ทุ่งหญ้าสีทองพลิ้วไหวท่ามกลางแสงแดดฤดูร้อนสายลมอุ่นพัดผ่านมาพร้อมกับกลิ่นคาวเืของาขบวนอพยพของเผ่าหมาป่าขนเทานับพันเคลื่อนย้ายตามคำสั่งของผู้นำเผ่าอย่างเคร่งครัดบ้างหวาดกลัวบ้างโกรธแค้นที่พวกของตนถูกไล่ต้อนเร่ร่อนไร้จุดหมายปลายทาง
แม้พวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางาที่ปะทุขึ้นมาเป็ครั้งคราวใน่หลายพันปีแต่คราวนี้ราวรับรู้ได้ว่าความรุนแรงเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวจนไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะเอาชีวิตรอดได้อย่างครั้งที่ผ่านมาหรือไม่
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง”ผู้เป็แม่เอ่ยถามลูกชายพลางกระชับมืออีกฝ่ายไว้แน่นเพราะเด็กน้อยวัยห้าขวบร่างกายอ่อนแอดวงตาแทบมืดบอดมองเห็นเงาคนข้างกายเพียงเลือนราง
“ข้าไม่เป็อะไรขอรับ”เขาตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบาเรี่ยวแรงไม่ค่อยมีเพราะถูกเร่งเดินทางติดต่อกันแรมเดือน
ห้าปีก่อนเผ่าหมาป่าขนเทาต่างเฝ้ารอจะได้เห็นบุตรคนที่สองของผู้นำเผ่าหวังว่าเด็กที่เกิดมาจะเป็กำลังสำคัญที่แข็งแกร่งพอช่วยเหลือเผ่าให้มีอำนาจต่อกรกับศัตรู
หากแต่ความคาดหวังกลับอยู่ได้ไม่นานฮูหยินของผู้นำเผ่าร่างกายอ่อนแอลงอย่างผิดสังเกตผ่านพ้นแต่ละวันด้วยความเ็ปแสนสาหัสจนผู้เป็สามีไม่อาจทนเห็นได้
“ท่านอย่าได้คิดทำสิ่งใดเลยข้าทนไหว” หนิงลู่เอ่ยปากบอกจิ่นสือด้วยสีหน้าจริงจัง
“แปลกเกินไปแล้ว”เขาถอนหายใจนับั้แ่เกิดมาไม่เคยได้ยินเลยว่าการอุ้มท้องสายเืของตนเองจะทำให้คนรักทุรนทุรายมากถึงเพียงนี้
ร่างกายของคนตรงหน้าไม่ได้อ่อนแอลงเท่านั้นแต่พลังชีวิตของนางกลับถดถอยไปมากเช่นกันไม่ว่าจะคอยถ่ายพลังเพื่อพยุงอาการของนางอยู่เป็ประจำแต่กลับไม่ดีขึ้นเลยราวกับพลังที่ได้รับมาสูญสลายหายไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าผู้เป็แม่รู้ดีว่าพลังส่วนนั้นกำลังถูกทารกในครรภ์กลืนกินทีละนิดแต่ไม่อาจปริปากบอกสามีได้เพราะกลัวว่าเขาจะเลือกนางมากกว่าลูก
หนิงลู่จึงกัดฟันทนอุ้มท้องเก้าเดือนผ่านวันคืนแสนทรมานจนแทบเอาตัวไม่รอดกระทั่งสามารถให้กำเนิดเด็กน้อยผู้มีสายเืหมาป่าขนเทาได้ในที่สุด
กระนั้นความกังวลยังไม่ถูกชะล้างออกไปเมื่อนางเหลือบเห็นว่าดวงตาของลูกชายมีสีเงินแวววาวอันเป็สิ่งที่ทำให้ชีวิตของเด็กน้อยตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง
ผู้เป็แม่ไม่ยอมปล่อยลูกน้อยให้ผู้ใดได้ยลโฉมจนจิ่นสือเข้ามาหานางเป็การส่วนตัว
“หนิงลู่เ้ากำลังปิดบังอะไรข้า”สามีเอ่ยถามนางพลางเอื้อมมือแตะผ้าที่ห่อหุ้มร่างเล็กๆ เอาไว้
“ไม่มี…”นางส่ายหน้าเบือนสายตาไปทางอื่นเพราะกลัวเขาจับได้ว่านางกำลังโกหก
“เ้าคิดจะปกป้องเด็กคนนี้ไปจนถึงเมื่อใด”เขาเอ่ยถามคนตรงหน้า“ข้าไว้ชีวิตเขามาจนถึงตอนนี้เพราะเห็นแก่เ้าแต่หากจำเป็ต้องเลือกเ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าเลือกเ้าเป็ลำดับแรก”
“จิ่นสือเด็กคนนี้เป็ลูกของเราท่านจะทิ้งขว้างเขาได้ลงคอเชียวหรือ”หนิงลู่เอ่ยทวงถามหาสัญญาที่สามีเคยให้ไว้“ท่านรับปากข้าแล้วว่าจะดูแลเขาแม้วันนั้นข้าไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป”
“…”ผู้เป็สามีหลับตาลงยังคงจำคำพูดของตัวเองได้เป็อย่างดีพลางคิดว่าวันนั้นไม่น่าตอบรับนางไปเช่นนั้นเลยหากเด็กคนนี้เกิดมาแล้วทำให้ฮูหยินที่เขารักต้องจากไปเขาจะทำใจเลี้ยงดูต่อไปได้จริงหรือ
“เขาเป็ลูกของเราและหากท่านไม่้าเขาก็ยังเป็ลูกของข้า”หนิงลู่ยืนยันคำเดิมสายตาไม่หวั่นไหวเมื่อเผชิญหน้ากับสามีที่เป็ผู้นำเผ่า
วันใดที่เขารู้ว่าลูกของนางมีดวงตาสีเงินอย่างเบาคงถูกขับไล่ออกจากเผ่าอย่างหนักคงโดนสังเวยแด่เทพผู้ปกปักรักษา
แม้ว่าจิ่นสือจะมองไม่เห็นว่าเด็กที่อยู่ในห่อผ้ามีสภาพเป็เช่นไรแต่เขาก็ััได้ว่าพลังชีวิตของเด็กคนนี้อ่อนแอเกินกว่าจะมีชีวิตรอดได้นานบางทีนับจากนี้ไปอีกสามวันคงได้กลับสู่เถ้าธุลีจึงปล่อยให้ฮูหยินได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่โดยไม่รบกวน
อย่าว่าแต่สามวันอย่างที่เขาคาดเดาหนึ่งเดือนผ่านไปจิ่นสือยังััได้ถึงลมหายใจของเด็กคนนั้นแม้ว่าจะดูอ่อนแรงเหมือนอย่างเคยจนกระทั่งได้เห็นดวงตาสีเงินของบุตรชายที่ไม่้าในจังหวะที่หนิงลู่เผลอ
“จิ่นสือท่านคืนลูกของข้ามาเถอะนะ”นางอ้อนวอนคนตรงหน้ากระวนกระวายกลัวว่าเขาจะทำอันตรายกับทารกน้อย
“เฮอะ”เ้าตัวแสยะยิ้ม“เ้าปิดบังเื่ร้ายแรงเช่นนี้ได้อย่างไรหนิงลู่”
“หากท่านคิดขับไล่เขาข้ายินดีออกจากฝูงด้วย”นางพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจำต้องปกป้องลูกน้อยให้ได้
“…”
“คืนเขามาให้ข้าแล้วเราสองคนจะเดินทางออกจากป่าแห่งนี้ก่อนรุ่งสาง”
“หนิงลู่…”เขาขมวดคิ้วหาทางออกเพื่อรั้งคนที่เขารักเอาไว้
“ร่างกายเขาอ่อนแอปานนั้นพลังชีวิตแทบไม่มีจะทำอันตรายใดกับเผ่าหมาป่าที่มีแต่ผู้แข็งแกร่งได้”หนิงลู่คุกเข่าต่อหน้าผู้เป็สามี“ข้าไม่รู้เลยว่าลูกจะมีชีวิตได้อีกนานเพียงใดแต่ข้าขออยู่กับเขาจนกว่าจะถึงวันนั้นไม่ได้หรือข้ารับปากท่าน หากเกิดเื่ใดข้าน้อมรับคำตัดสินโทษด้วยตัวเอง”
นับั้แ่นั้นมาจิ่นสือจำต้องปิดหูปิดตาตัวเองผิดกฎเผ่าหมาป่าเป็ครั้งแรกเพื่อฮูหยินแต่ความลับนั้นไม่อาจอยู่ได้นานเมื่อผู้าุโคนอื่นเริ่มสงสัย
วันหนึ่งเด็กน้อยวัยสองขวบผู้มีเรือนผมและดวงตาสีเงินถูกพลังล่อออกมาจากที่ซ่อนข้างในบ้านตอนที่มารดาออกไปเก็บสมุนไพรมารักษาร่างกายของเขา
พลังรุนแรงแปรเปลี่ยนเป็คมดาบจ่อเข้าที่ลำคอของเด็กชายตรงหน้ากรีดเล็กน้อยจนเืซึมไหลแต่เขายังคงยืนนิ่งเหมือนไม่รู้สึกตัว
“ดวงตาสีเงินนั่นเขามองไม่เห็นหรอกหรือ”หนึ่งในผู้าุโเอ่ยถามใครอีกคน
“ข้าจะตรวจสอบเอง”เขาเอ่ยขึ้นพลางหลอมพลังพุ่งเข้าใส่ร่างเด็กน้อยอย่างจังจนกระเด็นไปทางด้านหลังกระอักเืออกมานอนนิ่งแผ่หลาราวกับสิ้นชีวิตไปแล้ว
“เ้าเรียกการทำเช่นนั้นว่าตรวจสอบอย่างนั้นหรือ”ผู้าุโอีกคนส่ายหน้าแล้วเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จับชีพจรแล้วเอ่ยขึ้นว่า“ยังหายใจอยู่”
เสียงเอะอะทำให้หนิงลู่รู้สึกได้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเวลานี้ลูกชายควรอยู่ในความดูแลของจิ่นสือแท้ๆ แต่นางกลับกังวลโดยไม่รู้ตัวจึงรีบกลับที่พักทันที
ครั้นได้เห็นสภาพของบุตรชายคนที่สองนอนจมกองเืหัวใจของนางสั่นวูบแทบทรุดอยู่ตรงนั้นหญิงสาววิ่งเข้ามาประคองร่างเล็กๆ ที่สลบไสลหายใจรวยริน
“เด็กดีเ้าฟื้นสิ ได้ยินแม่หรือไม่”นางเรียกเขาพลางใช้พลังที่มีกระตุ้นให้คนในอ้อมกอดรู้สึกตัวไม่ได้สนใจเลยว่าคนอื่น ๆในเผ่าจะมองนางอย่างไร
“หนิงลู่เ้าปิดบังเื่นี้กับพวกเราได้อย่างไรกัน”ชายผู้หนึ่งถามนางด้วยน้ำเสียงผิดหวัง“หากเขาบ้าคลั่งเข่นฆ่าคนอื่นๆ เ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ”
“…”นางไม่ตอบสิ่งใดมุ่งมั่นพยุงพลังชีวิตของบุตรชายทั้งน้ำตาเอ่ยขอโทษเขาที่ทำให้ต้องมาพบเจอเื่เลวร้ายเช่นนี้พาลคิดว่าวันนั้นนางควรจะพาลูกหนีไปให้ไกลคงดีกว่า
“ท่านแม่”บุตรชายคนแรกเอ่ยเรียกนางสายตามองไปยังน้องชายที่เพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรกเดิมทีได้แต่สงสัยว่าทำไมมารดาจึงไม่ยอมให้พบเขาเลยสักครั้งจนได้รู้เหตุผลในวันนี้
“…”
“ท่านแม่เขาคือน้องของข้าใช่หรือไม่”หลิงโม่เด็กชายวัยสิบขวบเอ่ยถามก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แต่ถูกมารดาขัดขวางเพราะไม่ทันได้มองว่าคนที่เข้ามาเป็ใคร“ท่านแม่...ข้าเองหลิงโม่”
คนเป็พี่ชายไม่ได้เกรงกลัวดวงตาและเรือนผมสีเงินเหมือนคนอื่นๆ อาจเป็เพราะยังไม่รู้ว่าสีเงินนั้นหมายถึงสิ่งใดจึงจับมือมารดาไว้นั่งลงข้าง ๆเด็กน้อยไร้เดียงสาแล้วใช้พลังช่วยเหลืออีกแรงด้วยความหวังว่าจะได้วิ่งเล่นกับน้องชายของตัวเองเสียที
คนที่เหลือได้แต่ยืนมองนึกอยากห้ามแต่ถูกพลังของหนิงลู่ปรามเอาไว้และไม่มีใครอยากทำให้เื่ราวเหล่านี้วุ่นวายใหญ่โตเพราะนางคือคนรักของผู้นำเผ่าหมาป่าขนเทา
เมื่อจิ่นสือก้าวเข้ามาใกล้ตัวเขาเองกลับถูกขวางกั้นเหมือนคนอื่นๆสายตาทุกคนมองไปยังเขาคาดหวังคำตอบที่มีเหตุและผลว่าทำไมผู้นำจึงละเลยกฎเหล็ก
“พวกท่านเห็นแล้วใช่หรือไม่ว่าดวงตานั้นมองแทบไม่เห็นจึงไม่อาจหลบอันตรายที่หมายสังหารได้พลังชีวิตอ่อนแอจนร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยตลอดสองปีที่ผ่านมา
หนิงลู่จึงจำเป็ต้องออกไปหาสมุนไพรมากมายมารักษาเขาแม้สีเงินจะเป็ลางร้ายแต่จนถึงตอนนี้พวกท่านก็รู้ไม่ใช่หรือว่ายังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นข้ารับรองว่าเด็กคนนั้นไม่อาจทำอันตรายกับคนในเผ่าของเราได้อย่างแน่นอน”จิ่นสือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแม้ไม่คิดว่าคนที่เหลือจะเข้าใจเหตุผลที่เขายังปล่อยให้ตัวหายนะอยู่ในเผ่าต่อไปแต่จะมีผู้ใดกล้าขัดใจเขา
“แต่ถึงอย่างนั้นกันไว้ก็ดีกว่าแก้ข้าไม่อยากเสี่ยงให้คนในครอบครัวของข้าอยู่ใกล้กับอันตรายอย่างเขาหรอก”ชายคนหนึ่งโพล่งออกมาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้นำเผ่าพูด
จิ่นสือแสยะยิ้มแล้วพูดด้วยสีหน้าไม่แยแสว่า“หากเด็กคนนั้นเป็อันตรายต่อคนในเผ่าข้าจะเป็ผู้สังหารด้วยมือของข้าเอง”
“…”ทุกคนนิ่งเงียบเพราะรู้ดีว่าจิ่นสือทำตามที่พูดเสมอจึงไม่มีใครคัดค้านแม้แต่ผู้าุโจำต้องยินยอมปล่อยผ่านไปชั่วคราวและคอยจับตามองอย่างใกล้ชิด
ผ่านพ้น่เวลาแสนวุ่นวายมาได้แล้วหนิงลู่ยังไม่ปริปากพูดกับสามีแม้แต่คำเดียวไม่ว่าเขาจะถามเื่ใดกับนางก็ได้รับกลับมาเพียงความเฉยชา
ั้แ่วันนั้นหนิงลู่จึงไม่กล้าฝากให้เขาดูลูกคนรองอีกเลยจึงแบกเด็กน้อยเดินเข้าป่าลึกไปเก็บสมุนไพรด้วยกันเสมอ
“ท่านแม่”หลิงโม่เอ่ยเรียกด้วยสีหน้าระรื่นพลางแบกตะกร้าสมุนไพรตามมารดาไปด้วย“ท่านแม่ ให้ข้าอุ้มน้องแทนได้หรือไม่ท่านแม่ไม่เหนื่อยหรือขอรับ”
“หากเ้าอยากช่วยล่ะก็ไปเก็บต้นน้ำค้างตรงโน้นเถอะข้าจะเอาไปแลกกับต้นโสมพันปีของผู้าุโ”หนิงลู่ชี้ให้บุตรชายคนโตดูต้นหญ้าสีเขียวขจีที่มีหยาดน้ำค้างเกาะอยู่ตรงปลายเรียวหญ้าห้อยเหมือนกระดิ่งน้ำหยดเล็กๆ
“ขอรับ”เ้าตัวพยักหน้าแล้วจับแก้มน้องชายที่อยู่ในห่อผ้าผูกหลังของมารดา“ข้าอยากให้เ้าแข็งแรงเร็วๆ จะได้วิ่งเล่นกัน”
“…”นางไม่พูดสิ่งใดแต่โล่งใจที่อย่างน้อยนอกจากนางแล้วยังมีบุตรคนโตที่รักและดูแลเขาไม่ห่างกาลข้างหน้าคงฝากฝังให้พี่ชายปกป้องเขาแทนนางได้
“…”เ้าตัวเล็กยื่นมือมาจับใบหน้าของมารดาอย่างอ่อนโยนสีหน้าอิ่มเอมไม่รับรู้ความเลวร้ายใดๆ ทั้งสิ้น ภาพที่เห็นทำให้นางถอนหายใจเฮือกใหญ่หวังว่าคนในเผ่าจะรู้ว่าบุตรของนางคือสายเืเดียวกันกับพวกเขาไม่มีทางทรยศหรือทำร้ายใครอย่างแน่นอน
ความอ่อนแอความเป็ปฏิปักษ์เคลือบแคลงใจทำให้เด็กน้อยไม่อาจเข้าร่วมพิธีตั้งชื่อได้อย่างเด็กรุ่นเดียวกันหนิงลู่จึงได้แต่เรียกเขาว่าเ้าตัวเล็กอยู่ร่ำไป
ชีวิตความเป็อยู่ของผู้อ่อนแอถูกจับตามองตลอดเวลาไม่ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปกี่เดือนกี่ปีทุกคนยังตั้งแง่ว่าเขาคือคนนอกไม่เปลี่ยนแปลงยิ่งเติบโตก็ยิ่งอ่อนแอทุกชั่วขณะจนต้องใช้สมุนไพรกับพลังชีวิตของผู้อื่นคอยรักษา
ดวงตาสีเงินมองเห็นเพียงเลือนรางเจ็บป่วยสามวันดีสี่วันไข้แต่เขาก็ยังคงยิ้มให้มารดาและพี่ชายอยู่เสมอเพราะไม่อยากให้เป็ห่วงหากแต่ไม่กล้ามองบิดาเพราะกลัวสายตาดุดันทั้งยังไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเกลียดชังเขานักหนาพลางหวังว่าสักวันเขาจะมีโอกาสได้เรียกคนตรงหน้าว่าพ่อสักครั้ง