่จะสอนศิลปะการต่อสู้และวิชาหอกของตระกูลซูที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ"
“ขอรับ” ซูอวี้จ้งโห่ร้องอย่างดีใจ “ท่านปู่เก่งที่สุด”
ซูอวี้เมิ่งแย้มยิ้มอย่างมั่นคงและกล่าวว่า "ขอบคุณท่านปู่ ท่านพ่อบอกว่า วิชาหอกตระกูลซูของท่านปู่ดีกว่าท่านทวด แม้แต่ท่านพ่อยังเทียบไม่ติดเลยสักนิด"
พวกเขาสามคนปู่หลานมีเื่ให้พูดมากมาย ไม่มีเวลาสนใจผู้อื่น หูซื่อทำได้เพียงยกยิ้มและมองด้วยใบหน้าแข็งกระด้าง พร้อมกับเสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความรู้สึกรำคาญใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ซูตงเฉินไม่สนใจนาง เขาพูดเพียงว่า "ยังมีบ่าวรับใช้บางส่วนที่กลับมากับข้า ส่วนใหญ่เป็บ่าวในเรือนที่ซื้อมาจากคนในท้องถิ่น ผู้ที่ไม่้าอยู่ต่อก็จะปล่อยไป ส่วนบางคนไม่มีที่พึ่งพา ไม่มีที่ไปก็ยอมติดตามลูกกลับมา ซึ่งมีจำนวนมากสักหน่อย ให้ผู้ดูแลสองสามคนเข้ามาคุกเข่าคำนับ ส่วนคนอื่นๆ ก็ให้คุกเข่าคำนับอยู่ที่ลาน”
อันกั๋วกงไม่สนใจเื่ของหลังบ้าน จึงไม่มีความคิดเห็นใดๆ "เอาล่ะ แล้วแต่เ้าเถิด"
หูซื่อก็ไม่ได้พูดสิ่งใด "ก็ดี ให้พวกเขาเข้ามาเถิด"
พ่อบ้านใหญ่ถ่ายทอดคำพูดออกไป จากนั้นไม่นานลี่เฉวียนก็เข้ามาพร้อมกับแม่นมอีกหลายคน รวมถึงสาวใช้ที่ปรนนิบัติดูแลซูตงเฉินและบุตรชายของเขา ทุกคนต่างคุกเข่าคำนับนายท่านทั้งสอง
ลี่เฉวียนแย้มยิ้มและกล่าวว่า "หลายปีมานี้ ข้าน้อยเป็ผู้ดูแลจวนแม่ทัพมาตลอด แม่นมเฉิงเป็ผู้ดูแลเื่ภายในจวนของซื่อจื่อ แม่นมเหวยเป็แม่นมที่คอยเลี้ยงดูคุณชายทั้งสอง แม่นมเซี่ยวดูแลเื่ในเรือนของคุณชายใหญ่ แม่นมซุนดูแลเื่ในเรือนของคุณชายรอง
จื่อชิงดูแลเื่ในเรือนของซื่อจื่อ หลีฮวารับใช้คุณชายใหญ่ ส่วนเหมยฮวารับใช้คุณชายรอง ทั้งสองต่างเป็สาวใช้ขั้นที่หนึ่ง เตี่ยนจินเป็บ่าวรับใช้ข้างกายคุณชายใหญ่ และชั่นจินเป็บ่าวข้างกายคุณชายรอง ฉุยจินเป็บ่าวรับใช้ในห้องหนังสือของซื่อจื่อ พวกเขาล้วนเป็บ่าวในเรือน”
เดิมทีแม่นมเฉิงเป็แม่นมของซูตงเฉิน ส่วนแม่นมเหวยเป็แม่นมของมารดาซูตงเฉิน ซึ่งมาจากตระกูลหลี่ หูซื่อต่างรู้จักพวกนาง ทันใดนั้นนางจึงกล่าวกับแม่นมอีกสองคนอย่างใจดีว่า "หลายปีมานี้ แม่นมเฉิงและแม่นมเหวยทำงานหนักมาตลอด แม่นมทั้งสองคนล้วนเป็คนคุ้นเคยกัน ต่างถูกซื้อตัวมาจากทางใต้ใช่หรือไม่? "
แม่นมซุนเป็คนใจกว้าง จึงแย้มยิ้มด้วยความเคารพแล้วกล่าวว่า "ตอบฮูหยิน บ่าวและพี่เซี่ยวมีพื้นเพมาจากเมืองอวี้โจว ในตอนนั้นประสบอุทกภัย ทำนบกั้นน้ำพังเสียหาย คนในครอบครัวต่างเสียชีวิต พวกเราจึงไปหาญาติทางใต้เพื่อทำมาหากิน ต่อมาจวนแม่ทัพ้าซื้อคนที่มีอายุมาก และสามารถเลี้ยงดูเด็กได้ เดิมทีบ่าวมีบุตรสองคน ยามนี้ทั้งสองต่างแยกย้ายหนีความอดอยากไป บ่าวก็ไม่มีสิ่งใดต้องดูแลและกังวลอีก จึงเข้ามาในจวนแม่ทัพพร้อมสามี บ่าวรับใช้คุณชายใหญ่ สามีของบ่าวดูแลด้านปศุสัตว์ได้ จึงเป็ผู้ดูแลม้า"
แม่นมเซี่ยวกล่าวตามด้วยความเคารพ "บ่าวก็เจออุทกภัยเช่นกัน คนในครอบครัวส่วนใหญ่เสียชีวิต เหลือเพียงบ่าวและสามี พวกเราจึงหนีไปทางใต้ด้วยกัน ต่อมาก็ขายตัวเข้ามาเป็ทาสรับใช้ในจวนแม่ทัพด้วยกัน บ่าวรับใช้คุณชายรอง ส่วนสามีของบ่าวสามารถดูแลดอกไม้และต้นไม้ได้ จึงทำงานเป็คนสวน”
“ดูแล้วเป็คนซื่อสัตย์” หูซื่อยิ้มและหันไปมองอันกั๋วกง
อันกั๋วกงมองตาม "บ่าวรับใช้ผู้นั้นหน้าตาคุ้นๆ มาจากตระกูลของลี่เฉวียนใช่หรือไม่? "
ลี่เฉวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ท่านกั๋วกงสายตาหลักแหลมยิ่งนัก เขาเป็เด็กที่น่าสงสารจากตระกูลเล็กๆ ขอรับ"
“ดูแล้วฉลาดมาก” อันกั๋วกงยกยิ้มแล้วกล่าวว่า “ติดตามคุณชายใหญ่ให้ดี ต่อไปจะได้มีอนาคตที่สดใส”
ซูตงเฉินเห็นด้วย เขากล่าวอย่างมีความสุข "ท่านพ่อพูดถูก"
ลี่เฉวียนรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง พลันคำนับสองสามครั้ง "ขอบคุณในความเมตตาของท่านกั๋วกงและซื่อจื่อ" เตี่ยนจินจึงคำนับตามและกล่าวขอบคุณซ้ำๆ
หลังจากได้พบกับทุกคนแล้ว หูซื่อก็ขอให้แม่นมที่รับผิดชอบจัดคนให้นำสิ่งของของซูตงเฉินและคนอื่นๆ ไปส่งที่หน้าเรือน ทั้งสามคนพ่อลูกไม่มีญาติสตรี ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สะดวกที่จะอาศัยอยู่ในเรือนหลัง
ตอนนี้เป็เวลาเที่ยงวัน หูซื่อสั่งให้จัดงานเลี้ยง แบ่งแยกกันนั่งระหว่างชายและหญิงในครอบครัว โดยแบ่งนั่งที่โต๊ะใหญ่สองตัวซึ่งไม่มีฉากกั้น บรรยากาศมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง
นอกจากสาวใช้และแม่นมแล้ว หูซื่อยังเรียกท่านป้าหลายคนของอันกั๋วกงมาด้วย โดยจัดโต๊ะเล็กๆ ไว้ด้านข้าง เพื่อแสดงถึงความมีคุณธรรมและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของตนเอง จากนั้นจะมอบสาวใช้สองสามคนให้ซูตงเฉินเป็การตอบแทนตามขั้นตอนที่วางไว้
ก่อนจะมอบสาวใช้ นางได้รายงานเื่นี้กับอันกั๋วกงเป็พิเศษ ดังนั้นนางจึงมีความชอบธรรมเพียงพอ อันกั๋วกงพาหลานทั้งสองไปงีบหลับที่นอกเรือน เมื่อได้ยินแม่นมจางของหูซื่อเข้ามารายงาน เขาจึงคิดว่าไม่ได้เป็เื่ใหญ่อันใดและไม่ได้สนใจมากนัก เพียงให้หูซื่อจัดการก็ได้
หูซื่อมีความสุขมาก หลังจากพักเที่ยงแล้วก็สั่งให้แม่นมที่รับผิดชอบ ส่งสาวใช้ที่เลือกสรรเป็อย่างดีจำนวนสี่คนไปยังเรือนไท่ชางของซูตงเฉิน
สาวใช้สี่คนอายุประมาณสิบหกหรือสิบเจ็ดปี งดงามดั่งดอกไม้และหยกงาม ใบหน้าอมชมพู แก้มแดงระเรื่อ มีเสน่ห์ยิ่งนัก ซูตงเฉินกำลังนั่งอยู่ในห้องหนังสือดื่มน้ำแกงไก่ดำตุ๋นโสมที่ลี่เฉวียนส่งมา และชำเลืองมองหญิงสาวทั้งสี่คน พลางกล่าวอย่างเ็าว่า "ทำตามกฎเดิมเถิด" ในอดีตตอนที่อยู่ทางใต้ มีคนจำนวนนับไม่ถ้วนพยายามส่งหญิงสาวที่งดงามมาให้เขา มีทั้งนางสนมและนางรำ ทว่าเขาปฏิเสธไปเท่าที่สามารถทำได้ ทว่าหากปฏิเสธไม่ได้ก็จะจัดสรรให้เ้าหน้าที่และทหารระดับล่าง มีแม่ทัพนายกองาุโและทหารผ่านศึกในกองทัพมากมาย หญิงสาวที่ส่งมานั้น ไม่ว่าจะมีจำนวนมากเท่าใดก็ไม่เพียงพอให้แต่งงานกับพวกเขา
ลี่เฉวียนรู้ดีจึงตอบทันทีว่า "ขอรับ" จากนั้นก็ออกไปเตรียมการ
สาวใช้ทั้งสี่คนคุกเข่าคำนับ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วว่า "ข้าน้อยได้พบซื่อจื่อ คำนับซื่อจื่อ" มีบางคนเข้ามารินน้ำชา
ซูตงเฉินโบกมือด้วยความรําคาญ จากนั้นลี่เฉวียนก็เข้ามาอย่างรวดเร็ว และบอกให้แม่นมพาพวกนางออกไปยังห้องว่างที่จัดเตรียมไว้ จากนั้นจึงปล่อยให้พวกเธอ ‘พบหน้า’ กับทหารเ่าั้
“บอกพวกเขาให้ชัดเจนว่า นี่เป็การมอบอนาคตที่ดีแก่พวกเขา อย่าเพิกเฉยต่อน้ำใจนี้ ให้ผู้ที่าเ็สาหัสเลือกก่อน และอย่าบังคับให้แต่งงานกับคนที่เขาไม่ชอบ อีกสักครู่เ้าไปหาฮูหยิน นำใบปลดจากการเป็ทาสของพวกนางมา ในเมื่อให้สะใภ้แก่ทหารของข้า ก็ต้องปลดสถานะทาสของพวกนางออก จะได้ไม่ทำให้คนของข้าต้องลำบากใจ
หากพวกเขาแต่งงานกันด้วยดี ข้าจะให้รางวัลคนละสามร้อยตำลึงเงิน และให้สินสอดทองหมั้นแก่พวกนาง ทั้งยังจะมอบเครื่องประดับศีรษะให้หนึ่งชิ้น หากพวกนางคิดไม่ซื่อก็ไม่คืนสถานะให้ ไม่มีสินสอด และจะมอบนางให้เป็อนุแก่ผู้ที่ชื่นชอบพวกนางโดยตรง รวมถึงให้รางวัลเป็เงินสองร้อยตำลึงและเครื่องประดับหนึ่งชิ้น เพื่อเป็ของขวัญแสดงความยินดีแก่ทหารผู้นั้น" ซูตงเฉินพูดเบาๆ ว่า "ใช่แล้ว ในเรือนคุณชายรองมีหญิงสาวเกียจคร้านมากมาย นำพวกนางทั้งหมดออกไปแต่งงานด้วย และอย่าลืมขอสัญญาปลดสถานะทาสกับฮูหยินด้วย”
"ขอรับ" ลี่เฉวียนตอบตกลงอย่างง่ายดาย โดยไม่รู้ว่าหูซื่อนั้นรับมือได้ยากเพียงใด
ซูตงเฉินครุ่นคิดครู่หนึ่ง "ส่งจดหมายถึงพวกท่านป้าหรือยัง? พรุ่งนี้เช้าข้าจะเข้าวังพบฮ่องเต้ ไม่แน่ว่าจะกลับจวนเมื่อใด เชิญพวกท่านป้ามาทีหลังเถิด พวกเราพี่น้องจะได้พบหน้ากัน”
“ส่งออกไปแล้วขอรับ” ลี่เฉวียนโค้งคำนับเล็กน้อย “ท่านป้าทั้งสามต่างตอบกลับมาว่า พรุ่งนี้จะมาแต่เช้า แม้ว่าซื่อจื่อจะเข้าวัง พวกนางก็จะเข้าพบท่านอันกั๋วกงและฮูหยินก่อน นอกจากนี้ยังร้อนใจอยากพบคุณชายทั้งสองอีกด้วย”
"ก็ดี" ซูตงเฉินพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม พลางกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น เ้าไปเตรียมการได้"