ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 64 จ้าวเหวินชาง

            ห้องอิสรภาพ

            มันคือห้องโถงขนาดใหญ่ที่ใช้ในการประชุมเรื่องสำคัญของตระกูลจ้าวเหมือนกันกับห้องเมฆาร่วงโรยของตระกูลเวินเป็นสิ่งก่อสร้างที่สำคัญมากของตระกูลจ้าว

            และตอนนี้ ตรงบริเวณด้านหน้าของห้องเมฆาร่วงโรยนั้นมีผู้คนจำนวนมากมายืนกันเต็มหมดแล้วผู้นำของตระกูลจ้าวจ้าวเหวินชางได้พาเหล่าที่ปรึกษาผู้อาวุโสของตระกูลจ้าวทั้งเจ็ดคนออกมารอต้อนรับหลินหยางอยู่ก่อนแล้ว

            แต่สิ่งที่ทำให้หลินหยางรู้สึกประหลาดใจก็คือ ผู้นำตระกูลจ้าวคนนี้ยังดูอายุน้อยอยู่เลยดูๆแล้วน่าจะมีอายุอย่างมากก็แค่ยี่สิบห้ายี่สิบหกปีเท่านั้น ร่างกายดูอ้วนท้วมสมบูรณ์หัวกลมหน้ากลม ดวงตาเล็กๆ คู่นั้นเต็มไปด้วยประกายอำมหิต

            ด้านหลังของเขามีผู้อาวุโสเจ็ดคนกำลังยืนคุมอยู่ด้วยท่าทางองอาจและน่าเกรงขามราวกับดาบยาวที่ถูกถอดออกจากฝักเจ็ดเล่มปักหลักอยู่บนพื้นพร้อมกับเปล่งประกายอันคมกริบออกมาอย่างไร้ที่สิ้นสุด

            หนึ่งในนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ หน้าดำอย่างกับก้นหม้อดวงตาเปล่งประกายอย่างกับแสงไฟมีรอยแผลเป็นจากการถูกมีดกรีดจากบริเวณคิ้วลากยาวมาถึงตรงมุมปากบรรยากาศรอบตัวนั้นดูดุร้ายป่าเถื่อนสุดแสน

            ชายผู้นี้คือผู้อาวุโสคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้อาวุโสทั้งเจ็ดคนยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้าย - นี่หย่วนเทียน

            ในตอนที่หลินหยางพาจ้าวเฉินเดินมาถึงหน้าห้องอิสรภาพนั้นสายตาของคนทั้งหมดก็หันมาจับจ้องที่ตัวเขาทันทีและแน่นอนว่าจะต้องจ้องไปทางเจ้านกขนแดงสุดอำมหิตนั่นด้วย

            คนในคฤหาสน์ตระกูลจ้าวรู้กันหมดแล้วว่า อดีตคนใช้สาวที่ชื่อสวี่เหยานั้นได้พาชายหนุ่มพร้อมกับสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งเข้ามาก่อกวนในคฤหาสน์แห่งนี้

            ถึงจะไม่รู้ว่าพวกมันทำไปเพื่ออะไรก็เถอะแค่ตระกูลจ้าวเองก็มีหน้ามีตา มีชื่อเสียงในเมืองแห่งนี้ดังนั้นพวกเขาจะปล่อยให้เหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้จบลงไปง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน

            สวี่เหยานี่แต่เดิมก็มีโทษหนักติดตัวอยู่ก่อนแล้ว

            แต่การที่นางพาชายหนุ่มลึกลับนั่นกับไอ้ปีศาจตัวนั้นเข้ามาก่อกวนแบบนี้ โทษของนางยิ่งหนักหนามากขึ้นกว่าเดิม

            แววตาของจ้าวเหวินชาง นี่หย่วนเทียน และคนอื่นๆ ในคฤหาสน์จ้าวแห่งนี้ล้วนดูไม่เป็นมิตรอย่างชัดเจน

            จ้าวเฉินพอได้เห็นกลุ่มคนตรงหน้าเข้าก็น้ำตาไหลพรากทันที

            “นายท่าน ช่วยข้าด้วยย!!”

            ช่วงเวลาที่เดินนำพวกหลินหยางนั้นเขารู้สึกทรมานใจเหลือเกิน

            จ้าวเหวินชางย่ำเท้าออกมาด้านหน้า กล้ามเนื้อสั่นไปทั่วทั้งตัวเขายื่นมืออวบอ้วนของตัวเองออกมาชี้ไปทางหลินหยาง

            “สหายท่านนี้ท่านบุกรุกเข้ามาในคฤหาสน์จ้าวของเราอีกทั้งยังทำร้ายเหล่านักรบของเราจนบาดเจ็บไปอีกหลายคนด้วยแบบนี้ท่านไม่เห็นหัวของข้า จ้าวเหวินชาง ในสายตาเลยใช่ไหม...”

            “เจ้าหรือประมุขตระกูลจ้าว?”

            หลินหยางถามออกไปด้วยสีหน้าสงสัยเหมือนว่าเขาไม่ได้ฟังสิ่งที่จ้าวเหวินชางพูดเลย

            จ้าวเหวินชางอารมณ์เสียขึ้นมาทันที

            เขาเสียพ่อไปตั้งแต่อายุยังน้อยสมาคมการค้าแห่งนี้ก็ล้วนแต่มีเขาที่เป็นคนคอยบริหารดูแลอยู่เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจแล้วเขาเองก็เคยทำเรื่องแย่ๆ ไว้อยู่มากพอสมควรแต่ในที่สุดเขาก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้ได้บ้างแล้วซึ่งสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือการถูกผู้อื่นดูถูกเรื่องของอายุ

            ไอ้เด็กนี่มันหาเรื่องเสียแล้ว

            แต่จ้าวเฉินก็ยังอยู่ในมือของพวกมันอยู่ เขาเลยต้องอดกลั้นจิตสังหารของเขาเอาไว้

            “ใช่แล้ว ข้าเอง สหายท่านนี้ท่านน่าจะพอรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าวันนี้พวกท่านคงยากที่จะหนีออกจากที่แห่งนี้ได้แล้วแต่ถ้าท่านยอมปล่อยตัวจ้าวเฉินแต่โดยดีละก็ไม่แน่ข้าอาจจะลองคิดเรื่องไว้ชีวิตของพวกท่านให้ก็ได้”

            หลินหยางแอบหัวเราะในใจ

            เขามองไปทางจ้าวเฉินที่ต้อนนี้กำลังยืนขาสั่นหงึกๆ ด้วยสายตาเย็นชาไอ้สุนัขเฒ่าแบบนี้เขาไม่คร้านจะไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยอยู่แล้ว

            ไปไกลๆ เลยไป!

            หลินหยางพลันถีบส่งจ้าวเฉินจนกระเด็นขึ้นไปบนฟ้าอย่างกับก้อนอุจจาระก้อนหนึ่งจากนั้นก็ร่วงใส่กลุ่มคนของพวกตระกูลจ้าวทันที

            “ไอ้เด็กเวรนี่ เจ้าอยากตายใช่ไหม!”

            พอจ้าวเฉินถูกปล่อยตัวออกมาอีกฝ่ายก็ระเบิดจิตสังหารออกมาทันทีผู้อาวุโสบางคนเริ่มเร่งพลังฟ้าดินขึ้นมาพร้อมกับตะโกนด่าทอใส่หลินหยาง

            ใบหน้ากลมๆ ของจ้าวเหวินชางนั้นดูเย็นชาดุจน้ำแข็ง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องจัดการหลินหยางให้ได้ถ้าเรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ละก็ ตระกูลจ้าวของเขาก็คงไปไม่รอดแล้ว

            หลินหยางมองไปที่เหล่ายอดฝีมือตรงหน้านี้ แล้วจึงกล่าวออกมาว่า“ท่านประมุขจ้าวข้าน้อยหลินอี้ ที่ข้ามาในวันนี้เพราะต้องการเจรจาธุรกิจกับท่าน แต่คนของตระกูลท่านไม่พูดพร่ำทำเพลงมาถึงก็ลงมือคิดจะทำร้ายเราทั้งหมดที่ข้าน้อยทำลงไปก็เพื่อป้องกันตัวเองเพียงเท่านั้น...แต่เทียบกับเรื่องพวกนี้แล้วข้าน้อยว่าท่านประมุขจ้าวลองฟังเนื้อหาที่ข้าน้อยจะมาเสนอดูก่อนดีกว่าหรือไม่?”

            หืม?

            จ้าวเหวินชางอึ้งไป

            ท่าทางของหลินหยางทำให้เขารู้สึกได้ถึงความไม่ธรรมดาบางอย่างในตัวอีกฝ่าย

            แต่เมื่อเขาเหลือบตาไปเห็นสวี่เหยาที่อยู่ข้างหลังหลินหยางนั้นความรู้สึกสนใจในตัวหลินหยางนั่นก็ถูกความทรงจำอันเลวร้ายที่สวี่เหยาทิ้งเอาไว้ทำให้มลายหายไปจนสิ้น

            สวี่เหยาคือจุดด่างพร้อยที่ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลจ้าวต้องหมองหม่นถ้าหากหลินหยางมาด้วยตัวคนเดียวละก็เขาก็อาจจะลองฟังในสิ่งที่หลินหยางอยากจะพูดก็เป็นได้ แต่พอมีสวี่เหยามาด้วยแบบนี้แถมเมื่อครู่นี้หลินหยางยังอาละวาดก่อความวุ่นวายในคฤหาสน์ตระกูลจ้าวอีกดังนั้นเขาจะต้องปกป้องชื่อเสียงของตระกูลจ้าวเอาไว้ก่อนเป็นอันดับแรก

            “หึ! จะเจรจาธุรกิจอย่างนั้นหรือ?ได้ เจ้าส่งนางสวี่เหยามาให้ข้าก่อนจากนั้นก็คุกเข่าโขกหัวขอโทษต่อหน้าข้าอย่างนั้นข้าอาจจะลองฟังธุรกิจที่เจ้าว่าให้ก็ได้”

            “โอย...ทำไมต้องทำให้เรื่องมันยุ่งยากแบบนี้ด้วย”

            ที่จริงเขาก็พอจะเดาได้อยู่แล้วละว่าถ้าไม่สยบตระกูลจ้าวลงก่อนละก็ก็คงไม่มีทางดำเนินแผนการขั้นต่อไปได้แน่นอน

            และดูท่าทางเขาคงต้องออกแรงเสียหน่อยอีกฝ่ายถึงจะยอมคุยด้วยดีๆ กระมัง...

            จ้าวเหวินชางพอเห็นหลินหยางเมินเขา ก็โมโหจนหน้าย่นสะบัดมือสั่งการทันที

            จับพวกมันมาซะ!

            ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดคนขยับตัวออกไปทันทีพวกเขาคิดจะจับเจ้าหนุ่มจองหองนั่นให้ได้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

            พวกเขาเองก็รู้ว่านกกระจอกที่มากับหลินหยางเองก็แข็งแกร่งใช่ย่อยผู้อาวุโสคนที่แข็งแกร่งที่สุดจึงอาสาเป็นคนที่พุ่งตรงเข้าไปจัดการมันให้พร้อมกับผู้อาวุโสระดับเซียนเทียนขั้นต้นอีกสองสามคนรวมกันโอบล้อมหั่วเอ๋อร์เอาไว้

            ส่วนที่เหลืออีกสี่คนนั้นก็แยกกันพุ่งเข้าหาหลินหยาง

            ในสายตาของพวกเขา หลินหยางอายุยังน้อยอยู่ ถึงจะมีความสามารถแค่ไหนก็คงไม่สามารถต้านทานการกลุ้มรุมจากยอดฝีมือระดับเซียนเทียนถึงสี่คนพร้อมกันได้หรอก

            หนึ่งในนั้นถึงขั้นแอบเหล่มองไปทางสวี่เหยาในระหว่างการต่อสู้ด้วยซ้ำ

            ช่างเป็นสาวน้อยที่งดงามประดุจเพชรน้ำเอกจริงๆ...

            แต่ว่า เขาก็พบว่าบนใบหน้าของสวี่เหยานั้นไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวอยู่เลยแถมยังดูเหมือนนางกำลังรู้สึกสะใจในความซวยของผู้อื่นอยู่เสียด้วยซ้ำ

            อะไรกัน

            ผู้อาวุโสท่านนี้เพิ่งรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลได้ไม่นานสถานการณ์ก็เกิดการพลิกผันกลับตาลปัตรขึ้นจริงๆ

            ตูม!

            คนที่พุ่งเข้าหาหลินหยางได้เร็วที่สุดในบรรดาผู้อาวุโสทั้งสี่คนนั้นพลันถูกซัดกลับออกมาด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมสองเท่าในจังหวะที่ผู้อาวุโสอีกคนกำลังแอบมองสวี่เหยาอยู่นั่นเอง

            อะไรกัน!

            พวกเขาตกตะลึงแตกตื่นจนต้องรีบหยุดเท้าลงทันที

            ในขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสอีกสามคนที่พุ่งเป้าไปหาหั่วเอ๋อร์นั้นมีอยู่คนหนึ่งถูกซัดจนตะโกนดังลั่นด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับร่วงลงสู้พื้นทั่วทั้งตัวถูกเผาจนไหม้เกรียม ไม่ต่างอะไรกับไก่ย่างเลย

            นี่หย่วนเทียนลอยกลับลงบนพื้นด้วยสีหน้าหวาดผวาสุดขีดตาสองข้างลุกโตจนแทบถลน มองไปที่ลูกไฟบนฟ้าแบบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

            บนสนามรบนั้น

            หลินหยางตอนนี้สวมใส่ชุดเกราะสีดำทมิฬไว้แล้วพลังหมัดที่ชกออกไปเพียงครั้งเดียวนั้น รุนแรงราวกับจะสามารถแยกภูเขาออกไปสองส่วนพลังอันน่าเกรงขามกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันชั่งนั้นแข็งแกร่งเทียบเท่ากับพลังของระดับสูงสุดของเซียนเทียนขั้นท้ายขนาดใช้พลังไปแค่หกส่วนยังทรงอำนาจขนาดนี้สามารถซัดศัตรูที่เร็วที่สุดให้กระเด็นกลับไปชนเข้ากับกำแพงจนติดแหงกอยู่ในนั้น

            และบนท้องฟ้าตอนนี้

            พญาวิหคสีทองกำลังกระพือปีกอยู่ในเปลวเพลิงสีแดงก่ำนั่นอย่าว่าแต่จะเข้าใกล้เลยแค่ยืนอยู่ข้างล่างยังรู้สึกได้ถึงความร้อนที่มันแผ่ออกมาจนรู้สึกเหมือนกับว่าผิวหนังกำลังจะถูกเผาจนเกรียม

            สวรรค์!

            ไอ้ตัวแบบนี้จะมีใครสามารถปราบมันได้กันเล่า?

            หนุ่มน้อยในชุดเกราะดำนั่นคนเดียวก็แข็งแกร่งพอที่จะกระทืบนี่หย่วนเทียนจนต้องร้องขอชีวิตได้แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิหคเพลิงที่กำลังส่งสายตาประสงค์ร้ายออกมาอย่างชัดเจนในขณะที่กำลังบินอยู่บนฟ้าอย่างน่าเกรงขามนั่นเลย

            แววตาของมันนั้น ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เหมือนกับกำลังมองพวกเขาเป็นแค่วัตถุดิบสำหรับทำอาหารเท่านั้น

            สัตว์ประหลาดนั่นมันอะไรกัน?

            ตระกูลจ้าวไปหาเรื่องพวกคนที่น่ากลัวขนาดนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!!

            พอหลินหยางและหั่วเอ๋อร์แผลงฤทธิ์บรรยากาศทั้งสนามก็เปลี่ยนไปทันที

            ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดท่าน ไม่สิผู้อาวุโสหกท่านตอนนี้รู้สึกคอแห้งปากแห้งไปหมด พวกเขาล้วนมองไปทางนี่หย่วนเทียน

            นี่หย่วนเทียนตอนนี้กำลังคิดเรื่องๆ หนึ่งอยู่

            มารดามันเถอะถ้าเจอแบบนี้แล้วจ้าวเหวินชางยังบีบให้พวกเขาสู้ต่อละก็ คงต้องขอลาออกจากงานนี้เสียแล้ว

            ต่อให้ได้เงินเยอะกว่านี้ก็ตามแต่ถ้าไม่มีชีวิตรอดไปใช้เงินมันก็ไม่มีความหมาย

            หลินหยางและหั่วเอ๋อร์นั้นปล่อยให้เหล่าผู้อาวุโสระดับเซียนเทียนพวกนั้นยอมแพ้การต่อสู้ไปโดยไม่ตามตื้อต่อ

            และก็โชคดีที่ จ้าวเหวินชางเองก็สมเป็นคนทำธุรกิจเขาเข้าใจดีว่าเวลาแบบนี้ควรจะทำอย่างไร ดั่งสุภาษิตที่ว่า - รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

            “ผู้กล้าน้อย โปรดหยุดก่อน!”

            จ้าวเหวินชางตะโกนออกมาเสียงดังสนั่นบนใบหน้าเขาไม่เหลือท่าทางเงียบขรึมเหมือนก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย

            เขาหันไปถลึงตาใส่เหล่านักรบที่อยู่ด้านหลังจากนั้นก็หันมามองหลินหยางด้วยสีหน้าที่ดูออกได้ง่ายๆ เลยว่าต้องการประจบเอาใจ

            “ไม่ทราบว่าท่านผู้กล้าน้อยเป็นใครมาจากไหนแล้วพวกข้าเคยไปทำอะไรให้ท่านไม่พอใจหรือ...”

            แต่คำพูดที่หลินหยางตอบกลับไปนั้นทำเอาจ้าวเหวินชางถึงกับอกสั่นขวัญแขวน“เจ้าไปเรียกไอ้คนที่ออกไปแจ้งข่าวนั่นกลับมาก่อนข้าว่าเราน่าจะพูดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวได้เสียที...”

            อึก...

            ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมดรู้สึกเหมือนกับว่าถูกหลินหยางควบคุมทุกอย่างเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น

            ชายหนุ่มที่ดูอย่างไรก็มีอายุแค่สิบกว่าขวบผู้นี้ทำไมถึงได้มีแรงกดดันที่ดูองอาจน่าเกรงขามราวกับทวยเทพบนสวรรค์ขนาดนี้

            จ้าวเหวินชางเช็ดเหงื่อเย็นๆ บนหัวรีบเรียกนักรบที่เขาส่งออกไปเมื่อครู่กลับมา จากนั้นหันไปยิ้มให้หลินหยาง

            “ปล่อยไก่ให้ท่านผู้กล้าน้อยเห็นเสียแล้ว... มาๆเชิญเข้าไปข้างในเถิด”

            ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว

            ความสามารถที่หลินหยางแสดงออกมาให้เห็นนั้นสามารถข่มขวัญตระกูลจ้าวได้อย่างสิ้นเชิงจ้าวเหวินชางทำได้แค่รับฟังคำสั่งอย่างว่าง่ายเท่านั้น

            หลินหยางเองก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มขึ้นอีกเช่นกันเขาเก็บชุดเกราะสีดำเข้าไปสองมือไขว้หลังเดินพาสวี่เหยาเข้าไปในห้องอิสรภาพของตระกูลจ้าว

            ส่วนหั่วเอ๋อร์ถูกสั่งให้รออยู่ด้านนอก

            แค่มีอสูรน้อยตัวนี้เฝ้าอยู่ ก็ไม่มีใครกล้าคิดไม่ซื่อแล้ว

            หลังจากที่ประตูขนาดใหญ่ของห้องอิสรภาพถูกปิดลงอย่างแน่นหนาส่วนคนอื่นที่อยู่ด้านนอกรวมไปถึงนี่หย่วนเทียนเองก็พยายามเงี่ยหูฟังว่าข้างในนั้นกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่

            ไม่มีใครกล้าคิดอะไรร้ายๆ กับสวี่เหยาอีก

            พวกเขาตอนนี้อยากจะรู้แค่ว่า ชายหนุ่มสุดแกร่งที่สวี่เหยาพากลับมานี้มีธุรกิจอะไรจะมาเจรจากับจ้าวเหวินชาง

            แล้วก็ทำไมถึงเลือกตระกูลจ้าว ทำไมถึงต้องเป็นจ้าวเหวินชางด้วย?

            คำถามเหล่านี้ล้วนคาใจเหล่าคนที่อยู่ด้านนอกจนรู้สึกราวกับว่าเวลาไหลไปช้าลงอย่างมาก

            หลังจากที่เวลาผ่านไปนานประมาณมื้ออาหารหนึ่งมื้อ

            ประตูห้องก็เปิดออกมาอีกครั้งคนทั้งหมดต่างก็ยื่นคอเข้าไปด้านในนั้น พวกของนี่หย่วนเทียนเองก็เตรียมตัวไว้พร้อมแล้วถ้าหากเจรจาล้มเหลวละก็ พวกเขาก็พร้อมที่จะถอนตัวหนีออกไปทันที

            แต่คาดไม่ถึงเลยว่า พอประตูเปิดออกพวกเขากลับได้ยินเสียงหัวเราะที่ดังกังวานเป็นพิเศษของจ้าวเหวินชาง

            “ฮ่าฮ่า พี่หลินระวังขาด้วยเล่า นั่นแหละ ค่อยๆ นะ...”

            นั่นมันอะไร?

            ทำไมประมุขของตัวเองอยู่ดีๆ ถึงได้เปลี่ยนท่าทีได้ขนาดนั้นทำไมถึงไปเรียกเขาว่าพี่ได้เล่า?

            อีกฝ่ายดูอย่างไรก็เด็กกว่าหลายปีเลยนะ!!

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน