ตอนที่ 32 ช่วยชีวิตเฉินข่าย
“ถ้าอยากได้ความช่วยเหลือ ก็บอกได้เลยไม่ต้องเกรงใจ” ป๋ายอันกล่าว
“อืม งั้นแค่นี้ก่อนนะ วางละ” พูดจบ กัวเทียนก็ตัดสายไป
พอจัดการธุระเรียบร้อย เขาก็ไม่รู้สึกว่าต้องห่วงอะไรอีก เป็นเพราะป๋ายอันเป็นคนที่พึ่งพาได้ที่สุดแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เลือกติดต่อป๋ายอันก่อนเพื่อนคนอื่นๆ
ขณะนั่งอยู่ในรถ กัวเทียนมองออกไปนอกหน้าต่าง คำพูดของคนคนนั้นที่พูดไว้ก่อนหน้านี้พลันผุดขึ้นมาในสมอง...
เฉินข่ายถูกใส่ร้าย เขาไม่ได้เล่นพนัน เห็นแก่ที่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน นายช่วยเขาทีนะ เขาอยู่ที่ห้องใต้ดิน
ถูกใส่ร้าย ถูกใส่ร้าย...
ต่อจากนั้น คำพูดที่ลุงฮว่าเคยพูดไว้ก็ผุดขึ้นมาในหัว...เมื่อก่อนเขาเป็นคนดีมาก คอยช่วยเหลือคนในหมู่บ้านไม่น้อย แต่ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้...
เสียงทั้งสองรวมเข้าด้วยกัน ทำให้กัวเทียนสบถออกมาทันที “โธ่โว้ย!”
“ไปส่งที่เดิมทีครับ” กัวเทียนบอกกับคนขับรถ
คนขับรถรีบหักพวงมาลัย พากัวเทียนไปส่งที่เดิม
กัวเทียนไม่เคยชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่ราวกับว่าเขาเข้าไปข้องแวะเรื่องของชาวบ้านในหมู่บ้านสุ่ยเซียงมากเกินไป ทำให้เขาเปลี่ยนไปแล้ว
เขาไม่ได้เป็นทั้งเพื่อนและญาติกับเฉินข่าย เขาไม่จำเป็นต้องออกหน้าเพื่อคนคนนี้ด้วยซ้ำ แต่เพราะแบบนั้นเขาจึงรู้สึกละอายใจ ช่างพิลึกจริง!
ช่วยก็ช่วย กลางคืนจะได้นอนหลับลง
กัวเทียนกลับไปยังผับ A อีกครั้ง แต่ไม่ได้เข้าทางประตูหลัก เพราะฟางขุยคงส่งคนออกมาค้นหาเขาแล้วแน่ๆ ถ้าเขาไปยังทางเข้าหลักก็คงเหมือนมอบตัวให้คนพวกนั้นโดยตรง
เขาอ้อมไปทางด้านหลัง ค้นหาทางเข้าไปทั่ว ตอนนั้นเองเขาได้ยินเสียงเปิดประตูดังครืดๆ ขณะกำลังจะหาที่หลบก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น “น้องชาย ทางนี้!”
กัวเทียนเงยหน้าขึ้น เห็นชายหนุ่มที่อายุราวสามสิบปีกำลังกวักมือมาทางเขา แล้วยังลอบมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าจะมีใครพบเห็นเข้า
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาก็ไม่เลว แต่เพราะเส้นผมสีแดงและเสื้อคลุมลายดอก ทำให้เขาดูเหมือนนักเลงหัวไม้
พอกัวเทียนได้ยินก็จำได้ทันทีว่าเป็นคนที่เพิ่งคุยกับเขาไป ดังนั้นเขาจึงเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหาคนคนนั้นแล้วถามขึ้น “ไม่ได้หลอกกันใช่ไหม”
“ถ้าหลอกจริงฉันก็ไม่ใช่คนแล้ว” อีกฝ่ายให้คำมั่น
“ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าเฉินข่ายถูกใส่ร้าย ทำไมไม่ช่วยล่ะ” กัวเทียนซัก
ชายหัวแดงตอบ “ถ้าช่วยได้ก็คงช่วยไปแล้วละ ไม่ต้องพูดแล้ว มัวแต่พูดเดี๋ยวก็ไม่ทันการณ์กันพอดี”
“แล้วรู้ได้ยังไงว่าผมจะใช้ประตูหลัง” กัวเทียนถามอีก
ชายผมแดงมองเขาแล้วกล่าวว่า “ฉันรู้ว่านายไม่มีทางทิ้งเฉินข่ายได้หรอก พอนายไปแล้วฉันเลยเฝ้าทางเข้าเพื่อรอดูสถานการณ์ เห็นนายลงจากรถย่องไปที่ประตูหลังน่ะสิ”
กัวเทียนเห็นว่าคนคนนี้เหมือนจะไม่ได้โกหกจึงตามเข้าไป มีคนนำทางย่อมผ่านไปอย่างราบรื่นขึ้นไม่น้อย ไม่นานเขาก็มาถึงห้องใต้ดิน มองเห็นเฉินข่ายที่ถูกมัดกับเก้าอี้อยู่ไกลๆ
เฉินข่ายมีหน้าตาธรรมดา รูปร่างอ้วนท้วน ผมสั้นกุด น่าจะสูงแค่ประมาณร้อยหกสิบเซนเท่านั้น บทลงโทษของฟางขุยทำให้ใบหน้าของเฉินข่ายบวมช้ำเลือดช้ำหนอง
ชายผมแดงชี้ไปยังจุดหนึ่งแล้วพูดขึ้น “ตรงนั้นมีกล้อง แต่ตรงที่เรายืนอยู่เป็นมุมอับ ถ่ายไม่ถึง เดี๋ยวนายโยนฉันลงไปนะ ฉันจะแกล้งทำเป็นสลบ นายค่อยวิ่งไปช่วยเฉินข่ายแล้วกัน รบกวนด้วยล่ะ”
กัวเทียนได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะมองไปทางชายผมแดงแล้วขมวดคิ้ว เขาถามว่า “จะใส่ร้ายผมเหรอ”
ชายผมแดงตอบ “นายต้องให้ฉันใส่ร้ายด้วยเหรอ นายถูกฟางขุยหมายหัวไว้แล้ว สู้กันไปแล้ว มันเกลียดนายไปแล้วละ นายยังจะรักษาความสัมพันธ์อันดีอะไรอีกเหรอ มันไม่ปล่อยนายเอาไว้หรอก แต่ฉันรู้ว่านายคงจะเอาตัวรอดได้แล้วยังเห็นแก่คุณธรรมช่วยคนอื่นอีกด้วย ขอร้องละ เชื่อฉันเถอะ เฉินข่ายเป็นผู้บริสุทธิ์ นายอยากรู้อะไรก็ไว้ถามเฉินข่ายเอาแล้วกัน”
ชายผมแดงแสดงสีหน้าร้องขอ
กัวเทียนไม่ได้ว่าอะไร คว้าเส้นผมของชายผมแดงแล้วกระชากอย่างรุนแรง จากนั้นก็โยนเขาลงไป ก่อนจะก้าวยาวๆ เข้าประชิดตัวเฉินข่าย แบกร่างของเฉินข่ายกลับไปยังเส้นทางเดิม
ชายผมแดงที่ล้มลงไปมีสีหน้ายับยู่ เขากุมท้องแล้วเสยผม ในใจบริภาษอย่างโกรธเคือง ‘แม่มันสิ บอกกันก่อนไม่ได้หรือไงวะ พูดก็ไม่พูดมาโยนกันดื้อๆ ซะงั้น จะฆ่ากันให้ตายเลยเหรอ!’
แต่ว่า...เป็นคนมีฝีมือทีเดียว ชายผมแดงส่งสายตาชื่นชมเต็มเปี่ยม