ตอนที่ 11 อยากให้ข้าพิการอย่างนั้นรึ?
“หืม?”
หลินเฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยหันไปมองลูกศิษย์ในชุดเหลืองคนนึงที่กำลังมองเขาด้วยสายตาเหี้ยมโหดชวนขนลุกมันเห็นหลินเฟยมองกลับไปที่มันมันจึงเลียริมฝีปากช้าๆพร้อมกับทำท่าเชือดคอ
“อุ้ย! ข้าจำได้ว่าไม่เคยทำอะไรให้คนผู้นี้ไม่พอใจนี่นาแปลกแฮะ..” หลินเฟยไม่ได้ใส่ใจมากนักเขาหลับตาลงยืนรอเวลาอย่างสงบ
“กลุ่มที่สามขึ้นไปบนลานประลอง!” ชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงดังกังวานบรรดาลูกศิษย์ที่ยืนรออยู่ต่างะโขึ้นไปบนลานประลองคนแล้วคนเล่า
ฟุบ!
หลินเฟยเลือกมุมๆหนึ่งของลานประลองเมื่อขึ้นมาแล้วก็หลับตาลงเช่นเคยในสมองพลันนึกทบทวนวิชาของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“กฎการประลองเป็ดังเช่นทุกรอบ! เริ่มได้”
ตู้ม!
เสียงของวิชาต่างๆะเิเข้าใส่กันอย่างรวดเร็วทันทีที่สิ้นเสียงของชายชุดดำลูกศิษย์ชุดเหลืองคนที่มองหลินเฟยก้าวมาหาเขาช้าๆหลินเฟยลืมตาขึ้นมองไปรอบๆเขาเห็นว่ามีคนจำนวนเกือบสิบคนแยกกันต่อสู้ไปรอบๆตัวเขาแต่เหมือนจงใจเว้นระยะห่างให้เขาและศิษย์ผู้นั้นได้ประลองกัน
“เ้าคือหลินเฟยสินะ” ลูกศิษย์ชุดเหลืองหน้าตาเหี้ยมเกรียมพูดขึ้นพร้อมกับเลียริมฝีปากไปด้วย
หลินเฟยอดที่จะเอามือลูบแขนตัวเองไม่ได้กับท่าทางน่าขนลุกนั่นเขาไม่ได้กลัวคนผู้นี้แต่เขาแค่รู้สึกงงงวยมากกว่าว่าทำไมคนผู้นี้ถึงดูจะต้องจัดการเขาให้ได้เสียอย่างนั้น
“ใช่...เป็ข้า” หลินเฟยตอบไปเรียบๆ
“ดี! กฎการประลองห้ามฆ่า! แต่หากเ้าพิการก็ไม่มีใครว่าอะไรได้!” มันยิ้มเหี้ยมเกรียมะเิพลังตบะขั้นปราณกำเนิดขั้นที่สี่่กลางออกมาผู้คนรอบๆต่างถอยออกห่างหน้าตาซีดเผือดเพียงเพราะผลกระทบจากแรงกดดัน
“จะ เ้า! เหตุใดจึงต้องรุนแรงขนาดนี้!” หลินเฟยแกล้งทำเป็ใทั่วทั้งตัวสั่นไหวราวกับลูกนกน้อยท่ามกลางสายลมแรง
“หึ! อย่าโทษข้า โทษตัวเองที่ทำให้ผู้าุโห้าโกรธเกรี้ยว!” มันกล่าวพร้อมกับย่างสามขุมเข้าหาหลินเฟยมือของมันยกขึ้นปรากฏลูกไฟสีแดงเพลิงขนาดเท่าสองกำปั้นขึ้นมาสองลูกหมุนวนรอบๆมือของมัน
“ผู้าุโห้า! เป็เช่นนี้...” หลินเฟยยิ้มกว้างทำเอามันงุนงงเล็กน้อยแต่มันก็เลือกที่จะไม่สนใจเนื่องด้วยพลังตบะของหลินเฟยที่มันััได้คือขั้นผู้ฝึกตนระดับเจ็ดขั้นสูงเท่านั้นมันจึงยังก้าวเท้าเข้าหาหลินเฟยอย่างต่อเนื่อง
“จงจำไว้คนที่ทำให้เ้าพ่ายแพ้จนต้องพิการในวันนี้คือข้ามู่ปิงเว่ย!” มันคำรามก้องโดยไม่สนใจพวกชายชุดดำที่อยู่รอบๆลานประลองแม้แต่น้อย
ส่วนใหญ่ในหลายคนของพวกชายชุดดำเหล่านี้ก็เป็คนของผู้าุโห้าทั้งสิ้นเหตุใดมันจึงต้องกังวลมีเพียงผู้าุโคุมกฎที่อยู่บนเวทีไกลๆเท่านั้นที่ต้องระวังอยู่บ้างแต่ด้วยเสียงของการต่อสู่จากคนอื่นๆ
อีกทั้งระยะห่างของลานประลองและเวทีนั้นอยู่ไกลกันมากกว่าสองร้อยเมตรมันจึงกล้ากล่าววาจาอันอุกอาจของมันออกมาเสียงดังอย่างไม่กลัวฟ้ากลัวฝน…
“รับไป!” รอยยิ้มเหี้ยมเหรียมปรากฏขึ้นทันทีที่มันปล่อยพลังวิชาออกไป
เพลิงคู่ปราบอสูร!
“อยากให้ข้าพิการอย่างนั้นรึ?...ดี!” หลินเฟยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยขยับตัวไปข้างหน้าพุ่งเข้าหาดวงไฟสองลูกที่มู่ปิงเว่ยปล่อยออกมา
มันยิ้มเยาะเล็กน้อยเมื่อเห็นหลินเฟยพุ่งเข้าใส่ดวงไฟคู่ของมันแต่วินาทีที่หลินเฟยัักับดวงไฟทั้งสองนั่นเอง
บู้ม!
ดวงไฟสองลูกแตกออกทันทีที่หลินเฟยพุ่งเข้าปะทะแต่ไร้ซึ่งร่องรอยของอาการาเ็ขณะที่มันตะลึงลานอยู่นั้นหลินเฟยก็กลายเป็เงาเลือนลางหายไปจากสายตาของมันเสียแล้ว
เงาั!
หลินเฟยเรียกใช้ทักษะอยู่ภายในใจความเร็วของเขาพลันะเิออกเคลื่อนที่ไปอยู่ด้านหลังของมู่ปิงเว่ยด้วยความรวดเร็วเกินกว่าที่สายตาของมันนั้นจะมองตามได้ทัน
“โฮ่! ดูเหมือว่าวิชาดาบที่ข้าให้เขาเลือกไปนั้นเขาจะสามารถฝึกได้จริงๆซะแล้วหากมีความเร็วในระดับนี้ ดี ดี!...”
เสียงของผู้เฒ่าลึกลับพึมพำมองการต่อสู้ของหลินเฟยอยู่ไกลๆคำว่าไกลๆในที่นี้นั้นไม่ได้หมายความว่าอยู่ห่างไปร้อยหรือสองร้อยเมตรแต่กลับยืนมองมาจากหอคอยสูงที่อยู่ห่างออกไปกว่าสามพันเมตร!
หากไม่มีพลังตบะที่เหนือล้ำหรือเคล็ดวิชาเกี่ยวกับดวงตาแล้วระยะห่างขนาดนี้นั้นย่อมไม่สามารถจะมองเห็นอะไรได้อย่างแน่นอน
ลูกเตะเพลิงพิฆาต!
เสียงของหลินเฟยดังขึ้นพร้อมกับพลังปราณเพลิงร้อนแรงชนิดที่ดวงไฟจากเพลิงคู่ปราบอสูรของมู่ปิงเว่ยไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้หน้าของมันซีดขาวเพียงพลังกดดันจากปลังลมปราณอันร้อนแรงนี้ก็ทำให้เม็ดเหงื่อของมันไหลตกลงราวกับน้ำตกขนาดย่อม
ตูมม!
อ้ากก!
เสียงร้องโหยหวนของมู่ปิงเว่ยดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ปลิวกระเด็นราวกับว่าวที่สายป่านขาดมันกรีดร้องโหยหวนกระเด็นลงไปที่พื้นนอกลานประลองสภาพไหม้ไปเกือบครึ่งควันและกลิ่นของเนื้อไหม้ทำให้ผู้คนบริเวณนั้นรู้สึกคลื่นใส้
หลินเฟยจงใจที่จะเตะไปที่แขนซ้ายของมันหากเขาเล็งไปที่หัวนั่นคงหมายถึงชีวิตของมันที่ต้องจบลงตรงนี้อย่างแน่นอนแขนซ้ายของมันแหลกละเอียดแน่นอนว่าหากไม่มียารักษาระดับสูงกว่าระดับสามแล้วเป็เื่ยากที่จะรักษาให้หายได้
ฟู่!
หลินเฟยแอบปรับลมหายใจเล็กน้อยหากเขาโจมตีด้วยพลังขั้นผู้ฝึกตนขั้นที่เจ็ดคงจะไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับมู่ปิงเว่ยได้มากขนาดนี้
วินาทีที่เขาใช้เคล็ดวิชาตัวเบาท่าเท้าเงาันั่นเองเขาก็ปลดปล่อยพลังฝึกตนทั้งหมดของเขาไปสู่ขั้นปราณกำเนิดขั้นที่เจ็ดระดับสูงอันเป็พลังที่แท้จริงของเขาก่อนจะปรับกลับลงมาอย่างรวดเร็วหลังจากโจมตีเสร็จสิ้น
“อย่าโทษข้า...เป็เ้าเองที่อยากทำให้ข้าพิการ”
พลังที่ต่างกันอย่างมากและความแข็งแกร่งของร่างกายทำให้หลินเฟยรับการโจมตีจากเพลิงคู่ปราบอสูรของมู่ปิงเว่ยได้ตรงๆและส่วนสำคัญที่สุดคือมู่ปิงเว่ยนั้น...ดูแคลนคู่ต่อสู้ของมันเกินไปจึงจบลงโดยที่แม้แต่กระบวนท่าที่สองของมันยังไม่อาจใช้ออกได้!
หากเป็คนอื่นในระดับขั้นเดียวกันมารับการโจมตีของมู่ปิงเว่ยแม้สุดท้ายจะหลบหรือทำลายลงได้แต่ก็ย่อมต้องลำบากอยู่บ้างหลินเฟยยิ้มน้อยๆเขาไม่รู้สึกอะไรมากนักและหากต้องฆ่าเขาก็จะไม่ลังเลเขาไม่ใช่พ่อพระที่จะอภัยให้กับทุกคนได้ทุกเื่
การที่มู่ปิงเว่ยคิดจะทำให้เขาพิการนั้นก็สมควรแล้วที่มันจะได้รับผลของกรรมของมันเองอีกทั้งหากพลังของเขาเป็ดังเช่นผู้ฝึกตนขั้นเจ็ดจริงๆฝ่ายถูกกระทำให้พิการก็ย่อมต้องเป็เขาอย่างไม่ต้องสงสัยตอนนี้จิตใจหลินเฟยเริ่มที่จะดำมืดเมื่อคิดไปถึงวีรกรรมของผู้าุโห้า
“พี่ปิงเว่ย!”
หนึ่งในพวกที่ต่อสู้อยู่รอบๆตัวของหลินเฟยพูดขึ้นเมื่อดูตอนนี้จะเห็นว่าพวกมันนั้นไม่ได้โจมตีกันแล้วแต่เริ่มเดินเข้ามาล้อมหลินเฟยแทนเขายกยิ้มขึ้นมาน้อยๆมองไปรอบๆจึงเห็นว่ามีพวกของมันอยู่เกือบสิบคน
“โผล่หางออกมาแล้วสินะ...”
หลินเฟยเอ่ยเรียบๆเขาหยิบดาบปราบพยัคฆ์ออกมาจับไว้ปลายดาบเฉียงลงพื้นเล็กน้อยมือซ้ายไขว่หลังแสงแดดที่ส่องกระทบไปบนใบดาบส่องประกายวิบวับชวนมองพวกมันทั้งหมดล้วนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ขนาดมู่ปิงเว่ยที่มีพลังตบะสูงที่สุดในพวกมันยังพ่ายในกระบวนท่าเดียวแถมหลินเฟยยังไม่ใช้อาวุธเสียด้วยแต่นี่หลินเฟยกลับเผยอาวุธของเขาออกมาแล้วพวกมันไม่กล้าคิดถึงความน่ากลัวของหลินเฟยเลย
แต่จะให้พวกมันถอยโทษที่พวกมันได้รับคงจะมากกว่าการที่พ่ายให้กับหลินเฟยอย่างแน่นอนเมื่อคิดไปถึงความโหดร้ายของผู้าุโห้า
“อึก...”
เป็ิเต้าที่แอบกลืนน้ำลายมันอ้าปากค้างไปั้แ่ตอนที่หลินเฟยจัดการมู่ปิงเว่ยในกระบวนท่าเดียวแล้วมันคิดว่าหากวันนั้นมันยังคงยืนยันที่จะเข้าไปจัดการหลินเฟยมันคงไม่แคล้วถูกย่างสดไม่ต่างจากมู่ปิงเว่ยเป็แน่
“พวกเรารุมมันเลย!”
ชายหน้าบากคนนึงในพวกมันะโลั่นกวัดแก่งดาบในมือมันอย่างคล่องแคล่วพวกมันที่ได้ยินต่างกรูกันเข้าหาหลินเฟยวิชาต่างๆถูกเรียกใช้โจมตีไปที่จุดเดียว
หลินเฟยยิ้มน้อยๆตบะของคนพวกนี้และพลังนั้นเทียบกับเขาไม่ได้เลยคนที่มีตบะมากสุดของพวกมันตอนนี้คือผู้ฝึกตนขั้นที่เก้าระดับกลางเท่านั้นแม้จะอีกไม่ไกลจะเก้าสู่ปราณกำเนิด
แต่หากจะเทียบนับว่าไม่จำเป็ที่จะต้องปรับพลังเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหลินเฟยไม่ได้ประมาทเขาค่อยๆเคลื่อนกายหลบคลื่นพลังที่โจมตีเข้ามาพร้อมกับฟาดฟันดาบออกไปตามสัญชาติญาณ
หลินเฟยไม่ได้รีบเร่งใช้เคล็ดวิชาใดๆมากนักมีเพียงใช้ท่าเท้าเงาัเป็บางครั้งในการหลบการโจมตีที่เป็อันตรายเขาแอบศึกษาเรียนรู้กระบวนท่าต่างๆของผู้ฝึกตนที่ใช้ดาบเป็อาวุธแล้วจึงค่อยๆปรับกระบวนท่าของตัวเองให้ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น
“อืม เ้าหนุ่มคนนี้เรียนรู้ไวเกินไปหน่อยไหมท่าทางของเขาเริ่มห่างไกลจากมือใหม่ที่หัดดาบมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว...” ผู้เฒ่าลึกลับเบิกตากว้างมองหลินเฟยอย่างงุนงง
ตูมม!
เสียงดาบของหลินเฟยปะทะเข้ากับพื้นของลานประลองเกิดเป็เสียงะเิดังกึกก้องอานุภาพของดาบนี้สร้างแรงกดดันไปโดยรอบบริเวณและยังส่งผลให้พวกมันสามคนปลิวกระเด็นตกลงจากลานประลองไปในทันที
ผู้เข้าร่วมการประลองหลายสิบคนต่างใรีบถอยห่างออกจากหลินเฟยไปต่อสู้กันในมุมตรงกันข้ามของเขามีเพียงพรรคพวกของมู่ปิงเว่ยไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่แต่ใบหน้าของพวกมันต่างขาวซีดจากแรงกดดันของดาบเมื่อครู่
หากมองจากมุมสูงคงเป็ภาพที่แปลกตาไม่น้อยที่เห็นผู้คนกว่าร้อยชีวิตพากันไปต้อสู้อยู่เพียงฝั่งเดียวของลานประลองเว้นที่มากมายไว้โดยที่ไม่คิดจะขยับเข้ามาใกล้แม้จะถูกคู่ต้อสู้คนอื่นเบียดจนตกลงไป
“รุนแรงใช้ได้” หลินเฟยที่ยังไม่ได้เรียนรู้วิชาดาบพึมพำออกมาเบาๆ
เขาเพียงบีบอัดพลังลมปราณเข้าไปในตัวดาบเป็จำนวนมากก่อนที่จะฟาดฟันลงไปหากเป็ดาบระดับต่ำหรือแม้แต่ระดับกลางหากไม่ใช่ของที่มีคุณภาพแล้วแค่เพียงหลินเฟยบีบอัดพลังลมปราณลงไป เพียงเท่านั้นดาบที่ไร้คุณภาพพวกนั้นก็ต้องพากันแหลกสลายแต่ดาบปราบพยัคฆ์นี้ไม่ธรรมดาเช่นนั้น
แม้มันจะเป็เพียงดาบระดับกลางแต่ก็ค่อนไปทางสูงเลยทีเดียวหากมีจิติญญาของอสูรสักตัวผสานอยู่ในตัวดาบมันก็พร้อมที่จะเลื่อนระดับขึ้นไปทันที
ฟับ! เคร้ง!
อุก!
หลินเฟยขยับกายฟันไปยังนักดาบอีกคนมันตั้งรับได้เพียงเท่านั้นก็ราวกับถูกแรงมหาศาลซัดปลิวตกลงลานประลองไปอีกคนโดยไม่ลืมที่จะกระอักเืออกมาทำเอาหลินเฟยงุนงงไปเล็กน้อย
จริงๆเขาไม่ได้โจมตีไปแรงขนาดนั้นเพียงแต่คนผู้นั้นกลัวที่จะโดนหลินเฟยโจมตีด้วยเคล็ดวิชาเมื่อมันเห็นว่าฟลินเฟยฟาดฟันธรรมดาๆใส่มันมันจึงไม่ลังเลที่จะยืมแรงแกล้งกระเด็นออกไปพร้อมกับกัดลิ้นตัวเองเล็กน้อยทำเป็กระอักเืออกมา
มันมองไปที่สายตาของหลินเฟยด้วยสายตาวิงวอนว่าอย่าเปิดโปงมันเลยเมื่อเห็นว่าหลินเฟยปล่อยผ่านมันจึงลอบขอบคุณเขาในใจ…
“ไม่ผิดที่ไม่อยากเจ็บตัว” หลินเฟยยิ้มน้อยๆบางคนก็ไม่ได้เป็คนเลวอย่างที่คิดพวกเขาเพียงปรับตัวไปตามสถาณการณ์เท่านั้น
พวกมันที่เหลือพากันโจมตีเข้าใส่หลินเฟยไม่ยั้งแต่ก็ไม่สามารถรอดเล้นการป้องกันของดาบปราบพยัคฆ์เข้ามาได้ยิ่งอยู่นานทักษะการใช้ดาบของเขาก็เริ่มที่จะเข้าขั้นมากขึ้นเรื่อยๆหลินเฟยเอียงหัวหลบคลื่นพลังลูกธนูสีฟ้ากว่าสี่ห้าดอกอย่างคล่องแคล่ว
ประสบการณ์การต่อสู้ของหลินเฟยหากไม่นับรวมดาบแล้วนับว่าก็มากพอควรอยู่สำหรับเขาสัตว์อสูรในป่าร้อยอสูรกับน่ากลัวกว่าคนพวกนี้มากนัก
การโจมตีของพวกมันเป็แบบแลกชีวิตทำให้เขาไม่สามารถประมาทพวกมันได้แม้แต่เสี้ยววินาทีแต่กลับกันผู้ฝึกตนพวกนี้ยังโจมตีแบบห่วงชีวิตของตัวเองและศัตรูอยู่จึงไม่อาจนำมาเทียบกันได้อีกทั้งหลินเฟยเองก็ยังได้ลับประสาทััของการต่อสู้มาไม่น้อยในป่าร้อยอสูรแห่งนั้น
หลินเฟยยังคงซ้อมดาบของเขาไปเรื่อยๆบางกระบวนท่าก็ส่งคนลงไปนอกลานประลองบ้างตอนนี้พรรคพวกของหลี่ปิงเหลือเพียงสองคนเท่านั้นพวกมันต่างตั้งรับการโจมตีของหลินเฟยอย่างยากลำบากไม่นานพวกมันทั้งสองคนก็ล่วงลงจากลานประลองไป
“ยุติการประลอง...”
ชายชุดดำพวกของผู้าุโห้ากล่าวด้วยท่าทางเลื่อนลอยมันมีพลังอยู่ที่ขั้นปราณกำเนิดขั้นเก้าด้วยวัยเกินยี่สิบห้าปีจึงต้องออกจากการเป็ศิษย์
และเลือกรับหน้าที่ช่วยผู้าุโต่างๆในสำนักตัวมันเองยังไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะคนเกือบสิบคนได้ง่ายๆเพียงมู่ปิงเว่ยอาจจะต้องทำให้มันใช้พลังกว่าครึ่งแล้วมันจึงอดที่จะตะลึงในความสามารถของหลินเฟยไม่ได้
ไม่เพียงแต่มันที่ตื่นตะลึงผู้คนรอบๆที่ดูอยู่หรือแม้แต่ผู้ที่เข้าร่วมการประลองต่างงงงันมีคนไม่น้อยที่รู้จักหลินเฟยและรู้ดีว่าเขาเป็เพียงขยะขั้นปราณกำเนิดที่สองเท่านั้น
เหตุใดจึงแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ไม่ว่าพวกมันจะคิดยังไงก็ไม่มีทางเป็ไปได้หรือเพียงเพราะเด็กหนุ่ม้าละเล่นอะไรบางอย่างจึงแสร้งทำตัวว่าอ่อนแอ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรมีคนไม่น้อยลอบสาบานในใจว่าจะไม่สร้างเื่ให้กับคนผู้นี้เด็ดขาดเมื่อนึกไปถึงภาพของมู่ปิงเว่ยที่ครึ่งร่างไหม้เกรียมแขนซ้ายบิดงอผิดรูปและที่น่ากลัวที่สุดคือใบหน้าที่เฉยชาบางครั้งก็ยิ้มน้อยๆไปด้วยขณะโจมตีอย่างรุนแรงทำให้พวกเขารู้สึกสยองขึ้นมาอย่างอดไม่ได้...
.
.
.