สู่วิถีอมตะ

    บทที่ 45 ใช้หินวิญญาณไปจำนวนมหาศาล

    บทที่ 45 ใช้หินวิญญาณไปจำนวนมหาศาล


    มีขั้นปลายของขอบเขตสร้างรากฐานสิบแปดคน ขั้นกลางของขอบเขตสร้างรากฐานยี่สิบห้าคน และขั้นต้นของขอบเขตสร้างรากฐานสามสิบคน โดยมีผู้ฝึกตนระดับต่ำกว่าขอบเขตสร้างรากฐานห้าคน”


    อัจฉริยะเหล่านี้มีพรสวรรค์อย่างมาก พวกเขามีพลังระดับนี้ก่อนอายุครบสิบแปดปีด้วยซ้ำ หากในอนาคตพวกเขาไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น อย่างน้อย ๆ พวกเขาจะต้องได้เป็นยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแน่


    ไม่น่าแปลกใจที่คนหนุ่มสาวเหล่านี้เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง พวกเขามีทุนให้หยิ่งผยองกันจริง ๆ


    หากเป็นเจียงผิงอันในอดีต เขาย่อมไม่มีโอกาสแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งสิบอันดับแรก


    แต่การปรากฏของเคล็ดป้อมพสุธาได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างแล้ว


    หากลองดู มันอาจจะยังมีความเป็นไปได้อยู่


    เจียงผิงอันทำการลิ้มรสเนื้อของสัตว์ภูตขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย รสชาติของมันธรรมดา แต่กลับมีปราณวิญญาณจำนวนมหาศาล


    ทุกคำที่กัดก็เหมือนกับการกินโอสถปราณโลหิตและโอสถรวมปราณ


    เมิ่งจิงกำลังกินของหวานอยู่ข้าง ๆ เขาด้วยรอยยิ้มประดับบนใบหน้า


    ของหวานที่นี่ช่างอร่อยนัก


    หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป จู่ ๆ หญิงรับใช้ในชุดขาวก็เข้ามาหาเมิ่งจิงและกล่าวขึ้นด้วยความเคารพ


    “คุณหนูเมิ่ง องค์หญิงเรียกท่านเจ้าค่ะ”


    “อ่า ถึงเวลาแล้วหรือ?”


    เมิ่งจิงรีบยัดขนมอีกชิ้นเข้าไปในปาก ก่อนหันไปพูดกับเจียงผิงอัน


    “องค์หญิงเรียกให้ข้าไปฝึกแล้ว ไว้จากนี้ไป ข้าจะมาหาเจ้าตอนช่วงกินข้าวนะ”


    เมิ่งจิงกล่าวเสร็จก็รีบเช็ดปากด้วยมือเล็ก ๆ แล้วกระโดดออกไป


    หลังจากที่พรสวรรค์ของนางตื่นขึ้น เซี่ยชิงก็ได้ชี้แนะด้วยตัวเองเพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งของนางโดยเร็วที่สุด


    ทางเจียงผิงอันกินเนื้อสัตว์ภูตเสร็จแล้วก็คิดกลับไปฝึกต่อเช่นกัน แต่ทันใดนั้นเขาก็นึกได้ว่าวันนี้เขายังไม่ได้ให้โอสถกับเสี่ยวไป๋เลย


    เขาจึงสอบถามที่ตั้งของภูเขาจากใครบางคน แล้วตรงมาที่คอกม้าข้างจวนเจ้าเขต


    แม้ว่าม้าตัวอื่นจะหล่อเหล่าไม่น้อย ทว่าพวกมันก็ยังด้อยกว่าเสี่ยวไป๋อยู่หลายส่วน


    แน่นอนว่าเสี่ยวไป๋หาใช่ม้า มันแค่ดูคล้ายกันเล็กน้อยเท่านั้น


    เมื่อป้อนโอสถให้กับเสี่ยวไป๋แล้ว มันก็สะบัดหางไปมาอย่างมีความสุข ขนสีขาวของมันปลิวสยาย


    “เจ้าหนุ่ม สัตว์ภูตกลายพันธุ์ตัวนี้เป็นของเจ้างั้นหรือ?”


    ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะกลับไปฝึกต่อ ก็พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังจนทำให้เขาสะดุ้ง


    เจียงผิงอันหันขวับกลับไปทันที ก่อนจะเห็นชายชราหลังค่อมคนหนึ่ง


    ชายชราผู้นั้นมีหลังค่อมเล็กน้อย เขาสวมชุดสีดำ และถือหญ้าแห้งไว้ ดูแล้วน่าจะเป็นคนคอยป้อนอาหารม้า


    “ตอบท่านผู้เฒ่า ใช่แล้วขอรับ”


    เจียงผิงอันไม่ได้วางท่าหยิ่งยโสเพราะสถานะของผู้อื่น เขาเองก็มาจากชนชั้นล่าง จึงไม่คิดว่าตนมีเกียรติมากกว่าผู้อื่นแต่อย่างใด


    “ขายสัตว์ภูตกลายพันธุ์ตัวนี้ให้ข้าสิ แลกกับหินวิญญาณสามแสนก้อนเป็นอย่างไร?” ชายชราวางหญ้าแห้งลงในคอกม้าแล้วกล่าวขึ้นอย่างใจเย็น


    “สามแสน!” เจียงผิงอันตกใจเล็กน้อย


    "ใช่" ชายชรามองที่เสี่ยวไป๋ด้วยความชื่นชอบอย่างปิดไม่มิด


    เจียงผิงอันลอบประหลาด คนรับใช้ที่เลี้ยงม้าในจวนเจ้าเขตร้ำรวยถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?


    แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตจินตาน ก็ควรจะมีคนเพียงไม่กี่คนที่สามารถนำหินวิญญาณออกมาได้มากมายขนาดนั้นได้ไม่ใช่หรือ?


    เจียงผิงอันรู้สึกว่าเขายังรู้เรื่องโลกน้อยเกินไป


    “ขออภัยท่านผู้เฒ่า ข้าไม่ต้องการขายมัน”


    เจียงผิงอันปฏิเสธตรง ๆ ตอนนี้เขาไม่ขาดเงินแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาชอบเสี่ยวไป๋เป็นอย่างมาก มันว่องไว สามารถใช้เป็นพาหนะและต่อสู้ได้


    ชายชรามองดูเจียงผิงอันอย่างลึกซึ้ง และเห็นว่าอีกฝ่ายหาได้คิดฉวยโอกาสขึ้นราคา แต่ไม่ต้องการขายจริง ๆ จึงถอนหายใจ


    ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีวาสนากับสัตว์ภูตกลายพันธุ์ตัวนี้


    ชายชรายกมือขึ้น พลันมีถุงสีฟ้าใบเล็กปรากฏขึ้นในมือ ซึ่งบนตัวถุงมีอักขระที่ซับซ้อนยิ่งสลักอยู่


    "ข้าจะให้ถุงเก็บสัตว์ภูตแก่เจ้า มันสามารถเก็บสัตว์ภูตได้ ทั้งพกพาสะดวก"


    “มีถุงเก็บของแบบนี้ในโลกนี้ด้วยหรือขอรับ?” เจียงผิงอันตกใจเล็กน้อย


    นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินว่ามีถุงเก็บของที่สามารถเก็บสัตว์ภูตได้ด้วย


    “ถุงเก็บของนี้ราคาเท่าไหร่หรือขอรับ?” เจียงผิงอันเดาว่าสิ่งนี้ราคาต้องไม่ใช่น้อยแน่ ๆ


    เพราะถุงเก็บของธรรมดาไม่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิตได้ แต่ถุงเก็บสัตว์ภูตนี้สามารถทำได้


    "รับไปเถอะ ข้ายกให้เจ้า"


    ชายชราโยนถุงเก็บของให้เจียงผิงอัน และหันไปให้อาหารม้าต่อ


    "ขอบพระคุณท่านผู้เฒ่า"


    เจียงผิงอันต้องการถุงเก็บของนี้เป็นอย่างมาก เขาจึงประสานหมัดและโค้งคำนับให้กับชายชรา


    บนถุงเก็บของไม่มีรอยประทับวิญญาณ เจียงผิงอันจึงทำการทิ้งรอยประทับวิญญาณของตนไว้


    พื้นที่ภายในมีขนาดใหญ่มาก มันกว้างขวางจนสามารถรองรับม้าได้นับหมื่นตัว!


    ไม่ต้องพูดถึงคุณสมบัติการจัดเก็บสิ่งมีชีวิตเลย อาศัยพื้นที่นี้อย่างเดียวก็ต้องควักหินวิญญาณจำนวนนับหมื่นออกมาแล้ว


    เจียงผิงอันอยากเอ่ยขอบคุณชายชราอีกครั้ง แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น กลับพบว่าชายชราได้หายตัวไปแล้ว


    เจียงผิงอันจดจำบุญคุณนี้ไว้อย่างเงียบ ๆ ก่อนลองใส่เสี่ยวไป๋เข้าไปในถุงเก็บสัตว์ภูตดู


    สิ้นเสียงฟึ่บ เสี่ยวไป๋ก็หายตัวไป


    เจียงผิงอันโล่งใจเมื่อเขาแน่ใจว่าถุงนี้สามารถเก็บเสี่ยวไป๋เข้าไปได้จริง ๆ ทั้งยังดูสุขสบายดีอีกด้วย


    “ข้ายังต้องฝึกฝนต่อ บางครั้งข้าจึงอาจมาดูแลเจ้าไม่ได้ ดังนั้นข้าจะใส่โอสถบางส่วนเข้าไปก่อน เจ้าก็กินแค่วันละห้าเม็ดล่ะ อย่ากินเกิน”


    เจียงผิงอันใส่โอสถสองสามขวดลงในถุงเก็บสัตว์ภูตพลางเอ่ยเตือนเสี่ยวไป๋


    เสี่ยวไป๋ฉลาดมากจึงผงกหัวรับคำอย่างเชื่อฟัง


    เจียงผิงอันผูกถุงเก็บสัตว์ภูตไว้ที่เอวของตน แล้วกลับไปที่เรือนพักเพื่อฝึกฝนต่อ


    ช่องว่างระหว่างเขากับอัจฉริยะเหล่านั้นกว้างเกินไป เขาจึงต้องเร่งฝึกฝนจึงจะมีโอกาสไล่ตามทัน


    เด็กหนุ่มเปิดใช้งานค่ายกล ปราการพลันปรากฏ ก่อนปราณวิญญาณที่อยู่รอบ ๆ จะถูกดึงเข้ามาในห้อง


    เจียงผิงอันนั่งลงบนเบาะ เขาใช้พลังจากเนื้อสัตว์ภูตที่กินเข้าไปทะลวงเข้าสู่ขอบเขตก่อปราณขั้นที่สอง


    หากอัจฉริยะเหล่านั้นรู้ว่าในกลุ่มของพวกเขายังมีคนที่เพิ่งเข้าสู่ขอบเขตก่อปราณขั้นสอง ไม่รู้ว่าสีหน้าของพวกเขาจะเป็นอย่างไรกัน


    แคร่ก…


    หลังจากได้รับการเติมเต็มด้วยปราณวิญญาณและพลังจากเนื้อสัตว์ภูตจำนวนมหาศาล กำแพงระดับก็ถูกทะลวงเปิดออกอีกครั้ง ซึ่งยามนี้เขาได้กลับสู่ขอบเขตก่อปราณขั้นสองอย่างเป็นทางการแล้ว


    เจียงผิงอันยังไม่หยุด เขากินโอสถรวมวิญญาณสามเม็ดแล้วทำการทะลวงขั้นอีกครั้ง


    โอสถรวมวิญญาณเป็นโอสถที่ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานใช้เพื่อการฝึกฝน ซึ่งมันมีมูลค่าหนึ่งร้อยหินวิญญาณต่อเม็ด


    ทั้งนี้ผู้ฝึกตนธรรมดาที่อยู่ในขอบเขตก่อปราณขั้นแปดหรือเก้าสามารถทะลวงไปถึงขอบเขตก่อปราณขั้นสิบได้โดยการกินโอสถรวมวิญญาณนี้


    ทว่าเจียงผิงอันที่เป็นเพียงขอบเขตก่อปราณขั้นสอง กลับกินโอสถรวมวิญญาณเข้าไปถึงสามเม็ดในคราวเดียว


    หากผู้ฝึกตนทั่วไปกล้าทำเช่นนี้ จะเกิดผลลัพธ์ประการเดียว นั่นคือร่างกายของคนผู้นั้นจะระเบิดแหลกเป็นเสี่ยง ๆ


    ด้วยปราณวิญญาณที่ผู้ฝึกตนระดับต่ำกักเก็บไว้ได้นั้นมีจำกัด จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเก็บมันไว้จำนวนมาก


    ทว่าเนื่องจาก ‘เคล็ดป้อมพสุธา’ เจียงผิงอันจึงไม่ได้ใช้เส้นลมปราณ แต่กลับถ่ายเทปราณวิญญาณลงในเส้นเลือดของตนแทน


    ยิ่งระดับการขัดเกลากายาของเขาสูงขึ้นเท่าใดปราณวิญญาณที่เก็บไว้ในเส้นเลือดก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น


    หลังจากกินโอสถรวมวิญญาณไปสามเม็ด เจียงผิงอันก็ไม่รู้สึกถึงการขวางกั้นของกำแพงระดับอีกเลย ดังนั้นเขาจึงโยนยาอีกเจ็ดเม็ดเข้าไปในปาก


    การเติมยาครั้งละเจ็ดเม็ด แม้แต่ผู้ฝึกตนในขั้นต้นของขอบเขตสร้างรากฐานก็ยังไม่กล้ากินเช่นนี้ ด้วยกลัวว่าร่างจะระเบิดเสียก่อน


    เมื่อเม็ดโอสถรวมวิญญาณกลายเป็นปราณวิญญาณและหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขา เจียงผิงอันก็รู้สึกถึงการมีอยู่ของกำแพงระดับอีกครั้ง


    แคร่ก…


    ขอบเขตก่อปราณขั้นสาม


    เจียงผิงอันทะลวงเข้าไปอีกครั้ง ปราณวิญญาณในห้องก็พุ่งเข้ามาหาเขาอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายดูดซับปราณวิญญาณเข้าไปราวกับวังน้ำวน


    โอสถรวมวิญญาณสิบเม็ด รวมแล้วเท่ากับหินวิญญาณหนึ่งพันก้อน ซึ่งมันใช้ทรัพยากรมากกว่าการทะลวงครั้งก่อนหลายเท่า


    เจียงผิงอันไม่ได้เป็นกังวลกับทรัพยากรมากมายที่ถูกผลาญไปเลย เด็กหนุ่มกลับดูพึงพอใจอย่างยิ่ง


    ด้วยทรัพยากรเหล่านี้ไม่ได้สูญเปล่าไปแต่อย่างใด พวกมันล้วนถูกกักเก็บไว้ในร่างกายของเขาทั้งสิ้น


    ยังคงฝึกต่อไป


    ทางเจียงผิงอันไม่ได้พักผ่อน ครั้งนี้เขาถึงกับกลืนโอสถรวมวิญญาณไปสิบเม็ดในคราวเดียว


    หลังจากผ่านไปสองเค่อก็ยังไม่มีการทะลวง ดังนั้นเจียงผิงอันจึงโยนโอสถอีกสิบเม็ดเข้าปาก


    จากนั้นเขาถึงชนเข้ากับกำแพงระดับอีกครั้ง


    อย่างที่รู้ว่าการทะลวงขั้นที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตสร้างรากฐานนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สูงส่ง ตราบใดที่ทรัพยากรเพียงพอก็สามารถทำได้


    อย่างไรก็ตาม ทางเจียงผิงอันต้องใช้ทรัพยากรมูลค่ามากกว่าร้อยล้านในการทะลวงเพื่อกลับไปยังเขตก่อปราณขั้นห้า


    โดยเขาใช้โอสถรวมวิญญาณยี่สิบสองเม็ดเพื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตก่อปราณขั้นสี่


    และใช้โอสถรวมวิญญาณสี่สิบห้าเม็ดเพื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตก่อปราณขั้นห้า


    นี่เกือบเท่ากับครึ่งหนึ่งของราคาของโอสถสร้างรากฐาน!


    แม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน ก็อาจไม่มีทรัพยากรให้ผลาญมากถึงขนาดนี้


    โชคดีที่เจียงผิงอันมีอ่างสัมฤทธิผลที่สามารถเพิ่มโอสถสร้างรากฐานได้ทุกวัน เขาจึงสามารถแลกเปลี่ยนโอสถสร้างรากฐานเป็นโอสถรวมวิญญาณเพื่อใช้ได้ มิฉะนั้นแม้ว่าเขาจะได้รับเคล็ดป้อมพสุธา ก็คงไม่สามารถฝึกฝนมันได้


    ผู้เฒ่าหลี่กล่าวว่า ‘ความมั่งคั่ง สหาย การรู้แจ้ง และที่พำนัก’ เป็นทรัพยากรที่สำคัญสำหรับผู้ฝึกตน ซึ่งเขาคิดว่าสมเหตุสมผลแล้วที่ความมั่งคั่งถูกจัดไว้เป็นอันดับแรก


    หลังใช้โอสถรวมวิญญาณไปอีกหนึ่งร้อยเม็ด เขาก็ทะลวงผ่านและกลับสู่ขอบเขตก่อปราณขั้นหกได้สำเร็จ!


    พอนับรวมการทะลวงครั้งนี้ มูลค่าทรัพยากรที่เขาใช้ก็เทียบเท่ากับการบริโภคโอสถสร้างรากฐานแล้ว


    ถ้าผู้ฝึกตนคนอื่นมาเห็น คงได้จะคร่ำครวญด้วยความอิจฉาริษยากันระงมแน่


    ในห้องใต้หลังคาข้าง ๆ เขา หม่าเหว่ยที่กำลังฝึกตนอยู่ จู่ ๆ ก็ลืมตาขึ้นมาด้วยสีหน้าดูสับสน


    “เกิดอันใดขึ้น? ไยปราณวิญญาณรัศมีในห้องถึงลดลงกะทันหัน?”


    ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น แต่ผู้ฝึกตนที่อยู่ใกล้ ๆ ก็รู้สึกว่าปราณวิญญาณรอบตัวของพวกเขาน้อยลงมาก


    พวกเขาเดาว่าคงมีอัจฉริยะบางคนทะลวงไปจนถึงขั้นปลายของขอบเขตสร้างรากฐานเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่อีกฝ่ายจะดูดซับปราณวิญญาณจำนวนมากมายในคราวเดียวได้


    ในลานที่เซี่ยชิงพำนักอยู่ลำพัง


    ณ ข้างสะพานเล็ก ๆ ที่มีสายน้ำไหลเอื่อย อากาศโดยรอบเอ่อล้นไปด้วยปราณวิญญาณจำนวนมาก และดอกไม้หลากสีสันบานสะพรั่งนั้น มีสัตว์ตัวน้อยสีขาวรูปร่างแปลก ๆ กำลังนอนหมอบอยู่อย่างเกียจคร้าน


    ตู้ม!


    ทันใดนั้นก็มีเสียงฟ้าร้องดังขึ้นจนทำให้สัตว์ตัวน้อยสีขาวตกใจตื่น ซึ่งมันรีบพุ่งเข้าไปในอ้อมแขนของเซี่ยชิงทันที


    เมิ่งจิงลืมตาขึ้นอย่างตื่นเต้น "องค์หญิงเพคะ ข้ารู้สึกถึงพลังอัสนีแล้ว!"


    นิมิตเมื่อครู่นี้เกิดจากการที่นางสื่อสารกับพลังอัสนีนั่นเอง


    เซี่ยชิงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชาพลางอ่านตำราอยู่ นางเหลือบนัยน์ตางดงามขึ้นมองเล็กน้อยแล้วยกยิ้ม


    “นั่นเป็นเรื่องสมควรแล้ว เพราะร่างวิญญาณอัสนีนั้นเกิดมาเพื่อตอบสนองต่อสายฟ้า ไว้เจ้าฝึกฝนจนเสร็จสิ้น แค่คิดเจ้าก็จะสามารถเรียกสายฟ้านับพันได้เลยล่ะ”


    “ฮิ ๆ ไว้ข้าจะกลับไปหาเจ้าท่อนไม้นั่น คราวนี้เขาจะต้องตกใจแน่นอน” เมิ่งจิงพูดด้วยรอยยิ้ม อยากเห็นสีหน้าตกตะลึงของเจียงผิงอันเต็มแก่


    ครั้นได้ยินเช่นนี้ ประกอบกับเห็นสีหน้าของเมิ่งจิง รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยชิงก็ค่อย ๆ เลือนหายไป


    “เจียงผิงอันผู้นั้นมีพรสวรรค์ในการฝึกกายามาก หากเขาโชคดีพอ ในอนาคตเขาอาจมีโอกาสขึ้นสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้ อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างเขากับเจ้านั้นกว้างเกินไป”


    เมิ่งจิงเก็บรอยยิ้มของตน ก่อนจะเอ่ยถาม "องค์หญิง ท่านอยากจะพูดอะไรงั้นหรือ?"


    “ตอนนั้นมารดาของเจ้าเลือกผิดและตกหลุมรักพ่อของเจ้าซึ่งเป็นคนธรรมดา จนเป็นผลให้ยามนี้นางต้องอดทนต่อสิ่งต่าง ๆ มากมาย และไม่สามารถพบเจ้าได้”


    เซี่ยชิงหยุดไปชั่วคราว ก่อนจะพูดตรง ๆ "เจียงผิงอันผู้นั้นไม่คู่ควรกับเจ้า จงอย่าละทิ้งอนาคตเพียงเพราะความหวั่นไหวชั่วคราวเลย"


    “ข้า… ข้าไม่ได้รู้สึกอันใดกับเขา” เมิ่งจิงก้มศีรษะลงจนมองเห็นสีหน้าของนางได้ไม่ชัดเจน


    เซี่ยชิงเงยหน้ามองท้องฟ้า "ในโลกนี้มีอัจฉริยะอยู่มากมาย ไว้วันมะรืนนี้ เจ้าได้เริ่มฝึกอย่างจริงจัง เจ้าจะได้พบเห็นคนหนุ่มสาวที่โดดเด่นมากขึ้น"


    “บรรดาอัจฉริยะเหล่านี้ล้วนมีความโดดเด่นทั้งในด้านรูปลักษณ์ ความสามารถ และภูมิหลัง ในไม่ช้าเจ้าจะรู้ว่าเจียงผิงอันนั้นธรรมดาเพียงใด เจ้ากับเขาเป็นคนจากโลกที่แตกต่างกัน การรักษาระยะห่างจากเขาไว้จะดีต่อพวกเจ้าทั้งคู่"


    หลังจากที่เซี่ยชิงพูดเช่นนี้ เมิ่งจิงก็ไม่ตอบคำ นางยังคงก้มหน้าลง ซึ่งไม่รู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่








    คล้ายกับเรื่องสู่วิถีอมตะ ที่คุณอ่าน