สมาคมผู้รู้จบ สีท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว
วันนี้ตระกูลหมิงถูกโจมตีอย่างหนักแม้แต่ข้าวเย็นก็ไม่กิน คนอื่น ๆ ยังดีหลังจากจบสมาคมผู้รู้นี้ เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงบ้าน แต่จู้เจียงเจียงอนาถแล้ว
สองพี่น้องตระกูลหมิงเดิมรับปากว่าจะไปส่งนางกลับหมู่บ้าน ตอนนี้คงถูกท่านผู้เฒ่าหมิงลงโทษอยู่หอบรรพบุรุษไปไหนไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครไปส่งนางกลับ
“แม่นาง ฟ้ามืดแล้ว พักในจวนข้าหนึ่งคืน พรุ่งนี้ค่อยกลับดีหรือไม่”
เผยจี้ก้าวมาจากด้านหลัง ชี้ประตูจวนของตัวเอง เชิญจู้เจียงเจียงเข้าไป
“ไม่ดีกว่า เสี่ยวอวี๋ยังรอข้าอยู่ที่บ้าน ข้าขอตัวกลับก่อน” จู้เจียงเจียงโบกมืออย่างสง่า ก้าวเท้าลงบันไดเดินไปทางทิศใต้ของเมือง
ท้องฟ้าเวลานี้เพิ่งมืดลง สำหรับนางในชาติก่อน ถือว่าเป็นเวลาเลิกงานปกติ ดังนั้นไม่มีอะไรต้องกลัว
เผยจี้เกลียดจุดนี้ของนาง เป็นตัวของตัวเองเด็ดเดี่ยวเกินไป ดูเหมือนชั่วชีวิตนี้นางจะไม่จำเป็นต้องมีผู้ชายเคียงข้างอย่างไรอย่างนั้น
ถึงแม้จะคับอกคับใจ เขาก็ยังกลับจวนไปจูงม้าเดินตามไป
ยื่นโคมไฟในมือให้นาง “ข้าไปส่ง”
จู้เจียงเจียงค่อนข้างแปลกใจ ในสมาคมผู้รู้เขาออกหน้าแทนนาง ตอนนี้ยังไปส่งนางกลับบ้าน “ท่านแม่ทัพ ท่านชอบข้าใช่ไหม?”
นางคิดอะไรก็พูดอย่างนั้น ตามสถานะของนางตอนนี้ต้องรักษาระยะห่างกับผู้ชาย
เผยจี้คิดไม่ถึงว่านางจะถามแบบนี้ อีกทั้งยังตรงไปตรงมา ในเวลาสั้น ๆ เขาประหม่าเล็กน้อย
เกี่ยวกับความรักชายหญิง เขาไม่มีประสบการณ์และคิดไม่ถึงว่าจู้เจียงเจียงจะพูดถึงหัวข้อนี้กับเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นเขาจึงประหม่า
เขาก็แค่เห็นนางเป็นภรรยาของตัวเอง ดังนั้นจึงอยากทำดีต่อนางอย่างบริสุทธิ์ใจ
จู้เจียงเจียงเห็นเผยจี้เงียบ ก็พูดอีกว่า “ท่านแม่ทัพ ข้าแต่งงานแล้ว ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่าตอนนี้สามีของข้าอยู่ที่ไหน แต่ขอแค่เขาไม่ตาย รอเขากลับมา พวกเราจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขชั่วชีวิต ดังนั้น...”
นางบอกเป็นนัยชัดเจนพอหรือไม่?
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่นางจะทำให้ครอบครัวเกิดความร่ำรวย ผู้ชายมีผลกระทบต่อการหาเงิน ดังนั้นนางไม่อยากให้ใครมีอิทธิพลต่อนาง
ได้ยินนางปฏิเสธผู้ชายคนอื่นอย่างจริงใจเพื่อเขา เผยจี้แอบโล่งใจ ในค่ำคืนนี้ มุมปากของเผยจี้ไม่ว่าอย่างไรก็หุบไม่ลง
ภรรยาของเขาดีจริง ๆ!
“ข้าเชื่อ อีกไม่นานสามีของแม่นางคงกลับมา” จู่ ๆ เผยจี้ก็ไม่อยากรอแบบนี้ต่อไปอีกแล้ว เขาต้องถวายฎีกากลับเมืองหลวงเพื่อรายงานด้วยตัวเอง
ส่วนฐานะบุตรนอกสมรสตระกูลเผยนี้ เขาได้ทำแทนเผยจี้ตัวจริงที่นั่งในตำแหน่งนี้แล้ว ก็ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิต
รอถึงเมืองหลวง เขาจะไปขอรับโทษที่บ้านตระกูลเผย
“งั้นก็ช่างมันเถอะ...” จู้เจียงเจียงพูดพึมพำ นางไม่หวังให้เผยจ้าวกลับมา
“อะไรนะ?” เผยจี้ได้ยินไม่ชัด
“ไม่มีอะไร ท่านแม่ทัพกลับไปเถิด ยืมโคมไฟให้ข้าก็พอแล้ว” จู้เจียงเจียงเริ่มไล่คน แต่เผยจี้ยืนกรานจะไปส่งนาง
หมดปัญญา ทั้งสองทำได้แค่เดินร่วมทาง ชมแสงจันทร์คืนเดือนร้อนไปพลาง เดินไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไปพลาง
หลังกลับถึงในหมู่บ้าน ท้องฟ้าก็มืดมิดหมดแล้ว
เผยจี้ไม่ได้เข้าบ้าน เพียงแค่รอจู้เจียงเจียงไปรับเผยเสี่ยวอวี๋กลับอยู่ด้านนอก หลังจากเห็นพวกเขาทั้งสองปิดประตูเข้านอน ถึงหันหลังกลับขึ้นม้าหายลับไปในความมืด
ได้ยินเสียงเกือกม้านอกบ้านค่อย ๆ ห่างออกไป จู้เจียงเจียงถึงเปิดประตูอีกครั้ง ถอนหายใจพลางมองไปทางหน้าประตูหมู่บ้าน
เฮ้อ! ผู้ชายเหมือนอัศวินแบบนี้ ยากที่นางจะไม่ใจเต้น เพียงแต่...
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
จู้เจียงเจียงเดิมคิดไว้หลังกลับจากตระกูลหมิง ก็เริ่มงานสร้างบ้านใหม่ ดังนั้นเช้าตรู่เช่นนี้จึงออกจากบ้านเข้าไปในหมู่บ้านทันที
“อรุณสวัสดิ์ หนอนหนังสือ”
จู้เจียงเจียงไปตระกูลเหลียงก่อน นำสิ่งที่คัดได้ในสมาคมผู้รู้เมื่อวานไปให้เหลียงเหวินโจว
ในเวลานี้ในมือเหลียงเหวินโจวถือหนังสือเล่มหนึ่งยืนอยู่ในลานบ้านพอดี เงยหน้าไปยังทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น ส่ายหน้าหมุนศีรษะอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ
เปิดพลิกสิ่งที่จู้เจียงเจียงให้เขามา เหลียงเหวินโจวก็อดไม่ได้จะอุทานขึ้น “ขอบคุณสะใภ้เล็ก เพียงแต่ข้ารู้สึกว่า ชาตินี้เกรงว่าข้าจะสอบไม่ติดไม่มีลาภยศแล้ว ของสิ่งนี้ ข้าเอามาจะมีประโยชน์อันใด”
เขาไม่เคยเรียนในสำนักศึกษาส่วนตัวเลยสักวัน ท่องเที่ยวหาความรู้ห้าปีนั้น ก็แค่อยู่ข้างถนนแต่ละแห่ง ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยกับคนเรียนหนังสือพวกนั้น
ส่วนเข้าร่วมระบบการสอบขุนนางเคอจวี่ เขาไม่กล้าที่จะคิด
“อย่าพูดเช่นนี้ เจ้าคือปัญญาชนคนเดียวในหมู่บ้านพวกเรา” จู้เจียงเจียงตบไหล่อย่างเย้าแหย่และปลอบใจเขา
ในมือเขายังถือหนังสืออยู่ ถึงแม้ปากบอกจะยอมแพ้และดูถูกตัวเอง แต่การกระทำแท้จริงกลับบอกนาง เขาไม่อยากยอมแพ้
เหลียงเหวินโจวฝืนยิ้ม “สะใภ้เล็ก ไม่ต้องปลอบใจข้า ตัวข้าเป็นคนแบบไหนข้ารู้ตัวเองดี”
“ระบบการสอบขุนนางเคอจวี่ปีนี้อยู่ในเดือนเก้าใช่ไหม?”
จู้เจียงเจียงยิ้มให้เขาอย่างมีเลศนัย “ถ้าหากข้าบอก ข้ามีวิธีให้เจ้าสอบติดอันดับ เจ้าอยากไปสอบไหม?”
เมื่อวานในสมาคมผู้รู้ตอนถูกหมิงเจี้ยงยั่วโมโหจนความดันขึ้น นางก็พูดโดยไม่ยั้งคิดไปหนึ่งประโยค “ไม่แปลกที่ปีนี้สำนักศึกษาตระกูลหมิงไม่มีผู้สอบติดซิ่วไฉระดับท้องถิ่นสักคน”
ตอนนั้นนางไม่รู้ทำไมตัวเองถึงมั่นใจเห็นเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้นางรู้แล้วเพราะอะไร
ความทรงจำในสมองเกี่ยวกับระบบการสอบขุนนางเคอจวี่เลือนรางมาก นั่นเพราะเจ้าของร่างเดิมไม่เคยใส่ใจเรื่องนี้ แต่เรื่องที่เกิดขึ้น นางมีความจำส่วนนี้อยู่
ตอนนี้จู้เจียงเจียงคิดออกแล้ว!
“เจ้ามีวิธี?” ปฏิกิริยาแรกของเหลียงเหวินโจวคือตื่นเต้น แต่เมื่อคิดทบทวนแล้วก็รู้สึกเป็นไปไม่ได้
“สะใภ้เล็ก เจ้าอย่ามาล้อเล่น ระบบการสอบขุนนางเคอจวี่เป็นเรื่องใหญ่ของราชสำนัก หัวข้อก็มีฮ่องเต้เป็นคนออก เจ้าจะมีวิธีอะไร”
“เจ้าไม่ต้องสนว่าข้ามีวิธีอะไร เจ้าแค่บอกเจ้าอยากสอบติดเป็นขุนนางไหม!” จู้เจียงเจียงเปลี่ยนหัวข้อ แสร้งถามอย่างหงุดหงิด
เหลียงเหวินโจวตกใจกับท่าทางดุ ๆ ของนาง ห่อไหล่ “ใต้หล้ามีบัณฑิตคนไหนไม่อยากสอบติดเป็นขุนนาง เป็นธรรมดาที่ข้าก็อยากเทิดเกียรติให้บรรพบุรุษ เพียงแต่…”
“ไม่ต้องเพียงแต่แล้ว ขอแค่เจ้ายอมรับเงื่อนไขข้อหนึ่งกับข้า ข้ารับประกันปีนี้เจ้าจะสอบติด!”
“เงื่อนไขอะไร?”
“เงื่อนไขของข้าคือ หลังเจ้าสอบติดต้องกลับมาเป็นขุนนางที่เมืองเจียงหนาน!”
จะทำให้ครอบครัวร่ำรวยเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากขุนนาง จู้เจียงเจียงอยากทำธุรกิจให้ใหญ่โต เผยแพร่ใบชาให้ไกลกว่านี้ ย่อมต้องการความช่วยเหลือของนายอำเภอท้องถิ่น
ถึงแม้จูลิ่นจะซื้อชาอุดหนุนนาง แต่นางมองออกเขาไม่มีหัวใจธุรกิจ
ปกติเอาแต่ทำท่าสะอาดแต่ผอมบาง ผู้รู้อ่อนแอ รู้แค่แต่งกลอนวาดรูป เป็นนายอำเภอในเมืองเจียงหนานสิบกว่าปียังไม่เลื่อนขั้น ขอร้องเขาไปก็เปล่าประโยชน์
ดังนั้น นางเอาความหวังฝากไว้บนตัวเหลียงเหวินโจวดีกว่า
“เรื่องนี้ไม่มีอะไรยาก หากข้าสามารถอุทิศตัวเองเพื่อเมืองเจียงหนาน เพื่อหมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเรา ข้าจะทุ่มเทสุดตัว ถึงตายก็ยอม!”
ให้คนในบ้านเกิดมีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นความฝันทั้งชีวิตของเหลียงเหวินโจว เขาแทบรอไม่ไหวให้ตัวเองได้มีโอกาสแบบนี้
“งั้นก็ตกลงตามนี้!” จู้เจียงเจียงพอใจมาก
“แต่ว่าก่อนหน้านั้น เจ้าช่วยข้าสร้างบ้านก่อนเถิด ถือโอกาสหลายวันนี้อากาศดี ข้าไม่อยากให้ในบ้านรั่วฝนอีกแล้ว”
เหลียงเหวินโจวได้ยิน จู่ ๆ รู้สึกว่าตัวเองไร้เดียงสาเกินไปแล้ว ชั่วพริบตาเมื่อครู่เขากลับเชื่อคำพูดของนาง
นางจะเก่งมีความสามารถแบบนั้นที่ไหนกัน!