ผู้คนในหมู่บ้านยามนี้ต่างก็ไม่กล้าละสายตาไปจากหลี่จิ้งถิงนั่นเป็เพราะเมื่อเสร็จสิ้นงานศพของหลี่เยี่ยนฟาง จู่ ๆ เด็กหญิงที่เข้มแข็งมาตลอดก็ล้มหน้าคว่ำลงกับพื้นทุกคนเข้าใจดีว่าร่างกายและจิตใจของนาง คงจะรับไม่ไหวแล้วนั่นเอง
บรรดาป้า ๆในหมู่บ้านผลัดเปลี่ยนกันมานั่งเฝ้านางอยู่หลายชั่วยามจนแน่ใจว่าหลี่จิ้งถิงปลอดภัยดีแล้ว จึงค่อย ๆ พากันแยกย้ายกลับเรือนไปพักผ่อน สุดท้ายก็เหลือเพียงท่านยายจูที่เพิ่งกลับมาจากการไปเยี่ยมหลานชายในเมือง
พอผู้คนในหมู่บ้านเห็นท่านยายจูกลับมาก็ปรึกษาหารือกันว่า หน้าที่ในการดูแลจัดการเื่ต่าง ๆ ของหลี่จิ้งถิงนั้นควรมอบให้นางดูแลนับได้ว่าเหมาะสมที่สุด
ท่านยายจูเองก็ตั้งใจจะทำเช่นนี้อยู่แล้วและแน่นอนว่า นางต้องรีบรับปากทันที
ดังนั้นยามที่หลี่จิ้งถิงตื่นขึ้นมารอบข้างก็เงียบสงบไร้เสียง มีเพียงท่านยายจูที่นั่งหลับอยู่ด้านข้างเตียงพอหญิงชราได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว ก็มีสติลืมตาตื่นขึ้นทันที
“ถิงเอ๋อร์ตื่นแล้วหรือ หิวหรือไม่”
ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่คุ้นเคยของท่านยายจูทำให้หลี่จิ้งถิงน้ำตาไหลอย่างห้ามไม่อยู่ หญิงชรากุมมือของเด็กหญิง ที่ร้องไห้อย่างเ็ปใจแทบขาดตรงหน้าเอาไว้และเอ่ยพูดเสียงเบา
“ถิงเอ๋อร์เ้ายังมียายอยู่นะ”
คำพูดนี้ของท่านยายจูสำหรับหลี่จิ้งถิงแล้วไม่ต่างอะไรกับการส่งถ่านกลางหิมะ พอมารดาจากไปเด็กหญิงก็เหมือนต้องรีบเติบโตให้ได้ในชั่วข้ามคืนแต่แท้ที่จริงแล้วนางยังไม่รู้เลยว่า วันข้างหน้าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร
ความรู้สึกหวาดกลัวในใจของหลี่จิ้งถิงเกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ ต่อให้นางจะพยายามฝืนยืนหยัดให้ได้ แต่พอหวนคิดขึ้นมาได้ว่าบนโลกนี้นางต้องมีชีวิตอยู่เพียงลำพัง ไร้มารดาคอยเคียงข้างอีกแล้วนางก็เหมือนกลับกลายเป็เด็กหญิงที่ทำอะไรไม่เป็อีกครั้ง
แต่ในยามที่หลี่จิ้งถิงกำลังกระวนกระวายใจคำพูดของท่านยายจูก็กระทบเข้าถูกหัวใจนางเข้าอย่างจัง เหมือนหญิงชรารู้ใจนางดีถึงแม้จะไม่ได้พูดออกมาอย่างชัดเจน แต่ความหวังดีอย่างจริงใจของท่านยายจูนั้นหลี่จิ้งถิงสามารถรับรู้และเข้าใจมันได้
นอกเหนือจากผู้เป็มารดาแล้วท่านยายจูนับได้ว่าเป็อีกผู้หนึ่งที่เอาใจใส่หลี่จิ้งถิงที่สุดเช่นกันดังนั้นแววตาของเด็กหญิงจึงค่อย ๆ เปล่งประกายสดใสขึ้นบ้างในทันใด
ผ่านไปประมาณสิบกว่าวันหลี่จิ้งถิงก็เอ่ยปากบอกกับท่านยายจูว่า นางจะกลับไปทำงานที่ร้านขายผ้าแล้ว
หญิงชราได้ยินคำพูดนี้ก็ถอนหายใจไม่หยุดในแววตามีความห่วงใยแฝงอยู่ หลังจากหลี่เยี่ยนฟางจากไป นางก็เพิ่งจะได้รู้ว่าหลี่จิ้งถิงไปเบิกเงินล่วงหน้ากับเถ้าแก่ร้านขายผ้ามาหลายตำลึงเพื่อจ่ายเงินค่าหมอค่ายาให้มารดา ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเด็กหญิงก็ต้องกลับไปทำงานชดใช้หนี้ให้อีกฝ่ายเป็เื่ปกติ
ท่านยายจูขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนพูดกำชับเสียงเข้มให้หลี่จิ้งถิงระมัดระวังตัว
ั้แ่สูญเสียมารดาทุกมื้อหลี่จิ้งถิงจะต้องเดินไปกินอาหารที่บ้านท่านยายจูตามคำเชื้อเชิญอย่างใจกว้างของหญิงชรา
วันนี้หลังกินอาหารเช้าเสร็จนางก็แจ้งกับท่านยายจูว่าจะออกไปทำงานแล้ว
ท่านยายจูชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดห้ามหลี่จิ้งถิงเดินตามคนแปลกหน้าไปตามลำพัง และให้รีบไปรีบกลับ ตอนเย็นนางจะเตรียมอาหารเอาไว้รอ
“เช่นนั้นข้าไปแล้วนะเ้าคะ”หลี่จิ้งถิงโบกมือให้ท่านยายจู
ในใจของท่านยายจูไม่พอใจนักที่หลี่จิ้งถิงจะต้องออกจากเรือนไปทำงานใช้หนี้หลายวันก่อนนางตัดสินใจพูดตามตรงอย่างไม่อ้อมค้อมกับเด็กหญิงว่า
“ถิงเอ๋อร์ หนี้ที่ติดเถ้าแก่ร้านผ้าไว้หากเ้าตัดสินใจขายเรือน บวกกับเงินเก็บของยายที่สะสมเอาไว้ น่าจะพอใช้หนี้ได้นะ”
“หากข้าขายเรือนแล้วข้าจะไปอยู่ที่ใดเล่า”
“เ้าก็มาอยู่กับยายพวกเราสองคนยายหลาน ปลูกผักเลี้ยงไก่ขายไข่ ต่อไปยายจะดูแลเ้าเอง ดีหรือไม่”
“ไม่ดีเ้าคะ”
หลี่จิ้งถิงประสานตาเข้ากับท่านยายจูโดยไม่คิดจะหลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย จากนั้นนางก็พูดต่อว่า
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่เข้าใจความหวังดีของท่านยายแต่ข้าแค่เข้าใจในสถานการณ์ของตนเองมากกว่าบนโลกใบนี้ไม่มีผู้ใดจะอยู่ดูแลใครไปได้ตลอด ดังนั้นวันหน้าจะเป็อย่างไรทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวข้าเองเพียงคนเดียวเ้าคะ”
พอได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ท่านยายจูที่คิดเพียงแค่จะแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปวัน ๆ ก็มีน้ำตารื้นขึ้นมาหัวใจของนางบังเกิดความสงสารขึ้นมาทันใด
การพลัดพรากและสูญเสียในครั้งหนึ่งอาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อผู้ใหญ่เพียงเล็กน้อยแต่ทว่าสำหรับเด็กอย่างหลี่จิ้งถิงแล้ว มันอาจจะเรียกได้ว่า เหมือนโลกที่เคยรู้จักหายสาบสูญเื่ราวเหล่านี้คงมีแต่เพียงนางที่รู้ดีแก่ใจ
ท่านยายจูสูดลมหายใจยาวพูดอย่างจนใจว่า“ช่างเถิด หากเ้าอยากจะไปทำงานก็ไปเถอะแต่จำไว้ว่าจะไปไหนมาไหนต้องระมัดระวังตัวให้ดี เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเ้าค่ะท่านยายวางใจได้”
ความคิดของหลี่จิ้งถิงก็คือนางมีมือมีเท้าไม่อาจนั่งเฉยยื่นมือขอเงิน หรือรอคอยความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้ตลอดต่อให้คนผู้นั้นจะหวังดีกับนางอย่างใจจริงมากแค่ไหนก็ตาม
นี่คือจิตใจที่หยิ่งทะนงของเด็กหญิงภายใต้การเลี้ยงดูสั่งสอนของมารดาเช่นหลี่เยี่ยนฟางนั่นเอง
การเริ่มต้นพึ่งพาตัวเองเป็ครั้งแรกสำหรับเด็กอย่างหลี่จิ้งถิงนั้นไม่ใช่เื่ง่าย แต่ขอเพียงนางได้เริ่มต้นก้าวเดินแล้วจะไม่มีวันย่อท้อหรือหยุดลงกลางคันอย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วตอนแรกท่านยายจูยังคิดว่า หลี่จิ้งถิงคงจะใช้เวลาไม่นานในการทำงานใช้หนี้แต่พอเห็นว่าเวลาผ่านไปเกือบจะสองปีแล้ว นางยังคงทำงานชดใช้หนี้สินไม่หมด หลังจากลังเลอยู่นานก็เอ่ยปากสอบถามอย่างจนใจว่า
“ถิงเอ๋อร์เหตุใดเ้าทำงานมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังใช้หนี้ที่ติดค้างเขาไม่หมดเสียที”
“ข้าจงใจก่อหนี้เพิ่มเองเ้าค่ะ”
“หืม?” ท่านยายจูขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจความหมายของนาง
ในดวงตาของหลี่จิ้งถิงมีรอยยิ้มเป็เพราะนางขบคิดอย่างละเอียดแล้วต่างหาก
“ข้าร่วมลงทุนกับเถ้าแก่ร้านทำถุงหอมส่งร้านขายเครื่องหอมเ้าค่ะ”
ในฐานะคนที่ทำงานในร้านขายผ้าหลี่จิ้งถิงจึงได้พบเห็นเศษผ้าปลายม้วนที่เหลืออยู่เป็ประจำดังนั้นนางจึงเกิดความคิดนำเศษผ้าเหลือใช้พวกนั้น มาทำเป็ถุงหอมส่งขายต่อ
อีกทั้งภายในร้านเองก็มีวัสดุอุปกรณ์เกือบจะครบครันทำให้สามารถช่วยลดต้นทุนให้ถูกกว่าเ้าอื่นไปได้มากดังนั้นแค่เพียงลงทุนว่าจ้างช่างเย็บปักที่มีฝีมือมาทำงานก็สามารถผลิตถุงหอมออกมาขายได้แล้ว
หลี่จิ้งถิงเห็นสายตาสับสนของท่านยายจูก็ยิ้มน้อย ๆ เอ่ยต่อว่า
“ข้าเห็นลู่ทางที่จะสามารถทำเงินได้เพียงแต่ข้าวของในร้านข้าคงไม่สามารถหยิบจับมาใช้ได้เปล่า ๆ ดังนั้นข้าก็เลยเอ่ยปากขอให้เถ้าแก่ร้านร่วมลงทุนกับข้าเ้าค่ะ”
“ในเมื่อเ้าบอกว่าเป็การร่วมทุนแล้วทำไมเ้ากลับยังติดหนี้เขาอยู่อีกเล่า”
“นั่นเป็เพราะเถ้าแก่ลงทุนค่าวัสดุอุปกรณ์ข้ารับผิดชอบเื่ว่าจ้างช่างเ้าค่ะ”
เนื่องจากยังอยู่ใน่ต้นดังนั้นกว่าจะคิดออกแบบลวดลายได้ กว่าช่างเย็บปักที่ว่าจ้างมาจะเริ่มลงมือหลี่จิ้งถิงก็ล้วนต้องควักเนื้อออกมาจ่ายก่อนทั้งสิ้น ประกอบกับเงินในมือของนางเองก็มีอยู่น้อยนิดการค้าครั้งนี้นางจึงต้องหยิบยืมเงินทุนจากเถ้าแก่ร้านมาก่อน
ท่านยายจูเพิ่งได้รับรู้เื่การค้าของหลี่จิ้งถิงแต่นางก็ไม่รู้สึกแปลกใจ หญิงชรารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็คนฉลาดทว่านางเองก็อยากจะมีโอกาสได้ช่วยเหลือหลี่จิ้งถิงบ้างไม่มากก็น้อย
“หากเ้ามีเงินทุนไม่พอเหตุใดจึงไม่มาบอก ยายเองก็พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง”
“ข้ารู้ดีว่าท่านยายหวังดีกับข้าที่สุดแต่เมื่อเริ่มคิดที่จะทำการค้า ข้าเองก็อยากจะได้เรียนรู้ทุกอย่างภายใต้สถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่นเงินทองที่จำกัดหรือแม้กระทั่งไร้กำลังสนับสนุนส่งเสริมจนแน่ใจว่าข้าสามารถแก้ไขปัญหาได้เองทั้งหมดเ้าค่ะ”
ในที่สุดท่านยายจูก็ยอมรับในการตัดสินใจนางแต่ก็ยังไม่ลืมพูดย้ำกำชับให้หลี่จิ้งถิง ทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวังรอบคอบ
“ขอบคุณท่านยายที่เชื่อมั่นในตัวข้าข้าเองก็เชื่อว่าการร่วมทุนครั้งนี้เป็โอกาสดีที่น่าลองต่อให้เกิดผิดพลาดขึ้นมาก็ไม่มีอะไรน่าเสียดาย ข้าเพิ่งอายุแค่สิบสองปีเท่านั้น ยังมีโอกาสให้เริ่มใหม่ได้อีกเรื่อยๆ จริงหรือไม่เ้าค่ะ”
ด้วยน้ำเสียงมั่นใจและสายตาที่มุ่งมั่นแน่วแน่ของหลี่จิ้งถิงทำให้ท่านยายจูรู้สึกฮึกเหิมตามไปด้วยน่ากลัวว่าผลจากความพลัดพรากและสูญเสียในครั้งอดีต ได้บ่มเพาะเด็กหญิงตัวน้อยให้เรียนรู้วิธีการหาเงินให้มากขึ้นกว่าเดิมแล้ว
รอจนยามที่ถุงเครื่องหอมได้ถูกจัดส่งออกไปจนหมดก็ถึงวันที่เถ้าแก่ร้านผ้าได้เห็นรายรับจากความคิดของหลี่จิ้งถิงกับตาเขามีรอยยิ้มที่สุขสำราญใจเต็มที่ เมื่อเห็นยอดเงินที่เพิ่มพูนมากขึ้นกว่าเท่าตัว
“เสี่ยวถิงต่อไปเราเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นอีกดีหรือไม่ ดูจากคำสั่งซื้อที่เข้ามาข้ากล้ารับรองได้ว่า กิจการของเราจะต้องขยายเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวแน่นอน”
หลี่จิ้งถิงละมือจากการวาดแบบร่างถุงหอมขึ้นมาเงยหน้ามองเถ้าแก่ร้าน พลางขมวดคิ้วครุ่นคิด
“มีอะไรหรือเปล่าเสี่ยวถิง”เถ้าแก่ร้านเอ่ยปากถามเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กหญิง
“ข้าคิดว่าไม่ดีเ้าค่ะยามนี้ร้านขายผ้าอื่น ๆ ล้วนเริ่มรับรู้แล้วว่า ร้านเรากำลังทำสิ่งใดข้าคิดว่าอีกไม่นานพวกเขาก็จะเริ่มดำเนินการแย่งส่วนแบ่งทางการค้าไป”
แน่นอนว่าการค้าทุกอย่างล้วนไม่อาจปราศจากคู่แข่ง ในเมื่อหลี่จิ้งถิงสามารถมองเห็นกำไรจากการค้านี้ได้ร้านอื่นก็สามารถอาศัยเื่กลไกราคาหรือแม้กระทั่งยกเื่การต่อรองมาเพื่อสู้กับนางได้
“ร้านเราจะไม่เน้นที่จำนวนแต่ร้านเราจะมุ่งเน้นเื่ความแตกต่างและคุณภาพเ้าค่ะ”
แม้การค้าขายส่วนใหญ่จะชอบให้คู่ค้าแข่งกันตัดราคาแต่สุดท้ายผู้ที่ตัดสินใจเลือกก็คือลูกค้า ดังนั้นหลี่จิ้งถิงจึงตั้งใจอาศัยกลยุทธ์ด้านความแตกต่างและคุณภาพมาเพื่อเพิ่มความน่าสนใจในของสินค้าของนาง
เถ้าแก่ร้านเชื่อว่าเมื่อการค้ามีกำไรก็ต้องมีคู่แข่งนี่เป็เื่พื้นฐานในการค้าขายอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจในความคิดของหลี่จิ้งถิงจึงได้เผลอถามออกไปอย่างไม่รู้ตัว
“เ้าแน่ใจแล้วรึ”
หลี่จิ้งถิงที่ยังมีรอยยิ้มประดับใบหน้าหัวเราะแบบไม่คิดอะไรมาก
“ไม่แน่ใจเ้าค่ะข้าแค่คิดจะหาความแตกต่างให้สินค้าของร้านเราเท่านั้นและข้าเชื่อว่าความแตกต่างนี้จะทำให้สินค้าของเราขายดีขึ้นอย่างแน่นอน”นางเอ่ยด้วยความมั่นใจ
เถ้าแก่ร้านหวนนึกถึงตอนแรกที่หลี่จิ้งถิงชักชวนเขามาทำเขาเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ในใจแค่รู้สึกอยากส่งเสริมเด็กหญิงที่ขยันขันแข็งคนหนึ่งให้ตั้งตัวได้เท่านั้น ถึงแม้จะไม่ได้เกี่ยวพันกันทางสายเืแต่ตัวเขาเองก็มีความปรารถนาดีจากใจจริงให้นางไม่น้อย
ดังนั้นนับแต่นี้เขาก็แค่ให้ความร่วมมือเฉยๆ เช่นเดิมก็พอ
“เฮ้อในเมื่อเื่การค้าขายมันไม่ใช่เื่ของการที่ต่างคนต่างทำหรือต่างคนต่างคิดแล้วจะดี ในเมื่อการค้านี้เ้าเป็คนเริ่มต้นเ้าคิดว่าอะไรทำแล้วดีก็ทำไปเถิด”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เสี่ยวถิงเข้มแข็งมาก แต่ก็เนอะ แม่ก็ไม่มีต้องอยู่ตัวคนเดียว ไม่พึ่งพาตัวเองแล้วจะพึ่งพาใคร
อ่านแล้วก็ทั้งสงสารทั้งเห็นใจ อยากได้กำลังใจ
จากทุกคนจัง ^^
ฝากกด
กดติดตาม กดเพิ่มเข้าชั้นกันด้วยนะคะ
เสียเวลาแค่นิดเดียว แต่สร้างกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ให้เราเลยน้า 555