1.15 เช้าวันใหม่
กันสึเกะรู้สึกตัวก่อนรุ่งสาง ฝันร้ายทำให้เขาหลับได้ไม่เต็มตื่น เขาฝันว่าเ้าั์ม่วงบุกเข้ามาข้างใน มันตัดคอเขาแล้วเอาตัวสาวๆ ออกไปกินเป็อาหาร
ััจากพุ่มผมหนานุ่มอันหอมกรุ่นและเนื้อตัวอุ่นนิ่มของมาริที่นอนซุกอยู่บนร่างของเขา ทำให้กันสึเกะรู้สึกโล่งใจเป็อย่างมากที่ภาพอันสยดสยองเ่าั้เป็แค่ความฝัน
เขาค่อยๆ ขยับออกจากตัวมาริโดยไม่ทำให้เธอตื่น ก่อนจะลุกขึ้นสะพายปืนเดินไปสำรวจประตูม้วนเหล็กที่เต็มไปด้วยรูะุ
...กอดสาวสวยว่าอุ่นแล้ว กอดปืนอุ่นใจยิ่งกว่า.. กันสึเกะคิดขณะยกปืนมาขึ้นลำ ขาข้างหนึ่งที่เป็เนื้อเหล็กไทเทเนียมจากโคนขาลงไปถึงปลายเท้าบวกกับมัดกล้ามเนื้ออันสมบูรณ์แบบตามฉบับผู้ชายบ้าออกกำลังกายทำให้เขาดูเหมือนหุ่นยนต์สังหารครึ่งคนครึ่งจักรกล แบบในหนังเื่คนเหล็กเวอร์ชั่นคนญี่ปุ่นแสดง
กันสึเกะก้มลงมองห่วงเหล็กที่เกาะตะขอ ตัวล็อคของมันยังอยู่ดีและตามช่องว่างระหว่างพื้นก็ไม่มีอะไรเล็ดลอดเข้ามา
…พวกมันหายไปไหนกันหมด... ความเงียบของเมืองทำให้กันสึเกะขนลุก
ไม่มีเสียงหมาเห่า แมวหอน หรือแม้แต่เสียงนกร้อง รวมถึงเสียงครางอันแหบกร้านของพวกซอมบี้ก็หายไปด้วย เมืองทั้งเมืองดูเยือกเย็นและเปลี่ยวร้างอย่างน่าประหลาด
กลิ่นตุๆ ของศพเน่าที่เริ่มฟุ้งกระจายทำให้กันสึเกะยกแขนขึ้นมาปิดจมูก เขาเดินผ่านผ้าคลุมศพเด็กตรงบันไดที่ก้อนเืเริ่มแข็งตัวแห้งเป็คราบสีดำขึ้นไปยังห้องนอนบนชั้นสอง ศพของแม่เธอที่ถูกผ้าห่มคลุมอยู่บนห้องเริ่มมีแมลงเข้ามาตอม
กันสึเกะเดินตรงไปที่หน้าต่างก่อนจะแง้มม่านออกอย่างระมัดระวัง สายตาของเขาสาดส่องลงไปยังถนนที่อยู่หน้าตึก ไม่มีซอมบี้ที่เดินเหมือนหุ่นยนต์ดูดฝุ่นโง่ๆ เลยสักตัว รวมทั้งศพของชายผิวดำคนนั้นด้วย
แสงอาทิตย์สีทองที่ปลายขอบฟ้าเริ่มสว่างขึ้น มันทำให้เขามองเห็นรอยยางรถและปลอกะุตรงทางสามแยก ที่มุ่งตรงไปยังถนนทิศตะวันออกซึ่งทอดยาวลงไปสู่ชายหาดและทะเล
“แอรก..แอรก..” เสียงหายใจแหบกร้านของซอมบี้จากมุมมืดของตึกฝั่งตรงข้ามเยื้องไปทางขวาทำให้เขาหันไปมอง
ป้ายไฟแอลอีดีสีแดงสลับกับน้ำเงินรูปกรรไกรในวงกลมกระพริบแสง
วิบวับ ข้อความที่อยู่บนนั้นบอกว่ามันคือร้านตัดผมสำหรับสุภาพสตรี กระจกบานใหญ่ที่ใช้กั้นร้านกับถนนยังอยู่ดี กันสึเกะเห็นซอมบี้ผู้ชายหัวเกรียนตัวหนึ่งที่ร่างขาดไปครึ่งท่อน กำลังใช้แขนสองข้างตะกายลากสังขารที่มีพวงไส้ห้อยย้อยออกมาจากเสื้อยืดสีดำที่มีลายการ์ตูนล้อเลียนนักการเมือง มันกำลังมุดหัวผ่านช่องประตูที่เปิดอ้าทิ้งไว้เข้าไปหลบในมุมมืดด้านในร้านอย่างยากลำบาก
…หรือว่าพวกมันจะกลัวแสงแดด... กันสึเกะรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว เขามักจะเป็แบบนี้เวลาที่คิดอะไรได้
“พระเ้า..เรามีทางรอดแล้ว” ั์ตาของเขาเบิกโพลง ถ้าในตอนกลางวันพวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการปะทะกับซอมบี้ได้ การเอาชีวิตรอดบนดาวดวงนี้ก็พอจะมีหวัง กันสึเกะคิดก่อนจะเดินลงไปบอกข่าวดีนี้กับมาริและ
มอลลี่ด้วยอาการตื่นเต้น
____
“พวกเราต้องใช้รถ” กันสึเกะหันไปมองมอลลี่ที่นั่งชันเข่าอยู่บนเก้าอี้
“แต่เราไม่มีรถ” มอลลี่พูด
“เื่นั้นไม่ใช่ปัญหา มีรถมากมายอยู่บนถนน ฉันเห็นรถแฮมเมอร์สีดำคันหนึ่งจอดอยู่หน้าตึกตรงข้ามถนนฝั่งร้านตัดผม เราน่าจะใช้มันไปได้เกือบทุกที่” กันสึเกะพูดขณะยกกาแฟในแก้วเซรามิกสีขาวแบบมีหูที่มาริชงให้ขึ้นมาดื่ม เธอไม่ได้ใส่นมให้เขาแต่นั่นไม่จำเป็เลย เพราะแค่กันสึเกะได้เห็นใบหน้าอันผุดผ่องของเธอเปล่งประกายในแดดยามเช้าความขมของกาแฟก็ไม่มีความหมาย
“หมายถึง รถแฮมเมอร์คันใหม่ของคุณลีโมนะเหรอ” มอลลี่เอียงคอ เธอขมวดคิ้วขณะพูด
รถแฮมเมอร์คือของเล่นสำหรับคนรวยขาลุย มันคือออฟโรดรูปร่าง
บึกบึนสี่ประตูที่จะพาคุณบุกไปได้ทุกที่เหมือนรถฮัมวี่ของทหาร ภายใต้บรรยากาศภายในห้องโดยสารที่หรูหราหมาเห่าแบบที่จะหาได้ในรถยุโรปราคาแพง
“มันอาจเคยเป็ของเขา ฉันเองก็ไม่แน่ใจนักว่าคนในเมืองนี้จะมีชีวิตเหลืออยู่สักเท่าไหร่” กันสึเกะพูด
“นี่เรากำลังพูดถึงเื่ขโมยรถกันอยู่เหรอคะ” น้ำเสียงของมาริฟังดูร่าเริงและตื่นเต้น
“ถ้าเขาตายแล้วก็ไม่ถือว่าเป็ขโมย จริงมั้ย มอลลี่” กันสึเกะหันไปหามอลลี่
“ไม่รู้สิ ฉันไม่แน่ใจว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า แมวของเขาหนะ เ้าคาเมรอน มันทำให้น้องสาวฉันกลายเป็แบบนั้น” การนึกถึงหน้าน้องสาวของตัวเองทำให้มอลลี่รู้สึกเศร้า เธอพยายามจะไม่โทษตัวเองเื่นี้ แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ
“ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ฉันก็ไม่อยากแย่งหรือขโมยอะไรมาจากเขาหรอก” กันสึเกะพูด
“จริงสิ” มอลลี่เหมือนจะนึกอะไรออก
“เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเขาเพิ่งมาชวนแม่ฉันไปนั่งรถเล่นด้วยกัน รถคันนั้นเขาเพิ่งซื้อได้ไม่ถึงเดือน ฉันได้ยินเขาคุยโม้ว่ามันคือกำไรจากการซื้อขายคริปโต หรือเหรียญอะไรนี่แหละ ที่โทรศัพท์ของแม่น่าจะมีเบอร์โทรที่ใช้ติดต่อเขาได้” แววตาของมอลลี่เปล่งประกาย
“ไม่มีประโยชน์ เครือข่ายโทรศัพท์น่าจะล่มไปั้แ่เมื่อคืนแล้ว ฉันเข้าไปดูอะไรไม่ได้เลย” กันสึเกะยกโทรศัพท์ของจอนวิคให้เธอดู สถานะตรงเสาสัญญาณว่างเปล่า และสีหน้าของเขาก็ทำให้มอลลี่รู้สึกผิดหวัง
“แล้วเราจะทำยังไง” มอลลี่พูด
“ฉันจะลองไปเคาะประตูบ้านเขาดู” กันสึเกะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ท่าทางและแววตาของเขาทำให้สองสาวรู้สึกตื่นเต้น
“คุณกันสึเกะ ” มาริเดินมาจับแขนกันสึเกะ เธอไม่ได้พูดว่าให้เขาระวังตัว แต่แววตาของเธอบ่งบอกว่าเธออยากจะพูดแบบนั้น
“ระวังด้วย เขาอาจจะยิงนายก็ได้ หมอนั่นเคยเป็ทหารมาก่อน”
มอลลี่มองกันสึเกะด้วยความเป็ห่วง
“ฉันจะรีบไป รีบกลับ” เขาพูด และส่งยิ้มให้พวกเธออย่างอบอุ่น ซึ่งตอนนี้ไม่ได้มองว่าเขาเป็คนแปลกหน้าอีกต่อไปแล้ว
____