เล่มที่ 1 บทที่ 7ฝันแห่งชิงิ
เจียงอวิ๋นยืนลังเลอยู่หน้าบ้านครึ่งค่อนวันสุดท้ายก็ไม่ได้เดินเข้าไป เพียงส่งเสียงพูดอย่างแ่เบาที่หน้าประตู “ปู่ข้าไปแล้วนะ!”
เพื่อเลี่ยงความเศร้าโศกของการจากลาเจียงอวิ๋นตัดสินใจไม่บอกผู้ใดในหมู่บ้านเจียงเลย เดินจากไปอย่างเงียบงันทว่าเขาไม่รู้เลยว่า แท้จริงตลอดทั้งวันนี้ปู่ได้แอบตามหลังเขาเข้าไปในป่าด้วยอย่างเงียบเชียบจนกระทั่งเขากลับมาอย่างปลอดภัย
เจียงว่านหลี่ตอนนี้ย่อมต้องได้ยินคำพูดของเจียงอวิ๋นด้วยอยู่แล้วซึ่งเขาเองก็ลังเลเช่นกันตนควรจะเผยตัวออกไปกำชับอะไรเจียงอวิ๋นอีกสักหน่อยดีหรือไม่ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรอยู่ดี
“ตึกตึกตึก!”
เจียงอวิ๋นคุกเข่าลงบนพื้นโขกหัวไปทางบ้านเล็กหลังนั้นอย่างเคารพนอบน้อมสามครั้ง “ปู่ ท่านวางใจเถอะช้าสุดห้าปี ข้าจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน!”
เมื่อยืนขึ้น เจียงอวิ๋นใช้สายตาที่เปี่ยมด้วยความอาวรณ์อย่างไร้ที่สิ้นสุดค่อยๆ กวาดมองดูทุกซอกทุกมุมของหมู่บ้าน ในที่สุดก็กัดฟันหันหลังก้าวเดินไปยังทางเข้าออกของหมู่บ้านก่อนจะเดินออกไป
เมื่อถึงหน้าทางออกเจียงอวิ๋นคุกเข่าลงอีกครั้ง โขกหัวอีกสามครั้งให้กับหมู่บ้านเจียงให้กับคนของหมู่บ้านเจียงทุกคนขอบคุณในพระคุณที่พวกเขาช่วยเลี้ยงดูตนมาตลอดสิบหกปีนี้
“ไป!”
เขาออกแรงกระทืบเท้าในที่สุดก็หันหลังก้าวเดินอาดๆ ออกไป
สิบหกปีก่อนเจียงอวิ๋นมาถึงโดยตัวเปล่า สิบหกปีต่อมา เจียงอวิ๋นจากไปโดยตัวเปล่ามีเพียงก้อนหินที่เจียงเยว่โหยวมอบให้เพิ่มมาหนึ่งก้อน
เจียงอวิ๋นไม่ได้รีบใช้ยันต์เทพท่องหมื่นลี้ในทันทียังคงใช้สองเท้าก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปตามเส้นทางบนูเาอันคุ้นเคยเพราะเขาอยากเดินบนูเาหนึ่งแสนไพศาลให้มากขึ้นอีกสักหน่อย เพื่อให้ตัวเขาในอนาคตมีความทรงจำอันงดงามเพิ่มขึ้นอีกแม้เพียงเล็กน้อย
“ลุงเจียงจะให้เจียงอวิ๋นไปเช่นนี้เลยจริงๆ หรือ? เขาไม่เคยข้องเกี่ยวกับผู้คนภายนอกมาก่อนเลยให้ไปทั้งอย่างนี้ เขาจะอยู่รอดในโลกภายนอกได้อย่างไร?”
บนต้นไม้ใหญ่หน้าทางออกของหมู่บ้านเมื่อเห็นเงาร่างเจียงอวิ๋นห่างไกลมากขึ้นเรื่อยๆเจียงมู่ก็เอ่ยพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้ หวังว่าเจียงว่านหลี่จะเปลี่ยนความคิดให้เจียงอวิ๋นอยู่ต่อ หรือจะให้เขาไปส่งเจียงอวิ๋นก็ได้
เจียงว่านหลี่ไม่ตอบจนเมื่อเงาร่างของเจียงอวิ๋นหายไปอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาถึงค่อยหันหน้ามาอย่างแช่มช้าดวงตาที่หรี่ลงอยู่เสมอคู่นั้นพลันเบิกออกอย่างฉับพลัน
เมื่อเขาลืมตาขึ้นบนท้องฟ้ารัตติกาลที่มีดวงจันทร์สุกสกาวประดับอยู่บนนั้นพลันมีเสียงอสนีบาตดังกึงก้องะเืท้องนภา ในดวงตาของเขามีประกายแสงทองสองสายปะทุออก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็อักษรอันแปลกประหลาดตัวหนึ่งยิงตรงเข้าสู่ระหว่างคิ้วของเจียงมู่แล้วจมหายเข้าไป ทั้งยังเอ่ยพูดเสียงขรึมว่า“จงตื่น!”
“ฮูม!”
เมื่ออักษรสีทองเข้าสู่ร่างกายร่างของเจียงมู่พลันสั่นกระตุกอย่างรุนแรง ทั่วร่างกายพลันมีกลิ่นอายอันทรงพลังพุ่งสูงขึ้นสั่นะเืไปถึงต้นไม้ใหญ่และกระทั่งพื้นที่ร้อยลี้ทั่วทั้งหมู่บ้านเจียงก็ยังสั่นะเืไปด้วยราวกับเกิดแผ่นดินไหวอีกทั้งกลิ่นอายนี้ยังคงแผ่ขยายออกไปทั่วทั้งสี่ทิศแปดทางอย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วสูงสุดขีด
เจียงว่านหลี่เอ่ยพูดขึ้นอีกครั้ง“เก็บกลับ!”
เจียงมู่พลันตัวสั่นเทิ้ม กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากบนร่างพลันหายวับอย่างไร้ร่องรอยในพริบตาตัวเขาดูไม่ได้ต่างอะไรไปจากเดิมเลยทว่าตรงกลางระหว่างคิ้วกลับมีสัญลักษณ์หลากสีเพิ่มขึ้นมาแปดอัน อีกทั้งในดวงตาสองข้างยังมีแสงทองเรืองรองเห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนไปเป็คนละคนแล้ว
เขาถอนหายใจลากยาวออกมาหนึ่งคำเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองทางเจียงว่านหลี่แล้วกล่าว “ฝันชิงิ (เช็งเม้ง) ?”
เจียงว่านหลี่พยักหน้ารับเบาๆ
“เพื่อหนูน้อยอวิ๋น?”
“อืม!”
“ลุงเจียง หนูน้อยอวิ๋นมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่?”
“ไม่รู้!”
“นี่...”เจียงมู่เผยสีหน้าตะลึงงันออกมา “ลุงเจียงแม้แต่ที่มาที่ไปของหนูน้อยอวิ๋นก็ยังไม่รู้ แต่ถึงกับยอมใช้มรรคาวิชาฝันชิงิ ทั้งยังพาพวกเราเผ่าเจียงนับร้อยคนมายังที่นี่เพื่อใช้ชีวิตร่วมกับเขาถึงสิบหกปีอย่างนั้นหรือ?”
“เมื่อรับคำไหว้วานย่อมต้องทำให้ดีที่สุด!”
เมื่อได้ยินเสียงพูดที่ไร้ซึ่งความรู้สึกอย่างสิ้นเชิงของเจียงว่านหลี่เจียงมู่ก็มิกล้าเอ่ยถามอันใดอีก ในฝันชิงิเขามึนๆ งงๆแต่ในเมื่อบัดนี้เขาตื่นขึ้นมาแล้วเขาย่อมรู้ดีว่าลุงของตนผู้นี้มีฐานะและนิสัยเช่นใดและผู้ที่สามารถสั่งให้ลุงของเขาทำงานอย่างทุ่มเททั้งกายและใจเช่นนี้ได้ดีที่สุดเขาอย่าล่วงรู้เลยจะดีกว่า
หลังใคร่ครวญครู่หนึ่งเจียงมู่ได้มองไปยังทิศทางที่เจียงอวิ๋นหายไปอีกครั้ง กล่าวว่า “ลุงเจียงให้ทำลายหมู่บ้านเฟิงกับนิกายสังสารวัฏหรือไม่? โดยเฉพาะเ้าเฟิงอู๋จี้นั่น? การคงอยู่ของพวกมันจักต้องกลายเป็ภัยคุกคามต่อหนูน้อยอวิ๋นเป็แน่!”
เจียงว่านหลี่หรี่ตาลงอีกครั้งส่ายหน้ากล่าว “มีภัยคุกคามถึงมีแรงกระตุ้น เ้าเฟิงอู๋จี้นั่นก็นับว่ามีคุณสมบัติไม่เลวเช่นกันมันมีชีวิตอยู่อาจจะมีส่วนช่วยในการเติบโตของหนูน้อยอวิ๋นไม่มากก็น้อย”
นิ่งไปครู่หนึ่งเจียงว่านหลี่ก็กล่าวต่อว่า “ส่วนหมู่บ้านเฟิง เดิมทีก็มีน้อยอยู่แล้วทั้งยังมิได้มีโทษถึงตาย ที่พวกมันอยากจับหนูน้อยอวิ๋น ก็เพราะรับรู้ถึงกลิ่นอายบนตัวหนูน้อยอวิ๋นได้โดยบังเอิญเท่านั้นอย่าว่าแต่พวกมันเลย ตอนแรกข้าเองก็ยังเกือบข่มใจจับหนูน้อยอวิ๋นต้มกินไม่อยู่เลย!”
“ซีด!” เจียงมู่สูดหายใจเข้าไปด้วยความใอย่างอดไม่ได้“หนูน้อยอวิ๋นคงมิใช่ว่าเป็กายามรรคก่อนกำเนิดหรอกใช่ไหม?”
เจียงว่านหลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่าคำถามนี้ได้กวนใจเขามานานมากแล้วเช่นกัน “เหมือน แต่ก็ไม่เหมือนเอาเป็ว่าข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่ไม่ว่าจะเป็กายาอะไรข้าก็ใช้วิชาลับของเผ่าเจียงเราปิดบังไว้แล้ว”
เจียงมู่ยังคงกล่าวอย่างไม่ยินยอมเล็กน้อย“ลุงเจียง จะไม่สนใจหนูน้อยอวิ๋นแล้วจริงๆ หรือ?”
“ข้าดูแลเขาได้ชั่วคราวไม่อาจดูแลชั่วชีวิต ยิ่งกว่านั้น แม้เขาจะมิใช่เผ่าเราไม่อาจบำเพ็ญวิชาของเผ่าเรา ทว่าสิบหกปีที่ผ่านมานี้ สิ่งที่ข้าทำให้เขาได้ข้าทำหมดแล้ว! หลังจากนี้จะเป็อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเขาเองแล้ว”
เจียงมู่จึงพยักหน้ารับอย่างทอดถอนใจ“จริงอย่างว่า การได้ท่านอยู่เคียงข้างนานถึงสิบหกปี หากถูกเล่าลือออกไปจักต้องมีผู้คนนับไม่ถ้วนริษยาตายแน่ ยิ่งมิต้องพูดถึงน้ำยาสมุนไพรที่ท่านลงมือผสมด้วยตัวเองต่อให้เป็พวกเ้าพิภพก็ยังต้องอิจฉาตาร้อน! ทั้งยังมีโอกาสเป็กายามรรคก่อนกำเนิดและรวมกับที่ได้รับสืบทอดแก่นแท้ในวิถียาของท่านความสำเร็จของหนูน้อยอวิ๋นในภายภาคหน้าจะมิอาจจินตนาการได้เลย ข้ายังอยากอยู่ชมดูเลยด้วย!”
เจียงว่านหลี่เหลือบมองเจียงมู่ก่อนกล่าว“ได้สิ เ้าอยู่ที่นี่ต่อไปเลยแล้วกัน!”
“ช่างปะไรช่างปะไร!” เจียงมู่ใจนรีบโบกมือปัด“ลูกหลานย่อมมีวาสนาของลูกหลาน หนูน้อยอวิ๋นมีโชคชะตาของเขาข้าไม่อยู่รบกวนการบำเพ็ญมรรคของเขาแล้วดีกว่า!”
“เอาละ ไปปลุกคนอื่นๆให้ตื่นขึ้นทั้งหมดเถอะ หนูน้อยอวิ๋นไปแล้ว พวกเราเองก็ควรกลับบ้านแล้วเช่นกัน!”
“คำถามสุดท้าย ลุงเจียงแม้หนูน้อยอวิ๋นไม่อาจบำเพ็ญวิชาของเผ่าเราได้ทว่าวิชาที่ท่านถือครองไว้มีเป็พันๆ หมื่นๆ เพียงนำออกมาส่งๆ สักวิชาก็สามารถสร้างความสั่นะเืไปหมื่นภพได้แล้ว ไฉนท่านถึงไม่สอนเขากลับให้เขาไปที่นิกายแสวงมรรคอะไรนั่น? ไปที่นั่น รังแต่จะทำให้เขาเสียเวลาเปล่านะ!”
คำถามนี้ทำให้เจียงว่านหลี่เงียบลงครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า“ที่มายังที่นี่ ก็เป็เพราะพรหมลิขิตของหนูน้อยอวิ๋นอยู่ที่นี่เอง ส่วนนิกายแสวงมรรคข้ามองไม่ออก!”
“อะไรนะ!” เจียงมู่พลันเบิกตาโตถึงขีดสุดกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ “ในพิภพเล็กๆ แห่งนี้ยังมีที่ที่ท่านมองไม่ออกอยู่ด้วย?”
“ทุกดินแดนล้วนมีพยัคฆ์หมอบัซ่อนสิ่งที่ข้ามองไม่ออก มีอยู่ถมไป! เอาละ เื่อื่นๆ ไว้กลับไปแล้วค่อยว่ากัน่นี้ข้ารู้สึกไม่ค่อยสงบใจเท่าใดนัก เหมือนกับว่าจะมีเื่อะไรเกิดขึ้น! มิฉะนั้นข้าคงไม่รีบร้อนส่งหนูน้อยอวิ๋นไปเร็วเพียงนี้หรอก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจียงมู่ก็พลันมีสีหน้าเคร่งขรึมทันทีในความเคร่งขรึมนั้นมีกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันอันเข้มข้นด้วย“หรือว่ายังมีคนกล้าลงมือกับพวกเราเผ่าเจียงด้วย มันคงเบื่อชีวิตแล้วกระมัง”
เมื่อกล่าวจบเจียงมู่ก็ไม่เสียเวลาพูดพล่ามอันใดอีก หันหน้าเข้าหาหมู่บ้านเจียงสัญลักษณ์หลากสีแปดอันตรงระหว่างคิ้วพลันหมุนวนขึ้นมาเปล่งประกายแสงแปดสีแปดสายออกมา ก่อตัวเป็วงแสงขนาดใหญ่ครอบทั้งหมู่บ้านเจียงเอาไว้จากนั้นก็กล่าวว่า “จงตื่น!”
“ฮูมฮูมฮูม!”
ูเาหนึ่งแสนไพศาลประหนึ่งว่าสั่นะเืขึ้นตามคำพูดสั้นๆคำนั้น ทุกบ้านในหมู่บ้านเจียงล้วนมีแสงสีหลายสายพุ่งขึ้นฟ้าทว่าทันทีที่ััโดนวงแสงที่เจียงมู่ปล่อยออกมา ก็ถูกสะท้อนกลับไปทันที
ต่อจากนั้นเสียงพูดเสียงแล้วเสียงเล่าได้ดังขึ้นต่อเนื่อง “อ้าว ไฉนข้าจึงมาอยู่ที่นี่?”
“ิญญามรรคของข้าล่ะ?”
“เฮ้ย ทำไมข้าเพิ่งระดับเบิกปราณขั้นสี่ล่ะ!”
“นี่คงเป็ฝันชิงิของปู่เจียงสินะ!”
ท่ามกลางเสียงพูดที่ดังเซ็งแซ่คนของหมู่บ้านเจียงทั้งหมดล้วนก้าวเดินออกจากบ้านและเมื่อพวกเขามองเห็นสิ่งของบางอย่างที่วางอยู่ตรงหน้าประตูบ้านของตนพวกเขาต่างก็ตะลึงงันไป
“สัตว์จิงหง!”เจียงเหลยลูบสัตว์คล้ายอาชาห้าขาอันงดงามที่อยู่ตรงหน้าประตู พลันหันหน้ามองออกไปไกลเผยสีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างออกมา
“ของขวัญจากหนูน้อยอวิ๋นหรือ? ช่างเป็เด็กดีจริงๆ นะ!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งถือมีดเขี้ยวพยัคฆ์เล่มนั้นไว้ดวงตาเผยแววชื่นมื่น
เจียงเยว่โหยวโอบอุ้มนกกระจอกสามสีตัวนั้นไว้แน่นแม้จะไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ทว่าขอบตาก็เริ่มมีน้ำตารื้น
เจียงว่านหลี่มิได้สนใจฝูงชนเพียงกล่าวกับเจียงมู่ “ลบร่องรอยของพวกเราทิ้งไปเถอะ”
เจียงมู่พยักหน้ารับกวักมือออกมา คนของเผ่าเจียงทั้งหมดล้วนลอยขึ้นฟ้าส่วนหมู่บ้านเจียงที่อยู่ใต้เท้าพวกเขา ไม่ว่าจะเป็บ้านเรือนหรือสิ่งอื่นใดทั้งหมดล้วนกลายเป็เสี่ยงๆ ในพริบตา
ต่อจากนั้นแผ่นดินร่ำร้อง ใต้ผืนแผ่นดินที่หมู่บ้านเจียงเคยตั้งอยู่ผืนนั้นมีต้นไม้หลายต้นทะลวงหน้าดินขึ้นมา หยั่งรากงอกเงย เติบโตตามสายลมเพียงพริบตาเดียวก็ได้เติบโตกลายเป็ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้ามากมายกลบบังที่นี่ไว้อย่างมิดชิดสมบูรณ์
หมู่บ้านเจียงประหนึ่งว่าไม่เคยมีตัวตนมาก่อน ไม่หลงเหลือร่องรอยการคงอยู่ใดๆของมันไว้อีกเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว
“ไปกันได้แล้ว!”
เมื่อเห็นเจียงมู่ทำทุกอย่างเสร็จสิ้นเจียงว่านหลี่ก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ในดวงตามีแสงสีทองปะทุออกมาแปรเปลี่ยนเป็ประตูแสงสีทองอร่ามบานหนึ่งต่อหน้าผู้คนทั้งหมดอย่างน่าเกรงขาม
“พวกเรากลับบ้าน!”
คนของเผ่าเจียงทั้งหมดต่างมองดููเาเบื้องล่างที่ใช้ชีวิตมานานนับสิบหกปีครู่หนึ่งถึงได้ทยอยกันก้าวเดินเข้าไปในประตูแสงสีทองบานนั้น
ผู้ที่เข้าไปเป็คนสุดท้ายก็คือเจียงเยว่โหยวในมือนางจับนกกระจอกสามสีตัวนั้นไว้ พึมพำอย่างแ่เบาว่า “พี่อวิ๋นสมบัติที่ข้ามอบให้ พี่ต้องเก็บรักษาไว้ให้ดีนะ! พวกเราต้องได้เจอกันอีกแน่นอน!”
เมื่อผู้คนทั้งหมดเข้าไปในประตูแสงแล้วเจียงว่านหลี่เองก็ก้มลงมองูเาที่อยู่ด้านล่างด้วยเช่นกัน กล่าวเสียงเรียบว่า“ยืมที่เ้าอยู่นานนับสิบหกปี ข้าจักมอบโอกาสให้เ้าสักเล็กน้อย ถือเป็การขอบคุณส่วนเ้าจะได้รับมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเ้าแล้ว!”
กล่าวจบ เจียงว่านหลี่ก็ยื่นมือออกไปประกายแสงสีเขียวครามสายหนึ่งลอยออกจากปลายนิ้ว เป็ยาโอสถหนึ่งเม็ดจมหายลงไปในผืนดินโดยตรง
เมื่อโอสถจมลงสู่ผืนดิน ูเาหนึ่งแสนไพศาลที่ทอดยาวนับแสนลี้พลันเกิดการสั่นะเือย่างรุนแรง ต้นไม้ใบหญ้าสั่นไหวราวกับว่ากำลังตื่นเต้นยินดีเกินบรรยาย
เจียงว่านหลี่หันกลับไปมองทางที่เจียงอวิ๋นหายตัวไปอีกครั้งแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนพร้อมกล่าวว่า “หนูน้อยอวิ๋น สักวันหนึ่ง บางทีพวกเราอาจจะได้พบกันอีก!”
หลังสิ้นเสียง เขาก้าวเท้าเข้าไปในประตูแสงจากนั้นประตูแสงก็ได้ปิดลงอย่างเงียบงันไร้ซุ่มเสียงทุกสิ่งทุกอย่างล้วนกลับคืนสู่ความสงบมีเพียงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าหมู่บ้านเจียงได้หายไปในูเาหนึ่งแสนไพศาลแห่งนี้