เซวียนอี้พักรักษาตัวอยู่ที่ด่านหานโจวอีกสิบสองวัน
าแเหนืออกยังไม่หายดี แต่พิษเงาจันทร์ถูกขับออกเกือบหมดแล้ว หมอหลวงหลินอนุญาตให้เขาลุกเดินได้ครั้งละไม่เกินหนึ่งก้านธูป และกำชับหนักแน่นว่าห้ามจับดาบ ห้ามขี่ม้า และห้ามฝืนกำลังอย่างเด็ดขาด
เซวียนอี้รับคำทุกข้อด้วยสีหน้าสงบ
จากนั้นในเช้าวันถัดมา เขาก็พยายามลุกไปตรวจเวรยาม
หลี่เฉิงเยว่พบเขาตรงระเบียงหน้าห้องพัก
ชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีดำเรียบร้อย ราวกับไม่ได้เพิ่งเฉียดความตายมาไม่กี่วันก่อน มือหนึ่งจับขอบประตู อีกมือกดแผลเหนืออก สีหน้าซีดกว่าปกติ แต่ยังพยายามยืนตรง
หลี่เฉิงเยว่หยุดอยู่ปลายระเบียง
“เ้ากำลังทำอะไร”
เซวียนอี้ชะงัก
“เดินพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าเห็น”
องค์ชายเดินเข้ามาใกล้
“ข้าถามว่าเ้าจะเดินไปที่ใด”
“ลานฝึก”
“เหตุใด”
“แม่ทัพเกากำลังจัดกำลังทหารใหม่ กระหม่อมอาจช่วยตรวจรายชื่อคนที่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชา—”
“กลับห้อง”
“แต่—”
“กลับห้อง”
เซวียนอี้เงียบ
ทหารที่เฝ้าอยู่ไม่ไกลพากันก้มหน้า ไม่มีใครกล้าสบตา
หลี่เฉิงเยว่จ้องเขา
“หรือเ้า้าให้ข้าอุ้มกลับ”
คราวนี้แม้แต่แม่ทัพเกาซึ่งกำลังเดินเข้ามาก็หยุดเท้า
เซวียนอี้กระแอมเบา ๆ
“กระหม่อมเดินกลับเองได้”
“ดี”
เขาหมุนตัวช้า ๆ แล้วเดินกลับอย่างระมัดระวัง
หลี่เฉิงเยว่ตามอยู่ข้างหลังเพียงครึ่งก้าว
เมื่อเข้าห้อง เซวียนอี้นั่งลงบนเตียงอย่างเชื่อฟังเกินคาด
องค์ชายยืนกอดอก
“หมอพูดว่าอย่างไร”
“ให้พัก”
“แล้วเ้าทำอะไร”
“ข้าคิดว่าตนพักมาหลายวันแล้ว”
“เ้าหมดสติสี่วัน นั่นไม่เรียกว่าพัก”
เซวียนอี้หลุบตา
“ข้าไม่เคยอยู่นิ่งนานเช่นนี้”
หลี่เฉิงเยว่รู้
ตลอดชีวิต เซวียนอี้ถูกสอนให้เป็ดาบ
ถูกส่งไปชายแดน
กลับมาเป็องครักษ์
และใช้ทุกลมหายใจปกป้องผู้อื่น
การนอนอยู่บนเตียงโดยไม่ทำสิ่งใดอาจยากกว่าการถือดาบให้เขาเสียอีก
องค์ชายถอนใจ
“หากอยากช่วย ก็ช่วยข้าตรวจเอกสาร”
เซวียนอี้เงยหน้า
“เอกสาร?”
“รายชื่อป้อมที่เกี่ยวข้องกับเผยจงเหวิน ข้าอ่านลายมือแม่ทัพบางคนไม่ออก”
“กระหม่อมช่วยได้”
“นั่งทำ ห้ามเดินไปไหน”
“ขอรับ”
หลี่เฉิงเยว่หยิบเอกสารมาวางบนโต๊ะข้างเตียง
เซวียนอี้เลื่อนเก้าอี้มานั่ง แต่เพียงยกแขนสูงก็ขมวดคิ้ว
องค์ชายเห็นทันที
“เจ็บ?”
“เล็กน้อย”
“โกหก”
“ไม่มาก”
หลี่เฉิงเยว่ดึงเอกสารออกจากมือเขา
“อ่านให้ข้าฟัง ข้าจะเขียน”
เซวียนอี้มองเขา
“พระองค์ไม่จำเป็ต้อง—”
“เ้าก็ไม่จำเป็ต้องรับธนูแทนข้า แต่ทำไปแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้เซวียนอี้เงียบ
หลี่เฉิงเยว่นั่งลงข้างโต๊ะ จุ่มพู่กันในหมึก
“เริ่ม”
พวกเขานั่งทำงานด้วยกันจนเกือบเที่ยง
เซวียนอี้อ่านชื่อแม่ทัพและเส้นทางส่งเสบียง
หลี่เฉิงเยว่จัดหมวดเอกสารและเขียนคำสั่งส่งกลับเมืองหลวง
บาง่เงียบ
บาง่โต้เถียง
และบาง่เพียงมองกันโดยไม่มีเหตุผล
มันเป็ความสงบแบบที่ทั้งคู่ไม่คุ้นเคย
ไม่มีนักฆ่า
ไม่มีไฟ
ไม่มีราชโองการอยู่ตรงกลาง
มีเพียงโต๊ะไม้ เอกสารกองหนึ่ง และแสงแดดอ่อนจากชายแดนเหนือ
ตอนบ่าย แม่ทัพหลัวนำข่าวเข้ามา
เขาคุกเข่าลง
“พบร่องรอยเผยจงเหวินแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉิงเยว่วางพู่กัน
“ที่ใด”
“ชายแดนทางตะวันตก เขาพยายามข้ามไปยังแคว้นเป่ยหู แต่ถูกกองลาดตระเวนของแม่ทัพเกาสกัดไว้”
เซวียนอี้ขยับตัวทันที
“จับเป็หรือไม่”
แม่ทัพหลัวส่ายหน้า
“เขาต่อต้านและพยายามเผาเอกสารทั้งหมด สุดท้ายถูกธนูยิงตกจากหน้าผา”
ห้องเงียบลง
หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้รู้สึกยินดี
ชายผู้ก่อเหตุทั้งหมดตายแล้ว
แต่ความตายของเขาไม่ได้ทำให้คนที่ถูกฆ่ากลับคืน
ไม่ได้ลบไฟในอดีต
และไม่ได้คืนวัยเยาว์ให้ผู้ใด
“พบศพหรือไม่”
“พบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เอกสาร?”
“ช่วยไว้ได้บางส่วน มีรายชื่อขุนนางในเมืองหลวงและหลักฐานการปลอมตราทหาร”
“ส่งทั้งหมดกลับราชสำนัก”
แม่ทัพหลัวรับคำ
ก่อนจะออก เขายื่นจดหมายสองฉบับ
“มาจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ ฉบับหนึ่งจากรัชทายาท อีกฉบับจากฝ่าา”
หลี่เฉิงเยว่รับมา
ตราประทับบนจดหมายของฮ่องเต้เป็ตราัส่วนพระองค์
เขามองอยู่นาน แต่ยังไม่เปิด
กลับหยิบจดหมายของรัชทายาทก่อน
ข้อความสั้นกว่าที่คาด
การไต่สวนฮองเฮาเสร็จสิ้นแล้ว องค์ชายรองถูกถอดฐานันดรและกักไว้ที่จวนเก่า ฮองเฮาถูกปลดและส่งไปตำหนักเย็นตลอดชีวิต
ข้ายื่นหนังสือสละตำแหน่งแล้ว แต่เสด็จพ่อยังไม่ทรงประกาศ
ขุนนางกำลังเรียกร้องให้เ้าเป็รัชทายาท
กลับมาเถิด ไม่ใช่เพื่อรับบัลลังก์ แต่เพื่อปฏิเสธมันด้วยตนเอง หากนั่นคือสิ่งที่เ้าเลือก
ท้ายจดหมายมีประโยคหนึ่งเขียนเพิ่มด้วยหมึกจางกว่า
ข้าจะรอในฐานะพี่ชาย ไม่ใช่รัชทายาท
หลี่เฉิงเยว่พับจดหมายช้า ๆ
เซวียนอี้ถาม
“เกิดอะไรขึ้น”
องค์ชายยื่นให้เขาอ่าน
หลังอ่านจบ เซวียนอี้เงียบไป
“พระองค์จะกลับเมื่อใด”
“ทันทีที่เ้าขี่ม้าได้”
“ข้าเดินทางได้แล้ว”
“เมื่อเช้าเ้ายังเดินไม่ถึงลานฝึก”
“ใช้รถม้าได้”
หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว
“เ้ากำลังรีบกลับไปให้ข้ารับบัลลังก์หรือ”
“ไม่”
“เช่นนั้นเหตุใด”
เซวียนอี้มองเขาตรง ๆ
“เพราะพระองค์ควรเป็ผู้เลือก ไม่ใช่ปล่อยให้ขุนนางเลือกแทน”
คำตอบนั้นตรงกับที่รัชทายาทเขียน
หลี่เฉิงเยว่หลุบตาไปยังจดหมายอีกฉบับ
“แล้วหากข้าเลือกบัลลังก์”
เซวียนอี้เงียบไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง
“ข้าจะอยู่”
“หากราชสำนักไม่ยอมให้เ้าอยู่ข้างข้า”
“ข้าจะอยู่ในที่ที่มองเห็นพระองค์ได้”
“หากพวกเขาส่งเ้าไปชายแดน”
“ข้าจะกลับทุกครั้งที่มีโอกาส”
“หากข้าต้องแต่งงาน”
คำถามนั้นทำให้แววตาเซวียนอี้สั่น
แต่เขายังคงตอบ
“ข้าจะไม่ขัดพระประสงค์”
หลี่เฉิงเยว่หัวเราะเบา ๆ
เสียงนั้นเย็นจนเซวียนอี้รู้ว่าตนตอบผิด
“เ้ายังคิดจะยอมทุกอย่างอีกแล้ว”
“ข้าไม่้าให้พระองค์เสียแผ่นดินเพราะข้า”
“ใครบอกว่าเ้ามีอำนาจมากพอให้ข้าเสียแผ่นดิน”
เซวียนอี้นิ่ง
หลี่เฉิงเยว่ลุกขึ้น
เขาเดินไปหยุดตรงหน้าอีกฝ่าย
“ฟังให้ดี เซวียนอี้”
“ขอรับ”
“หากข้ารับบัลลังก์ ข้าจะรับเพราะเชื่อว่าตนควรรับ ไม่ใช่เพราะเ้าหรือผู้ใด”
“ข้าทราบ”
“และหากข้าปฏิเสธ ก็ไม่ใช่เพราะเ้าทำให้ข้าอ่อนแอ”
“…”
“แต่เพราะข้าไม่ยอมให้บัลลังก์บอกว่าชีวิตแบบใดจึงคู่ควรกับข้า”
เซวียนอี้สบตาเขา
หลี่เฉิงเยว่ลดเสียงลง
“เ้าไม่ใช่ภาระของข้า”
คำพูดนั้นหนักแน่นจนเซวียนอี้ไม่อาจหลบ
“เ้าเป็ส่วนหนึ่งของสิ่งที่ข้าเลือกจะรักษา”
หัวใจของเซวียนอี้เต้นแรงจนาแเจ็บขึ้นมา
เขาพยายามลุก แต่หลี่เฉิงเยว่กดไหล่ให้นั่ง
“อย่าฝืน”
“ข้าเพียง…”
“เพียงอะไร”
เซวียนอี้มองมือของอีกฝ่าย
“อยากอยู่ใกล้กว่านี้”
คำตอบนั้นทำให้หลี่เฉิงเยว่ชะงัก
จากนั้นเขาก็ขยับเก้าอี้มานั่งข้างกัน
ไหล่ทั้งสองเกือบแตะ
ใกล้พอให้รับรู้ลมหายใจ
แต่ไม่ใกล้เกินกว่าจะทำให้แผลเจ็บ
“พอหรือไม่”
เซวียนอี้ยิ้มบาง
“พอในตอนนี้”
หลี่เฉิงเยว่หยิบจดหมายของฮ่องเต้ขึ้นมา
เขาเปิดอ่าน
ข้อความภายในมีเพียงไม่กี่บรรทัด
เราประกาศคืนฐานะโอรสแห่งหลินฮองเฮาให้เ้าแล้ว
ราชสำนักกำลังรอคำตอบเื่ตำแหน่งรัชทายาท
แต่ก่อนเ้าตัดสินใจ เราอยากพบเ้าในฐานะบิดาเป็ครั้งสุดท้าย
ไม่มีคำสั่ง
ไม่มีคำขู่
ไม่มีคำว่าหน้าที่
นั่นทำให้จดหมายหนักกว่าทุกฉบับ
หลี่เฉิงเยว่มองออกไปนอกหน้าต่าง
หิมะบนกำแพงเริ่มละลายแล้ว
“เราจะออกเดินทางในอีกสามวัน”
เซวียนอี้ถาม
“พระองค์ตัดสินใจแล้วหรือ”
“ยัง”
“แล้วกลัวหรือไม่”
หลี่เฉิงเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบตามจริง
“กลัว”
“สิ่งใด”
“กลัวว่าพอเห็นทุกคนคุกเข่า ข้าจะลืมว่าตน้าอะไร”
เซวียนอี้ค่อย ๆ วางมือทับหลังมือเขา
“หากพระองค์ลืม ข้าจะเตือน”
หลี่เฉิงเยว่มองมือที่วางอยู่บนตน
“เตือนว่าอะไร”
“พระองค์เคยกล่าวว่า ผู้ที่มีสิทธิ์เลือกคือพระองค์”
“แล้วถ้าข้าโกรธ”
“ข้าจะเตือนอยู่ดี”
หลี่เฉิงเยว่ยิ้ม
“ดี”
สามวันต่อมา ขบวนเดินทางกลับเมืองหลวง
เซวียนอี้นั่งรถม้าตามคำสั่งหมอ แต่หลี่เฉิงเยว่กลับไม่ยอมขี่ม้าตลอดทาง
เขานั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกัน
อ้างว่าต้องตรวจเอกสาร
ทั้งที่หลายครั้งเพียงนั่งมองทิวทัศน์เงียบ ๆ
เมื่อเมืองหลวงปรากฏอยู่ไกล ๆ เซวียนอี้มองกำแพงสูง
“เรากลับมาแล้ว”
หลี่เฉิงเยว่พยักหน้า
“อืม”
ไม่มีใครเรียกมันว่าบ้าน
เพราะทั้งคู่รู้แล้วว่า
บ้านอาจไม่ใช่สถานที่ที่ให้กำเนิด
ไม่ใช่กำแพงที่เคยปกป้อง
และไม่ใช่ตำหนักที่มีชื่อของตนสลักไว้
บางครั้ง
บ้านอาจเป็เพียงคนคนหนึ่ง
ที่นั่งอยู่ข้างกันระหว่างเดินกลับสู่กรงทอง