บทที่ 3
[ คนที่ไม่อยากคิดถึง ]
- N -
“มีอะไรก็บอกกูเผื่อกูช่วยมึงได้...กูพูดเผื่อไว้เฉยๆ นะ”
“อืม” ผมหลับตาลงเพื่อตัดบทของคนขี้สงสัย ผมรู้ว่ายูเป็คนช่างสังเกต ผมรู้ว่ามันสงสัยในทุกอาการของผมเพราะมันใกล้ชิดผมที่สุด ต่อให้ผมเป็คนเก็บอาการเก่งแค่ไหนผมก็ไม่สามารถเก็บทุกอย่างไว้ได้ตลอดเวลา เลยอาจทำให้มีอยู่หลายครั้งที่ผมเผลอแสดงอาการให้ยูมันต้องเป็ห่วง
พอผมแน่ใจว่ายูหลับไปแล้วผมถึงลืมตาขึ้นมามองมัน ผมมองคนข้างๆ ที่ตอนนี้กำลังนอนหลับตาพริ้มแบบไม่สนใจโลกมันเป็ผู้ชายที่มีขนตายาวมาก เวลาที่มันยิ้มดวงตาของมันจะมีประกายระยิบระยับทำให้ใบหน้านี้ดูหวานขึ้นจนใครๆ ต่างพากันชมว่ามันเป็คนยิ้มสวยและมีเสน่ห์
ผมนึกขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ผมได้รู้จักยู ได้รู้จักกับแม่เพียงใจ ได้มาอยู่ในอ้อมกอดของคนในบ้านนี้ ยูคือเพื่อนที่ผมไว้ใจมากคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ที่ผมไม่ค่อยเล่าเื่ส่วนตัวให้มันฟังเพราะผมไม่รู้ว่าผมจะขุดเอาความจมปลักภายในใจของตัวเองออกมาบอกมันเพื่ออะไร
ผมจมปลักอยู่กับเหตุการณ์ในอดีต จมปลักกับความทรงจำทั้งดีและร้ายที่คอยทำร้ายผมทุกครั้งที่เผลอไปนึกถึงมัน
เื่ของใครบางคนที่ยังติดอยู่ในใจ ความรู้สึกทุกความรู้สึกที่ยังคงค้างคาจนผมไม่รู้ว่าผมจะล้างมันออกไปได้อย่างไร ดาร์ฟเป็เพียงคนเดียวที่รู้เื่ทุกอย่างเพราะเราสองคนต้องเผชิญเื่ร้ายๆ พวกนั้นมาด้วยกัน
น้ำตาหยดสุดท้ายของใครบางคนที่ผมใช้มือของผมเช็ดให้เธอ เืสีแดงของเธอที่เปื้อนบนตัวผมมันยังเปรอะเปื้อนอยู่ที่ใจ สายตาอันแสนเศร้าและสิ้นหวังของเธอคนนั้นที่ผมได้มอง...ผมยังจำมันได้ดีทุกวินาที
*
*
หลังกลับมาจากบ้านของยูคราวนี้ ผมต้องคอยระวังตัวมากขึ้น เพราะยูแสดงออกชัดเจนแล้วว่ามันกำลังรู้สึกเป็ห่วงผม
ตอนนี้ทุกคนต่างกำลังก้มหน้าอ่านข่าวในโทรศัพท์มือถือของตัวเอง เป็ข่าวดาราสาวคนหนึ่งที่จีเพิ่งจะส่งเข้ามาในไลน์กลุ่มเรา
"ฆ่าตัวตายอีกแล้ว ดาราพวกนี้น่าสงสารจังวะ" ไนท์พูดขึ้นหลังจากอ่านข่าวนั้นจบแล้ว พวกผมทุกคนที่นั่งอยู่ด้วยเลยพากันหันไปตามเสียงบ่นมัน เนื้อหาข่าวเป็ข่าวของดาราสาวคนหนึ่งที่กำลังมีชื่อเสียงเธอเพิ่งจะกินยาฆ่าตัวตายในคอนโดของตัวเองเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งข่าวนี้กำลังเป็ที่สนใจของคนส่วนใหญ่เป็อย่างมาก
"ก็โดนปล่อยคลิปมาขนาดนั้นใครจะไหวล่ะ" จีพูด ซึ่งคำพูดของเธอทำให้ผมต้องรีบหันไปมองดาร์ฟที่นั่งติดกับผม
"คนปล่อยคลิปแม่งเลวสัส" ไนท์ยังบ่นถึงข่าวนั้นต่อ และดูมันโกรธแทนเหยื่อในข่าวเอามากๆ
‘เหยื่อ’ คำนี้เหมาะสมกับคนที่โดนแบบนั้นที่สุด ไม่ว่าเป็ใครก็ไม่ควรถูกประจานให้ต้องพบเจอกับความอับอายโดยที่เค้าไม่ได้ทำร้ายใครหรือทำผิดอะไรเลยแบบนี้ ผมได้แต่มองดาร์ฟที่ตอนนี้เริ่มหน้าเสียจนผมต้องจับแขนของเธอเอาไว้
"ดาร์ฟ เป็อะไร" จีถาม
"ไม่เป็ไร" คำตอบที่ใครๆ ก็ดูออกว่าเป็คำโกหก เพื่อนๆ ต่างมองเธอด้วยความเป็ห่วง จากนั้นดาร์ฟก็หันมามองผม สายตาขอความช่วยเหลือของเธอทำให้ผมรู้ในทันทีว่าผมต้องพาเธอออกไปจากตรงนี้
"ไปซื้อน้ำกัน" ผมชวนดาร์ฟ เพราะมีแค่ผมเท่านั้นที่ดาร์ฟสามารถพูดหรือแสดงออกได้ทั้งหมดว่าเธอเป็อะไร
"อื้ม" เธอพยักหน้าแล้วลุกออกจากโต๊ะมากับผม
เป็ธรรมดาที่ทุกคนในกลุ่มจับสังเกตอาการของดาร์ฟได้เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อยู่ๆ ดาร์ฟก็มีสีหน้าท่าทางไม่สบายใจขึ้นมาแบบนี้ ผมรู้ว่าเพื่อนเป็ห่วง ผมรู้ว่าเพื่อนสงสัย แต่ผมทำได้แค่ปล่อยให้ทุกคนสงสัยอยู่อย่างนั้นมาโดยตลอด
"รอหน้าคณะนะยู เดี๋ยวกูมารับ" ยูพยักหน้าแล้วมองไปที่ดาร์ฟ ผมดูออกว่ายูเองก็เป็ห่วงดาร์ฟไม่ต่างกันแต่แค่มันไม่พูดอะไร
ผมพาดาร์ฟมาแถวลานเกียร์แต่เป็มุมที่คนไม่ค่อยพลุกพล่าน ผมทำได้แค่มองเธอที่เอาแต่ยืนก้มหน้ามองเท้าของตัวเอง จากนั้นไม่นานใบหน้าที่ผมชอบมองก็ค่อยๆ เงยขึ้นมามองผม สีหน้าเธอเรียบเฉยแต่ดวงตาของเธอแดงก่ำเพราะเธอกำลังพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ สีหน้าแบบนี้ทำให้ผมใจเป๋ไปไม่น้อย เธอน่าสงสารจนผมต้องพยายามคิดหาคำพูดอะไรก็ได้มาใช้ปลอบเธอในตอนนี้
"มันผ่านไปแล้วดาร์ฟ อย่าคิดถึงมันอีกเลย"
"ทำไมนิกไม่โกรธเราล่ะ" เธอถาม
"จะถามแบบนี้กี่ครั้งเราก็ตอบเหมือนเดิม...ดาร์ฟไม่ผิด"
"แต่ถ้าเรายอมช่วย ถ้าเราช่วย...ดิวก็ไม่ตายแบบนั้นนะ ฮึก! แต่เราปล่อยให้ดิวตาย " ไม่ว่าเธอจะพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้แค่ไหน สุดท้ายน้ำตาของความเสียใจและรู้สึกผิดมันก็ไหลล้นออกมาอยู่ดี ดาร์ฟไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอ ไม่ใช่คนร้องไห้ง่ายเลย แต่มีแค่เื่นี้เื่เดียว แค่เื่ของผู้หญิงที่ชื่อดิวเท่านั้นที่ทำให้เธอร้องไห้ได้ง่ายดายเหลือเกิน
อย่าว่าแต่ดาร์ฟเลยที่เ็ป ผมเองก็เ็ปกับการจากไปของดิวไม่น้อยไปกว่าเธอเลย เพราะว่าคนชื่อ 'ดิว' ที่เรากำลังพูดถึงอยู่เธอคือผู้หญิงที่ผมรัก...ผมรักเธอ และยังรักมากจนความคิดถึงมันคอยวนเวียนมาทำร้ายหัวใจให้ต้องเจ็บซ้ำไปซ้ำมา
"อย่าโทษตัวเองอีกเลย เราคือคนที่ยังอยู่นะ เราต้องใช้ชีวิตให้ดีนะดาร์ฟ" ผมพยายามบอกเธอด้วยประโยคเดิมๆ ที่ผมเอามาใช้กับเธอแทบทุกครั้ง
"ให้เราตายแทนยังดีกว่า"
"ดาร์ฟ! " ผมเผลอดุคนตรงหน้าเพราะผมไม่ชอบความคิดแบบนี้เอาเสียเลย ผมจับไหล่ที่สั่นเทาของเธอเอาไว้ และพยายามให้เธอจ้องมาที่ดวงตาของผม
"ฟังนิกนะ...ไม่มีใครคิดว่าดาร์ฟผิด ไม่มีใครโกรธดาร์ฟทั้งนั้น แล้วดาร์ฟจะเอาแต่โทษตัวเองแบบนี้ไม่ได้" ผมพยายามเรียกสติของเธอที่ตอนนี้กำลังเตลิดไปไกลยิ่งเห็นดาร์ฟร้องไห้ยิ่งทำให้ผมคิดถึงใบหน้าของดิว ดิวที่โดยปกติเป็คนร่าเริงยิ้มเก่งและยิ้มสวย แต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตเธอกลับต้องจากพวกเราไปพร้อมน้ำตา
"เราขอโทษ...เราขอโทษดิวผ่านนิกได้ไหม"
"ได้สิ" ผมค่อยๆ เข้าสวมกอดคนตัวเล็กที่ตอนนี้กำลังอยู่ในสภาวะอ่อนแอเหลือเกิน ผมค่อยๆ กดหน้าของเธอให้ซบที่อกของผม ทำไมผมจะยอมให้เธอมองผมเป็ตัวแทนของดิวไม่ได้ล่ะ ในเมื่อั้แ่ดิวจากโลกนี้ไปดาร์ฟก็ยอมเป็ตัวแทนของดิวให้กับผมมาโดยตลอดเช่นกัน แต่ไม่ใช่ว่าผมให้เธอมาแทนที่ดิวหรอกนะ ผมแค่ต้องมองหน้าดาร์ฟเวลาคิดถึงดิวให้รู้สึกเหมือนว่ากำลังได้เห็นดิวยังอยู่ตรงนี้ก็เท่านั้น
ผมเดินออกมาจากห้องน้ำและตั้งใจว่าจะล้มตัวลงนอนเลย แต่ยูที่นอนอยู่อีกเตียงกลับเอาแต่จ้องมาที่ผมจนผมต้องเลิกคิ้วใส่มันเพื่อเป็การถามว่ามันกำลัง้าอะไรจากผม
"ดาร์ฟเป็อะไร" มันถาม
"ก็ไม่นะ" ผมปฏิเสธทั้งที่รู้ดีว่ามันไม่มีทางเชื่อ
"มึงก็รู้ว่าพวกกูทุกคนดูออก แล้วจะโกหกกันทำไม"
"..."
"นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะที่อยู่ๆ ดาร์ฟก็มีท่าทางแบบนั้น และมึงเป็คนเดียวที่ดาร์ฟยอมอยู่ด้วย อ้อ… กูลืมไปว่ามึงรู้จักกันมาก่อน แต่ดาร์ฟก็เพื่อนกูนะ กูก็ห่วงเหมือนกัน"
"..."
"นี่มึงจะเงียบใช่ปะ" มันพูดพร้อมกับส่งสายตาอันแน่วแน่ของมันมาให้ผมเพื่อบอกว่าครั้งนี้มันปล่อยไปไม่ได้อีกแล้ว
"ดาร์ฟไม่พูด แล้วกูจะพูดได้ยังไง"
"ก็กู..."
"เอาเป็ว่าถ้ามึงห่วงก็แค่ทำเฉยไป นอกนั้นกูจัดการเอง" ผมมองเข้าไปในตามันแค่ไม่กี่วินาทีผมก็รับรู้ได้ถึงความห่วงใยทั้งหมดนั่น แต่ผมไม่รู้ว่าผมจะต้องเล่าออกมาอย่างไร ถ้าเล่าไปแล้วมันจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา และที่สำคัญเลยก็คือเื่ทั้งหมดมันเกี่ยวข้องกับดาร์ฟด้วย ถ้าผมต้องเล่าเื่ดิวให้ใครสักคนฟังก็ควรให้ดาร์ฟรับรู้และยินยอมก่อน
"เพื่อนๆ ก็แค่อยากมีส่วนช่วยดาร์ฟบ้าง"
"อืม...ก็รู้" ผมล้มตัวลงนอนเพื่อตัดบทไม่ให้ยูมันถามอะไรผมได้อีก และได้แต่หวังเหลือเกินว่าในค่ำคืนนี้ผมจะไม่ฝันอะไรเกี่ยวกับอดีตพวกนั้น ผมไม่อยากฝันเห็นดิวแม้ว่าผมจะคิดถึงเธอมากแค่ไหนก็ตาม
ผมยังคิดถึงดิว ผมยังคงคิดถึงเธอเสมอ แต่ก็เพราะความคิดถึงนั่นแหละที่ทำให้ผมยังเ็ปอยู่แบบนี้ ผมไม่อยากเห็นเธอในฝัน ผมไม่อยากรู้สึกดีใจเวลาที่ได้เห็นเธอกลับมาหาแล้วจากนั้นต้องตื่นขึ้นมาพบว่าทุกอย่างมันเป็แค่ความฝันที่ไม่มีวันกลายเป็จริงได้เลย
เช้านี้ยูมันบอกว่าอยากแวะไปรับดาร์ฟที่หอพัก ซึ่งปกติผมตามใจมันอยู่แล้วเลยขับรถพามันมารอดาร์ฟกับจีที่หน้าหอพักหญิงแต่เช้า สองสาวพักอยู่หอในซึ่งโดยปกติแล้วทั้งสองคนจะเดินทางไปเรียนด้วยการปั่นจักรยาน
"มึงนี่น้า ห่วงไม่เข้าเื่" ผมหันไปว่าให้ยูที่เอาแต่จ้องไปทางหน้าหอว่าสองคนนั้นจะออกมากันเมื่อไร
"ถ้ากูลากดาร์ฟไปปลอบเองได้แบบมึงกูก็ไม่ต้องห่วงขนาดนี้หรอก" มันกัดผมเข้าให้แล้วไง แต่ผมเถียงอะไรมันไม่ได้ก็เลยทำได้แค่ยิ้มแล้วส่ายหัวเบาๆ
ไม่นานเท่าไรจีกับดาร์ฟก็เดินมาหาเราที่รถ พวกเธอเปิดประตูแล้วขึ้นมานั่งอย่างคุ้นเคยเพราะต่างก็เคยนั่งรถผมกันเป็ประจำอยู่แล้ว
"มีอะไรหรือเปล่า" ดาร์ฟถามเพราะเห็นว่ายูมันเอาแต่หันไปมองเธอที่นั่งอยู่เบาะหลัง
"ก็...อยากเห็นคนยิ้มหน่อย" มันตอบ
"แค่นั้นเหรอ...งั้นนี่ อ่ะ" ดาร์ฟฉีกยิ้มให้ยูจนตาเธอหยี ยูหัวเราะชอบใจแล้วเอื้อมมือไปขยี้หัวดาร์ฟเบาๆ ผมบอกเลยว่าเวลาดาร์ฟยิ้มแล้วทำให้บรรยากาศรอบตัวเธอดูสดใสมาก แต่ผมก็ต้องยอมรับด้วยเหมือนกันว่ายิ้มของยูที่กำลังส่งกลับไปให้ดาร์ฟนั้นดันเป็ยิ้มที่หวานกว่า โดยเฉพาะดวงตาที่เป็ประกายของยูที่มีแรงดึงดูดให้ผมอยากมองทุกครั้งอย่างน่าประหลาด
"ให้กูยิ้มด้วยไหม" จีท้วงขึ้น
"ยิ้มให้ไอ้นิกมันนู่นเลย" ยูมันโยนจีมาให้ผม อะไรดลใจให้ยูมันกล้าหาญชาญชัยทำกับคนสวยของกลุ่มอย่างจีได้ขนาดนี้ ถ้าองค์แม่ลงขึ้นมานี่ถูกกระชากผมจนนับเส้นไม่ทันเลยนะ
"มาๆ นิกรับเอง" ผมหันไปบอกจีเพราะผมกลัวว่าคนสวยจะงอน และสิ่งที่ได้มาก็คือยิ้มแบบตลกๆ ของจี เธอเบ้ปากจนเบี้ยวบูดแล้วยังใจดีทำตาเหล่แถมมาให้ด้วย ผมเข้าใจนะว่าคนสวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด แต่มันก็ชวนให้ขำออกมาอยู่ดีนั่นแหละ พวกเราที่เหลือต่างหัวเราะกับภาพที่เห็นและเ้าของหน้าตาแสนตลกนั้นก็ไม่ได้ลดระดับการทำหน้าตาบูดเบี้ยวลงเลยสักนิด ยิ่งเราหัวเราะเธอก็ยิ่งทำให้มันดูตลกมากขึ้นไปอีก
“นี่ถ้านิกกับดาร์ฟเป็แฟนกันเมื่อไร คงไม่มีใครคอยสปอยจีแล้วอ่ะ” จีพูดขึ้น
“ไม่หรอกน่า” ผมปฏิเสธโดยมองเธอผ่านกระจกมองหลัง
“ไม่ ที่แปลว่ายังไงก็จะสปอยจีเหมือนเดิม หรือไม่ที่แปลว่าจะไม่เป็แฟนกับดาร์ฟ...ตอบค่ะ”
“จี” ดาร์ฟท้วงพร้อมกับเขย่าแขนจียิกๆ จีเลยหัวเราะชอบใจออกมาทันที เพราะเธอสามารถยั่วยุจนดาร์ฟเอ่ยปากท้วงเธอได้ ส่วนผมกลับต้องหันไปมองคนที่ยังไม่ได้พูดอะไรออกมาอย่างยู ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกว่าอยากให้มันพูดอะไรออกมาสักคำ แต่แล้วเ้าตัวก็ได้แต่ยิ้มและส่ายหน้าไปมาเท่านั้น
“ล้อทีไรก็ตัดจบด้วยความเงียบตลอด ชิ! ” จีทำท่ากอดอกน้อยใจที่ผมไม่ได้ตอบอะไรเธอออกไป
“ก็เพื่อนกันไง” ผมพูด
“ค่าๆ เพื่อนค่ะเพื่อน เพื่อนสนิทนะคะ” จีประชดใส่
“อ่ะ ถึงแล้วสาวๆ” ผมบอกทุกคนเมื่อจอดรถเข้าที่เรียบร้อย
"ไนท์จองที่ไว้แล้วนะ" จีบอก
“เดี๋ยวว่าจะแวะร้านก่อน...ขนมปังเนาะ” ผมบอกจีและหันไปถามยูที่กำลังปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว
“ทันเหรอวะ” มันถามกลับ
“ถ้าแค่ขนมปังอ่ะทันอยู่แล้ว” ผมตอบพลางมองไปที่สองสาวด้านหลังที่กำลังเตรียมตัวออกจากรถเหมือนกัน
“เรากินกันมาแล้วอ่ะ งั้นไปรอที่ห้องนะ” จีบอกพลางจัดระเบียบชุดตัวเองให้เรียบร้อยโดยมีดาร์ฟยืนรออยู่ข้างๆ
“โอเค” ผมตอบ และสาวๆ ก็พากันเดินออกไปเลย ทิ้งให้ผมกับยูตามไปทีหลัง เพราะพวกผมยังไม่ได้กินมื้อเช้า ซึ่งถ้าวันไหนเราสายแบบนี้สิ่งที่ประทังชีวิตให้อยู่รอดได้ก็คือนมกับขนมปังที่เราจะแวะซื้อติดเข้าไปกินในห้อง
“กูว่ามึงไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวกูซื้อเข้าไปให้” ผมเสนอ
“ไม่ต้องมาพระเอกกับกู กูไม่ใช่ดาร์ฟกับจี”
“อย่างอนเป็ผู้หญิงสิวะ”
“ห้ะ! ”
“ก็เนี่ยมึงงอนกู มึงกำลังพาดพิงถึงเพื่อนผู้หญิง”
“กูงอนมึงกูก็บ้าแล้ว” มันถลึงตาใส่ผม อันที่จริงผมก็แค่แกล้งกวนตีนมันไปอย่างนั้นเอง ผมรู้ดีว่ามันไม่ใช่คนใจเล็กใจน้อยอะไรขนาดนั้นหรอก
“จริงๆ แล้วมึงกับดาร์ฟสนิทกันมากเลยนะ ทำไมเป็ได้แค่เพื่อนวะ” มันถามระหว่างทางที่เราเดินมาด้วยกัน
“ถามแบบนี้แปลว่ามึงไม่เคยมีเพื่อนผู้หญิงล่ะสิ”
“มีสิวะ กูไม่ได้อยู่โรงเรียนชายล้วนนะ”
“กูหมายถึงเพื่อนสนิทที่เป็ผู้หญิง”
"อืม… คิดว่าไม่เคยมีว่ะ"
“งั้นมึงไม่เข้าใจกูหรอก” ผมทิ้งคำตอบไว้แค่นั้นแล้วเดินเลี้ยวเข้าร้านขายขนมทันที มันยืนทำหน้าตาเหมือนพยายามเข้าใจผมอยู่สักพักก่อนจะยอมเดินตามเข้ามาในร้าน
ผมกับดาร์ฟเราเรียนมาด้วยกันั้แ่มัธยมต้น ด้วยความที่พ่อแม่รู้จักกันมาก่อนทำให้ชีวิตเราต้องเกาะเกี่ยวกันมาั้แ่วันแรกที่เข้าไปเป็เด็กใหม่ของโรงเรียน ความที่ผมโตมาในบ้านที่มีพี่สาว และต้องมาสนิทกับเพื่อนผู้หญิงถึงสองคน คือดาร์ฟ กับดิว เลยทำให้ผมกลายเป็คนที่ชอบดูแลคนอื่นจนติดเป็นิสัยเพราะผมต้องดูแลผู้หญิงอย่างพวกเธอมาตลอด กับดิวผมรักเธอได้ แต่กับดาร์ฟผมหยุดไว้แค่คำว่าเพื่อนจริงๆ ซึ่งไอ้พวกเพื่อนที่เหลือมันไม่เข้าใจและไม่เคยเชื่อผม
“งั้นกูเปลี่ยนคำถาม”
“ว่ามาสิ”
“มึงชอบดาร์ฟมากกว่าเพื่อนหรือเปล่า”
“หืม...”
“นั่นไงนิก มึงคิดนาน”
“ถ้ากูตอบว่าคิดแค่เพื่อนแล้วมึงจะเชื่อกูไหมล่ะ”
“เออ...กูจะเชื่อ”
“กูคิดกับดาร์ฟแค่เพื่อน” พูดจบผมก็เอาขนมปังที่ผมเพิ่งแกะออกจากถุงยัดใส่ปากมันไปทันที ซึ่งยูมันเป็คนที่ติดมึนนิดๆ พอเวลามีใครกระทำอะไรต่อมันแบบกระทันหันมันจะบ้าจี้ทำตามไปก่อน อย่างตอนนี้ก็เหมือนกันที่มันยอมอ้าปากคาบขนมปังจากมือผมพร้อมด้วยสีหน้าแววตางงๆ แบบที่มันชอบทำ
ผมเข้าใจดีว่าทำไมเพื่อนทุกคนถึงพากันสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างผมกับดาร์ฟ เพราะั้แ่เรารู้จักกันมาทุกคนต่างเห็นกันทั้งนั้นว่าดาร์ฟคือคนที่ผมคอยดูแลและเอาใจใส่อยู่ตลอดเวลา
“แค่กๆ …”
“เอ้าๆ กินดีๆ ” ผมหันไปตบหลังยูเบาๆ พร้อมกับยื่นน้ำให้ เพราะเข้าใจว่าการต้องเดินไปกินไปแบบนี้ทำให้สำลักกันได้ง่ายๆ อยู่แล้ว
“มึงไม่กินล่ะ” มันถามหลังจากหายสำลัก
“กูยังไม่หิว”
“มึงก็แบบนี้ตลอด ถ้าไม่หิวก็ไม่ต้องชวนกูมาซื้อ" มันพูดด้วยท่าทางของคนที่อยากจะบ่นผมจนเต็มกลั้นเพราะผมชอบให้มันได้กินอาหารครบทุกมื้อ แต่ตัวผมกลับขี้โกงไม่ยอมกินเสียเอง
ถึงผมจะมาเข้าเรียนสายอยู่บ่อยครั้งแต่ผมก็ไม่เคยสายจนถึงขั้นถูกอาจารย์ปิดห้องไม่ให้เข้าเรียนเลยสักที จะมีก็แต่ไอ้ไนท์ที่นั่งรออยู่ก่อนนี่แหละที่ชอบทำหน้าตาเหมือนกำลังด่าพวกผมอยู่ในใจขณะที่ผมสองคนกำลังพยายามแทรกตัวเข้าไปนั่งข้างมัน มันก็จัดการบ่นพวกผมทันที
“มึงสองคนควรย้ายมาอยู่หอใน ไอ้ห่า! กูอยู่บ้านไกลกว่าพวกมึงแท้ๆ ยังมาเช้ากว่าเลย”
“กูไปรับสองสาวมา” ผมให้เหตุผลไป
“มึงก็ไม่ได้มารับทุกวันไหมล่ะ แต่มึงสายเกือบทุกวัน”
“บ่นจังว้า” ยูหันมาว่าเชิงกวนๆ
“กูบ่นก็ยังดีกว่าคุณศจีบ่นไหมล่ะ” ไนท์ยักไหล่ไปทางจี ซึ่งมันทำท่าทางเหมือนกระซิบก็จริงแต่ระดับเสียงที่ใช้เน้นคำว่า 'ศจี' ผมบอกได้เลยว่ามันตั้งใจให้เ้าตัวได้ยิน ซึ่งจีก็ได้แต่มองค้อนให้ไนท์เพราะเธอไม่ชอบให้เราเรียกเธอว่าศจี ซึ่งเป็ชื่อที่ไนท์มันตั้งให้
“กูบอกเลยว่าชีวิตใครชีวิตมัน กูไม่ร่วม” ยูมันบอกพร้อมกับยกมือขึ้นเป็สัญญาณว่าไม่ขอยุ่งเื่เสี่ยงเป็เสี่ยงตายครั้งนี้เด็ดขาด แต่ไนท์มันไม่กลัวหรอกแถมยังยิ้มชอบใจที่ล้อจีได้แต่จีกลับยังจัดการมันในตอนนี้ไม่ได้เพราะอาจารย์เข้ามาในห้องพอดี
“นี่กูนั่งคั่นมึงกับดาร์ฟอ่ะ” ไนท์พูดขึ้น ซึ่งผมก็ทำได้แค่เลิกคิ้วเป็การถามว่ามันมีปัญหาอะไร ในเมื่อทุกๆ วันเราก็นั่งสลับตำแหน่งกันไปมาอยู่แล้ว ไม่ได้มีการวางตำแหน่งตายตัวอะไรเลย
“มึงเปลี่ยนที่กับกูเลยนิก” ไนท์มันทำท่าจะลุกขึ้น ซึ่งผมเองก็ดันบ้าจี้ขยับขยายตามมันไปด้วย จนสุดท้ายผมก็ได้ไปนั่งแทนที่มันซึ่งทำให้ผมได้นั่งติดกับดาร์ฟ และกลายเป็ว่าผมกับยูถูกคั่นด้วยไอ้ไนท์แทน
ผมหันไปมองดาร์ฟ เธอก็ยิ้มๆ ให้มาและไม่ได้ใส่ใจอะไรกับที่ไนท์มันพยายามอยู่ ส่วนยูมันก็เกาหัวยิกๆ และมองไนท์ด้วยความเอือมระอาที่มันชอบทำแต่เื่ไร้สาระ
“นี่มึงสบายใจแล้วใช่ปะ” ผมถาม
“โอเค...โคตรสบายใจ” มันทำมือโอเค แล้วก็ยิ้มอย่างพอใจ ความสุขมึงก็มีแค่นี้สินะไนท์ เอาแต่กวนประสาทพวกกูไปวันๆ เนี่ย