ชาติที่แล้วหลังจากที่ซูเจียวเจียวแต่งงานกับเซียวหยวนิเธอกลับไปที่บ้านพักยุวชนในวันที่สามเพื่อเก็บของ ตอนนั้นซอสเนื้อ ผงนมมอลต์และไข่ไก่ของเธอถูกโจวเม่ยที่พักห้องเดียวกันกินจนหมดเกลี้ยง
โจวเม่ยอาศัยจังหวะที่เธอไม่อยู่แอบเอาไข่ที่เธอต้มกับน้ำตาลทรายแดงมากิน หลังจากนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญกับเธอว่า“เจียวเจียว ขอโทษนะ ที่ฉันกินซอสเนื้อ ผงนมมอลต์ แล้วก็ไข่ของเธอไปสองวันนี้ฉันมีประจำเดือนน่ะ... ร่างกายฉันอ่อนเพลียมาก ไปทำงานก็หน้ามืดไปสองรอบเจียวเจียว พวกเราเป็เพื่อนซี้กัน เธอคงไม่ถือสาหรอกใช่ไหม?”
“เจียวเจียว เดี๋ยวคราวหน้าฉันไปในตัวอำเภอ ฉันจะซื้อของใหม่มาคืนเธอนะ”
ตอนนั้นซูเจียวเจียวอารมณ์ไม่ดีเื่อื่นอยู่แถมยังถูกโจวเม่ยเอาอกเอาใจอยู่ตลอด เธอเลยไม่ได้ทวงคืนและโจวเม่ยก็ไม่เคยคืนให้เลยสักครั้ง
ก่อนหน้านี้โจวเม่ยก็มักจะมาขอใช้ของจากเธอเสมอไม่ว่าจะขอข้าวสาร กับข้าว สบู่หอม หรือแม้กระทั่งครีมทาผิวและบางครั้งก็ขอตักผงนมมอลต์ไปสองช้อนโต๊ะโดยอ้างว่าจะซื้อคืนให้เมื่อไปในตัวอำเภอ
แต่ปัญหาคือโจวเม่ยไม่เคยซื้อของพวกนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียวดังนั้นของที่ยืมไปจึงไม่เคยคืนกลับมาสักครั้ง...
เดิมทีเธอไม่เคยถือสาเื่พวกนี้เลย
แต่โจวเม่ยเป็คนตีสองหน้าชาติที่แล้วก็หล่อนคนนี้แหละที่ไปป่าวประกาศเื่ไม่ดีของเธอไปทั่วหมู่บ้านหลังจากนั้น ตอนที่ฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโจวเม่ยก็มาขอยืมหนังสือและสมุดจดจากเธอ
ตอนนั้นซูเจียวเจียวยังเคยติวให้โจวเม่ยอยู่พักหนึ่งเสียด้วยซ้ำต่อมาโจวเม่ยกับเธอก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันแต่หลังจากนั้นหล่อนกลับเอาเื่ราวที่เธอเคยแต่งงานแล้วไปโพทะนาในมหาวิทยาลัยทำนองว่า เธอเป็คนโลภ ชอบคนรวย ทอดทิ้งคนจน และเคยหย่าร้างแล้ว...
ตอนนั้นซูเจียวเจียวยังสงสัยอยู่เลยว่าคนในมหาวิทยาลัยรู้เื่ในอดีตของเธอได้อย่างไรหลังจากนั้นเธอก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเื่ราวทั้งหมดเป็ฝีมือของโจวเม่ย!
จากนี้ไปอย่าหวังว่าโจวเม่ยจะเอาเปรียบเธอได้!
โจวเม่ยถูกซูเจียวเจียวซักไซ้ต่อหน้าสาธารณชนใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็ไม่พอใจทันที “เธอพูดจาแบบนี้มันน่าเกลียดเกินไปหน่อยมั้งฉันแค่ยืมของเธอไปใช้ประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวฉันก็คืนให้แล้ว”
ซูเจียวเจียวเห็นว่าเธอยังคงใช้ไม้เดิมก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ “ครั้งที่แล้วเธอก็พูดแบบนี้ครั้งที่แล้วโน้นก็พูดแบบนี้ ครั้งก่อนหน้านั้นเธอก็พูดแบบนี้เหมือนกันนี่ก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ยังไม่เห็นเธอคืนของให้ฉันเลยสักครั้งเดียวครั้งนี้เธอก็คืนของทั้งหมดให้ฉันทีเดียวเลยเถอะนะเพราะตอนนี้ฉันก็มีครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองแล้วคงไม่สามารถเอาของมาปรนเปรอให้เธอได้อีกต่อไปแล้วล่ะ”
โจวเม่ยจ้องมองเธอด้วยสีหน้าประหลาดใจราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมซูเจียวเจียวถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ภายในคืนเดียวกลายเป็คนที่ไม่ยอมให้ใครหลอกได้ง่ายๆ
เมื่อก่อนหล่อนไม่ใช่คนที่มักจะถูกเธอหลอกปั่นหัวได้อยู่เสมอหรอกหรือ?
แววตาของโจวเม่ยมีน้ำตาเอ่อคลอมือทั้งสองข้างกำชายเสื้อแน่น “เจียวเจียวพวกเราไม่ใช่เพื่อนสนิทกันหรอกหรือ? เธอเคยบอกว่าเธอจะไม่ถือสาฉัน...”
จ้าวอวี้เฟินที่เป็ยุวชนสาวอีกคนรีบเดินเข้ามาไกล่เกลี่ย “ใช่แล้วเจียวเจียวพวกเราล้วนเป็ยุวชนที่ถูกส่งมาจากเมืองเหมือนกันควรจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชีวิตประจำวันนะ”
ซูเจียวเจียวมองเธอด้วยรอยยิ้ม“ดีเลย! ในเมื่อยุวชนจ้าวใจดีขนาดนี้ ทำไมเธอไม่เอาทั้งผงนมมอลต์บัตรแลกเนื้อ และบัตรแลกธัญพืชของเธอออกมาแบ่งปันกันเลยล่ะ? ยังไงพวกเราก็เป็ยุวชนด้วยกันใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ก็ควรช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่แล้ว ใช่แล้ว!เธอก็ช่วยทำงานของฉันด้วยเลยสิ ถือซะว่าเป็การดูแลฉันก็แล้วกันนะ”
จ้าวอวี้เฟินได้ยินดังนั้นใบหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ครอบครัวของเธอไม่ได้ร่ำรวยอะไรผงนมมอลต์หนึ่งกระป๋องต้องเก็บเงินสองสามเดือนถึงจะยอมซื้อสักครั้งจะให้โจวเม่ยกินตามใจชอบได้อย่างไรเล่า?
ปกติแล้วแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่กล้ากินจะกินก็ต่อเมื่อร่างกายไม่สบายเท่านั้นถึงจะยอมชงดื่มสักแก้ว
และเธอก็เคยเห็นโจวเม่ยตักผงนมมอลต์ของซูเจียวเจียวโดยไม่เกรงใจตักทีก็สองช้อนโต๊ะเต็มๆ โดยอ้างว่าเป็ของที่ยืม แต่ไม่เคยคืนเลยสักครั้งมีแต่ซูเจียวเจียวคนเดียวเท่านั้นที่โง่จนถูกโจวเม่ยหลอกได้
ซูเจียวเจียวเห็นว่าจ้าวอวี้เฟินไม่พูดอะไรแล้วก็หันไปถามโจวเม่ยอีกครั้ง “เธอจะคืนของฉันเมื่อไร?”
ดวงตาของโจวเม่ยแดงก่ำใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายและน้อยใจมองเธอ “ฉัน...ตอนนี้ฉันไม่มีเงิน ขอเวลาอีกสักพักได้ไหม?”
รออีกสักพักซูเจียวเจียวคงลืมเื่นี้ไปเองเธอก็ไม่จำเป็ต้องคืนแล้ว
เมื่อก่อนเธอก็ใช้กลอุบายนี้มาโดยตลอดแล้วก็ได้ผลทุกครั้ง!
ซูเจียวเจียวทำหน้าบึ้งตึง“ไม่ได้! ไม่คืนของก็ต้องคืนเงิน!”
“แต่... แต่ว่าเมื่อก่อนเธอก็ไม่เคยบอกให้ฉันคืนเงินนี่...” ดวงตาของโจวเม่ยมีน้ำตาเอ่อคลอ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายและน้อยใจ
ซูเจียวเจียวจ้องมองเธอด้วยสายตาเ็า“แล้วการที่เธอแอบเอาของของฉันไปใช้โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากฉันแบบนี้มันต่างอะไรกับการลักขโมยกันล่ะ!”
หากเธอถูกตราหน้าว่าเป็ขโมยแล้วมันจะไม่แย่ไปกว่านี้หรอกหรือ!
ใบหน้าของโจวเม่ยเปลี่ยนสีทันทีเธอรีบแก้ตัว “ฉันไม่ได้ขโมยนะ!”
“หึ...” ซูเจียวเจียวเหยียดยิ้มเย้ยหยัน “ไม่ถามไถ่แล้วหยิบเอาไปเองก็คือขโมย”
เมื่อเทียบกับความน่าสงสารของโจวเม่ยแล้วซูเจียวเจียวกลับดูเหมือนคนที่กำลังจี้ให้ยอมรับผิดอย่างโจ่งแจ้ง
อึก...!
ใบหน้าของโจวเม่ยซีดเผือดลงทันที
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเสียใจแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ซูเจียวเจียวจงใจใช้คำว่า‘ขโมย’ ถึงสองครั้งสองคราเธอตั้งใจจะทำลายชื่อเสียงของตน!
ซูเจียวเจียวช่างโเี้อำมหิตยิ่งนัก!
เสียแรงที่เธอเคยคิดว่าหล่อนเป็เพื่อนที่ดีมาตลอด!
จ้าวอวี้เฟินขมวดคิ้ว“ยุวชนซู เธอพูดจาแบบนี้มันร้ายแรงไปหน่อยนะ”
“ใช่แล้ว เมื่อก่อนตอนที่เธอให้โจวเม่ยกินของพวกนั้นเธอก็ไม่ได้บอกว่าจะคิดเงินนี่”
“ตอนนี้ยุวชนโจวไม่มีเงิน ก็ปล่อยให้เธอคืนทีหลังเถอะ”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ก็แค่ของเล็กน้อยเอง อย่าได้ถือสาอะไรมากมายเลย”
ยุวชนหนุ่มสองคนที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ข้างๆทนเห็นไม่ได้ จึงเอ่ยปากขึ้นมาบ้างเช่นกัน
ซูเจียวเจียวเลิกคิ้วมองหลินเฟิงและเยว่เผิงไห่ที่พูดออกมาทั้งสองคนนี้เคยมีความคิดที่จะจีบเธอ และยังเคยช่วยเธอทำงานอย่างกระตือรือร้นหลังจากที่รู้ว่าเธอแค่ใช้พวกเขาทำงาน ก็ค่อยๆ ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเข้าหาไป
ซูเจียวเจียวยอมรับว่าเมื่อก่อนเธอผิดจริงๆ และในอนาคตเธอก็จะหาโอกาสคืนให้แต่จะให้เธอยอมถอยเื่โจวเม่ยนั้นเป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน!
ดังนั้นเธอจึงเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองไปยังชายหนุ่มทั้งสองที่พูด“ถ้าอย่างนั้นพวกคุณจะช่วยจ่ายเงินให้เหรอ?”
หลินเฟิงและเยว่เผิงไห่ถึงกับอึ้งไปทั้งสองไม่มีเงินพอที่จะช่วยจ่ายคืนแทนโจวเม่ย
ยุวชนชายคนอื่นๆมองหน้ากันไปมา แล้วก็หุบปากไปอย่างรู้สถานการณ์
เื่แบบนี้ไม่ควรเข้าไปยุ่งดีกว่า
“โจวเม่ย เธอจะคืนของหรือจะจ่ายเงิน? ให้คำตอบที่ชัดเจนมาหากวันนี้เธอไม่คืน ฉันจะไปหาหัวหน้ากองผลิตและเลขาฯ แล้วบอกพวกเขาว่าเธอขโมยของของฉัน”ซูเจียวเจียวกล่าวคำขาด
โจวเม่ยเห็นว่าหลบเลี่ยงไม่ได้แล้วก็จำต้องตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฉันคืนให้ก็ได้!”
เธอหันหลังกลับเข้าห้องไปไม่นานก็เดินออกมาจากห้อง ในมือถือซอสเนื้อที่ถูกตักจนเหลือเพียงครึ่งกระป๋องและเงินหนึ่งหยวน มาวางไว้ตรงหน้าซูเจียวเจียว
“เอาไปเลย! นับแต่นี้ไปเราสองคนก็ไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว!”
ซูเจียวเจียวเหยียดยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าเอาเงินหนึ่งหยวนมาให้ แบบนี้มันคือการไล่ขอทานชัดๆ เลยนี่?
เธอแสยะยิ้มอย่างเ็า“ซอสเนื้อกระป๋องนี้ของฉันยังไม่เคยเปิดใช้เลยแต่เธอตักไปเยอะขนาดนี้ กระป๋องนี้ฉันไม่เอาแล้วแต่เอาอย่างนี้ก็แล้วกันจะได้ไม่เป็การเอาเปรียบเธอเธอคืนกระป๋องใหม่ให้ฉันก็แล้วกันนะ”