เด็กทั้งสี่คนหอบหิ้วสิ่งของออกจากห้องนอนไปยังห้องน้ำที่อยู่อีกด้านหนึ่งซึ่งจูข่ายหนิงชี้บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ในอาคารสองชั้นแห่งนี้มีห้องนอนใหญ่อยู่มากถึงหกห้องและมีห้องน้ำใหญ่เอาไว้ใช้สอยอยู่เพียงแค่สี่ห้องเท่านั้นดังนั้นหากใครมีเวลาว่างและอยากอาบน้ำก็จะต้องรอจนกว่าคนในห้องน้ำก่อนหน้าออกมาก่อนจึงจะเข้าไปใช้ได้เท่านั้น
เพ่ยหยูซึ่งตัวเล็กกว่าใครเพื่อนเองก็หอบหิ้วทุกอย่างตามหลังไปเงียบๆ เธอยังไม่กล้าชวนพี่ชายพี่สาวที่มาพร้อมกันคุยก่อนด้วยรูปร่างของเด็กอายุย่างห้าขวบเพ่ยหยูจึงทำได้แค่เดินเร็วๆ ตามพวกพี่ชายพี่สาวไปยังห้องน้ำได้เท่านั้นห้องน้ำที่นี่แยกฝั่งชายหญิงเอาไว้ด้วยเพ่ยหยูเดินตามหลังพี่สาวสองคนเข้าไปโดยไม่พูดอะไร
ด้านในห้องน้ำแห่งนี้ไม่ได้สกปรกอย่างที่เพ่ยหยูคิดเอาไว้เธอในตอนนี้อยากอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายมากแต่อ่างอาบน้ำที่สูงกว่าตัวเธอถึงสอง่ศรีษะทำให้เพ่ยหยูได้แต่เบ้หน้าอย่างไม่ชอบใจหากเธออยากอาบน้ำก็ต้องหาเก้าอี้มายืนเท่านั้น
หลังจากหันรีหันขวางอยู่นานเพ่ยหยูก็ถอดใจเื่การอาบน้ำเมื่อไม่เห็นเก้าอี้ที่พอจะใช้งานได้อยู่ในห้องน้ำแม้แต่ตัวเดียว
“เด็กนั่นจะทำอะไรน่ะ”ซู่ฟางหันไปถามไป่หลิวที่กำลังเปลี่ยนชุดใกล้กัน
“ไม่รู้สิคงอยากอาบน้ำล่ะมั้ง”ไป่หลิวเห็นเพ่ยหยูเงยมองอ่างอาบน้ำอยู่หลายครั้งพูดขึ้น
“โธ่เอ้ยจะมาอาบอะไรตอนนี้ล่ะเดี๋ยวเราก็ต้องไปเดินดูสถานที่อีกหน้าร้อนแบบนี้เหงื่อออกเยอะจะตายไป”ซู่ฟางส่ายหน้าอย่างไม่ค่อยชอบใจนักหน้าร้อนแบบนี้เธอเองก็เป็หนึ่งในเด็กที่ถูกครอบครัวทอดทิ้งเช่นกันอากาศแห้งแล้งแบบนี้มานานนับปีแล้วทำให้ผลผลิตของครอบครัวเธอแทบจะไม่พอกินเธอที่เป็ลูกสาวจึงถูกนำมาทิ้งเอาไว้ในเมืองเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ตอนแรกซู่ฟางเองก็ไม่ต่างจากเด็กคนอื่นแต่พอได้อยู่ร่วมกับเด็กวัยเดียวกันนานเข้าก็ทำให้ซู่ฟางเลิกสนใจเื่ครอบครัวใจร้ายของเธอ
“ฉันก็นึกว่าเธออยากช่วยเด็กนั่นซะอีกรีบเปลี่ยนเถอะจะได้รีบเดินดูเที่ยงนี้ยังต้องไปรวมตัวที่โรงอาหารกันอีกนะ”ไป่หลิวบอกซู่ฟางเธอเองก็ถูกทอดทิ้งมาใน่เวลาไล่เลี่ยกับซู่ฟางและจางเจี้ยนทั้งสามคนจึงถูกส่งตัวมาที่นี่พร้อมกัน
“อื้อฉันเปลี่ยนใกล้เสร็จแล้วเหลือแค่ใส่รองเท้านี่แหละ”ซู่ฟางพยักหน้ารับคำ
เพ่ยหยูที่หันไปมองพี่สาวสองคนเองก็ไม่กล้าชักช้าอีกเธอเดินหลบเข้าไปในช่องแห้งช่องหนึ่งและเริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วดีที่เพ่ยหยูอาบน้ำแต่งตัวเองเป็แล้วทำให้การเปลี่ยนเสื้อผ้าครั้งนี้ไม่ได้ลำบากอะไรสำหรับเธอนัก
“เอ๊ะ!เข็มขัดนี่หลวมเกินไปแล้ว”เพ่ยหยูพึมพำขึ้นมาพร้อมใบหน้ายู่ยี่ดีที่เธอนำเชือกซึ่งได้รับมาก่อนหน้านี้มาด้วยเพ่ยหยูจึงใช้เชือกมัดกางเกงเอาไว้แทน
“น้องสาว!เปลี่ยนเสร็จหรือยังให้พี่ช่วยไหม” ไป่หลินะโถามเพ่ยหยูเพราะเธอกับซู่ฟางเปลี่ยนชุดกันเสร็จแล้วจึงอยากรีบออกไปเดินดูสถานที่ก่อน
“ใกล้แล้วค่ะพี่สาวรอหนูหน่อยนะคะ” เพ่ยหยูะโบอกเสียงใสเธออดยิ้มออกมาไม่ได้ที่ในที่สุดพี่สาวก็คุยกับเธอก่อนแล้ว
“ได้ได้ พวกพี่สาวรออยู่ตรงนี้แหละ”ซู่ฟางได้ยินเสียงหวานใสของเพ่ยหยูก็อดตอบกลับไม่ได้เธอดูก็รู้ว่าเพ่ยหยูน่าจะเป็ลูกหลานคนรวยเพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไมเพ่ยหยูถึงได้มาอยู่กับพวกเธอก็เท่านั้นตอนแรกเธอยังคิดว่าเพ่ยหยูจะหยิ่งจนไม่ยอมคุยกับพวกเธอเสียอีกพอได้รับการตอบกลับแบบนี้จึงทำให้ซู่ฟางรู้สึกดีไม่น้อย
ไป่หลิวหันไปยิ้มกับซู่ฟางที่พวกเธอสามารถคุยกับเพ่ยหยูได้เสียทีทั้งสองซึ่งคิดไม่ต่างกันก่อนหน้านี้จึงอดดีใจไม่ได้ที่มีน้องสาวตัวน้อยน่ารักอย่างเพ่ยหยูเพิ่มมาคนหนึ่ง
“พี่สาวพี่ชื่ออะไรกันเหรอคะ”เพ่ยหยูที่หอบเสื้อผ้าชุดเก่ากับรองเท้าเอาไว้เดินออกมาถาม
“พี่ชื่อไป่หลิวจ๊ะ”ไป่หลิวอดยื่นมือไปลูบหัวเล็กของเพ่ยหยูไม่ได้
“พี่ชื่อซู่ฟางจ๊ะน้องมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเหรอเพ่ยหยู”ซู่ฟางจำได้ว่า ผอ.เรียกเพ่ยหยูว่าอะไร
“หนูพลัดหลงกับพ่อแม่ค่ะไม่รู้ว่าป่านนี้พวกท่านจะเป็ห่วงแค่ไหนแล้ว”เพ่ยหยูพอนึกถึงพ่อแม่ของเธอก็อดน้ำตารื้นขึ้นมาไม่ได้แต่เธอก็ยังอดกลั้นไว้ไม่ให้น้ำตาไหลออกมา
“เฮ้อน่าสงสารจริง ไม่เป็ไรนะเพ่ยหยูพวกพี่จะดูแลน้องเอง”ไป่หลิวเดินไปกอดเพ่ยหยูเบาๆ อย่างปลอบใจเธอเห็นดวงตากลมโตของเพ่ยหยูเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาจึงอดปลอบไม่ได้
“นั่นสิพวกพี่จะดูแลน้องเองนะไม่ต้องกลัว”ซู่ฟางเองก็เดินไปกอดเพ่ยหยูเช่นเดียวกันพอเธอได้กอดร่างนุ่มนิ่มหอมกลิ่นนมของเพ่ยหยูก็ยิ่งสงสารมากขึ้นไปอีก
“ขอบคุณพี่สาวค่ะ”เพ่ยหยูสูดหายใจเข้าลึกและแย้มรอยยิ้มน่ารักออกมาเมื่อรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ไป่หลิวกับซู่ฟางมอบให้ด้วยความจริงใจ
“พวกเราไปหาจางเจี้ยนกันเถอะเขาคงรอนานแล้ว” ไป่หลิวคลายอ้อมกอดออก
“อืมไปกันเถอะ พวกเราต้องดูแลกันให้ดี”ซู่ฟางเองก็คิดว่าพวกเธอเป็คนมาใหม่ที่นี่ยังไงก็ต้องคอยช่วยเหลือกันอยู่แล้ว
ไป่หลิวกับซู่ฟางเดินนำหน้าเพ่ยหยูไปอย่างช้าๆ พวกเธอกลัวว่าน้องสาวตัวน้อยจะเดินตามไม่ทันจนอาจหกล้มขึ้นมาได้พอไปถึงหน้าประตูห้องน้ำพวกเขาก็เห็นจางเจี้ยนยืนรออยู่เงียบๆ อย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ
“พวกเราเอาเสื้อผ้าเก่าไปเก็บก่อนเถอะ”จางเจี้ยนเห็นทั้งสามมาเสียทีเอ่ยขึ้น
“อื้อรีบไปกันเถอะ”ไป่หลิวกับซู่ฟางเอ่ยขึ้นพร้อมกันพวกเธอยังหันไปมองดูเพ่ยหยูแว่บหนึ่งว่าเธอตามทันหรือไม่พอเห็นว่าน้องสาวเดินมาอยู่ด้านหลังแล้วจึงได้เดินนำหน้าไป
ในสถาบันแห่งนี้จะแยกห้องนอนชายหญิงตอนที่พวกเขาอายุสิบขวบตอนนี้จางเจี้ยนซึ่งอายุแปดขวบจึงสามารถนอนร่วมกับพวกไป่หลิวได้ก่อนอายุจะครบเกณฑ์
หลังจากทั้งสี่เก็บเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็เดินตามกันไปที่อาคารด้านหลังซึ่งเป็โรงอาหารขนาดใหญ่สำหรับเด็กที่อาศัยอยู่ในสถาบันแห่งนี้ที่นั่นพวกเขาเห็นเด็กโตอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดหลายคนกำลังช่วยกันทำอาหารอยู่พอดี
“พวกเขาเก่งจังเลยนะคะที่ทำอาหารได้หนูก็อยากเรียนทำอาหารบ้างเหมือนกัน”เพ่ยหยูตัวน้อยเอ่ยเสียงใสพร้อมรอยยิ้มกว้างเธอคิดว่าการทำอาหารเป็จะทำให้ตัวเองสามารถใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหลายปีหากยังไม่ได้พบครอบครัว
“นั่นสิเอาไว้รอพวกเราโตกว่านี้ก่อนพี่จะพาเพ่ยหยูมาทำอาหารดีไหม”ไป่หลิวเองก็ชอบกินของอร่อยเหมือนเด็กทั่วไปเธอจึงอยากหัดทำอาหารกินเองบ้างเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาสัญญากันว่าถ้าได้รับมอบหมายงานตอนโตกว่านี้พวกเราจะต้องมาอยู่ที่โรงครัวนี้กันดีไหม”จางเจี้ยนเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเขาเห็นเด็กน้อยอย่างเพ่ยหยูยิ้มหวานอยู่จึงอดที่จะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ก่อนหน้านี้จางเจี้ยนไม่กล้าคุยกับเพ่ยหยูพอเห็นเพื่อนสาวสองคนเริ่มพูดคุยและได้จับมือเล็กของเพ่ยหยูแล้วจึงอดคาดหวังไม่ได้ว่าเขาจะมีน้องสาวเพิ่ม