เพลงเบิงอะวันโซโลถูกเปิดในรถแท็กซี่ซึ่งปริวรรตนั่งมาจากสนามบินกรุงจากาตาร์สร้างบรรยากาศในการมาเยือนประเทศใกล้ไทยตลอดเส้นทางที่ผ่านสวนมะพร้าว สวมปาล์มสู่เป้าหมายที่เมืองบันดุง อดีตอาณานิคมของชาวดัตช์บนเกาะชวาที่นี่ยังเป็ศูนย์กลางทางการศึกษาของอินโดนีเซียเพราะเต็มไปด้วยสถาบันการเรียนการสอนมากมาย ทั้งวิทยาลัยเทคนิค และมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับที่ปริวรรตกำลังจะไปหาใครคนหนึ่งใน มหาวิทยาลัยบันดุง
รถยนต์รับจ้างไม่ประจำทางพามาจอดตรงหน้าอาคารคณะโบราณคดีท่ามกลางแมกไม้ร่มรื่นที่แวดล้อมบริเวณสถานศึกษา ชายหนุ่มจ่ายเงินแล้วก้าวลงจากรถก่อนจะเปิดประตูเข้าไปยังห้องโถงที่มีเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
“สะลามัตดาตัง มาพบใครคะ”
“ผมมาพบด็อกเตอร์ตันหยง ปุตรีครับ”
“อ่อค่ะ ได้นัดไว้หรือเปล่าคะ”
“นัดไว้ตอน11 โมงครับ พอดีผมมาถึงก่อนเวลา”
ขณะนั้นนาฬิกาของอาคารบอกเวลาที่10:45เ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ยกหูโทรศัพท์คุยกับใครบางคนสักครู่แล้ววางสายก่อนจะหันมาหาปริวรรตแล้วกล่าวว่า
“เชิญข้างบนเลยค่ะพอดีท่านด็อกเตอร์กำลังประชุมอยู่ คุณสามารถนั่งคอยที่ห้องท่านได้เลยนะคะ”
“ขอบคุณครับ”ปริวรรตเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนผ่านโถงทางเดินที่มีรูปภาพอดีตคณบดีของคณะหลายรุ่นหลายสมัยจนถึงห้องทำงานของหัวหน้าภาควิชาโบราณคดีตามป้ายที่ติดหน้าห้อง
“เชิญข้างในเลยคะ”เลขาหน้าห้องลุกมาเปิดประตูเชิญปริวรรตเข้าไปภายในหล่อนผายมือไปที่โซฟาสีน้ำตาลเข้ม ตรงข้ามโต๊ะทำงานของนักวิชาการใหญ่
“ขอบคุณนะครับ”
ชายหนุ่มมองไปรอบๆ ห้องก็เห็นป้ายชื่อบนโต๊ะทำงานมีข้อความว่า รองศาสตราจารย์ ดร.ตันหยง ปุตรีหัวหน้าภาควิชาโบราณคดี ข้าง ๆ กันมีลูกโลกสำหรับดูแผนที่ใบเล็ก ๆ วางอยู่ เคียงคู่กับโคมไฟและตำรับตำราอีกสองสามเล่ม ผนังห้องมีแผนที่อินโดนีเซียมีตู้โชว์ของที่ระลึกจากประเทศต่าง ๆ รวมทั้งของไทยที่เป็ถ้วยเบญจรงค์
“กาแฟค่ะ”แม่บ้านของคณะนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ
“โอ้ขอบคุณครับ”
เมื่อแม่บ้านก้าวออกไปจากห้องก็มีสาวน้อยหน้าหวาน ผิวสองสีรูปร่างอ้อนแอ้นอรชร ทรงผมพองฟูแบบบุฟฟ็องต์ (Bouffant) ตามอย่างแจ็คกี้ เคเนดี้ ซึ่งกำลังฮอตฮิตในยุคนั้นสวมชุดเดรสแขนกุดสีเทายาวถึงเข่า เดินเข้ามาทักทายเขา
“รอนานไหมคะ”
“ท่านด็อกเตอร์ยังไม่เลิกประชุมหรือครับ”
“เอ่อดิฉันนี่ละค่ะ ตันหยง ปุตรี”
“อ้าวขอโทษครับ ผมนึกว่าคุณเป็นักศึกษาฝึกงาน”
ในใจปริวรรตจินตนาการว่าดร.ตันหยง น่าจะมีอายุราว 50ปี ไม่คาดคิดว่าจะเป็สาวรุ่นเหมือนกำลังเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 เช่นนี้
ด็อกเตอร์สาวหัวเราะเบาๆ ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาแล้วกล่าวต่อว่า
“มีคนทักผิดแบบนี้เป็ประจำค่ะดิฉันชินแล้ว”
“ท่านด็อกเตอร์พูดไทยชัดจังเลยครับเคยเรียนมาหรือครับ”
“ดิฉันเคยเรียนโรงเรียนคอนแวนต์ที่กรุงเทพนะค่ะตอนนั้นคุณพ่อเป็เ้าหน้าที่สถานทูตอินโดในไทย ก็พอพูดได้นิดหน่อยค่ะเรียกชื่อเล่นก็ได้นะคะ เรียกท่านด็อกเตอร์มันดูเป็ทางการเกินไปดิฉันชื่อเล่นว่าหยงหยงค่ะ พวกเพื่อนใช้เรียกตอนอยู่เมืองไทย”
“อ่อครับคุณหยงหยงผมชื่อวรรตนะครับ”
“คุณวรรตมาเื่เทวรูปใช่ไหมคะแล้วได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง”
“ใช่ครับวิกานดาบอกว่าส่งข้อมูลให้คุณคนเดียว”
“อ๋อค่ะการตามหาเทวรูป ก่อนอื่นเราต้องไปค้นหาช่อดอกมะลิทองคำให้ครบ 10 ช่อตามที่ต่าง ๆในอินโดนีเซีย เพื่อนำไปเปิดที่ซ่อนเทวรูปในปิรามิดกุนุงปาดัง จังหวัดชวาตะวันตก”
“แล้วช่อมะลิอยู่ที่ไหนบ้างครับ”
“เราทราบแต่ที่แรกคือหอคอยอะซาน มัสยิดใหญ่ ปาเลมบัง บนเกาะสุมาตรา ส่วนที่เหลือเราจะได้รับเบาะแสจากแห่งแรกๆ ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเราไปหากันเลยดีไหมครับ”
“ไม่ต้องใจร้อนค่ะดิฉันว่าเราไปหาอะไรทานกันก่อนมั๊ย นี่ใกล้เที่ยงแล้ว กองทัพต้องเดินด้วยท้องเดี๋ยวหยงพาไปทานอาหารแบบซุนดา มีร้านอร่อยจะแนะนำ ไปกันค่ะ”สาวสวยลุกขึ้นแล้วผายมือเชื้อเชิญ
ตันหยงขับรถ Ford Galaxie รุ่นปี 1964 สีเทาดำแบบ 2 ที่นั่งพาปริวรรตไปยังร้านอาหารชื่อว่า“Kampung Sindang” ( กัมปุง ซินดัง ) มีอาคารรูปทรงคล้ายเรืออันเป็สไตล์บ้านแบบบาตัก(Batak)ของชาวเกาะซาโมซีร์ ชนเผ่ามนุษย์กินคนทางเหนือของเกาะสุมาตรา
ด็อกเตอร์สาวสั่งอาหารหลายอย่างที่ปริวรรตไม่คุ้นเคยเมื่อบริกรหนุ่มยกมา หล่อนก็อธิบายแนะนำทีละอย่าง
“เมนูแรกที่แนะนำเป็ซิกเนเจอร์เลยค่ะคุณวรรตน่าจะเคยทานนะ นี่ค่ะ สะเต๊ะเนื้อและไก่“
“เคยครับ แถวสี่แยกเสาชิงช้า เคยทานสะเต๊ะเนื้ออร่อยมากแต่คงไม่เท่าต้นตำรับแบบที่นี่”
“จานต่อไปคือเกอปุก (Gepuk)เป็เนื้อวัวผัดกับกะทิปรุงรสด้วยผักชี ข่า ตะไคร้ ใบกระวาน น้ำตาลมะพร้าวเสิร์ฟพร้อมหอมแดงทอดค่ะ”
“นี่เรียกว่า นาซิโกเร็ง (Nasi Goreng) เป็ข้าวผัดแบบอินโดนีเซีย”
“ส่วนคนรักสุขภาพต้องจานนี้ กาโด กาโด (Gado Gado)
สลัดแบบอินโดที่คนไทยรู้จักในชื่อสลัดแขก มีผักสด ไข่ต้มฝาน ราดน้ำสลัดที่ทำจากถั่วคล้าย ๆน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ กินกับข้าวเกรียบทอด”
“อ๋อ ใช่ ๆ ผมเคยทานที่ตรังตอนเด็ก ๆ แต่ที่นั่นคนมุสลิมขายเขาทานคู่กับมันฝรั่งทอดเป็แผ่น ๆ “
“จานนี้เรียกว่า Siomay (ซีโอไม)ขนมจีบหรือเกี๊ยวปลาตามแบบฉบับของประเทศอินโดนีเซีย “
“และนี่ทานกับข้าวอร่อยมาก ชื่อว่าเรนดัง(Rendang) เป็แกงเนื้อคล้ายพะแนง”
“ส่วนนั่นเรียกว่า อัมโบก้วย Ambokueh ประกอบด้วยแป้งข้าวเ้านึ่งสุกหั่นสี่เหลี่ยมคล้ายขนมผักกาดนำไปทอดราดซอสสีน้ำตาลหวานเค็ม กินแกล้มกับกุนเชียง หมูยอ เต้าหู้ ไข่ต้มทอดหั่นชิ้นแตงกวาสด มะเขือเทศสด”
“โอ้โห เยอะจังครับ จะทานหมดมั๊ยเนี่ย เป็อาหารแบบซุนดาหมดเลยหรือครับแล้วซุนดาคืออะไรล่ะ”
“ ซุนดา หมายถึงบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย เกาะบอร์เนียว เกาะสุมาตราเกาะชวา เกาะบาหลี เกาะซูลาเวซี เกาะลมบก เกาะซุมบาวา เกาะโฟลเร็ซ เกาะซุมบาเกาะติมอร์ เมื่อหลายหมื่นปีก่อน บริเวณเหล่านี้เคยเป็พื้นดินเดียวกันมาก่อนต่อมาหมดยุคน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นท่วมพื้นดินลุ่มต่ำทำให้เกิดเป็เกาะขึ้นมากมาย
ส่วนชาวซุนดา เป็ชนพื้นเมือง อาศัยอยู่ทางตะวันตกของเกาะชวาใช้ภาษาหลักคือภาษาซุนดา นับถือศาสนาอิสลามเป็ส่วนใหญ่และทางชวาตะวันออกเป็ที่อยู่เดิมของชาวชวาที่เมื่อก่อนนับถือศาสนาฮินดูพุทธมหายาน ก่อนจะเปลี่ยนมานับถืออิสลามกันภายหลัง”
“แหม มากับคุณหยงได้อิ่มทั้งอาหารทั้งความรู้เลยนะครับ”
“ยังมีอะไรมากมายในอินโดนีเซียให้คุณได้เรียนรู้อีกเยอะค่ะ”
เมื่อจัดการกับอาหารคาวหมดแล้ว บริกรก็ยกของหวานมา
“อันนี้เรียกว่า เซราบี (Serabi)คือขนมครกแบบอินโด ส่วนจานนี้เรียกว่า อแมนดา บราวนี่ (Amanda Brownies) เป็บราวน์นี่ช็อกโกแลทแบบนึ่ง ต่างจากทั่วไปที่ใช้อบ”
“อิ่มจังเลยครับ ชักง่วงนอนแล้วสิ ขอไปแวะงีบก่อนได้มั๊ย”
“เดี๋ยวหยงพาไปแก้ง่วงให้ค่ะ น้องเช็คบิลหน่อยจ้า”
“โอ๊ะ เดี๋ยวผมจ่ายเองก็ได้ครับ ผมเป็ผู้ชาย จะให้ผู้หญิงจ่ายได้ยังไง”
“ไม่เป็ไรค่ะ คุณเป็แขกมาเยือนบ้าน หยงก็ต้องต้อนรับสมัยนี้สิทธิสตรีเท่าเทียมกันแล้ว ผู้หญิงก็มีสิทธิจ่ายได้”
เมื่อจัดการค่าอาหารเสร็จ โดยตันหยงเป็เ้ามือแล้วหล่อนก็ขับรถยนต์พาอาคันตุกะหนุ่มขึ้นไปยังูเาสูงเหนือระดับน้ำทะเล 800ฟุตของเมืองบันดุง เป็ไร่กาแฟบนเนินเขาสีเขียวขจีที่สูงต่ำลดหลั่นกัน มีอาคารปูนสองชั้นทรงยุโรปแบบดัตช์โคโลเนียลสีขาวงามสง่ามีโดมแปดเหลี่ยมตรงมุมบ้าน
“เชิญนั่งค่ะ ที่นี่เป็ไร่กาแฟของหยงเอง คุณพ่อสร้างไว้เป็ที่พักตากอากาศท่านซื้อต่อมาจากบริษัทดัตช์อีสต์อินดิส(VOC)หลังจากอินโดนีเซียได้รับเอกราชค่ะ”
“วิวสวยมากนะครับ อากาศเย็นสบายแบบนี้ทั้งปีหรือเปล่าครับ”ปริวรรตนั่งตรงชุดโต๊ะเก้าอี้ดื่มชาแบบยุโรป มีร่มทำด้วยผ้าขาวกางบังแดดไว้
“ส่วนใหญ่จะมีฝนตกชุกสลับกับอากาศร้อน มีเย็น่ปลาย ๆ ปีค่ะแถวนี้เป็เขตูเาไฟเก่า ดินมีแร่ธาตุมาก เหมาะกับการปลูกพืชทุกชนิด ผลผลิตงามสมัยก่อนเมืองบันดุงได้ชื่อว่าปารีสแห่งชวาเลยนะ เพราะมีการสร้างร้านอาหาร ที่พักบูติกรองรับคนร่ำรวยชาวดัตช์ที่เป็เ้าของไร่ชา ไร่กาแฟ”
“แล้วคุณหยงปลูกกาแฟอย่างเดียวหรือครับ”
“ปลูกกาแฟแล้วก็อ้อยสำหรับทำน้ำตาลค่ะส่งอ้อยไปขายให้โรงงานน้ำตาลที่สิงคโปร์
เดี๋ยวหยงขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ”
ชายหนุ่มนั่งจิบกาแฟสักพักหนึ่ง ในใจก็คิดว่าทำไมหล่อนช่างใจเย็นเสียจริงไม่รู้หรือว่าเขาร้อนใจอยากไปหาเทวรูปให้เสร็จเร็ว ๆกว่าจะขับรถไปต่อเรือที่จากาต้าร์ กว่าจะนั่งเรือไปถึงปาเล็มบังต้องใช้เวลากี่ชั่วโมง ยังคิดไม่จบตันหยงก็ออกมาจากบ้านในชุดซาฟารีแบบที่เราคุ้นเคยในหนังผจญภัย
“จะไปลุยก็ต้องแต่งตัวให้ทะมัดทะแมงหน่อยค่ะ พร้อมจะไปกันหรือยังคะ”
“พร้อมแล้วครับ”
“มาโน่นแล้วค่ะ พาหนะของเรา”
เมื่อกล่าวจบ ก็มีเฮลิคอปเตอร์พร้อมคนขับร่อนลงจอดบนลานกว้างหน้ารีสอร์ตแห่งนั้น
ปริวรรตวางถ้วยกาแฟลง แล้วมองดูอากาศยานนั้นอย่างงง ๆเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอาจารย์สาวถึงใจเย็นแบบนี้
แล้วทั้งหมดก็บินขึ้นจากเมืองบันดุงข้ามูเา ข้ามทะเลไปยังเกาะสุมาตราก่อนจะร่อนลงที่ลานพระราชวังกุโตกาวาง อดีตที่ประทับสุลต่านกีเกเดอิงซูโร ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ข้างมัสยิดใหญ่แห่งปาเล็มบัง (MasjidAgung Palembang) หรือมัสยิดของสุลต่านมะห์มูดบาดารุดดินที่ 1 แห่งปาเล็มบังในอดีต
ตัวอาคารมัสยิดสีขาว มีช่องประตูรอบด้านมุมหลังคาทั้งสี่งอนขึ้นคล้ายหลังคาพระราชวังจีนข้างเคียงกันมีหอคอยอะซานสีขาวรูปหกเหลี่ยมคล้ายเจดีย์ถะแบบจีน สูง 20 เมตร
“หอคอยนั่นไง ที่เรามาตามหาดอกมะลิทองคำ” ตันหยงชี้ให้ดูขณะที่มีคนบูรณะหลังคาหอคอย
“เดิมหลังคาทำด้วยกระเบื้องเคลือบแบบจีนนะแต่สมัยดัตช์ปกครองเกิดเื่วุ่น ๆ จากการสู้รับกัน จนหลังคาได้รับความเสียหายภายหลังทางการดัตช์ก็มาชดใช้ให้โดยสร้างหลังคาใหม่แต่ใช้วัสดุเป็ไม้แป้นแทนกระเบื้องมาจนบัดนี้น่ะนี่ก็กำลังมาบูรณะอีกรอบ เราขึ้นไปดูกันเถอะ”
ดร.สาวเดินนำปริวรรตขึ้นไปบนหอคอย ก็พบช่างกำลังคุมคนงานซ่อมแซมหลังคาอยู่หล่อนก็คุยกับช่างเป็ภาษาบาฮาซาอินโดนีเซียสองสามประโยคแล้วหันมาคุยกับหนุ่มไทยว่า
“หยงบอกเขาว่าคุณเป็แขกรัฐบาลมาเยี่ยมชมมัสยิดของเราเขาบอกว่าตามสบาย”
ทั้งสองก็ยืนดูคนงานทำการบูรณะสักพักก็มีฝ้าเพดานใต้หลังคาหล่นลงมาแผ่นหนึ่ง พร้อมกับตุ๊กแกตัวใหญ่หล่นลงมาในปากของมันคาบบางสิ่งที่สะท้อนแสงแดดเป็สีทอง
“ดอกมะลิทองคำ!!!” หนุ่มสาวอุทานเกือบจะพร้อมกัน
ปริวรรตก้มลงหยิบช่อมะลิออกจากปากตุ๊กแกก่อนมันจะวิ่งหนีไปเขาแกะกระดาษที่พันก้านดอกไม้ออกอ่าน มีข้อความเป็ภาษาอินโดจึงให้ตันหยงแปลได้ความว่า
“จุดต่อไปให้ตามหาช่อมะลิที่ตันจุงอิซูวี หมู่บ้านชาวดายัค จ.กาลิมันตันตะวันออก เกาะบอร์เนียว”
ชายหนุ่มเก็บมันไว้ในกระเป๋าเป้ก่อนจะถามหญิงสาวว่า
“เราไปกันเลยไหมผมใจร้อน”
“ไปสิคะ”
แล้วทั้งสองก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลำเดิมข้ามทะเลไปยังเกาะบอร์เนียว
ณ สกายไลท์ไนต์คลับ กรุงเทพ
หิรัญอยู่ในห้องทำงานกำลังถือสายคุยโทรศัพท์กับเสี่ยเริงศักดิ์
“เฮ้ยเตรียมเก็บของนะ อั๊วจะให้ลื้อไปคุมงานฟาร์มไก่ของเราที่ปากช่องทางไนต์คลับมีเพลินใจคุมคนเดียวก็พอแล้ว ไปเริ่มงานที่ใหม่พรุ่งนี้เลย”
“ครับเสี่ย”ผู้ช่วยผู้จัดการวางหูโทรศัพท์ลงเมื่อเ้านายจบการสนทนาในใจเขางุนงงระคนกับความไม่พอใจที่เสี่ยมาสั่งย้ายเขาโดยไม่รู้เหตุผล
“มีอะไรหรือคะพี่หิรัญ”พรดารีเอ่ยถามขณะที่นั่งพิมพ์ดีดช่วยงานของพ่อ
“ก็คุณพ่อของพรน่ะแหละสั่งย้ายพี่ไปอยู่ฟาร์มไก่ที่ปากช่อง ไม่รู้ทำไมกะทันหันอย่างนี้พี่ทำอะไรผิดเหรอ”
“คุณพ่อคงจะคิดว่าพี่เหมาะสมมั๊งคะฟาร์มของเราก็ใหญ่นะ มีโรงงานชำแหละเนื้อไก่แข่แข็งด้วยพี่ได้คุมคนงานนับร้อยนับพัน ไม่ใช่ย่อยนะคะ”คุณหนูเล็กแห่งบ้านเนรมิตโภคาให้กำลังใจคนที่หล่อนแอบรัก
“พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร”คำพูดเขาไม่ตรงกับในใจที่คุกรุ่น
“ถ้างั้นพรุ่งนี้หนูไปส่งพี่นะ”
“ขอบคุณครับ”
ณ หมู่บ้านตันหยง อิซูวี
เ้าแมงปอเหล็กพาร่อนลงไปจอดยังสนามหญ้านอกชุมชนเล็ก ๆ ริมทะเลสาบเจิมปัง(Jempang) เขตกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะบอร์เนียว
ปริวรรตและตันหยงเดินเข้าไปในหมู่บ้านตามทางเดินเท้าผ่านกระท่อมและหลุมฝังศพโดยล้อมรอบบริเวณด้วยป่าไม้ ข้ามสะพานไม้เหนือน้ำที่แยกเข้าไปในแต่ละบ้าน มีตุ๊กตาไม้แกะสลักรูปคนอยู่หน้าบ้านทุกหลัง
แล้วก็มีสตรีชาวดายัคมาให้การต้อนรับนางสวมเสื้อลายคล้ายเสื้อกั๊ก นุ่งผ้าลายขาวสลับแดง ตีนซิ่นเป็สีฟ้าคล้องคอด้วยผ้าสีแดงผืนยาว ปล่อยชายสองข้างอยู่เบื้องหน้าลำตัวรอบคอมีเครื่องประดับที่น่าจะทำจากเงิน พันรอบศีรษะด้วยผ้าสีขาวสลับแดงบิดเป็เกลียวเธอกล่าวต้อนรับด้วยภาษาของดายัค แล้วทำท่าผายมือเข้าไปในกระท่อม
“เขาเชิญเราเข้าไปพักผ่อนดื่มน้ำก่อน”ตันหยงแปลให้ฟัง ก่อนจะพาเดินตามเ้าของบ้านเข้าไปนั่งบนเสื่อที่ปูกับพื้นบรรยากาศคล้ายกับภาคอีสานของไทย ยิ่งได้เห็นคนเฒ่าคนแก่กำลังนั่งทอผ้าด้วยกี่ชายหนุ่มจากไทยก็นึกถึงบ้านของแวว มธุรสที่สว่างแดนดินเมื่อครั้งเขาเคยไปเยือนตอนไปแสดงดนตรีที่อุดรมันเป็บรรยากาศเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น
เ้าของบ้านนำมะพร้าวอ่อนที่เฉาะเปิดฝาพร้อมดื่มมาเสิร์ฟพร้อมกับผลไม้เมืองร้อนอื่นๆ เช่นทุเรียน มังคุด
ปริวรรตก็ดูดน้ำมะพร้าวและกินผลไม้ไปสองสามคำในระหว่างที่ตันหยงก็พูดคุยกับเ้าของบ้านเป็ภาษาพื้นเมือง
สักครู่ชายหนุ่มก็รู้สึกปวดท้องอย่างแรงจนล้มลงบิดตัวไปมาทำให้ด็อกเตอร์สาวใมาก ถามหญิงเ้าของบ้านว่าจะทำอย่างไรดีนางก็บอกเป็ภาษาดายัค
“เธอบอกว่าคุณควรไปหาดูคุนหมอผีประจำหมู่บ้าน เขาจะพาไป คุณเดินไหวไหม” ตันหยงแปลให้ฟัง
“โอ้ย ไหวครับ”ปริวรรตตอบในขณะที่ท้องของเขาโตขึ้นเรื่อย ๆ จนดูคล้ายหญิงตั้งครรภ์
แล้วอาจารย์สาวก็ประคองหนุ่มไทยเดินตามหญิงดายัคไปยังบ้านของหมอผีเป็บ้านไม้ใต้ถุนสูง พื้นบ้านปูเสื่อหลายผืนเต็มพื้นที่ด้านหนึ่งของเรือนวางโต๊ะทำพิธีไสยศาสตร์ แล้วดูคุนอันเป็ชื่อตำแหน่งของคนทำอาชีพนี้ก็สั่งให้นอนลง
ปริวรรตนอนบนเสื่อแล้ว ดูคุนก็วางไข่ไก่ลงบนสะดือของคนป่วย แล้วใช้สันมีดกรีดไปตามร่างกายพร้อมร่ายมนต์คาถาตามภาษาดายัคไปเรื่อย ๆขณะที่บรรดาลูกศิษย์ของดูคุนก็เต้นรำเป็วงรอบที่นอนของคนไข้และร้องเพลงไปด้วยแต่ละคนสวมหมวกที่สานจากไม้ไผ่เปิด้าโล่ง มีปลายไม้เป็ซี่ ๆชี้ขึ้น้าดูคล้ายมงกุฎ
เมื่อดูคุนทำพิธีจบเขาก็ตอกไข่ใบนั้นลงบนถ้วยกระเบื้อง ก็ปรากฏเป็สิ่งที่ปริวรรตกำลังมาตามหา
“ดอกมะลิทองคำ”ตันหยงอุทานเสียงดัง
แล้วชายหนุ่มที่ท้องโตก็หายเป็ปลิดทิ้งเหมือนไม่เคยเป็อะไรมาก่อนเขาลุกขึ้นก้มกราบหมอผี ก่อนจะหยิบช่อดอกไม้ใส่ในกระเป๋าเป้แล้วหยิบธนบัตรออกจากกระเป๋าสตางค์ เตรียมจะยื่นให้หมอผีแต่ชายชรากล่าวเป็ภาษาดายัคกับตันหยง หล่อนแปลให้ฟังว่า
“พ่อหมอบอกว่าไม่ต้องให้เงินหรอกปกติถ้าเป็มนต์ดำ "ซันเตต" (santet) จะออกมาเป็ของสกปรกเช่นตะปู เส้นผม หรือพวกตะขาบ หนอนต่าง ๆเขาถึงจะคิดค่าครู แต่นี่เป็ของมงคล ชะรอยเทพเ้าจะบันดาล เขาไม่กล้าคิดเงินหรอก”
ผู้าุโประจำหมู่บ้านยังกล่าวต่อไปอีกประโยคด็อกเตอร์สาวก็แปลให้ฟังอีกว่า
“ท่านยังเตือนว่าต่อไปจะกินจะดื่มอะไรในดินแดนแถบนี้ก็ระวังหน่อยอาจจะไม่โชคดีเหมือนวันนี้”
“ฝากขอบคุณท่านด้วยครับเรากราบลาท่านเลยดีไหม”
ตันหยงก็หันไปกล่าวขอบคุณกับพ่อหมอผู้เฒ่าก็รับแบบยิ้ม ๆ แล้วสั่งให้ลูกศิษย์ตามไปส่งทั้งสองหนุ่มสาวที่เฮลิคอปเตอร์นอกหมู่บ้าน
ก่อนขึ้นเครื่องปริวรรตแกะกระดาษพันก้านดอกมะลิออกอ่าน พบข้อความว่า
“จุดต่อไปถ้ำหินปูนเมืองมารอส Maros-Pangkep ทางตอนเหนือของมาคาสซาร์ เกาะสุลาเวสีใต้ “
แล้วแมงปอั์ก็พาพวกเขาบินต่อไปยังสุลาเวสี(Sulawesi) ทิศตะวันออกของเกาะบอร์เนียว
ณ โรงเรียนสอนบัลเลต์ สยามสแควร์ กรุงเทพ
ภายในห้องสอนเต้นรำ มีกระจกเงาบานใหญ่ติดเต็มผนังและมีราวไว้จับสำหรับฝึกทรงตัวเวลาเรียนบัลเล่ต์บรรดานักเรียนหญิงทั้งเด็กและวัยรุ่นกำลังฝึกซ้อมในขณะที่ครูวิกานดากำลังนั่งคุยกับพิมพ์ดาราอยู่บนพื้นพรมอีกมุมหนึ่งของห้อง
“พี่วิคะ พิมสังเกตพี่เพลินใจกับแม่บุญพริ้งหลายวันแล้วหมู่นี้อาเภสันมาหาที่บ้านบ่อย ๆ วันก่อนก็เห็นพี่หิรัญมาที่บ้านสงสัยจะมาหาน้องพร ไม่รู้ว่าผู้ชายสองคนนี้เขาจะมาทำไม ในเมื่อคุณพ่อไม่อยู่จะว่ามาติดต่อเื่งานก็ไม่น่าใช่ พิมพ์ว่ามันแปลก ๆ นะคะ”
“พี่หิรัญนั่นไม่เท่าไหร่หรอก เขาเป็ลูกน้องคนสนิทของพ่อหนูเคยเข้านอกออกในบ้านพิมบ่อย ๆ พอเข้าใจได้ แต่เสี่ยเภสันนั่นสิ จะมาทำไมแล้วพิมเคยเห็นอะไรมากกว่านั้นไหม”
“หนูเคยเห็นอาเภสันออกไปจากบ้านพ่อด้วยค่ะแต่แปลกที่แม่บ้านแม่ครัวไม่มีใครเห็นเหมือนหนูสักคนทั้งที่เขาเดินลงบันไดกลางวันแสก ๆ แล้วขับรถออกไปหน้าตาเฉย”
“หมู่นี้พ่อของหนูก็ไม่ค่อยอยู่บ้านเสียด้วยเครื่องดักฟังที่ให้พิมไปติดในห้องทำงานพ่อก็เลยไม่ได้ใช้งาน”
“ใช่ค่ะ พ่อไม่กลับบ้านนานเป็เดือนแล้วั้แ่พวกพี่วรรตออกไปต่างประเทศกัน ไม่รู้ป่านนี้พี่วรรตจะเป็ยังไงบ้างไปอินโด”
ปริวรรตจามขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ขณะนั่งอยู่บนเฮลิคอปเตอร์
ก่อนมันจะร่อนลงจอดบนลานกว้างระหว่างหุบเขาหินปูนมารอสปังแกป
ระหว่างทางเดินไปหาถ้ำ ตันหยงก็ถามอาการของชายหนุ่มว่า
“เป็ยังไงบ้างคะ หายปวดท้องหรือยัง”
“ไม่เป็ไรแล้วครับ หลังจากตอกไข่แล้วท้องยุบ ก็หายปวดอย่างอัศจรรย์เลย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่ออินโดนี่มีอะไรอีกหลายอย่างที่น่าค้นหานะครับ”
“ใช่ ก็หยงเคยบอกแล้ว ประเทศหนูมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ”
แล้วทั้งสองก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือมาจากทางหนึ่งเป็ภาษาพื้นเมือง
สตรีในชุดเสื้อคลุมยาวแบบบูกีสวิ่งกระหืดกระหอบหนีผู้ชายคนหนึ่งที่ถือไม้ไล่ตีหล่อนมาทางที่ตันหยงยืนอยู่
ด็อกเตอร์สาวเข้าไปขวางแล้วใช้ท่าคาราเต้เตะสูงเข้าปลายคางของชายคนนั้นจนสลบเหมือด
ตันหยงถามหญิงคนนั้นสองสามประโยค
“เธอบอกว่าโดนสามีไล่ทำร้าย เพราะขอเงินไปกินเหล้าแล้วเมียไม่ให้เธอขอบคุณที่เราช่วยเหลือ และถามว่าเราจะไปไหนพอรู้ว่าเราจะไปตามหาถ้ำที่มีภาพเขียนสีเธอเลยบอกว่าจะพาเราไปเดี๋ยวจะไปตามเพื่อนอีกสองคนไปด้วย จะรำพัดให้เราดูด้วย”
แล้วหญิงบูกิสก็พาทั้งสองคนไปยังถ้ำในเขาหินปูนนั้นเป็ถ้ำที่มีห้องโถงใหญ่ อุณหภูมิราว 27 องศาเซลเซียสในตอนกลางวันผนังถ้ำมีภาพมือคนสีแดงน่าจะเป็สีจากใบไม้ที่ถูกเคี้ยวแล้วจุ่มมือลงไปแตะสีก่อนจะทาบมือลงบนผนังและยังมีภาพสัตว์ต่าง ๆ ทั้งกระทิง หมูป่า ลิง ปลา รวมทั้งภาพดอกไม้
หญิงที่พามาบอกกับตันหยงบางอย่าง
“ เธอจะรำพัดโจเกให้ดู บอกเรานั่งลงก่อน”
แล้วปริวรรตกับตันหยงก็ชมนางรำทั้งสามแสดงนาฏลีลาแบบชาวบูกิสให้ดูภายในถ้ำใหญ่ น่าแปลกที่ไม่มีนักดนตรี แต่ราวกับมีเสียงมโหรีแว่วมาจากปากถ้ำสอดคล้องกับท่าทางการร่ายรำของสามสาว
ทันใดที่รำจบ ก็มีสิ่งหนึ่งหล่นออกมาจากภาพเขียนสีรูปดอกไม้บนผนังถ้ำ
“Buket melati emas” นางรำคนหนึ่งอุทาน
“ดอกมะลิทองคำ” ด็อกเตอร์สาวก็ร้องตาม
ปริวรรตหยิบดอกไม้ทองขึ้นดู ก่อนจะแกะกระดาษที่พันก้านส่งให้ตันหยงแปลแล้วนำดอกมะลิใส่ในเป้ พร้อมกล่าวขอบคุณสามสาวนั้น
“จุดต่อไป หาดอกมะลิที่ถ้ำใต้น้ำ ตามแนวปะการังและทะเลสีคราม หมู่บ้านเซรัมเมืองมาโซฮี เกาะโมลุกกะ(มาลูกู)”
ระหว่างเดินไปที่เฮลิคอปเตอร์ ปริวรรตถามตันหยงว่า
“คุณหยงเคยเรียนคาราเต้มาหรือครับ”
“นิดหน่อยค่ะ สมัยเรียนปริญญาตรีที่ฟิลิปปินส์ มีชมรมคาราเต้หยงก็เลยได้เรียน แต่ไม่ค่อยได้ใช้หรอกค่ะ”
แล้วเครื่องก็ไปร่อนลงจอดที่หมู่บ้านซาไว บนเกาะเซรัม ในหมู่เกาะมาลูกู (โมลุกกะ)ก่อนที่จะเปลี่ยนชุดแต่งกายเป็ชุดดำน้ำเดินไปลงเรือเล็กแล่นออกไปยังชายทะเลที่มีแนวปะการัง
ปริวรรตดำลงไปค้นหาถ้ำใต้น้ำ ส่วนตันหยงรออยู่บนเรือขณะกำลังค้นหาถ้ำอยู่นั้น ก็มีกลุ่มชายลึกลับในชุดดำน้ำสีดำนั่งเรือมาแล้วแบ่งกำลังออกเป็สองพวก พวกหนึ่งพยายามจะจับตัวหยงหยง แต่โดนเธอชักปืนยิงตกเรือตกน้ำไปหมดคนร้ายอีกกลุ่มก็ดำน้ำลงไปรุมทำร้ายหนุ่มไทย ปริวรรตก็ใช้วิชานางแอ่นหยกซัดพลังฝ่ามือใต้ทะเลใส่พวกคนร้ายจนาเ็สิ้นชีพแล้วเขาก็ว่ายน้ำขึ้นมาพักหายใจเหนือน้ำข้างลำเรือที่ด็อกเตอร์สาวรออยู่นั้น
“โอ้ย ไม่รู้คนร้ายมาจากไหน หรือจะเป็สมุนของกามันดาตามมาขัดขวางงานของเราก็นึกอยู่ว่าทำไมแห่งแรก ๆ มันช่างราบรื่นผิดปกติ ในที่สุดก็มันก็มาจนได้”
“หยงว่ามันต้องไม่หมดแค่นี้ จะต้องมีมาอีก เราต้องระวังตัวให้ดีอย่าประมาท”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้นพลันก็มีนกกระตั้วหงอนสีส้มเหมือนเนื้อปลาแซลมอนตัวหนึ่งบินมาขี้ใส่หัวของปริวรรตก่อนจะเกาะอยู่ที่กาบเรือ
“เฮ้ย มาขึ้ใส่หัวฉันทำไม ไอ้นกบ้านี่ เดี๋ยวจับไปย่างกินซะหรอกไอ่ห้าเอ้ย”
นกตัวนั้นก็หัวเราะเป็ภาษาคน แล้วพูดว่า
“ก็ฉันขำมนุษย์โง่เง่า มัวไปดำหาถ้ำใต้น้ำอยู่ได้ มันมีที่ไหนเล่าดอกมะลิในถ้ำนั่นมันอยู่ในหอยใต้เท้าของเ้านี่”
“อะไรนะ” หนุ่มวรรตมองลงไปใต้น้ำที่เท้าของเขาเหยียบก็เห็นหอยมือเสือตัวหนึ่งจึงดำลงไปงมขึ้นมาแกะดู
ภายในมีดอกมะลิทองคำอยู่จริง ๆ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นเพื่อขอบคุณนกตัวนั้นก็บินหนีไปแล้ว
ชายหนุ่มแกะกระดาษที่พันก้านดอกไม้ออกแล้วส่งให้ตันหยงอ่าน(กระดาษกันน้ำอย่างดี)
“จุดต่อไปหมู่บ้านชาวดานี ที่ราบสูงตอนกลางของ นิวกินีตะวันตก บนเกาะปาปัว”
ขณะนั่งเรือกลับไปขึ้นฝั่ง ปริวรรตเอ่ยถามด็อกเตอร์ว่า
“ไอ้นกเมื่อกี้มันมาจากไหน แถวนี้มีนกกระตั้วด้วยเหรอ อาจารย์”
“มันเป็นกพื้นเมืองของแถบนี้เองค่ะ เรียกว่านกค็อกคาทูหงอนปลาแซลมอน The salmon-crested cockatoo เป็นกหายากใกล้สูญพันธุ์แล้วแหละ”
“อ๋อ คงเป็เพราะมันปากเสียแบบนี้ละมั๊ง คนถึงล่ามันเยอะ”
“บางทีคนเราก็กวนอวัยวะมากว่าพวกนกอีกนะคะ”นักโบราณคดีสาวกล่าวเหน็บแนมใครบางคน
ปริวรรตได้ฟังก็พูดอะไรไม่ออก
นักบินพาพวกเขาไปยังหุบเขาบาลิม(Baliem )ในนิวกินีตะวันตก อันเป็เขตแดนของประเทศอินโดนีเซียส่วนนิวกินีตะวันออกนั้นเป็พื้นที่ของประเทศปาปัวนิวกินี
เมื่อเครื่องลงจอดบนพื้นหญ้าที่กว้างราวร้อยไร่ แวดล้อมด้วยขุนเขาสูงชันพวกเขาก็พบว่ากำลังอยู่ในท่ามกลางชนเผ่าสองกลุ่มในชุดเกือบเปลือยพร้อมอาวุธยาวคล้ายหอกหรือไม้ซางสำหรับเป่าลูกดอก บางคนใช้ฝุ่นทาตามร่างกายบางคนมีวัตถุสีขาวคล้ายเขี้ยวหมูป่านำมาเป็เครื่องประดับร้อยกับรูจมูกทั้งสองของตนเอง บางคนสวมหมวกคล้ายทำจากขนสัตว์
หนึ่งในชนเผ่าเห็นพวกปริวรรตก็ะโถามตันหยงเป็ภาษาดานี
“เขาถามว่าพวกเราจะมาทำไม เขากำลังจะทำาระหว่างสองเผ่า ดานีกับลานี”
“อะไรนะ” ปริวรรตหันไปดูรอบ ๆ เฮลิคอปเตอร์ก็บินจากไปแล้ว
เสียงโห่เฮของทั้งสองชนเผ่าเข้าโรมรันกันจนฝุ่นตลบหนุ่มนักล่าเทวรูปกับสาวนักโบราณคดีต้องวิ่งหนีไปหลบอยู่ข้างทาง
หลังจากาสงบมีคนาเ็ล้มตายเกลื่อนทุ่ง ทั้งชาย หญิงและเด็ก คนที่ยังรอดก็นอนร้องครวญครางด้วยความเ็ปบางพวกก็ช่วยกันหามเพื่อนกลับบ้าน ชนเผ่าคนหนึ่งเดินเข้ามาคุยกับด็อกเตอร์สาว
“เขาบอกว่าไปเที่ยวหมู่บ้านของเขามั๊ยจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมของเขาด้วย”
“ไปสิเราช่วยหามคนเจ็บไปด้วยดีกว่านะ”
เมื่อเข้าไปในเขตหมู่บ้านของชาวดานีก็เห็นกระท่อมของคนในเผ่าทำเป็รูปคล้ายลอมฟางของไทย มีทางเข้าในตัวบ้านแคบ ๆพอที่คนเดียวจะลอดเข้าไปได้
คนกลุ่มหนึ่งนำคนเจ็บไปรักษาบางส่วนนำร่างคนตายไปฝัง ส่วนคนนำทางพาปริวรรตและตันหยงเข้าไปชมในบ้านที่ค่อนข้างมืดมีเพียงแสงไฟจากเทียนให้ความสว่าง
“เฮ้ย”
เสียงปริวรรตร้องด้วยความใเมื่อเห็นสิ่งที่คล้ายมัมมี่ของคนนั่งกอดเข่าอยู่มุมหนึ่งของบ้านเ้าของบ้านต้องปลอบว่าไม่เป็ไร แล้วพูดเป็ภาษาของเขาให้ตันหยงฟัง
“เขาบอกว่านี่คือร่างปู่ของเขา เอาไปรมควันตากแห้งเก็บไว้เป็การบูชาบรรพบุรุษ” ด็อกเตอร์แปลให้ฟัง
“ใหมด นึกว่าผีหลอก หยงไม่กลัวเลยเหรอ” หนุ่มไทยรู้สึกสยอง
“หยงเห็นจนชินแล้ว ขนาดไปขุดกระดูกมนุษย์ชวาอายุนับล้านปียังไม่กลัวเลยอย่าลืมสิ หยงเป็นักโบราณคดีนะ”
“อ๋อ โฮโมอิเร็กตัสน่ะเหรอ เขาว่าขากรรไกรเหมือนลิงแต่สมองใหญ่กว่าลิงใช่ไหมครับ”
“เก่งนี่ เคยศึกษาด้วยเหรอคะ”
“เคยอ่านเจอในวารสารน่ะครับ ว่าแต่สมองจะเท่าคนในยุคเรามั๊ยนะ”
“มันก็แล้วแต่ว่าจะเทียบกับคนไหนอะนะบางทีเขาอาจจะฉลาดกว่าคนบางคนในยุคปัจจุบันก็ได้”
“คงไม่ได้หมายถึงผมใช่มั๊ย”
“หยงไม่ได้ว่าอะไรคุณนะ” ด็อกเตอร์สาวกล่าวแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัยบนใบหน้า
ขณะนั้นมีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง นุ่งแต่กระโปรงที่ทำจากเส้นหญ้า ไม่สวมเสื้อปล่อยสองเต้าโทงเทง เดินเข้ามาคุยกับหยงเป็ภาษาดานี
“ป้าแกบอกว่านี่ใกล้จะค่ำแล้ว เขาเชิญพวกเราพักที่นี่สักคืนก่อนพอดีพวกเขาล่าหมูป่ามาได้ตัวหนึ่ง จะย่างหมูให้เราได้กินและจะไปเตรียมกระท่อมให้เราได้นอนด้วย”
วรรตกับหยงเดินออกไปที่ลานกว้างกลางหมู่บ้านคนในเผ่ากำลังมาชุมนุมกัน ช่วยกันชำแหละซากของหมูป่าตัวใหญ่ที่วางอยู่บนใบตองตัดชิ้นส่วนต่าง ๆ แจกจ่ายกัน บางคนก็เตรียมก่อไฟเพื่อย่างอาหารโอชะต่างก็ทำไปร้องเพลงไปดังโฮ ๆ เฮ ๆ เฮ้ย
รอบๆ นั้นก็มีลูกเด็กเล็กแดงนั่งบ้าง ยืนบ้าง ดูผู้ใหญ่จัดการกับหมูป่าบางคนก็มายืนดูคนแปลกหน้าที่ผิวพรรณแตกต่างจากเขา
ผู้ชายในเผ่าไม่สวมเสื้อและกางเกงไม่นุ่งผ้า มีเพียงสิ่งที่คล้ายกับปลอกทำด้วยหญ้าหรือเชือกสานสวมครอบองคชาติของเขาไว้เท่านั้น
บนหัวก็มีผ้าสีแดงคาดไว้ต้นแขนสองข้างมีสายรัดเป็พู่คล้ายขนสัตว์
ผู้หญิงจะสวมกระโปรงจากฟางมีผ้าผืนยาวคลุมพาดบนศีรษะ ไม่สวมอะไรที่ท่อนบนร่างกาย
ชนเผ่านี้มีการเลี้ยงสุนัขด้วยเห็นหมาวิ่งเล่นทั่วไปเหมือนชุมชนอื่นทั่วโลก
การจุดไฟใช้เชือกมาสีกับกิ่งไม้ให้เกิดความร้อนจนเป็เปลวไฟการย่างหมูใช้วิธีขุดหลุม ปูรองก้นหลุมด้วยใบไม้สด แล้วใช้ลำไม้ไผ่ที่ผ่าปลายเป็คีมคีบเอาถ่านไฟแดงๆ วางบนกองใบไม้ จากนั้นปูทับด้วยใบไม้สดอีกรอบ ก่อนจะวางชิ้นเนื้อสด ๆที่เพิ่งชำแหละลงไปย่างพร้อมกับรมควันจนสุก
หัวหน้าเผ่านำชิ้นหมูย่างรองด้วยใบตองมาให้ปริวรรตกับตันหยงคนละชุดพร้อมเครื่องดื่มในขวดสีชาและแก้วเล็ก ๆ หนึ่งใบ ซึ่งพ่อเฒ่าผู้อารีก็บรรจงรินให้ชายหนุ่มอย่างเป็มีน้ำใจ
หนุ่มวรรตดื่มของเหลวใสๆ เข้าไปแล้วก็ส่งเสียง “ข่า” ก่อนจะหยิบชิ้นหมูติดมันย่างหอม ๆใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
“คนในเผ่าเขาดื่มเ้านี่ด้วยเหรอ”ชายหนุ่มถามสาวหยง
ด็อกเตอร์ถามหัวหน้าเผ่าแล้วก็แปลว่า
“เขาบอกว่าปกติคนในเผ่าไม่ดื่มสุราหรอกแต่พอดีลูกชายไปทำงานในเมือง ก็เลยซื้อมาฝากพ่อ แต่พ่อเฒ่าไม่ค่อยชอบแกว่ามันแรงเกินไป กินทีไรก็เมาไป 3 วัน”
หลังจากรับประทานอาหารแล้วหนุ่มสาวทั้งคู่ก็ไปอาบน้ำที่ลำธารใกล้ ๆ นั้น ปริวรรตนุ่มผ้าขาวม้าตันหยงนุ่งผ้าถุงกระโจมอกเมื่อสดชื่นดีแล้วก็มาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนั่งอยู่หน้าเต๊นท์สนามที่กางเตรียมไว้คนละหลังแล้วช่วยกันเติมไม้ฟืนในกองไฟให้แสงสว่างยามค่ำคืน
“ด็อกเตอร์มีครอบครัวหรือยังครับขอโทษที่ถามเื่ส่วนตัว”
“ไม่เป็ไรค่ะยังไม่มีค่ะ แล้วคุณละคะ”
“ผมก็ยังไม่มีครับแต่มีคนที่คุยกันอยู่ ที่ผมถามคุณหยงเพราะเห็นว่ามาทำงานตรากตรำนอกพื้นที่เช่นนี้คงไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัวแน่เลย ใช่ไหมครับ”
“อืม ก็จริงค่ะเหมือนตอนสมัยเรียนโบราณคดีก็ต้องลงภาคสนาม กินนอนอยู่กับหลุมศพบ้าง โบราณสถานบ้างคอยปัดฝุ่น จดบันทึกต่าง ๆ ไม่ค่อยได้กลับบ้านเลยค่ะ เื่หาแฟนยิ่งไม่ต้องพูดถึง”
ปริวรรตเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวบนท้องฟ้าแล้วก็นึกถึงใบหน้างาม ๆ ของพิมพ์ดารา ตามความหมายในชื่อของหล่อนที่พิมพ์ใจเขาอยู่
“คิดถึงแฟนหรือคะมาทำงานไกลแบบนี้ คงเหงาละสิ”
“ก็มีบ้างครับต่างคนต่างทำงาน หาโอกาสเจอกันยาก ยิ่งคุณพ่อเขาหวงด้วยยังไม่รู้จะลงเอยกันได้ไหม”
“หยงขอเอาใจช่วยนะคะ”
“ขอบคุณครับ”
ทางฝ่ายพิมพ์ดาราก็ยืนมองดวงดาวจากระเบียงห้องนอนที่บ้านในกรุงเทพแต่หัวใจล่องลอยมาไกลถึงอินโดนีเซีย เพราะคิดถึงปริวรรตเช่นเดียวกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลังจากรับประทานอาหารเช้าได้แก่ไข่ต้มกับกล้วย และกาแฟร้อนแล้ว ตันหยงก็บอกปริวรรตว่า
“เมื่อกี้หัวหน้าเผ่าบอกว่าวันนี้จะพาไปดูพิธีกรรมเก่าแก่ของเผ่าเรียกว่าอิกิปาลิน เป็ประเพณีเกี่ยวกับหญิงม่ายที่สามีตายน่ะ”
“ตายเพราะการสู้รบกันเมื่อวานใช่มั๊ยน่าสงสารเขาเนอะ”
“ใช่แต่ที่นี่เขารบกันจนชินแล้วแหละ”
“หาขนาดนั้นเลยหรือ”
“สมัยโบราณเขาจับศัตรูได้ก็เอามากินด้วยแต่เดี๋ยวนี้เลิกกินแล้ว”
“อ้าว อย่างนั้นเราก็อยู่ในหมู่บ้านมนุษย์กินคนนะสิ”
“เพิ่งรู้เหรอกลัวไหมละ” ตันหยงแกล้งทำหน้าตาหลอกหลอน
“มากับหยงไม่กลัวหรอก”
“หมายความว่าหยงน่ากลัวกว่างั้นเหรอคะ”
“เปล่า ๆ หมายความว่ารู้สึกปลอดภัยที่มากับนักวิชาการใหญ่น่ะครับ”
“งั้นแล้วไป”
ณลานกลางหมู่บ้าน
หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้ากองไฟและวางมือไว้บนตอไม้ที่อยู่ระดับเอวนิ้วมือของนางถูกรัดด้วยเชือกจนแน่น ท่ามกลางเสียงตีเกราะเคาะไม้และร้องเพลงพื้นเมืองของผู้ชายหลายคน
“สังเกตมั๊ยว่าหลายนิ้วในมือเหลือแค่โคน”ตันหยงชี้ให้ปริวรรตดู
“หมายความว่ายังไงเหรอ”
“ยังไม่เข้าใจอีกหรือวันนี้เขาจะตัดนิ้วนางเพิ่ม เพราะมีคนที่รักตายจากไป ตายคนนึง ก็ตัดนิ้วนึงไงล่ะ”
“ว่าไงนะทำไมโหดร้ายอย่างนี้ ประเพณีอะไรเนี่ย ยกเลิกไม่ได้เหรอแล้วป้าแกเต็มใจให้ตัดเหรอ”
“เขาทำเป็ประเพณีมาแต่โบราณพอตัดนิ้วแล้วก็โยนเศษนิ้วเข้ากองไฟตรงหน้านั่นไง คงเลียนแบบพิธีสตีของอินเดียที่หญิงม่ายต้องโดดเข้ากองไฟตายตามสามี”
เมื่อสิ้นเสียงกลองคนทำพิธีะโให้ตัดนิ้วของหญิงนั้น คนถือขวานก็สับลงกับตอไม้ทันทีนิ้วกลางของหญิงนั้นก็กระเด็นลงมาที่พื้นพร้อมกับสุนัขซึ่งนอนหมอบอยู่ก็คาบนิ้วนั้นวิ่งมาหาปริวรรตก่อนจะะโส่งชิ้นส่วนสยองใส่มือเขา
“เฮ้ย เอาไป”ชายหนุ่มใรีบสะบัดออก เศษนิ้วนั้นตกลงไปที่พื้นแล้วกลายสภาพเป็อีกสิ่งที่พวกเขาตามหา
“ช่อมะลิทองคำ”ตันหยงร้องอย่างตื่นเต้น
ปริวรรตไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองรีบก้มลงไปหยิบขึ้นมาดู เมื่อแน่ใจว่าใช่ก็แกะกระดาษพันก้านดอกไม้ออกส่งให้ด็อกเตอร์อ่าน
“จุดต่อไป สุสานหินโบราณเกาะซุมบา”
เมื่อหันกลับไปดูหญิงคนที่ถูกตัดนิ้ว ก็พบว่านิ้วกลางของนางยังอยู่เหมือนเดิมเพราะคนตัดยังยกขวานค้างไว้
เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ค้างอยู่ในอิริยาบถต่าง ๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไปทั้งคนทั้งกระท่อมเหลือแต่แมกไม้และป่าที่แวดล้อมสองหนุ่มสาวอยู่เท่านั้น
“เฮ้ยอะไรกันวะเนี่ย”
สิ้นเสียงของปริวรรตเฮลิคอปเตอร์ลำเดิมก็ร่อนลงจอดที่ลานกว้าง
“เราไปกันเถอะ”ตันหยงเอ่ยปากชวนขณะแบกกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลังแล้วเดินนำออกไปจากหมู่บ้าน
จบตอนที่ 14 โปรดติดตามตอนที่ 15 กุนุงปาดัง ปิรามิด 25,000 ปี