ฉู่จวินหลันถอยออกห่างจากเซียวอวิ้นเผิงสองก้าว แล้วกล่าวว่า“ในเมื่อวันหน้าเราจะเป็ครอบครัวเดียวกัน ข้าในฐานะพี่สะใภ้ก็ไม่อาจถือโทษโกรธน้องสาวได้วันนี้ก็ให้จบเพียงเท่านี้เถิด”
เซียวจื่อหลันฮึดฮัด“เ้าจะถือโทษได้อย่างไร เ้าคิดว่าตนเองเป็ชายาซื่อจื่อแล้วหรือ”
“จื่อหลัน!”เซียวอวิ้นเผิงตวาดลั่น
เซียวจื่อหลันได้แต่เม้มปากเงียบด้วยความน้อยใจ
เซียวอวิ้นเผิงก้าวเข้าหาฉู่จวินหลันอีกครั้งทว่าจู่ๆ ก็ชาไปทั้งร่าง ก่อนจะสะดุดล้มถลาไปข้างหน้าทิศทางตรงไปที่ฉู่จวินหลันพอดี
ภาพนั้นแม้คนไกลจะมองไม่ชัดแต่เสิ่นอวี๋บุตรชายอันลู่โหวเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงรีบพุ่งเข้ามาพยุงไม่ให้เขาล้มทับฉู่จวินหลันในทันที
“อวิ้นเผิงระวังหน่อย”
ฉู่จวินหลันเห็นดังนั้นก็เก็บเข็มเงินกลับด้วยความเสียดาย
เซียวอวิ้นเผิงรู้สึกอับอายไม่น้อยเขาไม่ได้ตั้งใจจะแตะต้องฉู่จวินหลันแต่ไม่รู้เหตุใดร่างกายกลับควบคุมไม่ได้ขึ้นมา
ขณะนั้นเองฉู่เมิ่งอิ๋งก็นำฉู่อวิ๋นเจียวกับฉู่เพ่ยซานเข้ามานางกล่าวด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ“น้องสาวสามเหตุใดไม่แนะนำพวกเรากับท่านอวิ้นเผิงบ้างเล่า”
ดวงตาแสนอ่อนหวานของฉู่เมิ่งอิ๋งเหลือบมองเซียวอวิ้นเผิงอย่างประหม่าราวกับมีคำพูดแต่ไม่กล้าเอ่ย
ฉู่จวินหลันหัวเราะหยัน“ไม่ใช่ว่าเ้าได้ยินทุกอย่างแล้วหรือ ยังต้องให้แนะนำอะไรอีก”กล่าวจบก็หมุนกายเดินไปยังสวนดอกไม้เบื้องหน้า
ฉู่เมิ่งอิ๋งหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
“คุณหนูสามฉู่!”เซียวอวิ้นเผิงไม่สนใจสิ่งใดอีก ตาที่มองนางเต็มไปด้วยความหลงใหลทุกอิริยาบถของนาง ไม่ว่าจะเป็แย้มยิ้มหรือขุ่นเคืองล้วนงดงามทั้งสิ้นเขายกเท้าจะก้าวตาม แต่ขากลับเหมือนถูกตรึงไว้ไม่ขยับ
ครั้งนี้แม้เสิ่นอวี๋ก็ไม่ทันตั้งตัวเซียวอวิ้นเผิงร้องอุทานก่อนล้มคว่ำหน้าลงไปมือกวาดคว้าไปมาจนเกือบจะเกี่ยวกระโปรงฉู่เมิ่งอิ๋ง
ฉู่เมิ่งอิ๋งกรีดร้องพลางถอยหลังติดกันหลายก้าวกว่าจะรักษากระโปรงไว้ได้
“อวิ้นเผิง!”เสิ่นอวี๋รีบเข้ามาประคอง ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มคุณชายที่เพิ่งมาถึงเข้ามาช่วยพยุง
หน้าผากเซียวอวิ้นเผิงกระแทกพื้นจนเขียวช้ำเืกำเดาสองสายพลันไหลทะลัก ใบหน้าสิ้นท่าหมดรูป
เขาลุกขึ้นอย่างตื่นตระหนกขยับขาและเท้าที่ควบคุมไม่ได้ทว่าตอนนี้กลับเป็ปกติราวกับเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตา
ท่าทางน่าอับอายเช่นนั้นทำให้บรรดาคุณหนูที่รายรอบต่างพากันเดินหนีไปทางสวนดอกไม้
ฉู่เมิ่งอิ๋งลังเลเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าออกไป ก่อนจะชี้ที่จมูกเขา “คุณชายรองท่านเืกำเดาไหลเ้าค่ะ”
“ขอบคุณ”เซียวอวิ้นเผิงรู้สึกถึงเือุ่นๆ ไหลเข้าปาก จึงคว้าผ้าเช็ดหน้ามาปิดไว้
เสิ่นอวี๋ก็กลัวว่าจะเกิดเื่ในงานเลี้ยงของครอบครัวตนจึงรีบเอ่ยขอโทษ “คงเป็เพราะบ่าวไม่ระมัดระวัง ไม่ขัดตะไคร่บนหินให้สะอาดอวิ้นเผิงจึงพลั้งเท้าลื่นล้ม…”
“ไม่เป็ไร”เซียวอวิ้นเผิงโบกมือ พลางฝืนยิ้มพูดหยอกล้อ “ข้าเพียงล้มเพราะหลงใหลก็เท่านั้น”
ทว่าเสิ่นอวี๋กลับยิ่งลำบากใจรีบพาเซียวอวิ้นเผิงไปยังเรือนรับรองเพื่อทำแผลและเปลี่ยนเสื้อผ้า
เซียวจื่อหลันเห็นสภาพพี่ชายเช่นนั้นก็ยิ่งไม่พอใจฉู่จวินหลันมากขึ้นและยังพลอยไม่ชอบฉู่เมิ่งอิ๋งที่ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้อีกด้วย นางหัวเราะเยาะเบาๆก่อนหมุนกายเดินไปยังลานงานเลี้ยง
ในสวนดอกไม้เต็มไปด้วยหมู่มวลดอกไม้เบ่งบานผีเสื้อโบยบิน กลิ่นหอมของดอกไม้ผสมกับกลิ่นผลไม้และเครื่องหอมลอยคลุ้งไปทั่วสาวใช้ในอาภรณ์สีสันสดใสถือถาดผลไม้และน้ำชาเดินขวักไขว่โต๊ะแปดเซียนที่ปูด้วยผ้าแพรสีแดงสดตั้งเรียงรายอย่างมีระเบียบ ที่นั่งระหว่างชายหญิงมีฉากกั้นดอกไม้คั่นกลางพวกเขาสามารถสนทนากันได้โดยไม่เสียความสง่างามและกิริยา
ฮูหยินอันลู่โหวในอาภรณ์สีม่วงองุ่นนั่งอยู่ด้านข้างส่วนตำแหน่งสูงสุดเป็องค์หญิงใหญ่ในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าตบแต่งอย่างประณีต
ฉู่จวินหลันนั่งลงข้างฮูหยินผู้เฒ่าไม่นานฉู่เมิ่งอิ๋ง ฉู่อวิ๋นเจียว ฉู่เพ่ยซานและซูอิ้งเส่ว์ก็มาถึงและหาที่นั่งกันตามลำดับ
ขณะนั้นก็มีบรรดาสาวงามออกมาคารวะองค์หญิงใหญ่กับฮูหยินอันลู่โหวจากนั้นหันไปทำความเคารพเหล่าสตรีสูงศักดิ์ที่นั่งอยู่ด้านหน้าพร้อมทั้งเสนอตัวดีดพิณหรือร่ายรำเพื่อสร้างความบันเทิง
งานสำคัญในวันนี้จึงเริ่มต้นขึ้น
ฉู่จวินหลันจิบชาพลางคิดถึงคดีของหยวนคังหู่สายตาก็เพียงเหลือบมองการแสดงของคุณหนูแต่ละตระกูลที่เตรียมมาอย่างพิถีพิถัน
ต้องยอมรับว่าเหล่าสตรีสูงศักดิ์ล้วนมีความสามารถเฉพาะตัวการแสดงชวนให้เพลิดเพลิน หากทำได้ดีก็จะได้รับคำชมจากองค์หญิงใหญ่และมักจะถูกเหล่าสตรีาุโที่นั่งชมอยู่เบื้องหน้าเรียกไปพูดคุยจนกระทั่งเรียกบุตรชายตนมาแนะนำให้รู้จักเลยก็มี
ระหว่างที่ฉู่จวินหลันกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายฮูหยินผู้เฒ่าก็ก้มถามเสียงเบา “พวกเ้ามีเตรียมการแสดงอะไรบ้างหรือไม่รีบออกไปแสดงเสียเถิด อย่าทำให้ตระกูลฉู่ขายหน้า”
ฉู่อวิ๋นเจียวกับฉู่เพ่ยซานต่างรู้สึกประหม่า
ฉู่เมิ่งอิ๋งสูดลมหายใจเข้าลึกตั้งสติแล้วยิ้มเอ่ย “ท่านย่าวางใจได้เ้าค่ะหลานจะไม่ทำให้ตระกูลฉู่ขายหน้าเด็ดขาด” กล่าวจบก็ลุกขึ้นก้าวออกไปด้านหน้า
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นดังนั้นก็โล่งใจอยู่บ้างอย่างน้อยก็ยังมีคนขึ้นแสดงความสามารถ
เสียงพิณทำนองราวไข่มุกกระทบจานหยกทั้งอ่อนหวานทั้งโศกเศร้า
ฮูหยินอันลู่โหวฟังแล้วพยักหน้าตามเมื่อสตรีนางนั้นหยุดบรรเลงก็ยิ้มพลางเชื้อเชิญมาหา จากนั้นเอ่ยถามด้วยความเมตตา“เ้าหนู เป็บุตรสาวตระกูลใดหรือ”
“ผู้น้อยบุตรคนรองตระกูลฉู่บิดาดำรงตำแหน่งรองเ้ากรมโยธาเ้าค่ะ”
ฮูหยินอันลู่โหวหัวเราะพลางหันไปทางองค์หญิงใหญ่“ท่านว่าเป็อย่างไรเ้าคะ”
ดวงตากลมโตดั่งกวางน้อยของฉู่เมิ่งอิ๋งทอดมองไปยังองค์หญิงใหญ่ซึ่งแววตาฉ่ำวาวดั่งสายน้ำ
องค์หญิงใหญ่ยิ้มบางกล่าว“เด็กผู้นี้ฉลาดนัก”
“จริงดังท่านว่าใต้เท้าฉู่ย่อมอบรมบุตรสาวได้ดี” ฮูหยินอันลู่โหวก็พยักหน้าเห็นด้วย
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปล่งปลั่งด้วยความภาคภูมิใจ
ฉู่เมิ่งอิ๋งยิ้มเขินอาย“ผู้น้อยทำให้ท่านต้องขบขันแล้วเ้าค่ะ”
จู่ๆทางฝั่งบุรุษก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้น “ขับร้องและร่ายรำเพียงพอแล้วครานี้ลองหาอะไรเล่นบ้างดีหรือไม่ ให้พวกเรามีส่วนร่วมบ้างเถิด”
ที่แท้เหล่าบัณฑิตหนุ่มล้วนชมการร่ายรำกับขับร้องจนเบื่อหน่ายแล้ว
ฮูหยินอันลู่โหวหัวเราะพลางเอ่ยถาม“องค์หญิงใหญ่ ท่านคิดเห็นอย่างไรเ้าคะ”
องค์หญิงใหญ่ยิ้มบางกล่าว“ในเมื่อเป็งานชุมนุมของบุตรหลาน ก็ควรฟังความคิดเห็นของพวกเขาเป็สำคัญ”
องค์หญิงใหญ่พลันเหลือบไปยังโต๊ะบุรุษเบื้องหน้าเป็ที่ซึ่งเย่อี่เจี้ยนกับบัณฑิตหนุ่มอีกหลายคนนั่งอยู่
เมื่อได้รับคำสั่งทางสายตาเหล่าชายหนุ่มก็เริ่มปรึกษากัน บ้างเสนอให้เล่นตีกลองส่งดอกไม้บ้างก็เสนอให้แต่งโคลงต่อกลอน แต่พอนึกถึงเหล่าสตรีที่อยู่หลังฉากกั้นว่าความรู้หนังสืออาจไม่ลึกซึ้งนักสุดท้ายจึงตัดสินใจส่งกระดาษให้เสิ่นอวี๋ซื่อจื่ออันลู่โหวมอบให้องค์หญิงใหญ่
องค์หญิงใหญ่มองก่อนจะยิ้มกล่าว“คำถามนี้ใช้ได้ บัดนี้เป็ฤดูชมบุปผา เช่นนั้นเล่นอะไรที่เกี่ยวกับดอกไม้แล้วกัน”
ทุกคนต่างพยักหน้ารับและพากันตั้งใจมองไปยังที่นั่งประธาน
ฮูหยินอันลู่โหวหันไปสั่งสาวใช้เสียงเบา
ไม่นานสาวใช้ก็ยกฉากกั้นไม้สองบานที่แขวนด้วยดอกไม้สดหลากชนิดเข้ามาแต่ละกิ่งล้วนผูกด้วยผ้าแพรหลากสีและมีกระดาษแผ่นเล็กแนบอยู่ด้วย ยามลมพัดผ่านดอกไม้กับแผ่นกระดาษพลิ้วไหว ดูแล้วงดงามนัก
ฮูหยินอันลู่โหวลุกขึ้นยิ้มเอ่ยว่า“บนแผ่นกระดาษนี้ฝั่งหนึ่งจะเขียนบทกวีที่เกี่ยวกับดอกไม้ส่วนอีกฝั่งจะมีรูปดอกไม้ โดยต้องตอบบทกวีให้ตรงกับดอกไม้ที่ใช้เป็หัวข้อ และถึงแม้จะเป็ดอกไม้ชนิดเดียวกันแต่หนึ่งดอกกับสองดอกก็จะเป็กวีคนละบท การละเล่นนี้เน้นการทดสอบความจำเป็หลักหากให้นั่งนิ่งๆ คงชวนให้เบื่อหน่ายเกินไป ขอเชิญทุกท่านลุกขึ้นมาตรงนี้เถิด”