เมื่อเ้าสำนักศิลาเจอกับอชิราก็ได้ปลอบโยนเธอ ในสายตาของศิลาแล้ว อชิราไม่ต่างอะไรกับลูกสาวอีกคนหนึ่ง ด้วยครอบครัวของทั้งสองสนิทกัน ศิลาและอชิระต่างเคยร่วมผาดโผนในพิภพด้วยกันมาเมื่อสมัยยังหนุ่ม มิหนำซ้ำในวันที่ทั้งอชิราและเฌอปรางคลอด ทั้งสองต่างได้เคยแลกเปลี่ยนอุ้มชู และไปมาหาสู่กันอยู่เป็นิจ หากจะเรียกว่าญาติผู้ใหญ่หรือคนในครอบครัวก็คงไม่ผิดอะไร แม้กระทั่งเด็กทั้งสองต่างก็สนิทสนมกัน จะเรียกว่าเป็พี่น้องกันก็ไม่ปาน
ศิลารับปากอชิราว่าจะช่วยกันฟื้นฟูสำนักพิรุณให้กลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิม และรับปากว่าจะคัดเลือกผู้าุโในสำนักที่มีความเชี่ยวชาญเพลงดาบมาช่วยสอนอชิราอีกแรงหนึ่ง เพื่อให้เธอได้ก้าวไปสู่จอมดาบในเวลาอันใกล้ ซึ่งอชิราก็ประกบมือแล้วโค้งเป็การขอบคุณในความปรารถนาดีของศิลา ผู้ที่เธอนับถือเหมือนเป็อาแท้ๆ
เมื่อศิลาเห็นว่าทุกคนพร้อมแล้ว จึงได้เรียกระดมพลพรรคของสำนักเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ปลายทางคือสำนักศิลา
ในเวลานี้ครามตั้งท่าจะเหาะไปด้วยตัวเอง แต่เฌอปรางได้ฉุดแขนให้เขาขึ้นไปเตรียมตัวบนพรมวิเศษ
ราวกับมีเวทย์มนตร์อันใด ครามขึ้นไปบนพรมวิเศษอย่างว่าง่าย
ทั้งหมดออกเดินทางไปยังสำนักศิลา ผ่านไปไม่นานนักด้วยความเร็วของพรมวิเศษ ครามก็มองเห็นสำนักศิลาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า โอ้โห นี่คือสำนักศิลาอย่างนั้นรึ ใหญ่กว่าหมู่บ้านเจ็ดครัวเรือนราวเกือบห้าเท่า
อันที่จริงสำนักศิลาเป็สำนักขนาดกลาง ไม่ได้ใหญ่มาก มีอาคารเพียง 10 หลัง หลังแรกเป็สำนักหลักดูใหญ่โต เป็อาคารสามชั้นทำด้วยไม้และอิฐ ด้านหน้าอาคารมีแท่งหินขนาดใหญ่กลางลานกว้าง สลักคำว่า
‘จิตใจแข็งแกร่งดุจหินผา ธารธาราดุจไมตรี’’
ตรงลานนั้น บรรดาศิษย์ทั้งชายและหญิงกำลังฝึกฝนวิชาดาบกันอยู่ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่เป็ กลุ่มเล็กๆ กำลังนั่งเข้าฌาณ นั่งเรียงกันเป็แถวอย่างสงบ อยู่ใต้หลังคาขนาดใหญ่ข้างลานฝึก ส่วนด้านซ้ายของอาคารเป็โรงผลิตดาบดูกว้างขวาง แต่เก็บเสียงได้ดีเยี่ยม ส่วนด้านขวาของอาคารหลัก เป็โรงนอนสามชั้น ชั้นบนสุดเป็ห้องใหญ่กว่าห้องชั้นล่าง ส่วนด้านหลังของอาคารหลัก มีหอสมุดชั้นเดียวแต่มีขนาดกว้างซึ่งดูวังเวงและเงียบเหงา แต่ทุกอาคารล้วนมีทางเชื่อมลอยฟ้าต่อกัน
เมื่อเ้าสำนักและคนอื่นๆ เหยียบลงพื้นหน้ากำแพงประตูหน้าสำนักอย่างพร้อมเพียง เฌอปรางเก็บพรมเข้ากำไรข้อมือ เดินจูงมือกับอชิรา และพาครามเดินเข้าไปในสำนัก
เหล่าลูกศิษย์ของสำนักเมื่อเห็นอชิราก็จำได้ ต่างทำความเคารพและทักทาย แต่ทุกคนต่างไปสะดุดสายตาที่คราม จ้องมองคราม
สายตาหลายคู่พยายามสำรวจเขาั้แ่หัวจรดเท้า เขาเดินตามเฌอปรางเข้าไปอย่างเงียบๆ ไม่ได้สบตากับใคร เพียงแค่ชำเลืองมองเพื่อสังเกตการณ์
ศิลาร้องสั่งพ่อบ้าน ที่เป็ชายน่าจะอายุประมาณ 50 อันที่จริงก็ยังดูไม่ชรามาก ให้เตรียมห้องรับแขกชั้นสามให้กับคราม ส่วนอชิราเป็ที่รู้กันว่านอนห้องเดียวกับเฌอปรางเหมือนเช่นเคย
ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง ชายคนนั้นถึงกับถลึงตา
“ชะชะ ชั้นสามเลยหรือครับท่านเ้าสำนัก”
“ใช่ วานร! เ้าไม่ได้ฟังผิด ชั้นสาม!” ศิลาพูดพลางกรีดนิ้วสามนิ้วให้ดูเป็การย้ำเตือนว่าชั้นสามเท่านั้น ชายพ่อบ้านก็รับคำอย่างมีขัดใจบ้างเล็กน้อย พลางเหลือบไปสำรวจบนตัวของครามอย่างละเอียด
ครามก็ยียวนใส่ ทำแบบนั้นเช่นกัน พ่อบ้านเห็นดังนั้นก็เริ่มไม่พอใจ ในระหว่างที่เดินตีคู่กันไปยังโรงนอน ครามสังเกตเห็นชายคนนั้นดูผิดสังเกต เดินไม่ค่อยสะดวกนัก ขาของเขาดูผิดปกติ นั่นน่าจะเพราะเส้นเอ็นมีการหดตัวกดทับระบบประสาทในบางจุดทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ไม่คล่องเท่าที่ควร ซ้ำยังมีบางส่วนของร่างกายดูเจริญเติบโตไม่ปกติ
โดยพื้นฐานการฝึกฝน ชายผู้นี้น่าจะเป็นักบำเพ็ญเพียร ระดับนักสิทธิ์ ประมาณขั้นที่ 3 - 5 แต่ตอนนี้ถอยลงมาที่ระดับ 1 ด้วยเพราะสภาพร่างกายที่ผิดปกติ
“ท่านรู้สึกปวดตามจุดต่างๆ ของร่างกาย และในบางครั้งก็รู้สึกเท้าชาบ้างหรือไม่”
แม้ว่าวานรจะไม่อยากสนใจคำพูดของเด็กหนุ่มแต่งตัวโทรมคนนี้มากนัก แต่ด้วยที่เป็แขกของเ้าสำนัก จึงต้องตอบอย่างเสียไม่ได้ หากจะให้ละเลยทำเป็ไม่ได้ยินหากใครรู้เข้าคงต้องโดนตำหนิจนเสียผู้ใหญ่เป็แน่ และที่สำคัญคุณหนูเฌอปรางก็ดันเดินตามหลังมาเสียด้วย
“ใช่ข้าเป็ เ้ารู้ได้อย่างไร” พ่อบ้านตอบแบบขอไปที
“ฝ่าเท้าของท่านมีรอยดำคล้ำ ด้วยใช่เหรือไม่”
แม้จะไม่ชอบอยู่บ้าง แต่ความแม่นยำที่ครามเอ่ยทำให้เขาแปลกใจ
ชะชะ ใช่ครับ เ้าหนุ่ม ทำไมเ้าถึงรู้!!!