เล่มที่ 1 บทที่ 23 เข้าสู่หอซ่อนคัมภีร์
การรับรู้ของเจียงอวิ๋นเฉียบคมเพียงใดทันทีที่ออกมาจากหุบเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าชายอ้วนเตี้ยผู้นั้นแอบมองเขาอยู่แม้ว่าเขาจะรู้ตัวแล้ว แต่ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายก็เร็วมากเช่นกัน พุ่งหลบเข้าไปในหุบเขาทันที
บัดนี้ลู่เซี่ยวอวี๋เข้าไปในหุบเขาแล้วในสถานการณ์ที่ไม่มีใครพาเข้าไป เจียงอวิ๋นเองก็ไม่กล้าฝ่าค่ายกลอย่างส่งเดชจึงนิ่งขรึมไปครู่หนึ่งก่อนจะทำได้เพียงหันหลังเดินจากไป
เขาได้จดจำรูปร่างของชายอ้วนเตี้ยผู้นั้นไว้แล้วทั้งยังสันนิษฐานได้ว่าแม้อีกฝ่ายจะเป็ศิษย์จิปาถะ ไม่น่าใช่ผู้ที่คิดปองร้ายลู่เซี่ยวอวี๋แต่ระหว่างทั้งสองคงจะมีความเกี่ยวข้องอะไรบางอย่าง
“ช่างเถอะตอนนี้ฐานะของข้าเองก็ยังไม่สามารถยุ่งเื่ชาวบ้านได้มากมายเท่าใดนักแต่ยังดีที่ถึงแม้ภายในนิกายจะอนุญาตให้ประลองกันได้ ทว่าห้ามฆ่าฟันกันอย่างเด็ดขาดถึงจะมีผู้ที่คิดจะหาเื่ลู่เซี่ยวอวี๋ อย่างน้อยก็คงไม่อันตรายถึงชีวิต!”
สำหรับเจียงอวิ๋นที่เกิดในูเาหนึ่งแสนไพศาลแล้วกฎของนิกายแสวงมรรคก็เหมือนกับกฎของูเาหนึ่งแสนไพศาลนั่นคือจะไม่ยอมอนุญาตให้ผู้ใดฝ่าฝืนเด็ดขาดดังนั้นเขาจึงมิได้กังวลเื่ของลู่เซี่ยวอวี๋เท่าใดนัก
ทว่าตัวเขาที่เพิ่งออกจากูเามายังไม่รู้ว่าในโลกหล้านี้ กฎเป็ของตาย ทว่าคนกลับเป็ของเป็
ซึ่งบางคนนั้นสามารถอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวงได้อย่างสมบูรณ์!
เจียงอวิ๋นโยนเื่ของลู่เซี่ยวอวี๋ออกจากหัวไปก่อนเขากลับมายังหอซ่อนคัมภีร์อีกครั้ง เดินตรงไปที่ประตูทางเข้า
ทันทีที่เข้าไป เจียงอวิ๋นรู้สึกราวกับได้เข้าไปยังอีกโลกหนึ่งก็ไม่ปานเงียบงันไร้เสียง มีเพียงเสียงพลิกหน้าหนังสืออย่างแ่เบา ตรงหน้าเขาตอนนี้มีแผ่นสี่เหลี่ยมแผ่นหนึ่งบนแผ่นนั้นมีตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวที่เขียนคำอธิบายเกี่ยวกับหอซ่อนคัมภีร์เอาไว้
หอซ่อนคัมภีร์แบ่งออกเป็ทั้งหมดเจ็ดชั้นหากไม่นับชั้นแรกที่เปิดให้ทุกคนใช้งานได้แล้ว นับแต่ชั้นที่สองขึ้นไปการจะเข้าไปข้างในได้อย่างน้อยก็ต้องมีฐานะเป็ศิษย์สายนอกเท่านั้น
แน่นอนว่า ยิ่งเป็ชั้นที่สูงเพียงใด ก็ต้องมีฐานะสูงมากขึ้นเท่านั้นทุกคนจะมีสิทธิ์ได้เข้าไปเพียงปีละสามครั้ง หาก้าเข้าไปมากกว่านี้ก็จำเป็ต้องใช้แต้มผลงาน
ในหอซ่อนคัมภีร์นั้นห้ามต่อสู้ ห้ามก่อความวุ่นวายหนังสือทั้งหมดที่อยู่ข้างในนี้ก็ต้องอ่านในนี้เท่านั้น ห้ามนำออกไปโดยพลการแน่นอน หากมีแต้มผลงานละก็ หนังสือบางเล่มสามารถคัดลอกไปได้ชุดหนึ่ง
เจียงอวิ๋นอ่านคำอธิบายจบแล้วก็เดินอ้อมแผ่นสี่เหลี่ยมไปเข้าสู่หอซ่อนคัมภีร์อย่างเป็ทางการ
ชั้นแรกนั้นมีขนาดใหญ่โตเป็อย่างยิ่งแม้ข้างในนี้จะมีลูกศิษย์อยู่หลายร้อยคน แต่กลับไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด รอบๆนั้นมีชั้นวางหนังสือที่แบ่งหัวข้อต่างๆ ไว้วางเรียงรายกันเป็แถวๆในชั้นวางแต่ละชั้นมีหนังสือวางอยู่มากบ้างน้อยบางแตกต่างกันไป
้าของชั้นวางหนังสือทุกชั้นล้วนมีตัวหนังสือเขียนบอกไว้ว่าหนังสือในชั้นวางนั้นๆเกี่ยวข้องกับเื่อะไร
หลังจากมองดูคร่าวๆพบว่าชั้นที่หนึ่งนี้น่าจะมีหนังสืออยู่มากเกินกว่าหมื่นเล่ม
แม้ว่าจำนวนดังกล่าวจะทำให้เจียงอวิ๋นอึ้งทึ่งแต่ความจริงแล้วนี่เป็เื่ปกติ อย่างไรเสียความรู้เกี่ยวกับการบำเพ็ญมรรคก็มีอยู่มากมายอีกทั้งแต่ละคนยังมีความเข้าใจต่อการบำเพ็ญมรรคในแต่ละด้านที่เหมือนกันด้วยหลังจากสืบทอดมาเป็เวลานาน ทั้งจำนวนและเนื้อหาของหนังสือจึงมีมากมายมหาศาล
ทว่าหนังสือเหล่านี้ไม่ได้มีมูลค่ามากมายอะไรนักทุกๆ นิกายจึงมักจะรวบรวมหนังสือคล้ายๆ กันนี้เอาไว้เป็ห้องสมุดเพื่อให้เหล่าลูกศิษย์ในสังกัดได้อ่านเพิ่มพูนความรู้
เจียงอวิ๋นไม่ได้รีบเลือกหนังสือแต่อย่างใดเขาไปชมดูทั่วทั้งชั้นหนึ่งก่อนหนึ่งรอบ จากนั้นค่อยเดินตรงไปยังชั้นหนังสือที่เขา้าได้หนังสือที่ทั้งหนาและหนักมาเล่มหนึ่ง!
เนื้อหาภายในหนังสือเกี่ยวข้องกับรูปแบบการบำเพ็ญมรรคและมาตรฐานในการแบ่งประเภทแบบคร่าวๆ
เมื่อเจียงอวิ๋นพลิกหน้าหนังสือเพื่ออ่านคำอธิบายเกี่ยวกับการบำเพ็ญมรรครูปแบบต่างๆที่เขียนไว้ในนั้นอย่างต่อเนื่องแล้ว สีหน้าของเขาก็ค่อยๆ หมองหม่นลงเรื่อยๆ
หลังผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ เจียงอวิ๋นถึงได้ปิดหนังสือเล่มนี้ลงอย่างแ่เบานำมันกลับไปวางไว้ที่เดิม หันหลังเดินออกจากหอซ่อนคัมภีร์ มุ่งหน้าไปทางยอดเขาซ่อนโดยไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆแม้แต่คำเดียว
เจียงอวิ๋นมีสีหน้ามืดมนตลอดทางเพียงก้าวเท้าเดินอย่างเงียบงันไปทั้งอย่างนั้น
และถึงเขาจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าด้านหลังเขามีคนสะกดรอยตามมาด้วยเขาก็คร้านจะหันกลับไปอยู่ดี จนเมื่อเดินมาถึงใต้ยอดเขาซ่อนแล้ว
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ตอนนี้เอง ในที่สุดก็มีเสียงพูดอันเย็นเยือกดุจน้ำแข็งดังมาจากด้านหลัง
แม้เจียงอวิ๋นจะหยุดเท้าลง ทว่าเขากลับไม่หันกลับไปทั้งยังไม่เอ่ยปากใดๆ เพียงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นแน่นิ่งไม่ไหวติงราวกับรูปปั้นก็ไม่ปาน
ด้านหลังเจียงอวิ่นมีชายผอมแห้งผมสีเหลืองอ่อนคนหนึ่งยืนอยู่ตรงเอวมีแผ่นตรารูปัสีน้ำเงินเหน็บไว้ดูออกไม่ยากว่าเขาเป็ศิษย์สายนอกของยอดเขาร้อยสิงสา และข้างๆเขายังมีเสือสีเหลืองที่ขนาดตัวยาวราวๆ หนึ่งจ้างหมอบอยู่ตัวหนึ่งด้วย
ชายผู้นี้เห็นเจียงอวิ๋นยืนหันหลังให้เขาจึงขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ เผยใบหน้าไม่สบอารมณ์ออกมากล่าวขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะเ็า “เป็แค่ศิษย์จิปาถะกลับยังบังอาจกล้าวางท่าใส่ข้า ดูท่า ไม่สั่งสอนเ้าสักบทเรียนคงมิได้แล้ว! ไป! กัดแขนมันทิ้งสักข้างหนึ่งเสีย ให้มันรู้สำนึกเสียบ้าง!”
เมื่อสิ้นเสียงคำสั่งของเขาเสือสีเหลืองตัวนั้นก็พุ่งกระโจนออกไปพร้อมอ้าปากกว้างตรงไปทางเจียงอวิ๋นอย่างดุร้ายอำมหิต
ในตอนที่เสือกำลังจะกระโจนถึงตัวเจียงอวิ๋นแล้วนั่นเองเจียงอวิ๋นถึงได้หันกลับไปอย่างฉับพลัน ยิงประกายอำมหิตออกจากดวงตาจ้องเขม็งไปทางเสือตัวนั้นอย่างเย็นเยียบ
แม้ว่าเจียงอวิ๋นตอนนี้จะไม่ได้ปล่อยกลิ่นอายคาวเืออกมาจากตัวทว่าเสือตัวนี้มีระดับสูงกว่าหมาป่าแสงเขียวหนึ่งขั้นการรับรู้ย่อมต้องเฉียบคมไม่น้อยเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อมันถูกเจียงอวิ๋นจ้องมองก็พลันรู้สึกเย็นะเืสุดขั้วหัวใจร่างกายที่ลอยอยู่กลางอากาศได้ฝืนเปลี่ยนทิศทางทันที
ภาพที่เกิดขึ้นนี้ย่อมทำให้ใบหน้าสีเหลืองของชายผอมแห้งผู้นั้นฉายแววฉงนงุนงงไม่เข้าใจว่าไฉนเสือของตนตัวนี้ถึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้
ทว่ามันยังไม่จบแค่นั้นในตอนที่ร่างกายอันใหญ่โตของเสือตัวนั้นหลบเลี่ยงออกจากเจียงอวิ๋นไปแล้ว ทันใดนั้นเจียงอวิ๋นกลับชี้นิ้วออกไปหนึ่งนิ้วจี้ลงบนคอของเสือตัวนี้อย่างรวดเร็วดุจสายลม
“ว้าก!”
“โฮก!”
เสียงตะคอกอย่างเดือดดาลของชายผอมแห้งกับเสียงร้องโหยหวนของเสือได้ดังขึ้นแทบจะเวลาเดียวกันในฐานะเ้านายของเสือแล้ว มีหรือที่ชายผู้นั้นจะไม่รู้หนึ่งดัชนีของเจียงอวิ๋นนั้นดูเหมือนไร้เรี่ยวแรง ทว่าตำแหน่งที่จี้ลงไปกลับเป็จุดอ่อนของเสือพอดี
“ตูม!”
ยามที่เสือตกลงไปกระแทกพื้นอย่างรุนแรงชายผู้นั้นก็ดีดตัวพุ่งเข้ามาเช่นกันมองดูเสือของตนที่นอนดิ้นพล่านและร้องครวญครางอยู่บนพื้นไม่หยุดดวงตาของเขาเผยแววดุร้ายออกมาพร้อมกล่าว “เ้าบังอาจทำร้ายสัตว์เลี้ยงของข้าข้าจะฆ่าเ้า!”
หลังสิ้นเสียงสองมือชายหนุ่มพลันประกบเป็สัญลักษณ์หนึ่ง ใบหน้าสีเหลืองของเขาค่อยๆ มีขนงอกออกมาพร้อมกับกลิ่นอายอันมหาศาลที่พลุ่งพล่านขึ้นมาจากร่างอันผอมแห้งของเขา
“แฮ่มแฮ่ม!”
ทว่าในเวลานี้เอง พลันมีเสียงกระแอมไอดังขึ้นมาจากบนยอดเขาซ่อนต่อจากนั้นเงาร่างของตงฟางโป๋ก็ปรากฏขึ้นหน้าชายผอมแห้งพร้อมกล่าว“ศิษย์น้องจากยอดเขาร้อยสิงสาผู้นี้ข้ากับประมุขยอดเขาเ้าไม่ได้พบกันมาสักพักแล้วเหมือนกันให้ข้าไปพบเขาพร้อมกับเ้าตอนนี้เลยดีไหม?”
จะว่าไปก็แปลก คำพูดของตงฟางโป๋ประโยคนี้ประหนึ่งว่ามีมนตร์คาถาบางอย่างก็ไม่ปานมิเพียงแต่ทำให้กลิ่นอายของชายผอมแห้งที่เพิ่งจะพลุ่งพล่านขึ้นมาสงบลงอย่างรวดเร็วเท่านั้นอีกทั้งบนใบหน้าสีเหลืองยังเผยสีหน้าช่วยไม่ได้ออกมาด้วย
เพียงครู่เดียวเขาก็คืนสภาพกลับไปเป็เช่นเดิมอีกครั้งยื่นมือไปแตะบริเวณเอวมีแสงสีทองยิงออกมาครอบเสือที่นอนอยู่บนพื้นเอาไว้แล้วหายไปในพริบตา
ชายผู้นั้นไม่ได้มองทางตงฟางโป๋เลยแม้แต่น้อยเพียงกล่าวกับเจียงอวิ๋นที่บัดนี้ก็ยังไม่หันมาว่า “ไอ้จิปาถะชั้นต่ำ จำไว้ให้ดีข้ามีชื่อว่าสวี่เฉิงซาน เื่ที่เ้าทำร้ายสัตว์เลี้ยงของข้าวันนี้ข้าจักต้องสะสางบัญชีกับเ้าแน่! แล้วก็อยู่ให้ห่างจากลู่เซี่ยวอวี๋นั่นเสีย หลังจากนี้เ้าอย่ายุ่งเื่ของนางอีก!”
หลังทิ้งคำพูดประโยคนี้ไว้แล้วชายผอมแห้งนามสวี่เฉิงซานผู้นี้ก็หันหลังเดินจากไปทันที
ั้แ่ที่สวี่เฉิงซานปรากฏตัวจนกลับไปนั้นเจียงอวิ๋นไม่ได้มองอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อยและตอนนี้เขาเองก็เพียงยกสองมือขึ้นคำนับให้ตงฟางโป๋เท่านั้นจากนั้นก็เดินขึ้นยอดเขาซ่อนไปยังเรือนเล็กของตนก่อนจะปิดประตูลง
เมื่อเห็นเงาร่างของเจียงอวิ๋นจากไป ตงฟางโป๋อ้าปากขึ้นเหมือนอยากจะกล่าวอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายก็ส่ายหน้า ไม่ได้กล่าวอะไรเขาดูออกว่าเจียงอวิ๋นกำลังประสบปัญหาอะไรบางอย่างทำให้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เจียงอวิ๋นที่กลับถึงเรือนแล้วไม่ได้บำเพ็ญเหมือนเช่นเคยเพียงนอนลงบนเตียงเฉยๆ แล้วหลับตาลงประหนึ่งนอนหลับก็ไม่ปานทว่าคิ้วของเขาก็ยังคงขมวดแน่นเป็ปม และจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็อ้าปากขึ้นมาอย่างกะทันหันท่องคำพูดหนึ่งออกมา “มรรคก่อกำเนิดสรรพสิ่ง ทุกสรรพสิ่งล้วนบำเพ็ญมรรคได้ทว่าเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน วิธีบำเพ็ญมรรคเองก็แตกต่างกันไปเช่นกัน”
“เผ่ามนุษย์ บำเพ็ญโดยการดูดกลืนพลังปราณแห่งฟ้าดิน”
“เผ่าอสูร บำเพ็ญโดยการดูดกลืนแสงจันทร์แสงตะวัน!”