ณ ห้องลับในโรงเตี๊ยมซอมซ่อแห่งตรอกจีิ นครเยี่ยนผิง สวีิหล่าง อัครเสนาบดีผู้กุมอำนาจล้นฟ้า สลัดคราบขุนนางใหญ่ สวมเพียงชุดผ้าป่านโพกผ้าเหลี่ยมจำแลงกายเป็เฒ่าสามัญชน กำลังประลองหมากกับผู้มาเยือน
บุรุษเบื้องหน้าสวมเสื้อคลุมแพรแขนกว้างคาดเข็มขัดหยก ท่วงท่าสง่างามแฝงกลิ่นอายสูงศักดิ์ เครื่องหน้าหล่อเหลาหมดจดจนผู้คนต้องเหลียวมองและยกย่องว่าเป็คุณชายรูปงามไร้ที่ติ
ทว่าแท้จริงแล้ว เื้ัคราบบุรุษผู้นี้คือองค์หญิงแห่งเป่ยหู... เซียวเยี่ยน!
หลังผละจากไต้โจว นางหาได้มุ่งหน้ากลับราชสำนักเทียนหยวน กลับชักม้าย้อนรอยลอบเร้นสู่นครหลวงอีกครา
สิ้นสุดหมากกระดาน สวีิหล่างผู้กำชัยลูบเคราสรวลเสียงดัง "มิพบกันนับเดือน ฝีมือหมากคุณชายเซียวรุดหน้าไปไกล หากเป็เช่นนี้ต่อไป ไม่แคล้วสามปีห้าปี ตาเฒ่าผู้นี้คงรับมือท่านลำบากแล้ว"
วาจานี้ซ่อนคมลึก แม้เอ่ยปากชม ทว่าหาได้ยอมรับว่าในอีกสามปีห้าปีเบื้องหน้าอีกฝ่ายจะโค่นตนลงได้ ความทระนงศักดิ์ของชาวต้าฉียามเผชิญหน้าคนเถื่อนเผ่าหูหาได้เจือจาง ต่อให้เื้ัจะจับมือสมคบคิดแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันก็ตาม
เซียวเยี่ยนคลี่ยิ้มราบเรียบ "หมากบนกระดานไม้ นับเป็เพียงวิถีสายรอง การที่ใต้เท้าสวีใช้ใต้หล้าต่างกระดาน ใช้ขุนนางใหญ่น้อยต่างหมากเดิน นั่นต่างหากคือวิสัยทัศน์ของยอดคนผู้กุมชะตาแผ่นดิน"
จิ้งจอกเฒ่าพึงพอใจกับคำป้อยอ เขาโปรดปรานยามชนเผ่าหูแสดงความยำเกรงต่อต้าฉี นี่คืออคติที่หยั่งลึกถึงกระดูกดำ มิมีวันแปรเปลี่ยนเพียงเพราะการจับมือชั่วคราว
เขาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ "ยามข้าก้าวออกจากจวน ได้ยินว่าเจิ้นกั๋วกงรุดเข้าวังไปแล้ว องค์หญิงลองเดาดู ยามนี้สีหน้าของเฒ่าแซ่จ้าวจะบิดเบี้ยวปานใด"
เซียวเยี่ยนโบกมือส่งสัญญาณให้ผู้ติดตามเก็บกระดานหมากและยกชาชั้นดีเข้ามาริน นางแย้มยิ้มบางเบา "จ้าวเสวียนจีย่อมคาดไม่ถึง ว่าคิ้วขาวจะพลิกลิ้นกลับคำให้การกะทันหัน ป่านนี้คงหน้าถอดสี ตื่นตระหนกจนทำอันใดไม่ถูกกระมัง"
สวีิหล่างประสานเสียงสรวลอย่างสำราญใจ "องค์หญิงปราดเปรื่องเหนือผู้คนนัก แผนการเดิมทีควรมั่นใจแปดเก้าส่วน ท่านยังอุตส่าห์คำนวณทางหนีทีไล่ไว้ทุกรูปแบบ ซ้ำยังวางค่ายกลซ้อนค่ายกลเตรียมพร้อมแต่เนิ่นๆ ช่างล้ำลึกนัก หากไร้หมากตานี้ ยามนี้พวกเราคงพลิกกระดานกลับมาเหนือกว่ามิได้แน่"
เซียวเยี่ยนจิบชาสงบนิ่ง "พิชัยยุทธ์ต้าฉีจารึกไว้ 'ก่อนมุ่งคว้าชัย จงคำนวณยามปราชัย' ข้าเพียงจดจำมาประยุกต์ใช้ตื้นๆ ทำให้ใต้เท้าสวีต้องขบขันแล้ว"
"ความแตกฉานในวิชาต้าฉีของท่าน นับเป็ยอดคนในหมู่ชนเผ่าหู มีใจใฝ่รู้ศึกษาถือเป็เื่ประเสริฐยิ่ง องค์หญิงอย่าได้ถ่อมตัวนักเลย" วาจาของสวีิหล่างยังคงแฝงกลิ่นอายเย่อหยิ่งของผู้ที่อยู่เหนือกว่าอย่างชัดเจน
เซียวเยี่ยนั์ตาเรียบเฉย เพียงยกจอกชาขึ้นเป็เชิงคารวะตอบ
คล้อยหลังจิบชาชั้นเลิศ สวีิหล่างเอ่ยต่อ "ฟ่านจงิก็นับว่าอ่านทิศทางลมเป็ คนของข้าเพียงโผล่หน้าไปในคุกศาลต้าหลี่หนเดียว มันก็รู้ตัวว่าควรขยับลิ้นเช่นไร มาถึงขั้นนี้ จ้าวเสวียนจีคงหัวหมุน อกสั่นขวัญแย่แล้ว"
เซียวเยี่ยนทอดเสียงยกย่อง "แผนการครานี้แม้มิบรรลุเป้าหมายแรก ทว่าใต้เท้าสวีกลับพลิกกระดานยามคับขัน ฉวยโอกาสตลบหลัง เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงลงในพระทัยฝ่าาได้สำเร็จ นับว่าได้มากกว่าเสีย พวกใช้กำลังไร้สมองอย่างตระกูลจ้าว มีหรือจะทัดเทียมใต้เท้าสวีได้ สติปัญญาท่านลึกล้ำหาใดเปรียบ ข้าน้อยเลื่อมใสจากใจจริง"
สวีิหล่างประสานเสียงสรวลกึกก้องอีกครา
เซียวเยี่ยนเห็นอีกฝ่ายอารมณ์ดี จึงกวักมือเรียกคนสนิท รับบัญชีรายการของกำนัลมาถือไว้ ก่อนเลื่อนส่งให้ "นี่คือค่าตอบแทนที่ตกลงไว้ล่วงหน้า เชิญใต้เท้าตรวจดู"
จิ้งจอกเฒ่าเปิดบัญชีกวาดตา ความโลภและความพึงพอใจฉายชัดในแววตา
ตระกูลสวีแม้ยิ่งใหญ่ ทว่าก็เป็เพียงหนึ่งในสิบสามเสาหลักฝ่ายบุ๋น มนุษย์ไร้ลาภลอยมิอาจมั่งคั่ง อาชาไร้หญ้ายามราตรีมิอาจอ้วนพี หากปรารถนาจะเหยียบย่ำตระกูลอื่น ก้าวขึ้นเป็ขุนนางบุ๋นอันดับหนึ่งแห่งต้าฉี ย่อมต้องสูบเืสูบเนื้อกอบโกยทรัพยากรบำเพ็ญเพียรให้มากที่สุด
...
ณ ศาลาเฟิงเสวี่ย จ้าวเสวียนจีแสร้งทำทีหน้าถอดสี เอ่ยถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "กระหม่อมบังอาจทูลถาม... ฝ่าาทรงมีพระราชดำริสะสางคดีนี้เช่นไรพ่ะย่ะค่ะ"
ซ่งจื้อหาได้ตอบคำถาม สุรเสียงเนิบนาบแฝงแรงกดดันกลับดังขึ้น "อัครเสนาบดีชี้แนะข้าว่า พวกขุนศึกตระกูลบู๊ล้วนหิวโหยเพลิงา กระหายผลงาน ซ้ำยัง... งัดเอาคดี 'จลาจลหัวเมือง' ในอดีตราชวงศ์มารื้อฟื้นเตือนความจำเจิ้นด้วย"
สิ้นพระดำรัส จ้าวเสวียนจีพลันหน้าซีดเผือด ตื่นตระหนกสุดขีด
มหันตภัย 'จลาจลหัวเมือง' ที่กรีดแผ่นดินเป็เสี่ยงๆ และเหยียบย่ำพระราชอำนาจจนจมดิน คือฝันร้ายชั่วนิรันดร์ของโอรส์ทุกพระองค์ ย่อมไร้ซึ่งกษัตริย์องค์ใดปรารถนาจะให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ก่อน ถูกพวกขุนศึกหัวเมืองจับขึงเป็หุ่นเชิด แบกรับความอัปยศอดสูนานัปการ จวบจนวันฏชิงบัลลังก์สถาปนาตน ราชวงศ์เดิมก็ถูกล้างบางสิ้นซากไร้ปรานี
เื่พรรค์นี้ เพียงแค่หลุดออกจากปาก ก็มากพอจะทำให้โอรส์ทุกพระองค์หวาดระแวงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว
"ฝ่าา... ตระกูลจ้าวภักดีเทียมฟ้า..." จ้าวเสวียนจีเข่าทรุด เตรียมโขกศีรษะร่ำไห้อีกหน
ทว่าซ่งจื้อกลับรั้งแขนเขาไว้ ถอนพระปัสสาสะหนักหน่วง สุรเสียงเคร่งขรึมเจือความอบอุ่น "ท่านตาไยต้องลุกลี้ลุกลนปานนี้ ต้าฉีหาใช่ราชวงศ์ก่อน ตระกูลจ้าวก็หาใช่ขุนศึกฏ เจิ้นจะไม่รู้ความตื้นลึกหนาบางเชียวหรือ"
จ้าวเสวียนจีลอบระบายลมหายใจยาว "ฝ่าาทรงพระปรีชาเหนือผู้ใด"
ซ่งจื้อทอดพระเนตรจ้าวเสวียนจีด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว "เจิ้นมีราชโองการ อนุมัติตามฎีกาลับของอ้ายชิง สั่งเพิ่มกำลังทหารที่ด่านเยี่ยนเหมินกวนสามหมื่นนาย พร้อมเบิกเสบียง ศาสตราปราณ และโอสถบำเพ็ญเพียรเพิ่มอีกสองส่วน"
จ้าวเสวียนจีเบิกตากว้าง แสร้งทำสีหน้าตะลึงลานเหลือเชื่อ ก่อนคุกเข่ากราบกรานแนบพื้น "พระกรุณาธิคุณล้นพ้น! ตระกูลจ้าวขอสาบานด้วยเื จะขอพิทักษ์ด่านเยี่ยนเหมินกวนถวายชีวิตตราบลมหายใจสุดท้าย"
เมื่อล่วงเข้าสู่เขตแดนราชกิจ ซ่งจื้อก็สลัดคราบหลานตา สุรเสียงกษัตริย์กังวานเฉียบขาด "เจิ้นย่อมเชื่อใจตระกูลจ้าว บรรพชนทุกพระองค์ล้วนเชื่อใจตระกูลจ้าว ทว่าอ้ายชิงจงสลักไว้กลางใจ ยามเป่ยหูยังมิทันขยับ และเจิ้นยังมิได้ลั่นวาจา กองทัพเยี่ยนเหมินห้ามกรีธาทัพล่วงเลยนอกด่านโดยพลการเด็ดขาด"
"กระหม่อมน้อมรับพระราชโองการ"
"อ้ายชิงเอ๋ย ท่านย่อมรู้ว่าคดีไต้โจวนี้ อัครเสนาบดีคัดค้านหัวชนฝา เจิ้นเชื่อใจตระกูลจ้าว จึงยอมอนุมัติตามคำขอ ทว่าอัครเสนาบดีคงไม่แคล้วตามมาสวดเจิ้นจนหูชา อ้ายชิงสมควรช่วยเจิ้นแบ่งเบาภาระนี้บ้าง" โอรส์ตรัสกลั้วรอยยิ้มจนพระทัย
"ฝ่าาทรงหมายความว่า..."
"เื่ตระกูลอู๋แห่งจินหลิงกับตระกูลหยางแห่งก่วงหลิง ห้ำหั่นเปิดศึกสายเืเพียงเพราะแย่งชิงลานล่าสัตว์กระจ้อยร่อย บ่าวไพร่ล้มตายเป็เบือ ซ้ำยังสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎร คดีนี้ฉาวโฉ่ะเืราชสำนัก อัครเสนาบดีจึงถวายฎีกา เสนอให้ริบรอนบรรดาศักดิ์ของทั้งสองตระกูลลงหนึ่งขั้น อ้ายชิงมีความเห็นเช่นไร" สุรเสียงกึ่งปรึกษาทว่าแฝงนัยยะบีบบังคับ
ตระกูลหยางแห่งก่วงหลิง... นั่นคือเครือญาติสายดองของตระกูลจ้าว ที่ผ่านมาล้วนก้มหัวศิโรราบให้จ้าวเสวียนจีเป็ผู้นำ
ทั้งตระกูลหยางและอู๋ ต่างครองบรรดาศักดิ์ 'กั๋วโหว' สืบทอดทางสายเื หยั่งรากลึกคู่ฟ้าดินต้าฉี เป็รองเพียงบรรดาศักดิ์กั๋วกงขั้นเดียว
หากถูกลิดรอนบรรดาศักดิ์ ร่วงหล่นสู่ขั้น 'ป๋อเจวี๋ย' ในยุคที่แผ่นดินปราศจากไฟาให้สร้างผลงาน การจะตะเกียกตะกายปีนป่ายกลับคืนสู่จุดเดิม ย่อมมืดมนดั่งงมเข็มในมหาสมุทร
สำหรับสองเสาหลักขุนนางบู๊ นี่คือการทุบตีจนกระดูกหัก บีบให้ก้าวเข้าสู่ยุคตกต่ำอย่างแท้จริง
ทว่าจ้าวเสวียนจีกระจ่างเต็มอก เขาไร้สิทธิ์ปฏิเสธ นี่คือ 'ข้อแลกเปลี่ยน' หมากกระดานนี้จำต้องรอมชอมเพื่ออุดปากกลุ่มขุนนางบุ๋น เขาทำได้เพียงค้อมศีรษะยอมรับชะตากรรม "ฝ่าาทรงวินิจฉัยเที่ยงธรรมพ่ะย่ะค่ะ"
...
คล้อยหลังจ้าวเสวียนจีทูลลา โอรส์ยังคงประทับนิ่ง ณ ศาลาเฟิงเสวี่ย
สุราอาหารบนโต๊ะหยกไร้รอยชิม พระองค์เพียงทอดพระเนตรลงมองมหานครที่ทอดตัวดุจกระดานหมากอย่างเงียบงัน จวบจนสุริยันลาลับ ราตรีห่มคลุมท้องฟ้า ร่างในชุดลายัยังคงนิ่งขึงประดุจหินผา
พระขนงคมปราบดุจกระบี่ พระวรกายผึ่งผาย ฉลองพระองค์ลายัห้าเล็บตระหง่านท้าลมหนาว ขับเน้นกลิ่นอายสูงศักดิ์เหนือมวลมนุษย์ ต่อให้ประทับนิ่งมิไหวติง ก็ยังเป็รูปสลักที่เปี่ยมด้วยบารมีกดข่มขวัญผู้คน
"เป่ยหูยามนี้แตกแยกเป็สี่ราชสำนัก เทียนหยวนเป็เพียงหนึ่งในขั้วอำนาจ ซ้ำยังเพิ่งผงาดขึ้นมา รากฐานหาได้หยั่งลึก หนำซ้ำอาณาเขตพวกมันก็มิได้จรดพรมแดนต้าฉี ยอดฝีมือเทียนหยวน มีเหตุผลกลใดต้องถ่อข้ามทวีปมาเด็ดหัวตระกูลจ้าวถึงที่นี่" ซ่งจื้อตรัสลอยๆ โดยมิหันพระพักตร์
"ที่ฝ่าาทรงตั้งข้อสังเกต ล้วนมีเหตุผล บ่าวชราเองก็ตะขิดตะขวงใจยิ่งพ่ะย่ะค่ะ"
ณ มุมมืดของศาลา เงาร่างค่อมงุ้มของขันทีชราปรากฏขึ้นั้แ่เมื่อใดไม่อาจทราบ ใบหน้าซ่อนเร้นใต้เงามืดมิด สุ้มเสียงแหบพร่าดังดั่งเสียงสากกะเบือเสียดสี
ขันทีชราทูลต่อ "ทว่าผู้ฝึกตนระดับราชันย์แห่งเทียนหยวน ปรากฏตัว ณ ไต้โจวคือความจริง คำให้การขององค์หญิงเป่ยหู ย่อมไม่อาจฟังหูไว้หู บรรพชนของพวกมันคือจั่วเสียนหวังรุ่นก่อน ซึ่งถูกคมดาบตระกูลจ้าวบั่นคอขาดสะบั้นคาสมรภูมิ เืล้างเื ย่อมต้องมีความแค้นฝังลึกต่อตระกูลจ้าวแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"
ซ่งจื้อหาได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงโบกพระหัตถ์ ขันทีชรารู้ความ รีบสั่งคนนำคัมภีร์ 'บันทึกฟางอู้' เล่มหนึ่งมาถวายอย่างนอบน้อม
อาศัยแสงเทียนวูบไหว ซ่งจื้อพลิกอ่านเงียบๆ ก่อนพับปิดสมุด "หลายปีมานี้ เจิ้นมัวแต่สะสางศึกในจนละเลยศึกนอก ข่าวกรองเกี่ยวกับเป่ยหูใน 'บันทึกฟางอู้' ช่างกลวงโบ๋เสียนี่กระไร"
"บ่าวชรารับราชโองการ จะเร่งคัดกรองสายลับแทรกซึมสู่มั่วเป่ยเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ" ขันทีชราประคองบันทึกฟางอู้กลับคืน
ซ่งจื้อทอดสายตามองนครเยี่ยนผิง พลางจมดิ่งสู่ห้วงความคิดอีกครา
ตรอกฟางเรียงรายดุจกระดานหมากสว่างไสวด้วยแสงโคม รถม้าวิจิตรส่งกลิ่นหอมกรุ่นทั่วถนน เสียงจอแจหัวร่อต่อกระซิกของผู้คน ผสมผสานเสียงพ่อค้าร้องเร่ขายของดังสะท้อน คลอเคล้ากลิ่นสุราอาหารจากตลาดกลางคืน ลอยละล่องแตะจมูกถึงยอดเขา
นครหลวงไร้กฎห้ามสัญจรยามวิกาล ความคึกคักพลุกพล่านลากยาวจรดรุ่งสาง นี่คือภาพสะท้อนความมั่งคั่งถึงขีดสุดแห่งยุคทองต้าฉี เป็ภาพวาดแผ่นดินที่ซ่งจื้อทอดพระเนตรเท่าใดก็มิเคยเบื่อหน่าย ทุกคราที่จิตใจว้าวุ่น พระองค์มักเสด็จมาสงบนิ่งอยู่ที่นี่เสมอ
"ยอดฝีมือเป่ยหูกับฟ่านจงิ พอถูกโยนเข้าคุกศาลต้าหลี่ ก็พลิกลิ้นกลับคำให้การพร้อมเพรียงราวกับนัดแนะ ซ้ำยังกัดฟันกรอดไม่ยอมคายความจริง ดูท่าแวดวงขุนนางยามนี้ วาจาของอัครเสนาบดีคงศักดิ์สิทธิ์ดั่งประกาศิต์สินะ" สุรเสียงซ่งจื้อดังขึ้นอีกครา ราบเรียบจนเย็นะเื
ขันทีชราใคร่ครวญชั่วอึดใจ ก่อนค้อมศีรษะทูล "อัครเสนาบดีจะใช้วาจาศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับปลายพระหัตถ์ของฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ"
ซ่งจื้อพยักพระพักตร์แ่เบา รอยตึงเครียดระหว่างคิ้วคลายลง ผ่านไปเนิ่นนานจึงตรัสสั่ง "ถ่ายทอดราชโองการเจิ้น ปล่อยตัวเดนตายเป่ยหูผู้นั้นเสีย"
ขันทีชราเบิกตากว้างตื่นตะลึง "นั่นถึงขั้นระดับราชันย์เลยนะพ่ะย่ะค่ะ หากบั่นคอประจาน ย่อมเป็การเชือดไก่ให้ลิงดู ข่มขวัญพวกอนารยชนได้ชะงัดนัก"
ซ่งจื้อส่ายพระพักตร์ "แค่ราชันย์ขั้นต้นผู้หนึ่ง เชือดทิ้งไปก็ไร้ความหมายต่อภาพรวม ปล่อยมันหลุดมือกลับสร้างประโยชน์มหาศาลกว่า สายลับเจิ้นที่กำลังจะแฝงตัวเข้ามั่วเป่ยเพื่อรวบรวมข้อมูลป้อน 'บันทึกฟางอู้' ย่อมไม่อาจกระตุกหนวดเสือให้เป่ยหูตื่นตัวได้"
"ฝ่าาทรงพระปรีชาล้ำลึก บ่าวชรารับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ"
...
ยามก้าวพ้นประตูวัง จ้าวเสวียนจีเหลียวกลับไปมองยอดปราสาททองคำอันโอ่อ่า ก่อนหันกลับมาเผชิญหน้าถนนจูเชวี่ยที่คลาคล่ำด้วยรถม้า ใบหน้าที่เคยซีดเผือดตื่นตระหนกเมื่อครู่ พลันแปรเปลี่ยนเป็ราบเรียบดุจน้ำนิ่ง ท่าทีหวาดหวั่นหัวหดถูกสลัดทิ้งราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
ทันทีที่ทรุดตัวลงในรถม้าประจำตระกูล จ้าวเสวียนจีปิดเปลือกตาลง ปล่อยใจจมสู่ห้วงความคิด
'เสี่ยวหนิงจื่อคำนวณมิผิดเพี้ยน ทันทีที่ยอดฝีมือเป่ยหูเหยียบศาลต้าหลี่ มันก็พลิกลิ้นทันควัน ซ้ำข้ออ้างยังตรงกับที่หลานข้าเดาไว้ทุกกระเบียดนิ้ว โชคดีที่ฟ่านจงิตกอยู่ในกำมือข้า การจับมันทรมานบีบให้กลับคำให้การสอดรับกัน นับเป็หมากตาทองล้ำค่าจริงๆ ทำเช่นนี้ ฝ่าาย่อมระแวงตาเฒ่าอสรพิษสวีิหล่าง ว่ามันแผ่อิทธิพลครอบงำศาลต้าหลี่จนเกินขอบเขต'
หวนคิดถึงจุดนี้ ความอัดอั้นในใจจ้าวเสวียนจีพลันมลายสิ้น
เขาคือแม่ทัพกรำศึก หาได้ถนัดการแทงข้างหลังหรือปะทะฝีปากในท้องพระโรง การที่ครานี้คว้าชัย เพิ่มกำลังพลที่ด่านเยี่ยนเหมินกวนได้ถึงสามหมื่นนาย ล้วนเป็ผลงานการวางหมากของจ้าวหนิงทั้งสิ้น นี่คือรางวัลชิ้นแรกที่รีดเค้นจากฟ่านจงิ
ทว่าพอนึกถึงจุดนี้ จ้าวเสวียนจีก็อดพิศวงมิได้
แม้หน้าที่รัดตัวจนไร้เวลาเคี่ยวเข็ญลูกหลาน ทว่าเขากลับจับตาดูจ้าวหนิงเป็พิเศษ ในความทรงจำ หลานชายผู้นี้คือคุณชายเสเพลรักสนุกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทว่าบัดนี้กลับพลิกโฉมราวกับคนละคน สติปัญญาล้ำลึก อ่านเกมขาดกระจุยจนเขายังต้องลอบหนาวเหน็บ
'เป่ยวั่งมันสันดานม้าป่าเหลาะแหละ ในหัวนอกจากควบม้าแกว่งทวนทะลวงฟันสร้างผลงานแล้ว ก็มีแต่เื่รักๆ ใคร่ๆ วันๆ เอาแต่จู๋จี๋ต่อกลอนกับลูกสะใภ้... หากตาเฒ่าผู้นี้ไม่ค้ำยันจวนไว้ ตระกูลจ้าวคงป่นปี้คามือมันไปนานแล้ว!'
'์ยังมีตา เสี่ยวหนิงจื่อคือพญาัซ่อนกาย ไม่เพียงพร์วรยุทธ์สูงล้ำ สติปัญญายังเฉียบขาด แม้กาลก่อนจะเสเพลไร้แก่นสาร แต่นั่นคือการหลงระเริงตามวัยเยาว์ หลังฝ่าวิกฤตของนางแพศยาจ้าวยวี่เจี๋ย ในที่สุดหลานข้าก็กะเทาะเปลือกเติบโต ยามนี้ผงาดพร้อมทั้งบุ๋นและบู๊ นับเป็วาสนาอันยิ่งใหญ่ของตระกูลจ้าวโดยแท้!'
ั์ตาของแม่ทัพเฒ่าทอประกายพึงพอใจ
'รอให้ไอ้หนุ่มนี่กลับถึงจวนก่อนเถอะ ข้าจะเคี่ยวกรำมันให้กระอักเื อายุครบสิบหกคือการเหยียบย่างสู่สี่ปีทองแห่งการทะลวงปราณ จะปล่อยให้หย่อนยานไม่ได้เด็ดขาด เทศกาลล่าสัตว์สารทฤดูเดือนเก้า ต้องถีบส่งมันให้ผงาดเหนือยอดฝีมือทั้งราชสำนัก ให้พวกขุนนางบุ๋นหน้าโง่ได้เบิกตาดูให้เต็มสองตา... ว่าเหตุใดตระกูลจ้าวแห่งจิ้นหยาง จึงถูกขนานนามว่าเป็เสาหลักขุนศึกอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า!'
___
[1] อ้ายชิง (爱卿):
คำเรียกขานที่โอรส์ทรงใช้เรียกขุนนางที่ทรงโปรดปรานหรือไว้วางพระราชหฤทัย แปลตรงตัวว่า "ขุนนางที่รัก" แฝงนัยยะถึงความใกล้ชิดและการยกย่องเกียรติขุนนางผู้นั้น