ทะลุมิติสตรีพิษพิชิตฟ้า

    ตอนที่54 องค์ชายสิบ หลิงเฟิง

    ตอนที่54 องค์ชายสิบ หลิงเฟิง

     

    “เจ้าไม่รู้เรื่องนี้เลยรึ?”

     

    เย่ฉางจับจ้องหลี่หวงแววตาส่อร่องรอยประหลาดใจสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อขีดเขียนอยู่

     

    “ข้าไม่ทราบ”

     

    หลี่หวงเองก็สงสัยอย่างมากเช่นกันการหมั้นหมายผีห่าอะไรกัน อีกฝ่ายเป็นใครนางยังไม่รู้เลย

     

    “...ข้าปวดเศียรไปหมดแล้วตอนที่เจ้าเพิ่งลืมตาขึ้นมาดูโลก บิดาของเจ้ากลับตายในสมรภูมิรบส่วนมารดาของเจ้าก็มิทราบว่าอยู่แห่งหนใด ฝ่าบาทเวทนาในชาติกำเนิดของเจ้าจึงกรุณาให้เจ้าแต่งงานกับองค์ชายเก้า”

     

    แสดงว่า...องค์ชายเก้าเป็นคู่หมั้นหมายของนางตั้งแต่เกิดแล้วงั้นรึ?

     

    ไฉนข้าถึงไม่รู้เรื่องเลย!

     

    แต่หลี่หวงมีเชื้อสายเกี่ยวข้องอะไรกับทางวังหลวงฝ่าบาทถึงต้องการจับนางให้มาลงเอยกับองค์ชายเก้า?

     

    “ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมา องค์ชายเก้าเป็นองค์ชายที่แทบจะไม่เปิดเผยตัวตนหรือสนใจด้านการเมืองการปกครองใดๆส่วนเรื่องหมั้นหมายกับเจ้า อีกฝ่ายเองก็แทบไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ ทว่าหลายปีมานี้จู่ๆ องค์ชายเก้าก็ปรากฏตัวออกมาอยู่หน้าแสงไฟโดยกะทันหันราวกับว่าองค์ชายเก้าต้องการจะแย่งชิงบัลลังก์ก็มิปาน”

     

    “บอกข้ามาเลยความสัมผัสระหว่างเข้ากับองค์ชายเก้าเป็นมาอย่างไรกันแน่? หากอนาคตต่อไปองค์ชายเจ้าสามารถขึ้นครองบัลลังก์สำเร็จเจ้าเองก็จะขึ้นกลายเป็นพระอัครมเหสีเช่นกันสถานะความมั่งคั่งของตระกูลจวิ๋นจะทยายขึ้นฟ้าในพริบตา ส่วนอีกสามตระกูลที่เหลือมีหรือจะมีกำลังไปชนะตระกูลจวิ๋นของเจ้าได้?”

     

    “แล้วองค์รัชทายาทล่ะ?”

     

    หลี่หวงจำได้ว่าองค์รัชทายาทเป็นผู้สืบทอดสายตรงที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่าบาทหากองค์ชายเก้าขึ้นที่จะขึ้นครองราชย์จริงๆ แล้วองค์รัชทายาทล่ะ?

     

    ในเวลานั้นนางยังเด็กอยู่มากตอนที่ยังอยู่ที่เมืองหลวง นางมักจะได้ยินผู้คนกล่าวถึงองค์รัชทายาทตลอดเวลา

     

    “พระอัครมเหสีสิ้นพระชนม์แล้ว...แล้วคิดหรือว่าองค์รัชทายาทยังมีชีวิตชีวาดั่งเช่นก่อนหน้า?ท่านป่วยติดเตียงมาสามปีแล้ว!”

     

    “โอ้!นั่นสิข้าลืมไปเลย...สถานที่ที่เจ้าอยู่เป็นเมืองชนบทจึงไม่ค่อยมีคราวข่าวมากเท่าที่ควรเมื่อสามปีก่อน พระอัครมเหสีล้มป่วยหนักจนสิ้นพระชนม์ลงในที่สุดส่วนทางด้านองค์รัชทายาทก็ล้มป่วยตามกันมาอีกคนเพราะความคิดถึงผู้เป็นแม่นอนโทรมติดเตียงจวบจนทุกวันนี้”

     

    เย่ฉางเงยหน้ามองหลี่หวงที่ยังคงไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆพอเห็นแบบนั้นนางจึงฉุนขึ้นทันที

     

    “นี่เจ้า!ช่วยทำหน้าให้มันรู้สึกกังวลหน่อยได้ไหม! อันตรายอยู่ตรงหน้าแล้ว!”

     

    “ไม่เห็นมีอันใดต้องกังวลคนสามัญทั่วไปย่อมไม่มีปัญญาทำอันตรายข้าได้อยู่แล้ว”

     

    หลี่หวงยังคงเอ่ยตอบน้ำเสียงเมินเฉยด้วยระดับพลังบ่มเพาะในปัจจุบันการจะสร้างคลื่นความอันตรายให้นางรู้สึกครั่นคร้ามนับเป็นเรื่องยากยิ่ง

     

    “นี่เจ้ากล้าพูดเช่นนี้ออกมาได้เยี่ยงไร?มิใช่ว่าเจ้าเองก็ไม่รู้ว่าตนไม่สามารถบ่มเพาะพลัง...”

     

    “เดี๋ยวก่อน!เดี๋ยวก่อนเลย! เดี๋ยวก่อน!หลี่หวง...นี่เจ้าขึ้นกลายเป็นนักอัญเชิญตั้งแต่เมื่อใด?! แล้วระดับชั้นพลังล่ะ?ไฉนข้าถึงดูระดับพลังของเจ้าไม่ออก?!”

     

    เย่ฉางถึงกบัสะดุ้งเฮือก ร้องเสียงดังเอะอะโวยวาย

     

    “เป็นอะไรของเจ้า? ก็เป็นเจ้าเองมิใช่รึว่า หกปีมานี้ข้าเปลี่ยนไปมาก? แล้วการที่ข้ากลายเป็นนักอัญเชิญคนนึงมันน่าตกใจอันใด?”

     

    หลี่หวงส่งสายตาเจือรังเกียจสาดใส่อีกฝ่าย

     

    “นังบ้า!ซ่อนคมไว้แนบเนียนเชียว!”

     

    สายตาที่เฉี่ยวมองของเย่ฉางแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยเห็นนางอย่างกับเห็นผี

     

    “เย่ฉางวันนี้ขอบคุณมากที่เจ้าแวะเวียนมาเตือนข้า รีบกลับไปจวนตระกูลเย่เถิดมิฉะนั้นคงเกิดทะเลาะวิวาทกันใหญ่โต”

     

    หลี่หวงกล่าวขึ้นประโยคหนึ่ง

     

    “ก็จริง ข้าจะกลับไปด่าตาเฒ่าหัวหงอกพวกนั้นสักยกบังอาจแอบไปฟ้องว่าข้าหนีมาหาเจ้า! แล้วจำไว้ให้ดีหลี่หวง!อย่าเป็นอะไรไปเด็ดขาด!”

     

    “อืม ไปเถอะ”

     

    แม้วาจาคำกล่าวของหลี่หวงจะดูเย็นชาทว่าแววตาของนางกับที่จ้องอีกฝ่ายกลับเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นเหม่อมองเย่าฉางเดินจากไป

     

    “เฮ้ออ...มีเรื่องอะไรให้ข้าประหลาดใจอีกหรือไม่?”

     

    หลี่หวงถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะหันหลังกลับเข้าเรือนไป

     

    ทว่านางกลับมิทันสังเกตเห็นรอยยิ้มประหลาดที่ปรากฏขึ้นบนมุมปากของเย่ฉางเมื่อตอนที่เหลียวกลับมามอง...

     

    “ไม่ได้แหะจะให้นั่งรออยู่เฉยๆ ได้อย่างไร? ข้าควรออกไปตรวจสอบสถานการณ์เอาเองดีกว่า!”

     

    หลี่หวงกล่าวพึมพำกับตัวเองอย่างเงียบงัน

     

    นางเข้าไปในเรือนเพื่อเตรียมสิ่งของที่จำเป็นและวางแผนไว้ว่าจะออกไปลอบเร้นสืบข่าวในวังหลวงคืนนี้

     

    ในยามรัตติกาลกลางดึก

     

    เวลานี้ผู้อาวุโสใหญ่ได้พายอดฝีมือระดับสูงคนหนึ่งของตระกูลจวิ๋นเข้าวังหลวงไปด้วยกัน

     

    หลังจากตบโอสถไร้ชีพจรเข้าปากหลี่หวงก็ลอบติดตามพวกเขาเข้าวังหลวงไปติดๆสิ่งแรกที่นางตั้งใจไว้ก็คือสำรวจโครงสร้างภายในโดยคร่าวเพื่อต้องการจะดูว่าท่านปู่ของนางถูกขังไว้ที่แห่งใด

     

    เรือนร่างอรชรน้อยเดินเตร่เข้าเร้นกายในความมืดเดินเลี่ยงหลบเหล่าองค์นรักษ์เฝ้ายามเข้ามาทีละกลุ่ม

     

    แน่นอนว่าภายในวังหลวงแห่งนี้ย่อมมีสถานที่ที่มียอดฝีมือปกปักรักษาอยู่และนางยังไม่กล้าบุกเข้าไปในยามนี้ หากเผชิญหน้ากับยอดฝีมือโดยบังเอิญนางเองก็ไม่สามารถรับประกันได้เช่นกันว่า ตนจะถูกมองออกหรือไม่

     

    แต่ทันใดนั้นก็มีองครักษ์เฝ้ายามสามกลุ่มที่กำลังจะเดินสวนกันพอดีและหลี่หวงก็อยู่ใจกลางวงนั้นโดยบังเอิญภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ปราศจากมุมมืดไว้หลบซ่อน เสี้ยวอึดใจก่อนที่จะถูกพบนางตัดสินใจมุมเข้าประตูเรือนแห่งหนึ่งเข้าไปซ่อนทันที

     

    “นั่นใคร?!”

     

    คนในเรือนดังกล่าวตื่นตัวขึ้นทันทีราวกับรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างหลี่หวงรีบกลั้นหายใจโดยไว

     

    ถูกพบเข้าแล้วรึ?

     

    “...เงาพวกเฝ้ายามกระมัง?”

     

    คนในเรือนไม่สามารถสัมผัสถึงลมหายใจอันใดได้จึงตีไปว่าน่าจะเป็นเสียงฝีเท้าขององครักษ์เฝ้ายามที่เดินสวนกันหน้าประตูเรือนทว่าอย่างไร เขามั่นใจว่ายินไม่ผิดเช่นกัน นั่นมันเสียงเปิดประตูเรือน?

     

    หลี่หวงถอนหายใจอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่ทำได้ปัญหาที่น่าจะคลี่คลายแล้ว ต่อไป...จะออกไปยังไงดี?

     

    “พี่ใหญ่! ข้ามาหาแล้ว!”

     

    แต่ในเวลานั้นเองประตูเรือนก็ถูกเปิดกว้าง ปรากฏเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งผลักประตูเข้ามาเสียงดัง!

     

    .........

     

    อืม...โคตรซวย...นางหลบหลังประตูเรือนพอดี อีกฝ่ายผลักมาซะแรงบานประตูจึงกระแทกหน้าของนางอย่างจัง...

     

    ร่างของหลี่หวงทรุดกับพื้น...นั่งกุมจมูกด้วยความเจ็บปวดอยากจะส่งเสียงร้องก็ทำไม่ได้ ต้องขดตัวนั่งอดทนอยู่แบบนั้น

     

    นางรู้สึกอยากตายจริงๆทำไมต้องมาทำเรื่องแบบนี้ด้วย!

     

    ความคิดแรกที่โฉบแวบขึ้นมาก็คือ นางอยากจะตะโกนเรียกเทียนปิงกับฮั่วหยางออกมาซะตอนนี้เพื่อพาหนีแต่ถ้าทำแบบนั้นจะต้องกระตุ้นให้ยอดฝีมือในวังหลวงออกโรงแน่นอน…

     

    แน่นอน...เด็กหนุ่มคนนั้นเห็นนางทันที...

     

    ทว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกลับส่งสายตาเรียบนิ่งปานว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นให้หลี่หวงก่อนจะเดินตรงเข้าไปด้านในสุดของตัวเรือน และกล่าวขึ้นว่า

     

    “พี่ใหญ่!พี่เก้ากลับมาแล้ว! พรุ่งนี้ไปดื่มกันที่จวนของข้าเถิด!”

     

    คนภายในเรือนหัวเราะเสียงเบาน้ำเสียงแฝงความอ่อนแรงอยู่หลายส่วน

     

    “เจ้านี่ก็...ชอบสร้างปัญหาให้พี่เก้าของเจ้าเสียจริง!”

     

    ในคำกล่าวประโยคนี้ไม่สามารถเร้นซ่อนความเอ๋นดูของอีกฝ่ายที่มีต่อเด็กหนุ่มคนนี้ได้

     

    “ที่ไหนกัน!ปกติมีแต่พี่เก้านั่นแหละที่ชอบรังแกข้า! เอาเถอะ เอาเถอะพี่ใหญ่...พรุ่งนี้เราไปก๊งด้วยกันเถิด!”

     

    เด็กหนุ่มกระโดดขึ้นเตียงของอีกฝ่ายเขย่าแขนชายคนนั้นด้วยท่าทีออดอ้อน

     

    “ก็ได้ ก็ได้! แต่ก่อนอื่นต้องให้คนมาแจ้งข้าล่วงหน้าก่อนที่เสด็จพ่อจะรู้ตัว!”

     

    ชายผู้นั้นไม่สามารถปฏิเสธคำขอของน้องชายตนได้เลยด้วยความใจอ่อน สุดท้ายก็ทำได้แค่ตอบตกลง

     

    “ไม่มีปัญหาน้องคนนี้จัดให้ตามสัญญา! เช่นนั้นข้าไม่รบกวนพี่ใหญ่แล้ว พักผ่อนให้เยอะๆเช่นนั้นขอตัวกลับก่อน”

     

    “อืม เจ้าไปเถิด...”

     

    ชายคนนั้นที่นั่งอยู่บนเตียงส่งยิ้มให้เด็กหนุ่มก่อนจะล้มตัวนอนพักผ่อนต่อ

     

    ขณะที่เด็กหนุ่มคนนี้กำลังจะเดินออกประตูเรือนเขาก็ขยิบตาส่งสัญญาณให้หลี่หวงออกมาด้วยกันโดยไม่ส่งเสียงอันใดจากนั้นก็จับมือนาง พาเดินออกมาด้วยกัน

     

    เด็กหนุ่มคนนี้จูงมือนางเดินอ้อมในเส้นทางที่ลับตาคนเพื่อกลับมาในอาณาเขตของเขาเอง

     

    “ท่านมาทำอะไรที่นี่?”

     

    เด็กหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย

     

    “เจ้าเป็นใคร!?”

     

    หลี่หวงขมวดคิ้วแน่นจับจ้องอีกฝ่ายเจือแววระแวงเล็กน้อย อีกฝ่ายกล่าวราวกับว่ารู้จักตนเอง?

     

    “ท่าน...ไม่รู้จักข้าหรอกรึ?”

     

    เด็กหนุ่มคนนั้นชักสีหน้าแปลกใจก่อนจะกล่าวต่อว่า

     

    “ข้าคือองค์ชายสิบหลิงเฟิง”

     

    องค์ชายสิบ? หลิงเฟิง?

     

    หมายถึงองค์ชายคนสุดท้ายของฝ่าบาท?

     

    “หากเจ้าคือองค์ชายสิบแล้วคนที่อยู่ในเรือนเมื่อครู่? องค์รัชทายาท?”

     

    หลี่หวงอุทานขึ้นคำหนึ่งยามนี้ประหลาดใจไม่น้อยเลยจริงๆ

     

    “เหลวไหลแล้วหากมิใช่องค์รัชทายาท แล้วใครบ้างที่ข้าเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ใหญ่?”

     

    หลิงเฟิงยกมือเท้าสะเอวเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่ออย่างแช่มช้าว่า

     

    “ข้าเป็นคนที่ประมูลแหวนมิติให้ท่านเมื่อคราวนั้นไงนึกออกแล้วกระมังว่าข้าเป็นใคร!”

     

    แหวนมิติ?

     

    เขาคือบุคคลนิรนามที่ประมูลแหวนมิติให้ในคราวนั้น!?

     

    แต่นางกับเขาไม่เห็นว่าจะเคยรู้จักกันมาก่อนเลย?

     

    “จริงสิ ท่านชื่ออะไร?”

     

    หลิงเฟิงพยายามตื๊อพี่เก้ามาตั้งนานแสนนานแล้วแต่พี่เก้าก็เอาแต่ปากแข็งไม่ยอมบอกนามจริงของพี่สะใภ้เก้าสักที

     

    ไม่รู้จะหวงไปทำไม? เขาเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเอ่ยถามด้วยตัวเองเช่นนี้

     

    “จวิ๋นหลี่หวง”

     

    หลี่หวงไม่คิดที่จะติดหนี้บุญคุณคนอื่นดังนั้นก็เอ่ยตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่อยากสร้างปัญหาอะไรให้มากมายนัก

     

    แต่ไฉนองค์ชายสิบที่อยู่ตรงหน้านางถึงดูแปลกๆ?

     

    ราวกับพยายามกลั้นอะไรไว้สักอย่างอยู่ในปาก?

     

    ผ่านไปสักครู่ใหญ่หลิงเฟิงที่ใช้สมองระดมความคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ร้องอ๋ออุทานลั่นขึ้นว่า

     

    “พี่สะใภ้เก้า!”

     

    ให้ตายเถอะ!ที่แท้ก็เป็นพี่สะใภ้เก้าจริงๆ! ไม่แปลกใจเลยว่าไฉนพี่เก้าถึงไม่เป็นกังวลเรื่องละเมิดสัญญาหมั่นหมายแต่เดิมที่ตนเคยมีที่แท้ก็...

     

    คนที่พี่เก้าชอบก็คือคนเดียวกับที่หมั่นหมายกันเอาไว้นี่เอง...

     

    “....”

     

    พี่สะใภ้เก้า?

     

    ไอ้เด็กนี่มันพล่ามอะไรของมัน?

     

    บ้ารึไง? ตลกเหรอ?

     

    “พี่สะใภ้เก้าท่านยังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลย ท่านมาทำอะไรที่นี่? ถ้าถูกจับได้ขึ้นมาต้องแย่แน่ๆ!”

     

    หลิงเฟิงเผยท่าทีดูทุกข์ร้อนใจพลางเอ่ยถามขึ้นคำหนึ่ง

     

    “ข้าอยากไปที่คุกใต้ดิน”

     

    หลี่หวงกล่าว

     

    “คุกใต้ดิน?”

     

    “ท่านต้องการไปหาประมุขตระกูลจวิ๋นกระมัง?”

     

    ทันใดนั้นราวกับหลิงเฟิงเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ดูเหมือนว่าประมุขตระกูลจวิ๋นกำลังถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินในเวลานี้

     

    “ไม่ได้!”

     

    “อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ก็ยังไปไม่ได้!”

     

    หลิงเฟิงเร่งกล่าวห้ามนางไว้ทันใด

     

    “เพราะอะไรกัน?”

     

    หลี่หวงขมวดคิ้วเจือสีหน้าสงสัย

     

    “เสด็จพ่อส่งองครักษ์เฝ้ายามหนาแน่นมากทั้งหมดล้วนเป็นนักอัญเชิญยอดฝีมือทั้งสิ้น!หากลอบเร้นเข้าไปมีหวังจะต้องถูกพบเข้าแน่นอน!”

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติสตรีพิษพิชิตฟ้า ที่คุณอ่าน