องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 116 สิงโตเทพ

            ดูเหมือนว่าช่วงนี้จางเจิ้นอันจะยุ่งเป็นพิเศษเขามักออกแต่เช้า กลับมาก็มืดค่ำ ตอนอันซิ่วเอ๋อร์ยังไม่ตื่น เขาก็ออกไปแล้วพอนางหลับไปแล้ว เขาก็เพิ่งกลับมาถึง

            บางครั้งอันซิ่วเอ๋อร์ก็อยากจะพูดคุยกับเขาบ้างแต่ก็ไม่มีโอกาสเลย อย่างไรก็ตาม ครั้งก่อนเขาเคยบอกนางแล้วว่าไม่ต้องคิดมากไม่ต้องกลัวมารดาของเขา อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ ถ้าว่างๆ เบื่อๆก็ให้ป่านเซี่ยพานางเที่ยวชมเมืองหลวง

            ไม่รู้ว่าช่วงนี้อูซื่อลืมนางไปแล้วหรืออย่างไรจึงไม่ได้มาหาเรื่องกวนใจ ไม่ต้องให้นางไปคารวะยามเช้าและไม่มีใครมาเชิญนางไปร่วมโต๊ะอาหารเพื่ออบรมกฎระเบียบอีกนางจึงมีอิสระสบายใจอย่างยิ่ง มีสาวใช้ยกอาหารมาให้ทุกวัน ไม่ต้องทำอาหารเองไม่ต้องทำงานบ้านใดๆ วันคืนอันแสนสบายทำให้นางค่อยๆลืมความอึดอัดขุ่นข้องใจเมื่อแรกมาถึง เริ่มคุ้นชินกับชีวิตเช่นนี้

            ยามว่างนางก็ให้ป่านเซี่ยพาเดินชมสวนในบริเวณจวนตระกูลจาง สิ่งนี้ทำให้นางค่อยๆคุ้นเคยกับสิ่งต่างๆ ในตระกูลจางขึ้นบ้างอย่างน้อยเวลาเดินไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องกลัวหลงทาง

            ดูเหมือนว่าคนในตระกูลจางจะมีไม่มากนักอูซื่อมีบุตรชายเพียงสองคน นอกจากบุตรชายคนโต จางเจิ้นอันแล้ว ก็มีบุตรชายคนที่สองจางเจิ้นผิง ป่านเซี่ยแอบกระซิบกับอันซิ่วเอ๋อร์ว่าแม้ตอนนี้จางเจิ้นผิงจะเป็นผู้นำตระกูล แต่กลับไร้ความสามารถก่อเรื่องเดือดร้อนไม่หยุดหย่อน จนอูซื่อแทบทนไม่ไหวต้องรีบส่งคนไปตามจางเจิ้นอันกลับมา

            อันซิ่วเอ๋อร์ครุ่นคิดตามที่ได้ยินที่ช่วงนี้จางเจิ้นอันยุ่งมากถึงเพียงนี้ ตอนแรกนางก็อดเป็นห่วงไม่ได้แต่พอได้ฟังป่านเซี่ยเล่า นางก็ไม่รู้สึกขุ่นเคืองใจอีก

            มิน่าเล่าช่วงนี้อูซื่อถึงไม่ได้มาหาเรื่องกวนใจนางที่แท้ก็เพราะนางมีจางเจิ้นอันคอยหนุนหลังอยู่นี่เอง

            "แล้วทำไมไม่เห็นภรรยาของคุณชายรองเลยเล่า?"อันซิ่วเอ๋อร์สงสัยในจุดนี้ เพราะดูตามอายุแล้วจางเจิ้นผิงก็น่าจะมีภรรยาได้แล้ว

            "เขาก็เป็นแค่คนเหลวไหล วันๆเอาแต่เที่ยวเล่นสำมะเลเทเมา เขาเคยแต่งงานครั้งหนึ่งแต่ภรรยาเสียชีวิตตอนคลอดบุตร ตายทั้งกลม เขาเลยไม่อยากแต่งงานใหม่อีกก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าเขาก็เคยพัวพันกับคุณหนูเย่คนนั้นอยู่พักหนึ่งพอเห็นคุณชายใหญ่กลับมาแล้ว ช่วงนี้เลยไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับนางอีก" พอป่านเซี่ยพูดถึงจางเจิ้นผิง ก็อดแสดงสีหน้าดูแคลนไม่ได้

            อันซิ่วเอ๋อร์จึงแย้มยิ้ม"เจ้าพูดแบบนี้ ระวังอย่าให้ใครได้ยินเข้าล่ะโดยเฉพาะสีหน้าท่าทางเมื่อครู่นี้ ถ้าใครมาเห็นเข้าจะไม่ดีแน่"

            "ก็ฮูหยินถามก่อนนี่เจ้าคะถ้าเป็นคนอื่น บ่าวไม่พูดด้วยหรอก" ป่านเซี่ยพูดพลางทำท่าออดอ้อนเล็กน้อยช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันมา ทำให้นางพอจะรู้นิสัยของอันซิ่วเอ๋อร์อยู่บ้างว่าเป็นคนที่พูดคุยด้วยไม่ยาก

            "ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามหน่อยที่ว่าเมื่อก่อนคุณหนูเย่มีความสัมพันธ์อย่างไรกับสามีข้ากันแน่นางชอบพูดว่าตนเองเป็นคู่หมั้นของเขา" เรื่องนี้อันซิ่วเอ๋อร์ยังไม่ค่อยเข้าใจและติดใจอยู่ไม่น้อย

            "เมื่อก่อนนางเคยเป็นคู่หมั้นของคุณชายใหญ่จริงเจ้าค่ะ"ป่านเซี่ยก้มหน้าตอบ พอเห็นสีหน้าอันซิ่วเอ๋อร์ไม่สู้ดีนักจึงรีบพูดต่อ "แต่นั่นมันเรื่องในอดีตไปแล้วฮูหยินอย่าใส่ใจเลยเจ้าค่ะ บ่าวเห็นคุณชายก็ดีต่อท่านมาก ท่านอย่าคิดมากไปเลย"

            "ข้าไม่คิดมากหรอก" อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า "ข้าเชื่อใจเขา"

            "ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ" ป่านเซี่ยพยักหน้า เมื่อเห็นว่าช่วงนี้อันซิ่วเอ๋อร์เอาแต่อยู่ในจวนไม่ได้ออกไปไหน เกรงว่านางจะเบื่อ จึงเสนอขึ้นว่า "ไม่เช่นนั้นวันนี้บ่าวเป็นเพื่อนฮูหยินออกไปเที่ยวชมเมืองหลวงดีไหมเจ้าคะท่านมาเมืองหลวงนานขนาดนี้ ยังไม่เคยออกไปเดินเล่นเลยใช่ไหมเจ้าคะ"

            "ดีเหมือนกัน" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า นางรู้สึกเบื่อๆ อยู่พอดีอีกทั้งก็อยากออกไปชมเมืองหลวงมานานแล้ว

            "ถ้าอย่างนั้นดีเลยเจ้าค่ะงั้นเราทานมื้อเที่ยงเสร็จแล้วค่อยไปกัน" แม้ป่านเซี่ยจะเป็นเพียงสาวใช้แต่ก็เป็นหญิงสาวที่รักสนุกชอบเที่ยวเล่นการที่จะได้ตามอันซิ่วเอ๋อร์ออกไปเดินเล่นในเมือง ทำให้นางดีใจมาก

            พออันซิ่วเอ๋อร์ตกลงนางก็รีบไปเตรียมของที่จะใช้ข้างนอก ทั้งผ้าคลุมหน้า ผ้าปิดหน้าสิ่งเหล่านี้ล้วนขาดไม่ได้ และยังมีของอื่นๆ อีก เมื่อคิดไปคิดมาป่านเซี่ยก็ถามอีกว่า "จริงสิ ฮูหยินพวกเราจะนั่งรถม้าไปหรือเดินไปดีเจ้าคะ"

            "จากที่นี่ไปตลาดไกลแค่ไหน"อันซิ่วเอ๋อร์ถามกลับ

            "ไม่ไกลเจ้าค่ะเดินแค่ชั่วจิบชาถ้วยเดียวก็ถึง" ป่านเซี่ยตอบอย่างร่าเริงอันซิ่วเอ๋อร์จึงกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นเราเดินไปเถอะนั่งรถม้าคงยุ่งยากน่าดู"

            "นั่งรถม้ายังบอกว่ายุ่งยากคงมีแต่ฮูหยินเท่านั้นล่ะเจ้าค่ะที่คิดแบบนี้" แม้ป่านเซี่ยจะพูดเช่นนั้นแต่ใบหน้าก็ยังยิ้มแย้ม ถึงจะเดินไป อย่างไรเสียนางก็ได้ออกไปเที่ยวด้วย

            หลังทานมื้อเที่ยงอันซิ่วเอ๋อร์พักผ่อนครู่หนึ่ง พอตื่นขึ้นมาป่านเซี่ยก็รีบกระซิบเตือนเรื่องที่ตกลงกันไว้เมื่อเช้า

            อันซิ่วเอ๋อร์เห็นท่าทางกระตือรือร้นของป่านเซี่ยก็เพียงยิ้มบางๆ"วางใจเถอะ ข้ายังไม่ลืม ไปกันเถอะ"

            หลังจากแต่งตัวเรียบร้อยอันซิ่วเอ๋อร์สวมผ้าปิดหน้าและผ้าคลุมศีรษะ แล้วจึงก้าวออกจากประตูไป

            อากาศภายนอกยังคงร้อนอบอ้าว ตอนอยู่ในจวนแต่ละห้องมีอ่างน้ำแข็งตั้งไว้ จึงไม่รู้สึกร้อนเลย แต่พอก้าวออกมาก็รู้สึกเหมือนคลื่นความร้อนปะทะเข้าหน้า เดินไปเพียงไม่กี่ก้าวอันซิ่วเอ๋อร์ก็รู้สึกเหงื่อซึมไปทั้งตัว

            "เราออกมาเร็วไปหน่อยน่าจะรอให้เย็นกว่านี้อีกนิด ดูสิเจ้าคะ ฮูหยินร้อนเหงื่อออกหมดแล้วไม่เช่นนั้นเรากลับไปนั่งรถม้าดีไหมเจ้าคะ อย่างน้อยบ่าวก็ช่วยพัดให้ท่านได้"ป่านเซี่ยรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่เลือกเวลาออกมาไม่ดี

            "ไม่ต้องหรอก เดินๆไปเหงื่อออกบ้างก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้ดูอะไรๆ รอบตัวไปด้วย" นับตั้งแต่คืนที่จางเจิ้นอันพานางเข้าจวนตระกูลจางนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ก้าวออกมานอกประตูนางจึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งภายนอก โดยเฉพาะรูปปั้นสัตว์คู่ใหญ่หน้าประตู

            "นี่คือสัตว์มงคลอะไรกันแน่หรือ?"อันซิ่วเอ๋อร์ถามทหารยามหน้าประตูอย่างสงสัย

            ทหารยามเฝ้าประตูแม้ไม่รู้จักอันซิ่วเอ๋อร์แต่ก็รู้จักป่านเซี่ยที่อยู่ข้างกายนาง เมื่อเห็นป่านเซี่ยก็ย่อมเดาฐานะของอันซิ่วเอ๋อร์ได้ จึงไม่กล้าละเลย รีบตอบอย่างนอบน้อม"นี่คือสิงโตเทพขอรับ"

            "สิงโตเทพ?" อันซิ่วเอ๋อร์ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน

            "มังกรมีบุตรเก้าตนแต่ละตนล้วนแตกต่างกัน บุตรตนที่ห้าคือสิงโตเทพ มีลักษณะสง่างาม น่าเกรงขามว่ากันว่าเป็นพาหนะของพระพุทธเจ้า ได้รับการบูชา ภูตผีปีศาจมิกล้ารุกล้ำจึงเป็นสัตว์มงคลที่ใช้ปกป้องบ้านเรือนขอรับ"

            ทหารยามผู้นี้ดูจะมีความรู้อยู่บ้างเมื่ออันซิ่วเอ๋อร์ถามจึงอธิบายให้ฟังสองสามประโยคนางเพิ่งรู้ว่าสัตว์มงคลเฝ้าประตูจะมีที่มาที่ไปเช่นนี้

            แต่นางพลันนึกอะไรขึ้นมาได้จึงถามเสียงเบาว่า "ในเมื่อสิงโตเทพเป็นบุตรมังกรก็ถือว่าเป็นมังกรใช่หรือไม่"

            "ย่อมเป็นมังกรขอรับ" ทหารยามตอบเสียงดังฟังชัด

            "แต่...แต่ข้าได้ยินว่ามีเพียงราชวงศ์เท่านั้นที่ใช้มังกรได้ไม่ใช่หรือ" อันซิ่วเอ๋อร์สงสัยอย่างยิ่งพวกท่านตั้งสิงโตเทพไว้หน้าประตูอย่างเปิดเผยเช่นนี้ไม่กลัวว่าจะขัดกับราชสำนักหรือ? แต่ไหนแต่ไรมาฮ่องเต้ล้วนเปรียบตนเป็นโอรสสวรรค์ เป็นมังกรที่แท้จริงพวกท่านกล้าให้มังกรมาเฝ้าประตู ไม่กลัวความผิดหรือ

            "โธ่ เรื่องแค่นี้เองขอรับ"ทหารยามผู้นี้กลับไม่ใส่ใจ กล่าวว่า "ตระกูลจางของเราก็เปรียบเหมือนฮ่องเต้แห่งแคว้นหมิ่นเยว่ใครจะกล้าว่าอะไร? อีกอย่างราชสำนักคงไม่กล้ามาตำหนิเราด้วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอกขอรับแล้วนี่ข้าก็บอกความจริงกับฮูหยิน ถ้าคนอื่นมาถามข้าก็บอกแค่ว่าเป็นสิงโตหินคู่หนึ่งเท่านั้น"

            ทหารยามยิ้มประจบ อันซิ่วเอ๋อร์จึงยิ้มตอบ"เจ้าพูดก็ถูก"

            ป่านเซี่ยที่อยู่ข้างๆจึงหยิบเงินจำนวนหนึ่งยัดใส่มือทหารยามไป

            ทั้งสองเดินต่อไปอันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกละอายใจอยู่บ้างที่จริงแล้วตอนนี้นางไม่มีเงินติดตัวเลยสักอีแปะไม่รู้ว่าเงินที่ป่านเซี่ยให้ไปนั้นมาจากไหน เคยตั้งใจว่าจะไม่ใช้ของของตระกูลจางแต่ตอนนี้นางรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสมเพช ไม่เพียงแต่เพลิดเพลินกับอาหารการกินเลิศรสของตระกูลจางทุกวันแต่ยังหลงระเริงไปกับชีวิตอันหรูหราฟุ่มเฟือยนี้เสียแล้ว

            "ป่านเซี่ย เจ้า...ดูถูกข้าบ้างหรือไม่" ขณะเดินอยู่อันซิ่วเอ๋อร์ก็ถามขึ้นมากะทันหัน

            "ฮูหยินพูดอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ"ป่านเซี่ยมองอันซิ่วเอ๋อร์อย่างแปลกใจ "ฮูหยินไปได้ยินพวกบ่าวไพร่ในจวนนินทาอะไรมาอีกแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?บ่าวขอบอกเลย พวกนั้นก็แค่อิจฉาท่าน อย่าไปใส่ใจเลยเจ้าค่ะ"

            "ไม่มีอะไรหรอกข้าแค่ถามไปอย่างนั้นเอง เจ้าก็เห็นว่าข้าไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง" อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกต่ำต้อย ตอนอยู่ที่หมู่บ้าน นางขึ้นชื่อเรื่องฝีมือแต่พอมาเมืองหลวง นางกลับไม่เป็นโล้เป็นพายอะไรเลย พอมาอยู่ในตระกูลจางยิ่งรู้สึกว่าตนเองช่างไร้ประโยชน์

            "ท่านเป็นนายหญิงอยากรู้อะไรก็ย่อมมีคนบอกท่านอยู่แล้ว" ป่านเซี่ยตอบอย่างร่าเริง"อย่างทหารยามเมื่อครู่นี้ พอท่านถาม เขาก็ตอบไม่ใช่หรือเจ้าคะ?ท่านไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้เองหรอก"

            อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มบางๆ บางทีอาจเป็นเช่นนั้นแต่ชีวิตที่สบายเกินไป ได้อะไรมาง่ายๆ เช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ

            "ท่านอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะข้างหน้านั่นก็ถึงถนนจื่อหยางแล้ว ถนนเส้นนี้คึกคักมากไม่เพียงแต่มีของเล่นของกระจุกกระจิกขายเยอะแยะ ยังมีร้านเครื่องหอมร้านเครื่องประดับ ร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปอีกมากมาย ท่านเห็นแล้วต้องชอบแน่ๆ"ขณะพูด ป่านเซี่ยก็เร่งฝีเท้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว

            อันซิ่วเอ๋อร์เดินตามหลังพอเลี้ยวพ้นมุมตรอก เสียงจอแจอึกทึกก็ดังเข้ามาในหู สมคำร่ำลือเมืองหลวงของแคว้นหมิ่นเยว่แห่งนี้คึกคักกว่าเมืองเล็กๆ มากนักทั้งสองยืนอยู่กลางถนน มองไปสุดลูกหูลูกตา เห็นแต่ผู้คนขวักไขว่

            ถนนกว้างขวาง ผู้คนเดินกันไม่ขาดสายมีรถม้าเคลื่อนผ่านไปช้าๆ บ้างเป็นครั้งคราว ดูมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง

            "ตรงนี้เสียงดังจังเราไปดูร้านเครื่องหอมฝั่งโน้นกันดีไหมเจ้าคะ เครื่องหอมที่นั่นสีสวยๆ ทั้งนั้นเลยฮูหยินไปดูแล้วต้องชอบแน่ๆ" ยังไม่ทันที่อันซิ่วเอ๋อร์จะได้ตั้งตัวป่านเซี่ยก็ชวนไปดูร้านเครื่องหอมเสียแล้ว

            อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ"เราเดินเล่นแถวนี้ดูก่อนเถอะ" นางค่อนข้างชอบบรรยากาศจอแจแบบนี้การเดินทอดน่องมองดูผู้คน ก็เหมือนกับการมองดูชีวิตหลากหลายรูปแบบ

            ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินผ่านไปมาชายผู้หนึ่งถือป้ายเดินมาจากฝั่งตรงข้าม พลางตะโกนว่า"ดูดวงชะตา ดูลายมือ ทายอักษร"

            อันซิ่วเอ๋อร์ค่อนข้างเชื่อเรื่องพวกนี้อยู่บ้างเมื่อก่อนเวลาไปตลาดในเมืองก็มักจะอดไม่ได้ที่จะเสียเงินเล็กน้อยให้หมอดูทำนายทายทัก

            แต่หลังจากความฝันประหลาดที่กลายเป็นจริงคราวนั้นอันซิ่วเอ๋อร์กลับรู้สึกยำเกรงบรรดาหมอดูมากขึ้น ไม่กล้าให้ทำนายดวงชะตาอีก

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน