ตอนที่ ๑๑
แสดงฝีมือ
“เข้ามาถึงเขตพระราชฐานโดยพลการมีโทษถึงปะาชีวิต...เ้าหน้าที่...คุมตัวเ้าเด็กหนุ่มคนนั้นมา...”
เสียงดุที่คุ้นเคยบัญชาสั่งทหารหาญให้เร่งปฏิบัติตามโดยเร็ว
“ท่านพี่!...ท่านจะทำอะไร?...นี่คือ...”
ภุชโคถลึงตาใส่บุรุษร่างสูงผมยาวประบ่าผิวเข้มใบหน้าดุดันในชุดเกราะอ่อนสีน้ำตาลเข้ม ผ่าอกเห็นกล้ามเนื้ออกและท้องที่อัดแน่นเกราะไหล่ขนาดใหญ่ซ้อนกันสองชั้นท่อนแขนขนาดมหึมาถูกรัดด้วยเสื้อลายเกล็ดงูจงอางและเกราะแขนขนาดใหญ่สีน้ำตาลทองทับด้วยกางเกงสีน้ำตาลเข้ม
เขาคืออุรคะบองหลา พี่ชายของภุชโคบัดนี้ดำรงตำแหน่งองครักษ์ชั้นในมีอำนาจในการเลือกเฟ้นแล้วคัดกรองผู้คนบรรดาทหารหาญวัยหนุ่มที่กระชับหอกรายล้อมปราณก็เป็อีกกลุ่มที่เข้าเวร่ค่ำ
ปราณส่ายหน้ามือปิดปากภุชโคแล้วเอ่ยผ่านบอกเธอทางจิต
‘ข้าอยากรู้ว่าท่านพี่อุรคะจะทำอะไรข้า...สงสัยจำข้าไม่ได้เหมือนเ้านั่นแหละ...เ้าไม่ต้องเอ่ยนามข้าให้ท่านพี่รู้ก็แล้วกัน’
ภุชโคเม้มปากพยักหน้าแล้วชี้มือทางอุรคะที่หันมองน้องสาวชักสีหน้าหงุดหงิด
“หึ...ภุชโค!...เป็อะไรมากหรือเปล่า?เ้าหนุ่มนี่กระทำล่วงเกินเ้าหรือไม่?”
อุรคะขยับจ้องมองน้องสาวแสนสวยแล้วหันขวับมองปราณ
“ไอ้เ้านี่เองหรือที่ลักพาตัวเ้าไปแทบทั้งวันคนรับใช้ของเ้ารีบเข้ามารายงานข้าว่าเ้าถูกลักพาตัวเหินหาวขึ้นกลางอากาศหายไปไม่รู้เป็ตายร้ายดีอย่างไรบ้าง...เมื่อเ้ากลับมาก็ดีแล้ว...ส่วนเ้าหนุ่มนี่นอกจากจะมีข้อหาลักพาตัวแล้วยังจะมีข้อหาบุกเข้าเขตราชฐานโดยพลการ!!!”
อุรคะโอบกอดภุชโคด้วยความเป็ห่วงสายตามองปราณด้วยความโมโห สะบัดมือให้สัญญาณจับกุมปราณทันที
“ท่านจะไม่ฟังเหตุใดๆ ก่อนเลยงั้นหรือ?”
ไม่จำเป็!...คนที่ลักพาตัวซ้ำยังถือวิสาสะเข้ามาถึงเขตชั้นในเช่นนี้ได้ข้าต้องปฏิบัติตามกฎ”
ปราณพย่นลมหายใจแล้วหันมองภุชโคที่หมดวาจาจะเอื้อนเอ่ยใดๆนางรู้นิสัยของพี่ชายว่าเื่คุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ กตัญญูและยุติธรรมเป็เื่ที่อุรคะให้ความสำคัญเป็อันดับต้นๆ
ทหารวังกว่าสิบนายนั้นกระชับหอกพุ่งเข้าใส่ปราณโดยพร้อมเพรียงกัน
“ซูมมมม!!!”
แรงลมจากฝ่าเท้าปราณะเิแผ่กระจายในทันทีที่ร่างทั้งสิบกระโจนเข้ามาจนผลักร่างทหารหาญทั้งหมดให้กลิ้งกระเด็นแตกพ่ายไม่เป็ท่าหอกยาวในมือหลุดล่วงเป็ทิวแถว ปราณยืนนิ่งจ้องมองดูผลงานของตนแล้วยิ้มให้อุรคะ
“ว่ายังไง?ทหารของท่านล้มไม่เป็ท่าเช่นนั้น ยังคิดจะจับข้าอยู่อีกหรือไม่?”
ได้ยินวาจาท้าทายอุรคะก็กัดกรามะเิพลังฌานปรากฏวงแหวนม่วง-น้ำเงินหมุนรอบกายขึ้นมาในทันทีพร้อมออร่าสีน้ำตาลเข้มด้านหลังเป็ออร่างูจงอางอ้าปากแลบลิ้นสองแฉก!
“ชิ...เ้าหนุ่มคนนี้หาเื่เจ็บตัวไม่เข้าท่าเสียแล้ว...ข้าอุรคะบองหลา ครุยุทธ์ขั้น ๒๙ พลังฌานจงอางพิษ ตำแหน่งองครักษ์ชั้นในแห่งวังไชยคราม...แจ้งนามของเ้ามา?”
ปราณมิได้สะทกสะท้านในพลังฌานยุทธ์ของอุรคะแต่กลับยืนกอดอกพิจารณาดูความแข็งแกร่งถึงแม้จะอยู่เพียงครุยุทธ์แต่ความรู้สึกที่ปราณััได้ค่อนข้างน่าพรั่นพรึงมิใช่น้อยโดยเฉพาะพิษจงอางดำที่ไหลเวียนในกายสกุลบองหลาปราณรู้ดีว่าแม้แต่ระดับเทพยุทธ์หากพลาดท่าเสียทีก็ปางตายมิใช่น้อย
“ไม่จำเป็หรอกครับท่านพี่อุรคะ!...”
ปราณยิ้มร่ายิ่งเอ่ยวาจากวนอารมณ์นักส่วนภุชโคเห็นอุรคะปลดปล่อยพลังฌานยุทธ์ออกมาเช่นนี้สีหน้าก็ตกตะลึง ะโถามเสียงสั่น
“ท่านพี่!...ท่านพี่จะทำอะไร?”
“สั่งสอนมันเสียหน่อย!...กล้าดียังไงมาัักายเ้าทั้งยังหายไปยาวนาน...อีกทั้งยังบุกเข้าวังเช่นนี้!...ไม่สั่งสอนวันนี้จะสั่งสอนวันไหน!...”
ดวงตาอุรคะแดงก่ำกัดกรามโมโหพุ่งทะยานดั่งจงอางฉกเหยื่อ กรงเล็บทั้งสิบนิ้วกางเงื้อง่าน่าหวาดเสียว
“คมเขี้ยวจงอางบิน”
อุรคะสะบัดเล็บทั้งสิบของตนเข้าหาปราณอย่างรวดเร็วพลันก็ก่อเกิดออร่ารูปคมเขี้ยวข้างละ ๕ เขี้ยว พุ่งเข้าหาปราณตามจำนวนครั้งที่อุรคะตะปบเล็บส่งพลังออร่าเข้าหา
ปราณมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวเขายืนนิ่งอยู่กับที่ใช้ความยืดหยุ่นของร่างกายที่กระดูกของเขาแทบจะเปรียบเสมือนยางสามารถยืดหดคดงอดัดอ่อนได้ดั่งใจปรารถนา นั่นก็เพราะผลมาจากการศึกษาและฝึกฝนวิชาจากคัมภีร์อี้จินจิงหรือคัมภีร์์เปลี่ยนเส้นเอ็นที่ได้มาจากหอตำราในโรงเรียนมหรรณพาลัย (ภาคปฐมบท บทที่ ๖๕๘ คัมภีร์อี้จินจิง) จนแตกฉานและสมบูรณ์
ขาทั้งสองของปราณมิได้ขยับใดๆมีเพียงร่างกายและแขนเท่านั้นที่หลบได้ทุกคมเขี้ยว ทำเอาอุรคะหน้าเสียมิใช่น้อย
‘บ้าน่า!!! แค่เ้าหนุ่มนี่เอนกายไปมาก็สามารถหลบได้แล้วอย่างนั้นหรือ?...ร่างกายของเ้าหนุ่มนี่จะอ่อนหยุ่นผิดธรรมชาติไปหรือเปล่า?’
ปราณได้ยินการบ่นด้วยความเครียดก็ฉีกยิ้มจางๆเมื่ออุรคะเห้นว่ากระบวนท่าคมเขี้ยวจงอางบินใช้ไม่ได้ผลจึงลูบแหวนบรรจุปรากฏหวายหนังงูขนาดยาวฟาดใส่ร่างปราณในทันที
“ฟั่บๆๆๆๆ...”
แรงฟาดสาดไม่ยั้งแต่เหมือนร่างของเด็กหนุ่มมีออร่าบางๆปกคลุมโดยรอบ ทุกดอกที่ฟาดใส่มีประกายไฟแว๊บขึ้นมาราวกับฟาดลงบนไฟเสียอย่างนั้นอุรคะตกตะลึงที่แส้จงอางไม่สามารถกินเืปราณได้
ปราณยังคงยืนนิ่งบนพื้นมิได้โต้ตอบเอาแต่ปัดป้องทหารทั้งสิบชีวิตที่พยุงกายขึ้นมาครบถ้วนต่างจ้องมองดูอุรคะสั่งสอนบุรุษแปลกหน้าทว่าก็ยังไม่สามารถกระทำใดๆได้เลย
อุรคะเดือดแค้นเป็ฟืนเป็ไฟยิ่งได้เห็นหน้าแสยะยิ้มเย้ยของปราณยิ่งหมั่นไส้นัก! เขาะโเดือดตวัดแส้จงอางรัดร่างก็ไม่สามารถทำได้พลันปราณก็ยกมือทั้งสองข้างที่บริเวณท้ายทอยปรากฏศาสตราวุธคู่ด้ามยาวประทับกลางหลัง จากนั้นก็ชักออกมาทันที...
ความเงางามเหลือบสีปีกแมลงทับล้อเล่นกับแสงตะวันยาวโพล้เพล้ทำเอาอุรคะตกตะลึงงกับศาสตราวุธที่คุ้นตาเหมือนกับว่าเคยเห็นที่ไหนแต่บัดนี้ศาสตราวุธคู่มีขนาดกว้างใหญ่และสีเข้มข้นยิ่งนัก
“ตึงงงง....ตึงงงง....!”
เสียงปักบรรทัดั์คู่ลงพื้นเบื้องหน้าปราณแทบจะพร้อมกันเกิดแรงลมอัดอากาศปะทะร่างกายอุรคะจนกระเด็นกลิ้งออกไปไกลส่วนทหารทั้งสิบที่ลุกขึ้นได้แต่อยู่ในรัศมีแรงลมก็ถูกผลักไถลกลิ้งออกไปอีกราว ๓เมตร
“บะ...บะ...บรรทัดั์คู่!!!”
อุรคะอุทานลั่นเริ่มนึกถึงศาสตราวุธคุ้นตาก็พอจำได้ถึงเด็กชายตัวน้อยเป็ผู้จะมีใครในมหาพิภพที่ใช้ศาสตราวุธใหญ่เกินตัวขนาดนี้ เริ่มเห็นเค้าโครงใบหน้าที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งนึกถึงใบหน้าภุชโคที่ดูตื่นๆ ยามที่เขากำลังจะประมือกับบุรุษหนุ่มคนนี้
อุคระรู้ดีว่าภุชโคเป็คนห่วงเนื้อห่วงตัวั้แ่เธอโตเป้นสาวก็ไม่ได้ไปแหย่เล่นสนุกสนานกับบุรุษเพศเหมือนเมื่อครั้งเยาว์วัยแต่กับบุรุษหนุ่มคนนี้ภุชโคกล้าที่จะให้โอบกอดอย่างสนิทชิดเชื้อ จะเป็ใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ปราณ โอฬารปฐี บุตรชายเ้าสำนักหมัดอินทรี! ที่ภุชโคพร่ำบ่นให้อุรคะฟังตลอดระยะเวลาเจ็ดปี จนอุรคะหูชา
“ปราณ...ปราณใช่ไหม?...ฮ่าๆๆๆๆ...โอ๊ย!!!...พอๆๆๆๆ แรงลมปะทะบรรทัดั์คู่ของเ้ามันรุนแรงมาก...”
ปราณหัวเราะร่ากลับไปแล้วตวัดบรรทัดคู่ลอยขึ้นด้านหลัง พอลงฝักก็แรงเหวี่ยงก็กดร่างของปราณจนฝ่าเท้าทั้งสองจมพื้นหินไปครึ่งเท้าพร้อมรอยแตกใยแมงมุมแผ่ออกไปอีกราวเมตรครึ่ง
แล้วประนมกรน้อมกายกล่าวทักทายอุรคะอย่างนอบน้อมอุรคะลุกขึ้นได้ก็กรูเข้าไปโอบกอดทันที ทำเอาทหารทั้งสิบหันมองหน้ากันเลิ่กลั่กอุรคะจึงหันมองผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสิบ
“ฮ่าๆๆๆๆไม่เป็ไรแล้ว...แม้การมาถึงจะแปลกตา แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าเขาเป็ใคร...มิใช่ศัตรูหรือคนแปลกหน้า...ขอบคุณพวกเ้ามาก...เดี๋ยวข้าจัดการเอง...แยกได้!”
ทั้งหมดตบเท้ายืนตรงแสดงการเคารพแล้วแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนต่อไป
อุรคะโอบกอดปราณด้วยความดีใจพร่ำบ่นให้ปราณฟังว่าภุชโคเฝ้าพูดถึงปราณแทบทุกวัน โดยเฉพาะ่สองเดือนที่แรกที่จากไปนั้นภุชโคถึงกับร้องไห้ฟูมฟายต่อมน้ำตาแตก
พอฟ้องปราณเช่นนี้ภุชโคก็อายหน้าแดง ะโดุอุรคะแล้วเดินงอนๆ ไปนั่งกอดอกบนเก้าอี้ลายฉลุใต้ร่มไม้ครึ้มปราณขยับกายตามแล้วปรี่เข้าหา โน้มตัวต่ำจนใบหน้าแทบจะติดภุชโค ทำเอานางสะดุ้งโหยงแล้วปราณก็หอมแก้มหนึ่งครั้ง ภุชโคนิ่งงันหน้าแดง มือลูบแก้มแล้วมืออีกข้างก็ตบต้นแขนปราณแต่มิได้หนักหนาเป็เพียงการตบเพื่อบรรเทาความอายลงเท่านั้น
“ขอบใจเ้ามากนะที่คิดถึงข้าถึงขนาดนั้น...ข้ายังไม่เดินทางไปไหนจะอยู่ที่อาณาจักรของเราอีกนานให้เ้าหายคิดถึงดีไหม?”
“เ้าปราณบ้า!!!...กล้าดียังไงมาหอมข้า!”
“หึหึหึ...ก็บอกแล้วไง! เมื่อก่อนเ้าแกล้งข้า ถึงตอนนี้ข้าแกล้งเ้ากลับบ้างก็หายกันแล้วนะ...ฮ่าๆๆๆ”
ภุชโคกัดกรามแน่นลุกขึ้นไล่ตีปราณปราณวิ่งหนีหลบหลังอุรคะ ทำทีฟ้อง
“ท่านพี่...ดูน้องสาวของท่านสิ!...พอข้าเอาคืนบ้างทำโกรธ...แกล้งแบบนี้เจ็ดปีก็ไม่สาย...ข้าจำแม่นอยู่หรอก!”
อุรคะหัวเราะร่าขำการไล่ตีของภุชโคที่วิ่งวุ่นรอบๆ ตัวเขา รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าอุรคะไม่ได้เห็นภุชโคสดใสร่าเริงแบบนี้มายาวนานแล้วจึงเอ่ยฝากกับปราณทันที
“ดี!...เ้ากลับมาก็ดีแล้ว...ฝากดูแลแทนข้าด้วย...ปวดหูชะมัดกับน้องสาวขี้บ่น!”
“ตกลงครับ...ข้าจะชดเชยให้”
ปราณเอ่ยเสร็จก็หยุดนิ่งทำเอาภุชโคที่วิ่งไล่มาติดๆชนปราณ แต่ด้วยความไวปราณจึงคว้างร่างอรชรไว้ได้แล้วโอบแน่นกระชับกาย
“ข้าไม่ไปไหนแล้วภุชโค!”
ท่าทีวิ่งไล่หดหายโดยพลันพยักหน้ายิ้มถูกใจยิ่งนัก เงยหน้ามองบุรุษที่เธอถวิลหาบัดนี้อยู่เบื้องหน้าแล้ว ความรู้สึกวูบวาบเกิดขึ้นอีกคราวช่างเป็ความสุขยิ่งนักที่ได้อยู่ใกล้ๆกับปราณเช่นนี้
“ตอนนี้เ้าบรรลุพลังฌานยุทธ์ระดับใดแล้วล่ะ?...เดาว่าคงไม่ต่ำกว่าระดับอาจารย์ยุทธ์เป็แน่?”
อุรคะเอ่ยถามทันทีเพราะการประมือเพียงไม่กี่นาทีเขาก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของปราณอีกต่อไปและแม้จะฝึกฝนหนักหนาเพียงใดก็คงไม่มีโอกาสตามรุ่นน้องจอมอัจฉริยะได้ทันพลางถอนหายใจรับสภาพความเป็จริง ภุชโคพยักหน้าอยากรู้ด้วยเช่นกัน
“ข้าก็อยากรู้!...เ้ากลับมาคราวนี้มีความสามารถมากมายเกินหยั่งนัก! อีกทั้งปีกทองที่ติดกายของเ้าช่างแปลกตานัก...มันคือปีกอะไรหรือ?”