ตอนที่ 16 ความอ่อนโยน
“เธอทำอะไรของเธอ วาสิณี” เสี่ยคนนั้นโวยลั่น
“นี่แกคิดจะทำอะไรผัวฉัน ฮึ”หญิงสาวคนดังกล่าวพูดขึ้นด้วยเสียงที่ค่อนข้างดังจนบริเวณที่ไกลออกไปเริ่มมีคนหันมามอง
“ผัวคุณนั่นแหละ ที่ตามฉันไม่เลิก”ปานรุ้งก็ไม่ยอมเช่นกัน ก่อนจะย่างสามขุมเข้ามา จ้องกลับไปอย่างท้าทาย “ถ้าไม่อยากมีปัญหาทำไมไม่ดูแลผัวของตัวเองดีๆ ล่ะคะ”
ทันทีที่กล่าวจบ หญิงสาวคนนั้นก็กรี๊ดลั่น ก่อนจะปรี่เข้าไปเพื่อตบเธออีกครั้ง
“เอาสิ ตบเลย ฉันจะได้เอารูปจากกล้องวงจรปิดไปให้ตำรวจดูและฟ้องข้อหาป้าที่ป้ามาทำร้ายฉันด้วย”หญิงสาวเท้าสะเอว ชี้หน้า
หญิงไฮโซคนนั้นโกรธจัดจนหนังที่บริเวณหน้าสั่นระริกในขณะที่สามีที่ยืนข้าง ๆ ที่กำลังจะห้ามก็ทำตัวไม่ถูก
“ก็แกมายุ่งกับผัวฉันก่อนทำไม”
“ใครยุ่งใครก่อน นี่คุณป้าไม่ได้รู้นิสัยผัวตัวเองเลยหรือไงคะ พูดจาแบบนี้หนูจะเรียกค่าเสียหายจากป้าให้หมดตัวเลย”
“ก็อยากจะรู้เหมือนกันนะว่าระหว่างผู้ดีอย่างฉันกับอีตัวอย่างเธอ ตำรวจจะเชื่อใครมากกว่ากัน”
พริตตี้สาวชะงัก คำพูดนั้นราวกับเสียดแทงเข้าไปในใจลึกของหญิงสาว เธอก้มมองดุการแต่งตัวของตัวเอง ก่อนจะยืนนิ่งงันไป เมื่อเห็นแบบนั้นหญิงสูงวัยก็รู้สึกเป็ต่อ
“ไงล่ะ แทงใจดำล่ะสิ”
“เราไปกันเถอะ นะ ๆ ฉันขอล่ะ อย่ามีเื่เลย ดูสิคนมองกันทั้งห้างแล้วมั้ง”
“แต่มัน...”
“ในฐานะคุณนายสมาคมฯ อย่าเสี่ยงเลย คุณวาสิณี”
คุณหญิงคนดังกล่าวมีท่าทีฟึดฟัดเล็กน้อยอย่างขัดใจ ก่อนจะเดินออกไปโดยมีสามีตามหลังไปติดๆ ทิ้งให้ปานรุ้งโดนใครหลายคนมองด้วยสายตาแปลกๆ ทำให้หญิงสาวตัดสินใจรีบออกมาจากตรงนั้น และในทันทีที่ออกมาพ้นผู้จัดการอีเว้นท์ก็ได้โทรเข้ามือถือหญิงสาวเพื่อแจ้งกำหนดงานในตอนบ่าย
“ค่ะ เดี๋ยว่บ่ายครึ่งเจอกันค่ะ”
หญิงสาวหยิบแซนด์วิชที่ตนทำมาแล้วห่อไว้ในกระเป๋าถือมากินในบริเวณชั้นใต้ดินใกล้กับที่จอดรถบนเก้าอี้ยาว และในขณะที่เคี้ยวน้ำตาก็ไหลไป แทบไม่รู้รสอาหารคำพูดดูถูกของหญิงคนนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
กี่ครั้งแล้วที่เธอต้องแบกรับคำพูดพวกนี้ด้วยใจที่ต้องอดทน
แต่ในขณะที่คิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นั้นเอง เธอก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังเดินเข้ามา แต่ด้วยความที่ใกล้ที่จอดรถเธอจึงคิดว่าเป็คนที่กำลังจะไปลานจอดรถข้างนอก แต่ทว่าเงานั้นกลับหยุดนิ่งอยู่นานจนผิดสังเกต
‘หรือว่าจะเป็เสี่ยหื่นกามนั่น’
คิดได้ดังนั้น เธอจึงหันไปมองอย่างรวดเร็ว และบุคคลที่เธอได้เห็นก็เป็คนที่ตนคาดไม่ถึงว่าจะเจอในตอนนี้
ในเวลาเดียวกันที่บ้านของคุณนายสร้อยระย้านั้น รินนรีก็ได้ยกขนมพายที่อบเสร็จแล้วออกมาจากเตา ก่อนจะจัดเรียงใส่กล่องจนเสร็จ และในตอนนั้นเองเธอก็ได้ชำเลืองมองชายหนุ่มที่ยืนเก็บของอยู่ด้วยความรู้สึกผิดที่ตนเป็สาเหตุทำให้เขาาเ็ ร่างเล็กจึงเดินเข้าไปหา
“นายเป็ไงบ้างเนี่ย”
“ยังแสบ ๆ นิดนึงน่ะครับ แต่ก็ดีขึ้นกว่าตอนแรกมากแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น รินนรีจึงหันไปหาพี่เลี้ยงสาวที่กำลังบรรจุขนมลงลัง
“พี่ฤดี หยิบเจลว่านหางจระเข้มาให้หน่อยสิคะ”
จนเมื่อได้ยามาแล้วนั้นเองหญิงสาวก็ได้หยิบหลอดยาขึ้นมาก่อนจะบีบยาออกจากหลอดเพื่อทาแผลส่วนนั้นของเขา
“เดี๋ยวพี่ทาให้นายเรย์เขาเองนะคะ คุณหนู”
“ฉันเป็คนทำให้เรย์เขาเจ็บ ฉันก็จะเป็คนทาให้เขาเอง พี่ช่วยไปเตรียมขนมกับพวกป้าแจ๋วเถอะ” ทันทีที่จบประโยคพี่เลี้ยงสาวก็ได้แต่ยืนงงอยู่ตรงนั้น
“แต่คุณหนูคะ”
“อย่าขัดใจหนูสิคะ พี่ก็รู้ว่าหนูไม่ชอบให้ใครขัดใจ”
หลังจากนั้น หญิงสาวก็พาเขามานั่งในห้องนั่งเล่นเพื่อไม่ให้เกะกะในครัว จนมาถึงที่โซฟาในขณะที่หญิงสาวนั่งลงบนนั้น เรวัตรก็กลับยืนนิ่ง
“ทำไมไม่นั่งล่ะ ยืนมองจ้องฉันอยู่ทำไมกัน”
“แต่ผมเป็แค่คนสวน ผมไม่กล้านั่งบนโซฟาแพง ๆ แบบนี้หรอกครับ คุณหนู”
“แล้วนายจะให้ฉันนั่งพื้นกับนายงั้นหรือ ฉันไม่นั่งนะ มานี่ นั่งดี ๆ” ร่างเล็กว่าพลางตบเบาะข้างๆ ไปด้วย “มาทายาให้เรียบร้อย จะได้เสร็จ ๆ”
เรวัตรแอบนึกขัน แต่ก็ทำท่าทีลังเลเล็กน้อยจนหญิงสาววีนขึ้นมา
“นั่งสิ เร็ว ๆ ด้วยย่ะ คนจะทายาให้ยังจะลีลานะ”
“แต่คุณหนูครับ คนอื่นเห็นคงจะไม่เหมาะ”เขาว่าไปพลางมองในครัวไปด้วย
“โอ๊ย นายนี่ เื่มากจริง นั่งลง” แต่เมื่อเขาไม่นั่ง เธอจึงกระชากแขนเขาให้นั่งลงบนโซฟา ในขณะที่เรวัตรเองไม่ทันตั้งตัว ร่างสูงใหญ่ของตนจึงเข้าไปเกยชิดร่างบางนั้นแทบจะในทันที ตาต่อตาต่างสบมองกันนิ่งงันไปชั่วครู่ แล้วจู่ ๆ หัวใจของหญิงสาวก็เต้นตึกตักอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อได้สบตากับใบหน้าหล่อเหลาของชายทำสวนตรงหน้า
ส่วนชายหนุ่มเองก็ไม่คาดคิดคาดฝันมาก่อนเลยว่าจะได้ใกล้ชิดเธอแบบนี้อีกอาจจะยิ่งกว่าตอนที่ไปสวนตาลด้วยซ้ำ แต่ทว่าตอนนี้ ถึงจะดีใจไป แต่ยังไงถ้าเขาอยากจะได้เธอมา ก็ต้องศึกษานิสัยใจคอเธออีกนาน
“คุณหนูครับ ขอโทษครับ” เป็เขาคนแรกที่ได้สติก่อนจะรีบขยับตัวออกมา
เมื่อนึกขึ้นมาได้ หญิงสาวจึงทำเป็กระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงดุใส่
“นายนี่นะ ซุ่มซ่าม ทะเล่อทะล่าที่สุดเท่าที่ฉันเคยจ้างคนสวนมาเลย”
“กับคนสวนคนอื่น ๆ คุณหนูก็ทำแบบนี้ให้เหมือนกันหรือครับ”เขาแกล้งถามแหย่
“เอ๊ะ นาย พูดแบบนี้ได้ไง ฉันเป็เ้านายนะ และที่ฉันมาทายาให้นายก็เพื่อจะรับผิดชอบกับความผิดที่ฉันทำเท่านั้น ไม่มีเหตุผลอื่น หันไปเลย”
เมื่อสิ้นคำสั่ง ชายหนุ่มก็หันหลังให้ในทันที ก่อนจะยิ้มออกมานิด ๆ ในขณะที่คนทายาให้อยู่ข้างหลังเองก็แอบเขินไม่น้อย
‘แผ่นหลังกว้างจัง ถ้าได้ซบล่ะก็’
ในขณะที่ทายา หญิงสาวก็ลูบยาลงบนแผลไฟไหม้บริเวณไหล่ขวา พลางคิดด้วยความหลงใหล
‘อึ๋ย ถ้าตานี่รู้ว่าเราคิดอะไรอยู่ล่ะก็คงโดดเหยงหนีไม่ทันแน่’
ส่วนเรวัตรเองก็รู้สึกถึงความอุ่นของนิ้วเรียวที่ทาบบนแผลของเขา ที่ทาช้า ๆ เสียงหวานของเธอคอยเอ่ยถามว่าเขาเจ็บไหมอยู่เนืองๆ
“ไม่เจ็บมากครับ” เสียงทุ้มนั้นกล่าวอย่างอ่อนโยน
“เห็นไหม ถ้าให้ทาดี ๆ แต่แรกก็เสร็จไปนานแล้วอ่ะ เสร็จแล้ว”
“ขอบคุณมากนะครับ คุณหนู”
“มันเป็ความผิดของฉันที่ทำนายาเ็ และยานี่นายเก็บไปทาซะนะ ใช้เสร็จก็มาคืนฉันด้วย” ว่าจบมือบางก็ยื่นหลอดยาให้กับเขา
“ครับ ขอบคุณนะครับ”
ร่างบางนั้นเดินหันหลังให้เขา ในขณะที่ดวงตาคมทอดมองร่างของเธอไม่วางตาด้วยความสนใจใคร่อยากจะรู้ถึงนิสัยใจคอของเธอมากขึ้น
‘ถึงจะเอาแต่ใจอารมณ์เหวี่ยงวีนไปบ้าง แต่ก็ใจดีจังเลย’ คิดไปมือหนาก็คลึงหลอดยานั้นไปมา
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ใบหน้าที่ดูหล่อเนี๊ยบในวันนี้กลับตึงเครียดขึ้นมาทันที เมื่อเห็นสภาพใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้า สองเท้าก้าวเข้ามาหาเธออย่างไว
“รุ้ง เธอร้อง”
เมื่อเห็นสายตาที่เขามองมา หญิงสาวใ ก่อนจะรีบหันกลับมาปาดน้ำตา สูดน้ำมูก
“บ้าน่ะ เจษ ร้องอะไรของนาย”
“ใครทำเธอ” เสียงเข้มนั่นดูทั้งเครียดและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน ก่อนจะถือวิสาสะนั่งลงข้าง ๆ
“เปล่า ไม่มีอะไร” ปานรุ้งเขยิบออกมาเล็กน้อย เบนหน้าหนีไปทางอื่น
“ไม่มี แล้วจู่ๆ ก็ร้องเองงั้นหรือไง”
ทันทีที่รู้เื่จากยอดเขาก็รีบรุดออกมาจากร้านโดยยังไม่ทันได้สั่งอะไรกินจนกระทั่งเห็นร่างของเธอวิ่งไปที่ลานจอดรถอยู่ไกล ๆ จึงได้รีบตามมา
ปานรุ้งรู้สึกอายเกินกว่าจะให้คนที่ชังน้ำหน้ามาเห็นน้ำตาในตอนนี้ของเธอ
“ไปให้พ้น ฉันอยากอยู่คนเดียว”
“ก็ที่ฉันอยู่ก็เพราะไม่อยากให้ใครที่เดินไปเดินมาเห็นหน้าตาน่าเกลียดของเธอในตอนนี้ยังไงล่ะ เลิกร้องซะที รู้ไหม หน้าตาเธอเวลาร้องน่ะ มันน่าเกลียดมาก”เขาว่าพลางทำหน้าล้อเลียน และนั่นก็ทำให้ร่างเล็กที่กำลังเสียใจอยู่นั้นโกรธจัดมือบางหันมากระชากสูทเขาด้วยความโมโห
“ถ้าฉันน่าเกลียดมาก นายก็ไปนั่งตรงอื่นเลยไป จะมานั่งกับคนอย่างฉันทำไม” เสียงที่ลั่นนั้นเปี่ยมไปด้วยความโกรธพร้อมกับเสียงสะอื้นน้ำตาหยดโตไหลลงมาเป็ทาง
“หึ แล้วไหนว่าไม่ร้อง” เจษฎาส่ายหน้า ก่อนจะหยิบทิชชู่ที่ติดกระเป๋ามาซับน้ำตาที่ไหลเป็ทางให้รวมถึงตรงหัวตาให้ด้วยอย่างอ่อนโยนปานรุ้งเองก็นิ่งไปเพราะไม่ทันตั้งตัวกับสิ่งที่เขาทำ “ก็เพราะปล่อยให้น้ำมูก น้ำตาไหลแบบนี้ไง ไม่น่าเกลียดยังไงไหวล่ะ ซื่อบื้อ”
หญิงสาวเองก็หมดแรงที่จะเถียงต่อกับคนตรงหน้าจนปล่อยให้เขาเช็ดให้จนเสร็จ
“แล้วนี่นายมาทำอะไรที่ห้าง แถมยังแต่งตัวแบบนี้อีก” เมื่อนั่งทำใจได้สักครู่ เธอก็สังเกตเห็นว่าวันนี้เขาใส่ชุดสูทราวกับนักธุรกิจเลยทีเดียว
“ฉันหล่อใช่ไหมล่ะ”
“แหวะ ก็แค่กุ๊ยที่โกนหนวดแล้วคนหนึ่งนั่นแหละ”เมื่อเห็นท่าทางที่ดูมั่นใจเกินเบอร์แบบนั้นหญิงสาวก็หลุดขำ แล้วยิ่งเมื่อเห็นท่าทางที่ไม่พอใจของเขาเมื่อได้ยินคำนั้นอีกก็ยิ่งทำให้เธอขำหนัก ดูสิ ปากตานั่นนี่เบี้ยวเป็สระอิเลย
“เดี๋ยวฉันไปทำงานก่อนดีกว่า ต้องไปแต่งหน้าใหม่ด้วย”ปานรุ้งสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะหยิบทิชชู่ซับน้ำมูก น้ำตาอีกครั้ง
“นี่ยังคิดจะไปทำต่ออีกหรือไง” ใบหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความฉงน
“เื่ของฉัน นายน่ะ แทนที่จะซื้อสูทแพง ๆ เก็บตังค์ไว้ซื้อเสื้อดี ๆ ใส่บ้างเถอะ”
“ก็เื่ของฉัน” เขาพึมพำขมุบขมิบอย่างอาย ๆรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อต้องใส่ชุดนี้เอาเสียเลย
ส่วนปานรุ้งนั้นก็ยักไหล่ รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อไอ้แหย่ใครสักคน
“งั้นฉันไปล่ะ”
“จะไปให้เขาด่าอะไรอีกล่ะ” สายตาคมนั้นตวัดมาที่เธอ
ปานรุ้งหันขวับมาอย่างรวดเร็ว
“หรือว่านายเห็น”
“บังเอิญไปเห็น” เขาสวนกลับแทบจะในทันที แต่ในมือกำมือถือไว้แน่นคลิปที่ผู้หญิงคนหนึ่งอาละวาดใส่ปานรุ้งถูกส่งมาที่เขาไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ที่เขาคุยกับเธอนี้เอง
“ก็ช่างเถอะ ฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะ”
“นี่เธอไม่คิดจะแจ้งความยัยคนนั้นที่ทำร้ายเธอเลยหรือ”
“อยากอยู่ แต่ฉันยังต้องทำงานในวงการพวกนี้ อีกอย่างคนฐานะแบบนั้นเขามีเงินประกันให้ตัวเองหลุดคดีง่าย ๆ อยู่แล้ว แล้วเื่พวกนี้ก็แค่เสียค่าปรับคนแบบนั้นเขามีเงินจ่ายให้ตัวเองรอดอยู่แล้ว มันคงไม่มีประโยชน์หรอก เจษ”
เจษฎามองตามหลังร่างบางอย่างครุ่นคิด
‘ทำไมเธอถึงต้องดันทุรังทำงานแบบนี้ด้วยนะ รุ้ง มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ หรือว่ารักสบายเสียจนยอมให้คนพูดดูถูกแบบนั้นมาตลอด’
แล้วนี่เขาต้องทำยังไงถึงจะช่วยเธอให้พ้นจากตรงนี้ได้นะ
----------------------------------------------------------------------------------------
เสียงเจี๊ยวจ๊าวคึกดังมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเล็ก ๆที่อยู่ไกลจากตัวเมืองไปหลายกิโลเมตร ในทันทีที่รถเก๋งสีขาวแล่นเข้ามาจอดเด็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะรออยู่แล้วก็ได้แห่กันออกมาโดยทั้งนี้ก็ได้มีพี่เ้าหน้าที่คอยคุมไม่ให้พวกเด็ก ๆ วิ่งออกมาบนถนนด้วย
“ระวังนะ เด็ก ๆ อย่างวิ่งไปบนถนน”
“พี่วิวมาแล้ว เย้”
ทันทีที่ร่างเล็กในชุดเดรสกระโปรงสีเหลืองไข่ลงมาจากรถ เด็ก ๆก็ร้องลั่นด้วยความดีใจ
“ไงจ๊ะ เด็ก ๆ คิดถึงพี่ไหม”
“คิดถึงคร้าบ/คิดถึงค่ะ”
“งั้นมากอดหน่อย ทีละคนนะ”
เรวัตรที่กำลังยกของลงมาจากรถเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าเขาก็อดที่จะยิ้มตามออกมาไม่ได้ใบหน้าหวานของคุณหนูดูมีความสุขทั้งแววตาและท่าทางเลยทีเดียวเมื่อมาถึงที่นี่แถมเด็ก ๆ ก็ดูจะรักเธอไม่น้อยเลยด้วย
“อ้าว นายเรย์ ยืนมองอะไรอยู่ ช่วยกันยกเร็ว”เมื่อเห็นพลขับจำเป็มีท่าทีนิ่งไป ฤดีจึงได้เอ่ยเตือน
“อ๋อ ครับ ขอโทษที”
จนเมื่อทำกิจกรรมและกินเลี้ยงรินนรีก็ได้ออกไปร้องเพลงให้เด็ก ๆ ฟัง โดยเป็เพลงไทยสากลสลับกับเพลงไทยเดิม
“คุณหนูร้องเพราะใช่ไหมล่ะ” ฤดีเอ่ยแซวขึ้นเมื่อเห็นเขามองคุณหนูของเธอตาไม่กะพริบ
“ร้องได้ดีเลยครับ เด็ก ๆ ดูชอบกันมากเลย”
“คุณหนูน่ะ เขาถนัดพวกนี้แหละคุณนายเลยให้เรียนั้แ่เด็กเพราะเห็นแวว”
“ตีขิมด้วยใช่ไหมครับ”
“ใช่ นั่นก็เป็หนึ่งอย่าง คุณหนูยังเรียนทั้งรำร้องเพลง เล่นดนตรีด้วยนะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเขาก็อดที่จะชื่นชมคุณนายสร้อยระย้าด้วยไม่ได้
“ดีจังนะครับรู้ว่าลูกตัวเองชอบอะไรก็ไม่ปิดกั้น อีกทั้งยังสนับสนุนแบบนี้”
“โอย ทักษะพวกนี้ถ้าไม่มีเงินก็คงไม่ได้เรียนหรอก เรย์ อีกอย่าง ฉันว่าเรียนไปก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรด้วย”
“ไม่หรอกครับ ยังไงของพวกวัฒนธรรมก็ขายได้ครับอีกอย่าง มันยังเป็การอนุรักษ์ไม่ให้สิ่งพวกนี้เลือนหายไปตามกาลเวลาอีกด้วยนี่ก็ถือว่า คุณหนูได้ใช้ประโยชน์จากฐานะที่บ้านเธอมีเงินในการรักษาของดีบ้านเราไว้นะครับ”เขายังจำได้ดีใน่เวลาที่ไปเรียนเมืองนอก ฝรั่งส่วนใหญ่มักจะตื่นเต้นกับอะไรที่เป็ของไทยแม้จะเล็กๆ น้อย ๆ จนเขานึกขันและวันหนึ่งเขาก็ได้ถามเพื่อนคนฝรั่งเศสที่ดูจะตื่นเต้นกับมวยไทยหรือแม้แต่กระบี่กระบองที่เป็วิชาอันแสนน่าเบื่อที่เขาจำได้ว่าเคยเรียนมา
“ทำไมนายถึงสนใจวัฒนธรรมไทยพวกนี้ล่ะมันมีแต่ของเก่า ๆ เื่เก่า ๆ แถมสมัยนี้ก็เป็ยุคสมัยใหม่แล้วด้วยมันก็ต้องดูที่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเป็หลักสิ แล้วก็พวกเทคโนโลยีล้ำ ๆ ทันสมัย”
“ก็เพราะมีของเก่าถึงมีของใหม่ได้ยังไงล่ะ และของเก่าที่หายไปตามกาลเวลานี่ล่ะที่น่าสนใจกว่าของใหม่ๆ เป็ไหน ๆ”
“ฉันไม่เข้าใจที่นายพูด”
“ก็เพราะว่าพวกเทคโนโลยีใหม่ๆ แค่มีเงินก็ซื้อได้ แต่วัฒนธรรมเป็สิ่งเดียวที่เงินซื้อหามาไม่ได้บางชาติไม่มีเป็ของตัวเองด้วยซ้ำ นายควรจะภูมิใจนะ เรย์”
จนเมื่อกิจกรรมจบลง ทั้งหมดต่างก็ช่วยกันยกของมาเก็บที่รถ โดยทั้งนี้รินนรีที่กำลังจะกลับก็กำลังถูกเด็กๆ รั้งไว้ไม่ให้กลับ
“พี่วิวไม่กลับไม่ได้หรือคะ”เด็กหญิงตัวเล็กผมถักเปียทักขึ้นแววตาที่มองมาทำเอาหญิงสาวะเืใจด้วยความสงสารทุกครั้ง
“พี่กลับแต่ไม่ได้กลับเลยนะจ๊ะ ไว้เดี๋ยวว่าง ๆพี่จะมาใหม่นะ”
จนในตอนนั้นเองเรวัตรที่กำลังยกของบางส่วนกำลังจะเดินไปสมทบกับฤดีที่รถก็ถูกคุณหนูของบ้านเรียกไว้เสียก่อน
“นี่ นายเรย์ ยกไหวไหม”
โดยที่ไม่รอให้เขาตอบ หญิงสาวก็เข้ามาช่วยหยิบ
“ไม่เป็ไรครับ”
“เอาน่า เดี๋ยวฉันช่วย ครึ่งหนึ่งก็ได้มา”
“คุณหนูไม่ต้องรู้สึกผิดที่ทำน้ำร้อนลวกผมก็ได้ครับเล็ก ๆ น้อย ๆ เอง”
“ไม่ใช่ ฉันเห็นนายขนหลายรอบแล้ว หนัก ๆทั้งนั้น ดูสิ ให้พี่ฤดีถือของเบา ๆ ส่วนนายแบกกล่องแบกลังหนัก ๆ อยู่คนเดียว”
“ก็ผมเป็ผู้ชายนี่ครับ จะให้ผู้หญิงถือของหนักๆ ได้ไง”
“อือหืม เจนเทิลแมนมาก ๆ มา เดี๋ยวฉันช่วย”ว่าจบ รินนรีก็ได้ยกลังที่วางซ้อนกันในมือเขาออกมา
“ขอบคุณนะครับ” เขารู้สึกซาบซึ้งใจ ปลื้มใจไม่น้อย “คุณหนูดูมีความสุขมากเลยนะครับ ตอนอยู่ที่นี่”
รินนรีหันมามอง ก่อนจะค่อย ๆ กระชับลังในมือ
“ใช่ ฉันมีความสุขมาก ๆ ตอนอยู่ที่นี่เพราะอะไรรู้ไหม เพราะเด็ก ๆ เขาไม่ได้มีพิษภัยมากเหมือนกับพวกผู้ใหญ่ส่วนใหญ่รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกอย่างงั้น ไม่เสแสร้ง”
“คุณหนูพูดเหมือนกับว่าคุณหนูเจอคนไม่ดีเยอะอย่างงั้นแหละครับ”
“โลกทุกวันนี้ไง นายเรย์ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจิตใจซับซ้อน ฉันล่ะภาวนาอย่าได้เจอคนหลอกลวงแบบนั้นเลยฉันล่ะเกลียดคนแบบนั้นที่สุด”
เรวัตรถึงกับกลืนน้ำลายเอือก เสียววาบแปลก ๆนี่ถ้าเธอรู้ความจริงว่าเขาหลอกเธอแบบนี้ ถึงตอนนั้นจะเป็ยังไงนะ สงสัยคงต้องจัดการเื่นี้ให้เร็วที่สุดก่อนที่เธอจะรู้ความจริงให้จงได้
‘หรือนี่คงเป็สาเหตุที่ทำให้เธอไม่ไว้ใจเราในตอนแรกกันนะ’
-----------------------------------------------------------------------