ร้านน้ำชาจ้าวยุทธจักร

    สงคราม การทูต และข่าวลือ (2)

             

            ขณะเดียวกันที่ชายแดนแคว้นหลงใกล้กับเมืองเยว่หลิง แม่ทัพมู่เฟิงเทียนกับที่ปรึกษาคนสนิทกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ เบื้องหน้าของพวกเขาคือเขื่อนที่ทหารไท่หยางสร้างเอาไว้เขื่อนเจ้าปัญหานี้หากมองเพียงผิวเผินแล้วก็ไม่มีอะไร ทว่าเมื่อดำน้ำลงไปจะพบกับสิ่งที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างมากในคราแรกพวกเขาไม่ทราบว่ามันคือสิ่งใด แต่ไม่นานก็พอจะเดาได้

            “ไข่สัตว์อสูรวารีอย่างนั้นรึ?”

            คิ้วเข้มของแม่ทัพหนุ่มขมวดมุ่นยามเอ่ยทวนข้อสรุปของพวกเขา

            “คงเป็นเช่นนั้น"

            หมิงชูกล่าวเสียงเรียบ ชายหนุ่มเองก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็นเช่นกันใครจะไปคาดคิดเล่าว่าจะมีคนทำการรวบรวมไข่สัตว์อสูรวารีเอาไว้ได้มากมายถึงเพียงนี้

            “อย่างกับว่าสงครามเป็นเพียงฉากบังหน้าอย่างไรอย่างนั้นเลยนะขอรับ”

            เด็กหนุ่มพูดต่อไปพลางโคลงศีรษะไล่น้ำที่ค้างอยู่ในรูหูออกไปแม้เขาจะศึกษาตำราพิชัยสงครามมามาก แต่กับเรื่องที่นอกเหนือไปจากกลศึกเหล่านั้น หมิงชูยังอ่อนด้อยอยู่มากเด็กหนุ่มไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าเหตุใดพวกไท่หยางจึงต้องทำอะไรซับซ้อนเช่นนี้ หากต้องการรวบรวมไข่สัตว์อสูรวารีพวกเขาก็สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องก่อสงครามขึ้นเลย สิ่งที่พวกไท่หยางทำอยู่ในตอนนี้ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็นการทำเรื่องให้วุ่นวายใหญ่โตเกินจำเป็นเท่านั้น

            “ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น พวกมันคงคิดแย่งชิงอาณาเขตชายแดนป่าหงหลงไปพร้อมๆกับการรวบรวมไข่สัตว์อสูรมากกว่า ที่น่าสงสัยคือพวกมันทำไปเพื่ออะไร”

            มู่เฟิงเทียนกล่าวอย่างใช้ความคิด สำหรับคนที่โตมาในสังคมซึ่งเต็มไปด้วยสงครามการช่วงชิงอำนาจอย่างเขาเรื่องเท่านี้ถือว่าดูออกได้ง่ายดายยิ่ง แต่เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกไท่หยางจึงต้องรวบรวมไข่สัตว์อสูรมากมายถึงเพียงนี้ธรรมดาแล้วผู้คนจะนิยมจับลูกสัตว์อสูรมาฝึกเพื่อใช้งานน้อยนักที่จะเริ่มเลี้ยงตั้งแต่เป็นไข่ และอีกเรื่องหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คืออะไรที่ทำให้แคว้นไท่หยางกล้าทำการศึกยืดเยื้อยาวนานเช่นนี้ ทั้งๆ ที่พวกเขายังมีปัญหากับกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนอยู่

            ราวกับว่าไท่หยางมั่นใจว่าจะชนะ

            “ข้าเองก็จนปัญญาท่านอย่าลืมสิว่าข้าเป็นแค่เด็กบ้านนอกธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น”

            หมิงชูว่าพลางทอดถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายนับวันคนในกองทัพยิ่งมองเขาไม่เหมือนคนธรรมดามากขึ้นไปทุกที เด็กหนุ่มรู้สึกหนักใจกับเรื่องนี้ไม่น้อยแต่พูดไปก็ไม่มีใครฟังเลยสักคน คราวนี้เองก็เช่นกัน

            “ถ้าคนอย่างเจ้าเป็นเด็กบ้านนอกธรรมดาโลกนี้ก็คงมีแต่คนประหลาดแล้ว”

            มู่เฟิงเทียนว่าพลางส่ายศีรษะรัวๆทิ้งมาดแม่ทัพผู้องอาจไปชั่วขณะ หมิงชูเห็นอย่างนั้นก็ถอนหายใจอีกครา กระนั้นเขาก็ไม่ได้ค้านอะไรอีกด้วยทราบดีว่าตนต้องเป็นฝ่ายแพ้อยู่วันยันค่ำเด็กหนุ่มจ้องลึกลงไปยังก้นแม่น้ำต้าเฉอ ที่นั่นมีไข่สัตว์อสูรวารีลูกกลมๆกองอยู่เต็มไปหมดไข่เหล่านั้นเขาลองตรวจดูอย่างละเอียดแล้วก็พบว่ามันไม่ใช่ไข่ของสัตว์อสูรวารีเพียงชนิดเดียวแต่มีมากมายหลายชนิดซึ่งหมิงชูเองก็ยังตรวจไม่หมดอย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้พวกเขาหนักใจอยู่ตอนนี้ก็คือคำถามที่ว่า“พวกเขาควรจะทำอย่างไรต่อไป”

            “ข้าอาจไม่ทราบว่าไข่พวกนี้ถูกรวบรวมมาเพื่อเหตุผลใดแต่ก็พอจะรู้ว่าหากปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ ท่านแม่ทัพได้โปรดสั่งการด้วย”

            ประโยคสุดท้ายเขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังหลายส่วนอีกทั้งยังประสานมือค้อมศีรษะอย่างเรียบร้อยกลายเป็นท่าทางนอบน้อมที่ผู้คนเห็นแล้วรู้สึกคันมือคันเท้าขึ้นมาตงิดๆเพราะปกติแล้วเด็กหนุ่มไม่เคยปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมสักเท่าไหร่

            “มิใช่ว่าเราจำเป็นต้องหารือกันอีกครั้งก่อนหรือ?”

            มู่เฟิงเทียนตอบง่ายๆแม่ทัพหนุ่มหันไปทางกลุ่มทหารที่เพิ่งขึ้นมาจากน้ำแล้วก็โบกมือเป็นสัญญาณบอกให้พวกเขาตามไปยังกระโจมชั่วคราวเพื่อเริ่มการประชุมทหารเหล่านั้นเมื่อได้รับคำสั่งก็รีบใช้พลังปราณทำตัวให้แห้งและรีบตามเข้าไปสมทบกับคนอื่นๆ

            ผู้ที่มีส่วนร่วมในการประชุมครั้งนี้ประกอบไปด้วยแม่ทัพใหญ่
    มู่เฟิงเทียน ที่ปรึกษาและครูฝึกจำเป็นเทียนหมิงชู หมอเทวดาเซี่ยองครักษ์ประจำตัวแม่ทัพสองนาย และทหารอีกหลายคน หัวข้อการประชุมนั้นไม่ซับซ้อนกล่าวถึงจำนวนไข่สัตว์อสูรวารีในเขื่อนนั้น ชนิดของสัตว์อสูรที่อยู่ในไข่ และความเป็นไปได้ต่างๆนานาหากไข่เหล่านั้นฟักออกมาพร้อมกัน

            พวกเขาไม่ทราบว่าไข่เหล่านี้สามารถนำไปทำสิ่งใดได้บ้างแต่พอจะคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากไข่เหล่านั้นฟักออกมาเพราะโดยปกติแล้วสัตว์อสูรทุกชนิดจะมีสัญชาตญาณที่ดุร้าย และหวงอาณาเขตอย่างมากหากมีสัตว์อสูรต่างชนิดฟักออกจากไข่พร้อมๆ กันเป็นจำนวนมากย่อมจะต้องเกิดการต่อสู้ขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ และถึงแม้ว่าพวกมันจะเป็นเพียงทารกแต่ฤทธิ์เดชของสัตว์อสูรอย่างไรก็ไม่อาจดูเบาได้ดีไม่ดีการต่อสู้ของทารกเหล่านี้อาจจะชักนำเจ้าพวกตัวใหญ่ให้มารวมกันก็เป็นได้และหากเป็นเช่นนั้นแม่น้ำต้าเฉอคงกลายเป็นแม่น้ำสายมรณะเป็นแน่

            “เช่นนั้นแล้วเราควรจะทำลายไข่ทั้งหมดทิ้งไปไม่ดีหรือขอรับ?”

            ทหารนายหนึ่งออกความเห็นซึ่งคำพูดของเขาก็ตรงใจใครหลายคนในที่ประชุมเป็นอย่างมากทว่ามู่เฟิงเทียนก็ยังไม่อยากเสี่ยงทำอะไรก่อนจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนถึงผลที่ตามมาแม่ทัพหนุ่มจึงหันไปหารือกับหมอเทวดาเซี่ยซึ่งเป็นผู้อาวุโสสุดในที่ประชุม

            “ท่านหมอคิดว่าอย่างไรกับความเห็นนี้หรือ?”

            “เป็นทางออกที่ดีแต่ก็เสี่ยงไม่น้อย”

            หมอเทวดาตอบไปตามตรงและกล่าวขยายความต่อไปเมื่อเห็นสีหน้างุนงงของคนหนุ่มทั้งหลายในที่นั้น

            “การทำลายไข่สัตว์อสูรสามารถทำได้ง่ายแต่ก็ไม่ใช่ว่าสัตว์อสูรในไข่จะตายทันทีและหากโชคร้ายสัตว์อสูรที่โตกว่าอาจตามกลิ่นเลือดหรือเสียงร้องของลูกสัตว์ที่บาดเจ็บมาถึงที่นี่ได้หากเป็นเช่นนั้นเราก็คงจะหลีกเลี่ยงการปะทะได้ยากดีไม่ดีมันอาจจะส่งผลอย่างเดียวกันกับการปล่อยให้ไข่เหล่านั้นฟักเองตามธรรมชาติก็ได้”

            พูดถึงตรงนี้หมอเทวดาก็ทอดถอนหายใจอย่างปลงตกก่อนจะกล่าวปิดท้ายว่า

            “ในความคิดของข้าทางที่ดีที่สุดคือคัดแยกไข่สัตว์อสูรแล้วนำไปคืนยังถิ่นที่อยู่ของพวกมันแต่นั่นก็คงจะทำได้ยากยิ่งจึงเหลืออีกเพียงวิธีเดียวคือ แยกประเภทไข่เหล่านั้นแล้วเคลื่อนย้ายนำไปทำลายทีหลังหรือไม่ก็นำไปเลี้ยงเป็นสัตว์อสูรช่วยงานของกองทัพ”

            “การเลี้ยงและฝึกสัตว์อสูรไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะสัตว์อสูรแรกเกิดที่พวกเราแทบจะไม่มีความรู้เลยว่าสมควรเลี้ยงดู และฝึกฝนพวกมันอย่างไร”

            มู่เฟิงเทียนแย้ง

            “ทางเลือกที่น่าจะเป็นไปได้คือการนำไปทำลายที่อื่นหรืออีกทางหนึ่งคือส่งเข้าโรงประมูลเพื่อหารายได้เข้าหลวง”

            “การประมูลอาจทำให้ไข่เหล่านั้นตกไปอยู่ในมือของคนที่คิดร้ายต่อแคว้นเราข้าไม่เห็นด้วยขอรับท่านแม่ทัพ”

            ประโยคนี้เป็นเกาเหว่ยที่เอ่ยแย้งขึ้นมาเขามักจะถูกใช้ให้ไปหาโอสถเสริมพลังปราณ และแก่นพลังของสัตว์อสูรอยู่เสมอๆจึงคุ้นเคยกับโรงประมูลเป็นอย่างดีมันไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยนักหากจะปล่อยของที่สามารถทำอันตรายต่อแคว้นออกไป

            “นั่นสินะ”คำค้านของเกาเหว่ยทำให้หลายคนคล้อยตามพวกเขาเกือบทั้งหมดเริ่มเอนเอียงไปในความคิดที่ว่าสมควรจะนำไข่เหล่านั้นไปทำลายที่อื่นเว้นก็แต่เทียนหมิงชูผู้เงียบมาตลอดตั้งแต่ได้ฟังข้อเสนอของหมอเทวดาเซี่ยและในที่สุดเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจพูดแทรกขึ้นมาว่า

            “ข้าเห็นด้วยกับเรื่องที่จะนำไข่เหล่านั้นไปส่งคืนยังถิ่นของมันอย่างไรก็ตามข้าไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่มันน่าจะดีกว่าหากเราคัดแยกไข่เหล่านั้นเอาไว้ก่อนจากนั้นข้าจะพยายามนำมันไปคืนให้ได้มากที่สุดส่วนที่เหลือค่อยทำลายทิ้งเมื่อจวนตัวจริงๆ พวกท่านว่าดีหรือไม่?”

            “ป่าหงลงมีอันตรายมากเจ้าแน่ใจหรือว่าจะนำชีวิตตนไปเสี่ยงเพื่อสัตว์อสูรเหล่านี้?”

            มู่เฟิงเทียนถามหมิงชูด้วยน้ำเสียงจริงจังสำหรับเขาแล้วการทำลายไข่สัตว์อสูรย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด ไม่มีความจำเป็นใดๆที่
    หมิงชูจะต้องนำชีวิตไปเสี่ยงในป่ามรณะแห่งนั้น

            “พวกไท่หยางเข้าไปได้ข้าก็ต้องเข้าไปได้สิขอรับอีกอย่างสัตว์อสูรมิได้ออกไข่หรือสืบพันธุ์กันง่ายๆไข่จำนวนมากมายเช่นนี้หากทำลายไปทั้งหมดอาจทำให้สมดุลของสัตว์อสูรในป่าหงหลงมีปัญหาข้าคิดว่าการคืนส่วนหนึ่งทำลายส่วนหนึ่งนับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้”

            หมิงชูให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจของตนคนอื่นๆ ในที่ประชุมได้ฟังแล้วก็เริ่มคล้อยตาม ฝีมือของเทียนหมิงชูผู้นี้เป็นเช่นไรพวกเขาล้วนทราบดีดังนั้นความกังวลที่ว่าเด็กหนุ่มจะเอาชีวิตไปทิ้งจึงแทบจะไม่มีในความคิดของพวกเขาส่วนแนวทางจัดการกับปัญหาซึ่งเป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างการปกป้อง และการทำลายนั้นก็ถือว่าไม่เลวนัก

            “เช่นนั้นก็เอาอย่างที่เจ้าว่าก็แล้วกัน”

            หลังจากครุ่นคิดอยู่นานมู่เฟิงเทียนก็พยักหน้าให้แก่หมิงชูในที่สุดและแล้วภารกิจส่งคืนไข่สัตว์อสูรวารีจึงได้เริ่มต้นขึ้น

    คล้ายกับเรื่องร้านน้ำชาจ้าวยุทธจักร ที่คุณอ่าน