บทที่ 13
ช่วงเย็น
“เป็นยังไงบ้างฟีน่า เหนื่อยมั้ย” ผมถามฟีน่าขณะนั่งพักอยู่
“นิดหน่อยค่ะ แต่ก็สนุกดี” ฟีน่าตอบขณะกำลังล้างมืออยู่
“งั้นเราไปที่ชายหาดกัน ผมว่าจะไปดูคุณมัลโก้ซักหน่อยว่าเตรียมการเป็นยังไงบ้าง” ผมชวนฟีน่าไปที่ชายหาย
“ค่ะ เราไปกันเถอะเราก็อยากเห็นทะเลเหมือนกัน”
“ฟีน่าไม่เคยเห็นทะเลหรอครับ” ผมเอ่ยถาม
“ใช่ค่ะ ฟีน่าไม่เคยเห็นเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ก้าวออกจากเมืองหลวง” ฟีน่ายิ้มตอบผม
“ฮ่ะๆ คล้ายๆผมเลย ผมก็ไม่เคยได้ออกจากเมืองนี้เหมือนกัน” ผมขำที่เรามีอะไรคล้ายๆกัน
จากนั้นผมและฟีน่าค่อยๆออกเดินทางเพื่อไปที่ชายหาด เราทั้งคู่เดินไม่นานก็ถึงชายหาด ผมเห็นคุณมัลโก้แต่ไกล ผมกับฟีน่าเดินเข้าไปหาทันที
“เป็นอย่างไรบ้างคับคุณมัลโก้” ผมถามส่วนฟีน่าเดินลงไปที่หาดทรายขาว
“เรียบร้อยดีครับนายน้อย เดี๋ยวพระอาทิตย์ตกคนคงเริ่มจะมากัน” มัลโก้บอก
“ครับคุณมัลโก้อย่าลืมอธิบายถึงเหตุผลในการลอยโคมนะครับ” ผมย้ำอีกที
“แน่นอนครับ ลอยเพื่อส่งความคิดถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่อยู่บนสวรรค์ให้รับรู้ ถูกต้องมั้ยครับ” คุณมัลโก้ถามผมเพื่อความแน่ใจ
“ก็ประมาณนั้นครับ” ผมพยักหน้าตอบ อืมขอยืมใช้ประเพณีโลกเก่าหน่อยละกันความหมายอาจจะไม่ตรงไปบ้างแต่ก็อยากให้กลายเป็นประเพณีของเมืองเรา
“ผมขอไปดูฟีน่าก่อนนะครับ” ผมบอกคุณมัลโก้ก่อนจะหยิบโคมลอยติดมือไป
“ครับนายน้อยทางนี้ปล่อยเป็นหน้าที่ผมเอง”
ผมค่อยๆเดินลงไปหาฟีน่าที่กำลังเดินอยู่บริเวณชายหาด
“เป็นยังไงบ้างฟีน่า ทะเลสวยมั้ย” ผมถามฟีน่า
“สวยมากเลยล่ะคลาวด์ แต่ทะเลนี่เค็มจังเลยนะ เราเคยอ่านเจอว่ามันทานไม่ได้เพราะเค็มใช่มั้ยคะ” ฟีน่าถามพลางชิมน้ำทะเล
“จะว่าใช่มันก็ใช่ จะบอกว่าไม่ใช่มันก็ไม่ใช่” ผมบอกฟีน่า
“เอ๋ ยังไงกัน” ฟีน่าเอียงคอสงสัยอย่างน่ารัก
“มันมีวิธีเอาน้ำทะเลมาแปรรูปน่ะฟีน่า อย่างเครื่องปรุงที่เราบอกวันนี้ เกลือก็มาจากน้ำทะเลนั่นล่ะ” ผมบอกฟีน่า
“สุดยอดเลยนะ ท่านลุงเอริกเก่งจริงๆ ที่หาวิธีทานมันได้” ฟีน่าชื่นชม
“อืม พ่อผมสุดยอดเลยเนอะ” ผมยิ้มตอบแห้งๆ
“ฟีน่าเราไปหาที่นั่งดูพระอาทิตย์ตกกันเถอะ เดินจากนี่ไม่ไกลหรอกตามเรามา” ผมกำลังพาฟีน่าไปดูพระอาทิตย์ตก
“อื้อ ไปสิวันนี้คลาวด์เป็นคนนำทางเรานี่” ฟีน่าตกลง ผมจึงพาเธอเดินไปตามชายหาดทันที
เราเดินมาสักพักพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ผมพาเธอเดินมาจนสุดชายหาดที่มีหน้าผากั้นอยู่
“ตามมาทางนี้ฟีน่า อย่าพลัดหลงกับผมล่ะ” ผมถือวิสาสะจับมือฟีน่าเพื่อที่จะได้ไม่หลงกัน
“อื้อ” ฟีน่าตอบหน้าแดงเพราะเป็นครั้งแรกที่เธอเคยถูกเด็กผู้ชายวัยเดียวกันจับมือ
ผมค่อยๆพาเดินเข้าไปในพงหญ้ารกทึบ แถวๆนี้ต้นไม้ขึ้นสูงนอกจากหน้าผ้าเหนือต้นไม้แล้วก็ไม่เห็นอะไร ผมพาเธอเดินไปจนทะลุหญ้าสูงแถวนี้ ก็พบกับถ้ำแห่งหนึ่ง มันเป็นถ้ำที่มีระยะทางไม่ไกล เพียงแค่ประมาณ 200 เมตรเท่านั้นแต่มันเป็นถ้าที่โค้งทำให้ไม่มีแสงลอดผ่านมาจากอีกด้าน เป็นไปได้ยากที่คนจะมาพบถ้ำลับแห่งนี้ ส่วนผมนั้นบังเอิญมาพบเข้าตอนกำลังหาสมุนไพรทานได้ เมื่อตอนเด็กๆ ผมพาฟีน่าเดินผ่านถ้ำจนทะลุมาอีกด้าน
“ฟีน่าดูสิสวยมั้ย” ผมเอี้ยวตัวหลบให้ฟีน่าที่เดินตามหลังอยู่มองทิวทัศน์ด้านหน้า
“ว้าว !!” แว่บแรกที่ฟีน่าเห็นทิวทัศน์ด้านหน้าหาดทรายสีขาว ทะเลสีคราม โค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว มีต้นมะพร้าวขึ้นตามชายหาด มันช่างดูสวย เงียบสงบ เหมือนหลุดออกมาอยู่อีกมิติ ที่มีเพียง 2 คนเท่านั้น
“สวยมากเลยคลาวด์ อย่างกับภาพวาดแน่ะ” ฟีน่าบอกคลาวด์อย่างตื่นเต้น
“ใช่มั้ยล่ะ นี่สถานที่ลับของผมเลยนะ ผมเจอที่นี่เข้าตอนเด็กๆน่ะ” ผมบอกกับฟีน่าอย่างภาคภูมิใจ
“มาทางนี้สิ” ผมพาฟีน่าไปนั่งริมชายหาดที่มีต้นมะพร้าวต้นใหญ่ขึ้นอยู่
“จุดนี้น่ะ เป็นจุดที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในเมืองนี้เลยนะ” ผมชี้ให้ฟีน่ามองพระอาทิตย์ที่กำลังตกลงจากท้องฟ้าสู่ทะเล
ผมและฟีน่าเราทั่งคู่นั่งมองพระอาทิตย์เงียบๆกันสองคนต่างคนต่างอยากซึมซับช่วงเวลาแบบนี้ให้มากที่สุด ผมนึกถึงหลวงตา หลวงพี่แต่ละคน ที่เลี้ยงดูผมเหมือนลูกหลานแท้ๆ ทุกคนจะสบายดีกันมั้ยนะ ผมได้แต่หวังว่าทุกคนคงจะไม่เศร้ากับการที่ผมตายจากไปมากนัก
เวลาผ่านไปพวกเราค่อยๆมองพระอาทิตย์ตกจนลับฟ้าไป ท้องฟ้ามืดลงแล้วจึงสามารถมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าได้ชัดเจนมากขึ้น มันช่างสวยจริงๆ บนโลกนู้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเห็นดวงดาวมากมายขนาดนี้กลางเมืองกรุง ด้วยบรรยากาศและอารมณ์ ผมค่อยๆร้องเพลงที่รู้จักออกมา
เพิ่งรู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน..............ที่ต้องใช้ชีวิตลำพัง....ฟ้าทุกเช้ามันอ้างว้าง ตั้งแต่เธอจากไป......ชีวิตต้องเดินก็รู้ แต่ไม่รู้จะเดินเพื่อใคร......ดาวบนฟ้าคว้ามาได้ ใครจะร่วมชื่นชม.....ยามค่ำคืนยังยืนมองขอบฟ้า........เธอสบตากับฉันบ้างหรือเปล่าคิดถึงเธอ คนที่ดีที่สุด.... ♩♪♫♬♩♪♫♬ (Credit.เพลง เขียนถึงคนบนฟ้า พิงลำพระเพลิง)
เมื่อผมร้องเพลงจบจู่ๆผมก็ได้ยินเสียงสะอื้นของคนข้างๆ
“ฟีน่าเธอร้องไห้ทำไม” ผมถามพลางยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ฟีน่า
“ฮึก!! ฮึก!! เราก็ไม่รู้เหมือนกัน จู่ๆเราก็คิดถึงท่านแม่” ฟีน่ารับผ้าเช็ดหน้ามาและค่อยๆเช็ดน้ำตาออก
“แล้วท่านแม่ฟีน่าล่ะ” ผมถาม
“ท่านแม่เราเสียไปหลายปีแล้วล่ะ ท่านสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง” ฟีน่าบอก
“ขอโทษนะผมไม่รู้” ผมเอ่ยขอโทษออกไป
“ไม่เป็นไรคลาวด์ไม่รู้นี่นา” ฟีน่ายิ้มให้ ผมคิดว่าภาพนี้ช่างสวยเหลือเกินเธอเหมือนภาพเขียน ผมสีเงินตัดกับท้องฟ้ายามค่ำคืน ฉากหลังเป็นพระจันทร์ดวงโต ที่คู่กับดวงดาวมากมเต็มท้องฟ้า ผมพลางหน้าแดงเมื่อมองดูเธอ
“สงสัยเป็นเพราะเพลงที่ผมร้องเมื่อครู่ ความหมายมันคงทำให้ฟีน่าคิดถึงท่านแม่” ผมตอบแก้เขินหวังว่าฟีน่าคงจะไม่สังเกตเห็นใบหน้าของผม
“ก็คงจะเป็นแบบนั้น คลาวด์ร้องให้เราฟังอีกสิ” ฟีน่าขอร้องให้คลาวด์ร้องให้ฟังอีก
“ได้เลย” ผมตอบรับคำ พลางร้องเพลงอีกหลายเพลงที่ติดอยู่ในความทรงจำสมัยอยู่โลกนู้น
ผ่านไปสักพัก ผมเริ่มเห็นโคมลอยขึ้นฟ้าบ้างแล้ว ฟีน่าก็น่าจะสังเกตุเห็นเช่นกันเธอจึงชี้และถามผม
“คลาวด์นั่นอ่ะไรน่ะ สวยจังเลย มันลอยมาจากชาดหาดด้านนู้นใช่มั้ย” เธอถามผม
“ใช่แล้วฟีน่า มันคือการลอยโคมยังไงล่ะ เราจะลอยเพื่อส่งความคิดถึงให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่อยู่บนสวรรค์ให้พวกเค้ารับรู้ไงล่ะ เรามาลอยกันบ้างเถอะฟีน่า” ผมอธิบายให้ฟีน่าฟัง พลางหยิบโคมกระดาษที่เอามาจากคุณมัลโก้
ผมค่อยๆอธิบายว่ามันทำงานอย่างไร จากนั้นเราก็ลุกขึ้นยืนและ จับคนละมุม จากนั้นผมค่อยๆร่ายเวทย์ไฟออกมา อย่างระวังไม่ให้มันแรงเกินไปจนไปติดกระดาษ
“เราขอช่วยด้วยสิ” ฟีน่าบอกกับผม
“ฟีน่าก็ใช้เวทย์ได้แล้วใช่มั้ย” ผมถามฟีน่า
“ใช่ ท่านอาจารย์สอนเรามาตั้งแต่สิบขวบแล้วล่ะ พออายุครบ 15 ปีเราจะได้ไปเข้าเรียนที่อาคาน่า” ฟีน่าตอบจากนั้น ฟีน่าก็ใช้เวทย์ไฟออกมาทันที ผมบอกฟีน่าให้ใช้อย่างระวัง ไฟจะได้ไม่ไปติดกระดาษ ผ่านไปสักครู่ โคมกระดาษของพวกเราก็ค่อยๆ ลอยออกจากมือไป เราแหงนหน้ามองบนท้องฟ้า มีโคมไฟมากมายหลายร้อยดวง ลอยขึ้นไปข้างบน จากนั้นเราทั้งคู่ก็นั่งมองโคมลอยมากมายบนทั้งฟ้าต่อ
“ฟีน่าใช้เวทย์เก่งจังเลยนะ ผมยังใช้ได้แค่เวทย์ 4 ธาตุหลัก ง่ายๆเอง” ผมถามฟีน่า
“ก็ยังไม่เท่าไร คลาวด์น่าจะรู้เวทย์มนต์พวกเรายังตื่นไม่เต็มที่ ของเราตื่นตั้งแต่ 10 ขวบอาจารย์ก็บอกว่าในอาณาจักรก็แทบหาคนที่เวทย์ตื่นเร็วขนาดนี้ไม่ได้แล้ว” ฟีน่าอธิบาย
“แล้วฟีน่าใช้เวทย์อะไรได้บ้างหรอ” ผมถามเพราะผมไม่ค่อยถนัดเกี่ยวกับเรื่องเวทย์มนต์เท่าไร
“เราก็เหมือนคลาวด์ใช้ได้ 4 ธาตุหลักแต่ ว่าเรามีสายพิเศษด้วยเราสามารถใช้เวทย์น้ำแข็งได้” ฟีน่าร่ายเวทย์น้ำแข็งออกมาให้คลาวด์
“สุดยอดไปเลยฟีน่า ที่เราเคยอ่านเจอธาตุพิเศษหายากสุดๆไปเลยไม่ใช่หรอ” ผมมองฟีน่าด้วยความตื่นเต้น
“ใช่ ธาตุพิเศษสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บางคนมีมาตั้งแต่เกิด แต่พวกนั้นจะไม่สามารถใช้เวทย์ธาตุหลักได้ แต่ของเราเป็นพวกที่เกิดขึ้นจากสายเลือดน่ะ เลยสามารถใช้เวทย์ธาตุหลักได้” ฟีน่าอธิบายให้ผมเข้าใจ
“จากสายเลือดหรอ ยังไงอ่ะ” ผมถามในสิ่งที่อยากรู้ต่อทันที
“คลาวด์รู้ใช่มั้ย ว่าเวทย์มนต์สามารถวัดได้ออกเป็น 5 ระดับ คนส่วนมากจะเกิดมาใช้เวทย์มนต์ธาตุหลักทั้ง 4 ได้อยู่แล้ว นั่นจะถือว่าอยู่ในระดับ 1 และ 2 ส่วนพวกระดับ 3 จะสามารถใช้ธาตุหลักธาตุใดธาตุหนึ่งได้ดีเป็นพิเศษเรียกว่าความเข้ากันได้ของธาตุ เช่นท่านพ่อของเราเข้ากับธาตุลมเป็นพิเศษ ส่วนท่านแม่ของเราเข้ากับธาตุน้ำเป็นพิเศษ เมื่อทั้งคู่มีลูกเด็กที่เกิดมาจะมีโอกาสอยู่ในระดับที่ 4 นั่นก็คือสายพิเศษซึ่งเกิดจากสายเลือดของทั้งคู่ผสมกัน แต่เกิดขึ้นยากมากเลยนะส่วนมากจะอยู่ในระดับ 3 กันทั้งนั้น” ฟีน่าร่ายยาว
“เข้าใจละ แล้วระดับ 5 ล่ะฟีน่า ไม่เห็นอธิบายเลย” ผมยังไม่หายสงสัย เพราะในห้องสมุดไม่ค่อยมีหนังสือพวกนี้ให้อ่านเท่าไรนอกจากหนังสือของท่านแม่
“ระดับ 5 นั่นหายากที่สุดคือสายพิเศษ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการผสมของสายเลือด แต่มีมาตั้งแต่กำเนิด ได้แก่ ธาตุแสง ธาตุมืด ธาตุไม้ ธาตุพิษ และธาตุสายฟ้า ในประวัติศาสตร์มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่เราไม่รู้จักหรอกนะ เพราะไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไร” ฟีน่าบอกอย่างไม่ค่อยสนใจ
“อืม แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าอยู่ระดับไหนฟีน่า” ผมถามต่อทันที
“ปกติก็จะต้องไปตรวจที่โรงเรียนอาคาน่าตอนสอบเข้าน่ะ”
“แล้วฟีน่ารู้ของตัวเองได้ยังไง” เมื่อผมถามจบฟีน่าก็ถกกระโปรงขึ้นทันที และลวงมือเข้าไปภายในกระโปรง ผมถึงกับต้องเอามือปิดตา “เฮ้ย ฟีน่าทำอะไร” ผมถามทั้งๆที่เอามือปิดตาอยู่ แต่นิ้วเจ้ากรรมดันปิดไม่สนิททำให้เห็นขาอ่อน โอ้วววววขาวโคตร น่านแบบนั้นล่ะเลิกขึ้นไปอีกนิด เฮ้ยๆเดี๋ยวๆ นั่นเด็กอายุ 13 ปีนะเฟ้ย นี่ผมเป็นอะไรไป หรือนี่คือสิ่งที่เรียกว่าโลลิค่อน !! ไม่ๆผมต้องไม่เป็นแบบนั้น ผมสะบัดหัวไล่ความคิดอกุศลออกไป
“นี่ไงล่ะ” ฟีน่าโชว์ลูกแก้วขนาดเท่าลูกเบสบอล ให้ผมดู โห!!ใต้กระโปรงของผู้หญิงมันเก็บอะไรแบบนี้ได้ด้วยหรอช่างเป็นปริศนาจริงๆ ผมคิดอย่างสงสัย
“เพียงแค่เราถ่ายพลังเวทย์เข้าไปเราก็จะรู้แล้ว ว่าเรามีธาตุหลักหรือธาตุพิเศษเป็นอะไร ลูกแก้วตรวจสอบนี้อาจารย์ไอแซคให้เรามาเอง” ฟีน่าถ่ายพลังเวทย์ลงไป ผมเห็นลูกแก้วเรืองแสงสีขาวขุ่นมีไอเย็นกระจายออกมารอบลูกแก้ว ผมรู้สึกได้ถึงอากาศรอบตัวที่ค่อยๆเย็นลงทันที จากนั้นเธอก็ยื่นมาให้ผม
“คลาวด์ลองดูสิ” ผมรับมาก่อนพิจารณา
“แล้วถ้ามันไม่เรืองแสงแบบฟีน่าล่ะ” ผมถาม
“ก็แปลว่าเวทย์มนต์ยังไม่ตื่น หรือไม่ก็อยู่ในระดับ 1 ไม่ก็ 2 แค่นั้นเอง” ฟีน่าบอกกับผม
ผมลองอัดพลังเวทย์ลงไปทันที ทันใดนั้นลูกแก้วตรวจสอบเรืองแสงสีเหลืองทองออกมาทันที พร้อมๆมีสายฟ้ากระจายออกมารอบๆลูกแก้ว
เปรี๊ยะ !! เปรี๊ยะ !! เปรี๊ยะ !! เปรี๊ยะ !! เปรี๊ยะ !! นี่มันธาตุสายฟ้าสินะ
“นี่มันระดับ 5 สุดยอดไปเลยคลาวด์ สายพิเศษระดับ 5 ล่ะ” ฟีน่าเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“งั้นหรอ” ผมถามพลางทำสีหน้าเฉยๆ
“อะไรกัน คลาวด์ไม่ดีใจหรอ” ฟีน่าถามผม ก็ดีใจล่ะมั้ง ถ้าผมไม่รู้จักพวกเครื่องใช่ไฟฟ้ามาก่อน โลกเก่าผมพัฒนาไปไกลแล้ว แถมสมัยเด็กดูการ์ตูนกับเด็กๆที่วัดประจำ ที่พระเอกมันปาลูกบอลออกไปแล้วบอก ปิกาxx ชั้นเลือกนาย ผมต้องนั่งดูเป็นเพื่อนเด็กๆจนเบื่อแล้วล่ะ
“ดีใจสิ เราดีใจจนอึ้งเลยไง” ผมพลางตอบฟีน่า สงสัยต้องหาวิธีใช้เวทย์นี่หน่อยแล้วล่ะ จะได้เอามาใช้สู้จริงได้
ผมกับฟีน่าคุยกันเรื่องเวทย์มนต์ไปเรื่อยๆผมสงสัยตรงไหนก็ถาม บางครั้งฟีน่าจะใช้ให้ดู ผมต้องยอมรับเธอเก่งจริงๆ ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ
ดูเหมือนฟีน่าจะเหนื่อยแล้วนะ เพราะตอนนี้เธอหลับไปแล้วโดนใช้ไหล่ผมแทนหมอน ผมจะรอเธอตื่นค่อยกลับบ้านแล้วกัน เพื่อฆ่าเวลา ผมหาอะไรทำระหว่างรอเธอตื่น ผมเห็นขอนไม้ ใกล้ๆตัว ผมใช้เวทย์ลมเพื่อหยิบมันขึ้นมาทันที จากนั้นค่อยๆเอามือเกลี่ยผมที่ปิดหน้าของเธออยู่มาทัดหู เพื่อที่จะได้มองเห็นหน้าของฟีน่าได้ชัดเจน
“อืม พอเหมาะแกะสลักฆ่าเวลาดีกว่า” ผมมองดูฟีน่าอีกครั้ง เธอสวยจริงๆเลยนะ โตขึ้นรับรองหัวบันไดไม่แห้งแน่นอน (หัวบันไดไม่แห้ง หรือ หัวกระไดไม่แห้ง เป็นสำนวน ที่มักใช้ในกรณีเจ้าของบ้านมีลูกสาวสวยจนมีชายหนุ่มหมายปองและมาเยี่ยมเยือนตลอดเวลา)
ผมหยิบมีดออกมาพลางแกะสลักหน้าเธอยามหลับ ผมค่อยๆบรรจงแกะสลักโดยแกะไม้ส่วนเกินให้ได้โครงหน้าก่อน ผมแกะสลักไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ผมแกะสลักผลงานเสร็จแล้ว
“อืม ดูเหมือนจะพลาดไปหน่อย ไม้มันท่อนใหญ่ไปนิด แทนที่จะแกะสลักรูปฟีน่าตอนปัจจุบัน ดันแกะสลักออกมาตอนช่วงอายุ 18 ซะงั้น เอาไว้ค่อยให้ตอนเธอจะกลับแล้วกัน” ผมมองดูไม้แกะสลักในมือ
อืม !! ดูเหมือนฟีน่าจะตื่นแล้วผมรีบเอาไม้แกะสลักเก็บใส่กระเป๋าทันที ดูเหมือนฟีน่าจะสังเกตเห็นว่าเธอหลับโดยพิงไหล่ผมอยู่
“อ๊ะ เราขอโทษนะคลาวด์เมื่อยมั้ย” เธอถามผมหน้าแดง
“ไม่เป็นไรแค่นี้เอง เราเพื่อนกันนี่นา” ผมตอบเธอ
ฟีน่าเอามือกุมหน้าอกหลักจากได้ยินคำว่าเพื่อนออกจากปากคลาวด์ ทำไมเมื่อเราได้ยินคลาวด์พูดคำว่าเพื่อนออกจากปากเราถึงรู้สึกเจ็บหน้าอกล่ะ นี่เราป่วยงั้นหรอ
“เป็นอะไรหรอ ไม่สบายรึปล่าว” ผมถามฟีน่าหลังเห็นเธอเงียบไป
“ไม่มีอะไรหรอก เรากลับกันเถอะป่านนี้พวกอาจารย์ กับคุณลุง คงเป็นห่วงแล้วล่ะ” ฟีน่าชวนผมกลับบ้านพลางลุกขึ้นยืนปัดกระโปรงที่เปื้อนทรายออกและเดินออกไปทันที
“งั้นเรากลับกันเถอะ” ผมรีบลุกขึ้นเดินตามไปทันที
จบ...
ปล.ตอนนี้อาจจะมีหวานบ้างไรบ้าง ถ้าแต่งได้ไม่ซึ้งกินใจยังไงก็ขอโทษนะครับ ผมไม่ค่อยจะเชี่ยวชาญด้านนี่สักเท่าไร ขอให้สนุกกับตอนนี้นะครับ หลายๆท่านอาจจะเบื่อที่ดำเนินเนื้อเรื่องช้า แต่ผมก็ไม่อยากแต่งให้มันไวเกินไปไม่งั้นคงแต่งไม่ถึง 50 ตอนแล้วจบแน่ๆเลย ค่อยๆให้มันเป็นไปเถอะนะครับ ผมจะไม่บอกว่าไม่ชอบให้ผ่าน แต่อยากให้อ่านเป็นสิ่งฆ่าเวลาดีกว่านะครับ ฝากนิยายเรื่องนี้ไว้พิจารณาจากรีดเดอร์ด้วย ติชมได้ครับ