รุ่งอรุณค่อย ๆ ฉาบทาท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านชิงเหอ
เป็ครั้งแรก...
นับั้แ่เยว่หลันเดินทางมาถึง
ที่หิมะหยุดโปรยลงมา
ความเงียบแผ่คลุมทั่วหมู่บ้าน
หลังเหตุการณ์เมื่อคืน ทุกสิ่งดูเหมือนกลับคืนสู่สภาพเดิม
หอจดนามยังคงตั้งตระหง่าน
ลานหินยังปกคลุมด้วยหิมะสีขาว
เรือนแต่ละหลังปิดประตูเงียบงัน
ราวกับไม่เคยมีผู้คนนับร้อยปรากฏตัว
แต่เยว่หลันรู้ดี...
ชิงเหอมิใช่หมู่บ้านเดิมอีกต่อไป
และตัวนางเอง...
ก็ไม่ใช่คนเดิมเช่นกัน
เยว่หลันยืนอยู่หน้าหอจดนาม
ปลายนิ้วลูบผ่านรอยดอกเหมยสีทองบนข้อมือ
แม้แสงจะเลือนจาง
แต่กลีบดอกแรกยังคงเปล่งประกายแ่เบา
นางยกโคมแดงขึ้นตรวจดู
บนด้ามโคมยังปรากฏอักษรโบราณที่ไม่เคยมีมาก่อน
"เมื่อประตูแรกเปิด...ผู้เดินทางจะไม่มีวันหวนกลับเป็ดังเดิม"
เยว่หลันอ่านข้อความนั้นซ้ำอีกครั้ง
หัวใจของนางกลับสงบนิ่งกว่าที่คิด
บางที...
เส้นทางของผู้ถือกรรม์
อาจไม่มีคำว่า "หันหลังกลับ"
ั้แ่ก้าวแรกแล้ว
หลี่เฟิงเหยียนเดินออกมาจากหอ
ในมือของเขามีม้วนแผนที่เก่า
แผ่นหนังสีเหลืองซีด
ซึ่งได้รับจากชายชราผู้เฝ้าหอเมื่อคืนก่อน
เขาคลี่มันลงบนแท่นหิน
ทุกคนรีบล้อมเข้ามา
แผนที่มิได้แสดงเมืองหรือแม่น้ำ
แต่เป็แนวเทือกเขาขนาดใหญ่
กลางแผนที่มีวงกลมสีแดงแปดแห่ง
เจ็ดแห่งยังมืดสนิท
มีเพียงแห่งเดียว...
ที่กำลังเรืองแสง
หลี่เฟิงเหยียนแตะปลายนิ้วลงบนวงกลมนั้น
“ประตูแรกแห่งคืนนาม”
เหอซานพึมพำ
“เช่นนั้น...”
“ยังเหลืออีกหกแห่ง”
หลี่เฟิงเหยียนส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่”
เขาชี้ไปยังมุมแผนที่
มีอักษรเล็กมากซ่อนอยู่
"ประตูบานที่แปด...คือจุดเริ่มต้น"
ทุกคนเงียบลง
หมายความว่า...
หอจดนามมิใช่ประตูสุดท้าย
แต่เป็เพียงสถานที่ซึ่งผู้ถือกรรมต้องมารับ "กุญแจ"
ทันใดนั้น
อาหลิงที่ยืนเงียบมาตลอดก็ร้องเรียก
“พี่เยว่หลัน...”
เด็กหญิงชี้ไปยังบันไดหน้าหอ
มีบางสิ่งวางอยู่บนขั้นบันได
เป็กล่องไม้เล็ก ๆ
ไม่มีผู้ใดเห็นว่ามันมาปรากฏั้แ่เมื่อใด
หลี่เฟิงเหยียนยกมือห้ามทุกคน
ก่อนเดินเข้าไปตรวจสอบอย่างระมัดระวัง
ไม่มีค่ายกล
ไม่มีพิษ
ไม่มีสัญลักษณ์ใด
เขาจึงเปิดฝากล่อง
ภายในมีเพียง...
หมากล้อมสีดำเม็ดหนึ่ง
และกระดาษพับครึ่ง
เยว่หลันคลี่กระดาษออก
ตัวอักษรเขียนด้วยหมึกสีเงิน
ลายมือสง่างาม
"หมากตัวแรก...ได้ถูกเดินแล้ว"
"หากเ้า้าหยุดเกมนี้"
"จงมาพบข้าที่ประตูแรก"
ไม่มีลายเซ็น
แต่ทุกคนรู้ทันทีว่า...
จดหมายฉบับนี้
มาจากผู้ถือโคมคืนนาม
จ้าวเหวินกำดาบแน่น
“เขากำลังท้าทายเรา”
หลี่เฟิงเหยียนกลับส่ายหน้า
“ไม่ใช่”
เขาหยิบหมากล้อมสีดำขึ้นมาพิจารณา
“เขากำลังเชื้อเชิญ”
เหอซานขมวดคิ้ว
“ต่างกันอย่างไร”
“หากเป็การท้าทาย...”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวอย่างสงบ
“อีกฝ่ายหวังให้เราโกรธ”
“แต่หากเป็การเชื้อเชิญ...”
“แสดงว่าเขามั่นใจ...”
“ว่าไม่ว่าอย่างไร เราก็ต้องไป”
เยว่หลันก้มมองหมากล้อมในมือเขา
แล้วพลันนึกถึงประโยคหนึ่งที่ชายชราผู้เฝ้าหอเคยกล่าวไว้
"มีผู้กำลังเร่งเวลา"
ใช่...
เวลาของพวกนางกำลังน้อยลง
ผู้ถือโคมคืนนามมิได้หลบหนี
แต่กำลังนำทาง
ราวกับ้าให้เยว่หลันไปถึงประตูแรกให้เร็วที่สุด
ทันใดนั้นเอง
เสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้นจากทางเข้าหมู่บ้าน
ตึง!
ตึง!
ตึง!
ทุกคนหันขวับพร้อมกัน
ท่ามกลางสายหมอกยามเช้า
มีม้าศึกสีดำตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาเพียงลำพัง
ไม่มีผู้ขี่
เมื่อมันหยุดลงหน้าหอจดนาม
เยว่หลันก็สังเกตเห็นบางสิ่ง
ที่อานม้า...
มีธงผืนเล็กปักอยู่
เป็ธงสีขาว
ปักลายดอกเหมยสีทองเจ็ดกลีบ
ลวดลายเดียวกับรอยบนข้อมือของนาง
หลี่เฟิงเหยียนค่อย ๆ ดึงธงออก
ด้านหลังผืนธง
มีตราประทับสีแดงเข้ม
เป็รูปเดียวกับที่พวกเขาเห็นบนศิลากำเนิดนาม
เหอซานหน้าเปลี่ยนสี
“นี่คือ...”
“ตราของสำนักผู้ถือกรรม์”
เยว่หลันนิ่งงัน
หากสำนักผู้ถือกรรม์ถูกทำลายไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน
แล้วเหตุใด...
จึงยังมีผู้ส่งตรานี้มาได้
ขณะนั้นเอง
ม้าศึกสีดำก็เงยหน้าร้องกึกก้อง
ก่อนหมุนตัวหันไปทางทิศเหนือ
ราวกับกำลังรอ...
ให้ผู้เป็นายคนใหม่ก้าวขึ้นหลังมัน
เยว่หลันสบตาหลี่เฟิงเหยียน
ทั้งสองไม่จำเป็ต้องเอ่ยคำใด
เพราะต่างรู้ตรงกันว่า...
การเดินทางในหมู่บ้านชิงเหอได้สิ้นสุดลงแล้ว
และการเดินทางสู่ "ประตูแรกแห่งคืนนาม"
กำลังจะเริ่มต้น
— จบฉากที่ 1 — ????
ลมหนาวพัดผ่านซุ้มประตูไม้ของหมู่บ้านชิงเหอ
หิมะที่เคยตกไม่หยุดหลายวันกลับหยุดลงอย่างน่าประหลาด
ท้องฟ้าสีเทาเริ่มเผยแสงอาทิตย์อ่อน ๆ
แต่ไม่มีผู้ใดรู้สึกอบอุ่น
เยว่หลันยืนอยู่ข้างม้าศึกสีดำ
สัตว์พาหนะตัวนั้นสงบนิ่งผิดธรรมชาติ
ดวงตาสีดำขลับมองนางเพียงผู้เดียว
ราวกับรอคอยเ้าของมานานหลายร้อยปี
นางยกมือแตะลำคอมันเบา ๆ
ม้าศึกมิได้สะดุ้ง
กลับก้มศีรษะลงอย่างอ่อนน้อม
จนเหอซานถึงกับพึมพำ
“ม้าพิธี…”
จ้าวเหวินหันมอง
“ท่านหมายถึงม้าศึกของราชสำนักหรือ”
นักพรตเฒ่าส่ายหน้า
“เก่ากว่านั้น”
“ตำราโบราณกล่าวไว้ว่า สำนักผู้ถือกรรม์มีม้าศึกที่เลือกนายด้วยตนเอง”
“ผู้ใดมิใช่ผู้ถูกเลือก...ไม่มีวันเข้าใกล้มันได้”
เยว่หลันค่อย ๆ ถอนมือกลับ
ในใจเต็มไปด้วยคำถาม
นางไม่เคยคิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะค่อย ๆ เปิดเผยว่า ผู้ถือกรรม์ในอดีตมิใช่เพียงผู้เดียว หากเคยเป็ทั้งสำนัก ทั้งระเบียบ และทั้งหน้าที่ที่มีผู้สืบทอดมาเนิ่นนาน
หลี่เฟิงเหยียนกำลังตรวจดูแผนที่อีกครั้ง
เขาวางหมากล้อมสีดำลงบนตำแหน่งที่เขียนว่า ประตูแรกแห่งคืนนาม
ทันใดนั้นเอง
หมึกบนแผนที่เริ่มเคลื่อนไหว
เส้นทางสายใหม่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
เป็เส้นสีทองทอดยาวออกจากหมู่บ้านชิงเหอ
แต่หาได้ตรงไปยังประตูแรกไม่
กลับเลี้ยวอ้อมเทือกเขาหลายลูก
ผ่านหุบเขาแคบ
ก่อนหยุดลงที่จุดเล็ก ๆ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน
เยว่หลันเดินเข้ามาใกล้
“สถานที่ใด”
หลี่เฟิงเหยียนอ่านอักษรโบราณใต้จุดนั้นช้า ๆ
ศาลาพักิญญา
เหอซานขมวดคิ้ว
“ไม่เคยได้ยินชื่อนี้”
“เพราะมันถูกลบออกจากแผนที่เมื่อหลายร้อยปีก่อน”
หลี่เฟิงเหยียนตอบเรียบ ๆ
“แต่หอจดนามยังจำได้”
อาหลิงเอียงศีรษะมองแผนที่
เด็กหญิงชี้ไปยังสัญลักษณ์เล็ก ๆ ข้างศาลา
“นี่คืออะไร”
ทุกคนเพ่งมอง
เป็รูปดอกเหมยเจ็ดกลีบ
แต่หนึ่งกลีบกลับถูกระบายเป็สีดำ
ชายชราผู้ปิดตาเดินออกมาจากหออย่างเงียบเชียบ
แม้จะมองไม่เห็น
แต่กลับหยุดตรงหน้าแผนที่ได้อย่างแม่นยำ
“กลีบแรก...เริ่มแปดเปื้อนแล้ว”
เยว่หลันก้มมองรอยดอกเหมยบนข้อมือ
กลีบแรกยังคงเป็สีทอง
“เหตุใดจึงไม่เหมือนกัน”
ชายชราถอนหายใจ
“เพราะแผนที่...”
“มิได้บันทึกปัจจุบัน”
“แต่มันกำลังบันทึกอนาคต”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนเงียบกริบ
จ้าวเหวินเงยหน้ามองทางเหนือ
“เช่นนั้น...”
“หากเราไปถึงศาลาพักิญญาทันเวลา”
“อนาคตจะเปลี่ยนได้หรือไม่”
ชายชราส่ายหน้าเบา ๆ
“อนาคตเปลี่ยนได้”
“แต่ต้องมีผู้ยอมจ่ายราคา”
ประโยคนั้นทำให้เยว่หลันนึกถึงคำเตือนในห้องไร้นาม
ผู้ถือกรรมทุกคน...ต้องเลือก
ดูเหมือนว่า ไม่ว่าหนทางใด
การแลกเปลี่ยนคือกฎที่ไม่มีผู้ใดหลีกเลี่ยงได้
ทันใดนั้น
ม้าศึกสีดำก็ยกกีบหน้าขึ้น
ร้องกึกก้อง
ก่อนหมุนตัวไปยังถนนสายเหนือ
แต่คราวนี้...
มิใช่มันเพียงตัวเดียว
จากป่าหิมะด้านนอกหมู่บ้าน
ม้าป่าสีเทาอีกสี่ตัวค่อย ๆ เดินออกมา
พวกมันมิใช่ม้าธรรมดา
ขนสีเทาเงินสะท้อนแสง
ดวงตาสีอำพัน
และกลางหน้าผากมีแต้มสีขาวคล้ายกลีบดอกเหมย
พวกมันเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าหลี่เฟิงเหยียน จ้าวเหวิน เหอซาน และอาหลิง
ราวกับเลือกผู้ขี่ของตนเอง
เหอซานหัวเราะเบา ๆ
“ดูเหมือน...”
“พวกเราจะไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง”
ในขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมออกเดินทาง
เยว่หลันกลับรู้สึกเหมือนมีใครกำลังมองอยู่
นางหันกลับไปยังยอดหอจดนาม
เหนือหลังคาไม้เก่า
มีอีกาสีขาวตัวหนึ่งเกาะนิ่ง
มันไม่ส่งเสียง
ไม่ขยับปีก
เพียงจ้องมองนาง
แล้วค่อย ๆ กางปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
ในวินาทีนั้น
สมุดเย็บด้ายในอกเสื้อของเยว่หลันก็เปิดออกเอง
หน้ากระดาษพลิกอย่างรวดเร็ว
ก่อนหยุดลงที่หน้าว่างเปล่า
หมึกสีแดงค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
เป็ประโยคสั้น ๆ
"จงระวังผู้ที่เดินนำทาง..."
"เพราะมิใช่ทุกคนที่พาเ้าไปข้างหน้า...หวังให้เ้ารอดชีวิต"
เยว่หลันค่อย ๆ ปิดสมุดลง
สายตาของนางกวาดมองทุกคนในคณะ
ไม่มีผู้ใดพูดอะไร
แต่คำเตือนนั้น...
ได้หว่านเมล็ดแห่งความสงสัยลงในหัวใจของนางแล้ว
ไกลออกไป
สายหมอกเหนือถนนสายเหนือเริ่มแยกออกจากกัน
เผยให้เห็นเส้นทางโบราณที่ไม่เคยปรากฏบนแผนที่ใด
และตรงปลายทาง...
เงาของศาลาเก่าแก่หลังหนึ่ง
ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า
ศาลาพักิญญา
กำลังรอการมาถึงของผู้ถือกรรม์
— จบฉากที่ 2 — ????
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านแนวสนที่ปกคลุมด้วยหิมะ
คณะของเยว่หลันออกจากหมู่บ้านชิงเหออย่างเงียบงัน
ไม่มีผู้ใดหันกลับไปมอง
เพราะทุกคนต่างรู้ว่า...
สถานที่แห่งนั้นมิใช่หมู่บ้านธรรมดาอีกต่อไป
หากเป็สุสานของ "ชื่อ" ที่ถูกลบเลือนไปจากโลก
ม้าศึกสีดำก้าวนำอยู่ข้างหน้า
แม้มันไม่เคยเดินเส้นทางนี้มาก่อน
แต่กลับเลือกทางได้อย่างแม่นยำ
ราวกับมีความทรงจำบางอย่างฝังอยู่ในสายเื
เยว่หลันขี่อยู่บนหลังมัน
ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมยาวสีดำ
นางก้มมองแผนที่ในมือ
เส้นสีทองยังคงเรืองแสงอ่อน ๆ
และเคลื่อนไหวช้า ๆ
เหมือนกำลังนำทาง
มิใช่เพียงแสดงเส้นทาง
หลี่เฟิงเหยียนขี่ม้าเคียงข้าง
เขาสังเกตสิ่งรอบตัวอยู่ตลอด
“เ้าสังเกตหรือไม่”
เขาเอ่ยขึ้น
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น
“สิ่งใด”
“ไม่มีเสียง”
นางหยุดฟัง
แล้วจึงพบว่าเป็จริง
ไม่มีเสียงนก
ไม่มีเสียงสัตว์ป่า
แม้แต่เสียงลมที่พัดผ่านป่าสน
ก็เงียบผิดธรรมชาติ
จ้าวเหวินขมวดคิ้ว
“หรือสัตว์ทั้งหมดจะหนีไปแล้ว”
หลี่เฟิงเหยียนส่ายหน้า
“ไม่ใช่”
เขาก้มลงหยิบกิ่งสนแห้งขึ้นมาหัก
เสียงกิ่งไม้หักกลับเบาจนน่าประหลาด
ราวกับผืนป่าทั้งผืน
กำลังกลืนทุกเสียงเอาไว้
เหอซานควักระฆังทองเหลืองใบเล็กออกมา
เขาเขย่าเบา ๆ
กริ๊ง...
แต่ไม่มีเสียง
ทุกคนหยุดม้าพร้อมกัน
นักพรตเฒ่ามองระฆังในมือด้วยสีหน้าหนักใจ
“ไม่ใช่ว่าระฆังเสีย”
“แต่เสียง...หายไป”
เยว่หลันรู้สึกเย็นวาบ
นางเคยอ่านบันทึกโบราณบทหนึ่ง
"เมื่อเข้าสู่ดินแดนที่เสียงตาย ิญญาจะเริ่มพูดแทนมนุษย์"
นางยังไม่ทันเอ่ยออกมา
อาหลิงก็สะดุ้ง
“มีคนกำลังร้องเพลง...”
ทุกคนมองเด็กหญิง
แต่ไม่มีผู้ใดได้ยิน
คณะเดินทางต่อไปอีกครึ่งชั่วยาม
ป่าสนเริ่มโปร่งขึ้น
เบื้องหน้าปรากฏลำธารสายหนึ่ง
น้ำใสราวกระจก
แต่ไม่มีคลื่นแม้แต่น้อย
ทั้งที่หิมะกำลังละลาย
หลี่เฟิงเหยียนลงจากหลังม้า
เขาคุกเข่าลงริมธาร
เมื่อมองลงไปในผิวน้ำ
ภาพสะท้อนกลับมิใช่ใบหน้าของเขา
แต่เป็ชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาว
สวมตราผู้ถือกรรมโบราณ
เพียงชั่วพริบตา
ภาพนั้นก็หายไป
เขานิ่งเงียบ
ไม่บอกสิ่งที่เห็นแก่ผู้ใด
แต่ดวงตาคมกลับลุ่มลึกกว่าเดิม
เยว่หลันเดินมาหยุดข้างลำธาร
เมื่อก้มมองลงไป
ผิวน้ำก็สั่นไหวเอง
ภาพสะท้อนของนางมิได้เปลี่ยนเป็ผู้อื่น
แต่มีเงาสตรีในชุดขาวยืนอยู่ด้านหลัง
ผู้ถือกรรมรุ่นแรก
นางไม่หันมา
เพียงยืนมองไปยังอีกฝั่งของลำธาร
แล้วค่อย ๆ ยกมือขึ้น
ชี้ไปยังโขดหินใหญ่ใต้ต้นสน
ภาพทั้งหมดจางหายทันที
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น
ตรงตำแหน่งเดียวกันนั้น...
มีโขดหินจริง ๆ
“ตรงนั้น”
เยว่หลันรีบเดินไป
คนอื่น ๆ ตามหลังอย่างระมัดระวัง
เมื่อเข้าใกล้
ทุกคนจึงเห็นว่าใต้หิมะที่เกาะบนโขดหิน
มีอักษรโบราณถูกสลักไว้
หลี่เฟิงเหยียนใช้ปลายกระบี่ปัดหิมะออก
ตัวอักษรค่อย ๆ ปรากฏ
ศาลาพักิญญา เหลืออีกหนึ่งลี้
ใต้ข้อความนั้น
มีรอยพู่กันสีแดงสด
เหมือนเพิ่งเขียนไว้ไม่นาน
เยว่หลันเอื้อมมือแตะเบา ๆ
หมึกยังชื้น
จ้าวเหวินชักดาบทันที
“มีคนมาถึงก่อนเรา”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า
“และเขาตั้งใจให้เรารู้”
ทันใดนั้น
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากอีกฟากของลำธาร
ครั้งนี้...
ทุกคนได้ยินพร้อมกัน
ตึก...
ตึก...
ตึก...
แต่เมื่อหันไปมอง
กลับไม่พบผู้ใด
มีเพียงรอยเท้าบนหิมะ
ที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเอง
ทีละรอย
ราวกับมีคนล่องหนกำลังเดินผ่าน
รอยเท้าเ่าั้มิได้มุ่งเข้าหาพวกเขา
แต่เดินนำไปตามทางแคบในป่าสน
จนลับสายตา
อาหลิงกำชายเสื้อของเยว่หลันแน่น
“พี่เยว่หลัน...”
“เขาอยากให้เราตามไป”
เยว่หลันสบตาหลี่เฟิงเหยียน
ชายหนุ่มก้มลงตรวจรอยเท้าอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่ใช่กับดัก”
“แต่เป็คำเชิญ”
เขาลุกขึ้นช้า ๆ
แล้วมองลึกเข้าไปในป่าสน
“ผู้ที่ทิ้งรอยเท้านี้...”
“กำลังรอเราอยู่ที่ศาลาพักิญญา”
ลมหนาวพัดผ่านอีกครั้ง
คราวนี้...
เสียงที่หายไปตลอดการเดินทาง
กลับดังขึ้นเป็ครั้งแรก
แว่วเบา...
เหมือนเสียงกระดิ่งลม
ดังมาจากส่วนลึกของป่า
และพร้อมกับเสียงนั้น
เงาของศาลาโบราณก็เริ่มปรากฏขึ้น
กลางม่านหมอกสีขาว
ราวกับกำลังค่อย ๆ ต้อนรับผู้มาเยือน...
— จบฉากที่ 3 —
รอยเท้าบนหิมะยังคงปรากฏขึ้นทีละก้าว
ไม่มีเ้าของ
ไม่มีเงา
แต่เดินอย่างมั่นคง ราวกับผู้ที่นำทางรู้จุดหมายปลายทางเป็อย่างดี
เยว่หลันและคณะติดตามรอยเท้านั้นผ่านป่าสนที่เงียบงัน
ยิ่งเดินลึกเข้าไป หมอกก็ยิ่งหนาทึบ
ต้นสนสูงใหญ่สองข้างทางเริ่มบิดโค้งเข้าหากัน
จนดูราวกับซุ้มประตูธรรมชาติ
อาหลิงกระซิบเบา ๆ
“พวกเรา...กำลังถูกมองอยู่”
เยว่หลันััโคมแดงในมือ
เปลวไฟยังคงนิ่ง
หมายความว่า สิ่งที่จับจ้องพวกเขา...
ยังมิได้คิดร้าย
แต่กำลังเฝ้าดู
ไม่นานนัก
หมอกเบื้องหน้าก็ค่อย ๆ แยกออก
ศาลาไม้เก่าแก่หลังหนึ่งปรากฏขึ้นกลางลานหิน
หลังคามุงกระเบื้องสีหม่น
เสาไม้สีดำผ่านกาลเวลาจนแตกร้าว
เถาวัลย์สีเงินเลื้อยพันตามเสา
แต่กลับไม่มีใบไม้แม้แต่ใบเดียว
ลานหน้าศาลาปกคลุมด้วยหิมะขาวบริสุทธิ์
ไม่มีรอยเท้า
ทั้งที่รอยนำทางมาสิ้นสุดตรงหน้าบันได
ราวกับผู้ที่เดินนำ...
หายตัวไปต่อหน้าศาลา
หลี่เฟิงเหยียนลงจากหลังม้า
เขาคุกเข่าลงตรวจพื้นหิมะ
ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ไม่มีรอยลบ”
“ไม่มีค่ายกลพราง”
“รอยเท้า...หายไปเอง”
จ้าวเหวินมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
“หรือเขาอยู่ในศาลา”
หลี่เฟิงเหยียนกลับส่ายหน้า
“หากอยู่...”
“เขาคงให้เราเห็นแล้ว”
คำตอบนั้นยิ่งทำให้บรรยากาศเงียบงัน
เยว่หลันก้าวขึ้นบันไดไม้
ทุกย่างก้าวของนาง
ทำให้เสียงกระดิ่งลมที่แขวนใต้ชายคาดังขึ้น
กริ๊ง...
กริ๊ง...
แต่เมื่อจ้าวเหวินก้าวตาม
กลับไม่มีเสียงใดเกิดขึ้น
เหอซานทดลองเดินขึ้นอีกครั้ง
ศาลาก็ยังคงเงียบ
ทุกคนหันมองเยว่หลัน
ชายชราผู้ปิดตาซึ่งเดินตามมาช้า ๆ กล่าวขึ้น
“ศาลาแห่งนี้...”
“ยินดีต้อนรับเพียงผู้ถือกรรม”
เยว่หลันหยุดยืนอยู่หน้าประตู
ประตูไม้ปิดสนิท
ไม่มีลูกกลอน
ไม่มีห่วงจับ
ตรงกลางประตูมีตราดอกเหมยเจ็ดกลีบสลักไว้
เช่นเดียวกับรอยบนข้อมือของนาง
นางค่อย ๆ ยกมือแตะตรานั้น
ทันทีที่ปลายนิ้วัั
ตราดอกเหมยก็เรืองแสง
กลีบแรกสว่างขึ้น
ตอบรับกับรอยบนข้อมือ
ครืด...
ประตูไม้ค่อย ๆ เปิดออกเอง
ภายในศาลามืดสนิท
ไม่มีเครื่องเรือน
ไม่มีผู้คน
มีเพียงแท่นหินทรงกลมอยู่กลางห้อง
และเหนือแท่นหินนั้น
มีโคมแก้วใสแขวนอยู่หนึ่งดวง
แต่ภายใน...
ไร้เปลวไฟ
เยว่หลันก้าวเข้าไปเพียงคนเดียว
ทันทีที่นางข้ามธรณีประตู
ประตูก็ปิดลงอย่างแ่เบา
จ้าวเหวินรีบวิ่งเข้ามา
แต่ผลักประตูเท่าใดก็ไม่ขยับ
“เยว่หลัน!”
เสียงของเขาดังลอดเข้าไปไม่ได้
หลี่เฟิงเหยียนกลับไม่ผลีผลาม
เขาวางฝ่ามือลงบนประตู
หลับตาเพียงครู่
ก่อนกล่าวเสียงต่ำ
“ศาลากำลังทดสอบนาง”
เหอซานถามทันที
“เราจะช่วยไม่ได้หรือ”
“ไม่ได้”
หลี่เฟิงเหยียนตอบเรียบ
“เหมือนห้องไร้นาม”
“ผู้ถือกรรมต้องเดินผ่านประตูนี้เพียงลำพัง”
เขาเงยหน้ามองประตูไม้
แววตานิ่งสงบ
แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความกังวล
ภายในศาลา
เยว่หลันรู้สึกว่ากาลเวลาหยุดนิ่ง
โคมแก้วเหนือแท่นหินค่อย ๆ หมุนเอง
ช้า...
ช้า...
แสงสีทองอ่อนเริ่มก่อตัวภายใน
ก่อนรวมกันเป็เปลวไฟเล็ก ๆ
เปลวไฟนั้นมิใช่สีแดง
มิใช่สีทอง
แต่เป็สีขาวนวล
สะอาดราวกับแสงจันทร์
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เป็เสียงของสตรี
อ่อนโยน
สงบ
และคุ้นเคยอย่างประหลาด
“ผู้ถือกรรมรุ่นที่เจ็ดสิบสาม...”
“เ้ามาช้ากว่าที่ข้ารอ”
เยว่หลันก้มคำนับ
“ท่านคือผู้ใด”
ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนเปลวไฟสีขาวจะสั่นไหว
แล้วค่อย ๆ ก่อร่างเป็เงาสตรีในชุดสีขาว
นางมิได้มีใบหน้าชัดเจน
ราวกับถูกหมอกปกคลุมไว้
แต่ท่วงท่า
การยืน
และการถือโคมแดงในมือ
เหมือนกับภาพที่เยว่หลันเคยเห็นในหอจดนามทุกประการ
เสียงของนางดังขึ้นอีกครั้ง
“ผู้คนเรียกข้าว่า...”
“ผู้เฝ้าศาลา”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
แต่ก่อนที่นางจะเอ่ยคำถามต่อ
ผู้เฝ้าศาลากลับกล่าวประโยคหนึ่ง
ที่ทำให้หัวใจของนางสั่นะเื
“ก่อนเ้าจะเดินไปยังประตูแรก...”
“เ้าต้องรู้ก่อนว่า...”
“ผู้ถือกรรมรุ่นแรก...มิได้ตาย”
สิ้นประโยคนั้น
เปลวไฟในโคมแก้วก็ลุกโชนขึ้น
ส่องสว่างไปทั่วศาลา
ขณะที่ด้านนอก
หลี่เฟิงเหยียนพลันเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
เมฆเหนือศาลาเริ่มหมุนวนเป็วงกลม
ราวกับพลังบางอย่างที่หลับใหลมานานหลายศตวรรษ...
กำลังตื่นขึ้นอีกครั้ง
— จบฉากที่ 4 — ????
แสงจากโคมแก้วส่องสว่างไปทั่วศาลา
เงาของผู้เฝ้าศาลายืนสงบนิ่ง
แม้ใบหน้าจะพร่ามัว แต่เยว่หลันกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นอย่างประหลาด
มิใช่ความหวาดกลัว
หากเป็ความรู้สึกคุ้นเคย...
ราวกับทั้งสองเคยพบกันมานานแสนนาน
เยว่หลันประสานมือคารวะ
“เมื่อครู่ท่านกล่าวว่า...”
“ผู้ถือกรรมรุ่นแรกมิได้ตาย”
“หมายความว่าอย่างไร”
ผู้เฝ้าศาลาเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนเดินไปหยุดหน้าโคมแก้ว
เปลวไฟสีขาวสะท้อนผ่านร่างโปร่งแสงของนาง
“มนุษย์ทุกคน...”
“ย่อมตาย”
“แต่มีบางคน...”
“เลือกมอบชีวิตให้กลายเป็คำสาบาน”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“คำสาบาน?”
ผู้เฝ้าศาลาพยักหน้า
“ผู้ถือกรรมรุ่นแรกมิได้มีร่างกายอยู่แล้ว”
“แต่นางยังดำรงอยู่...”
“ตราบเท่าที่คำสาบานของนางยังไม่สิ้นสุด”
นางยกมือขึ้นช้า ๆ
เปลวไฟในโคมแก้วพลันแตกกระจายเป็ประกายแสงนับพัน
ภาพโบราณค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เยว่หลันเห็นมหานครอันยิ่งใหญ่
ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่
เสียงหัวเราะ
เสียงตลาด
เสียงเด็กวิ่งเล่น
เต็มไปด้วยชีวิต
แล้วภาพก็ค่อย ๆ เปลี่ยน
ท้องฟ้ากลายเป็สีแดงฉาน
พื้นดินแตกร้าว
ผู้คนล้มลงทีละคน
ไม่ใช่เพราะา
ไม่ใช่เพราะโรคระบาด
แต่เพราะ...
ชื่อของพวกเขาค่อย ๆ เลือนหายจากแผ่นศิลากำเนิดนาม
ทุกครั้งที่ชื่อหนึ่งหายไป
ร่างของเ้าของชื่อนั้นก็โปร่งใสขึ้น
จนสุดท้าย...
สลายไปกับสายลม
ไม่มีแม้แต่ผู้จดจำว่าเขาเคยมีตัวตน
เยว่หลันกำหมัดแน่น
ภาพตรงหน้าช่างโหดร้ายเกินกว่าจะละสายตา
กลางมหานครที่กำลังพังทลาย
สตรีในอาภรณ์สีขาวก้าวขึ้นสู่แท่นศิลา
นางคือผู้ถือกรรมรุ่นแรก
มือซ้ายถือโคมแดง
มือขวาถือพู่กันไม้เหมย
รอบกายนางมีผู้ติดตามอีกเจ็ดคน
ชายหญิงอายุแตกต่างกัน
แต่ทุกคนสวมเครื่องหมายดอกเหมยเช่นเดียวกัน
ผู้เฝ้าศาลาเอ่ยเสียงแ่
“นี่คือ...”
“สภาผู้ถือกรรม”
เยว่หลันชะงัก
“มีถึงแปดคน?”
“ใช่”
“ผู้ถือกรรมหนึ่งคน”
“และผู้พิทักษ์อีกเจ็ดคน”
คำตอบนั้นทำให้เยว่หลันนึกถึงประตูทั้งแปดในหอจดนาม
ทุกสิ่งกำลังเชื่อมโยงกันทีละส่วน
ภาพตรงหน้าดำเนินต่อ
ผู้ถือกรรมรุ่นแรกยกพู่กันขึ้น
มิได้เขียนชื่อผู้ใด
แต่วาดวงแหวนขนาดใหญ่รอบศิลากำเนิดนาม
พร้อมกล่าวคำสัตย์โบราณ
แม้เสียงจะเลือนราง
แต่เยว่หลันกลับได้ยินชัดเจน
“ข้าขอมอบนาม”
“มอบชะตา”
“มอบชีวิต”
“เพื่อให้โลกยังคงจดจำผู้คน”
ทันทีที่สิ้นคำสัตย์
แสงสีทองก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ครอบคลุมทั้งแผ่นดิน
ผู้คนที่กำลังเลือนหาย
ค่อย ๆ กลับมามีร่างอีกครั้ง
แต่ในขณะเดียวกัน
ร่างของผู้ถือกรรมรุ่นแรก...
กลับค่อย ๆ โปร่งใสลง
เยว่หลันเม้มริมฝีปาก
“นางใช้ชีวิตของตน...”
ผู้เฝ้าศาลาพยักหน้า
“มิใช่เพียงชีวิต”
“แต่นางมอบแม้แต่ชื่อของตนเอง”
เยว่หลันนิ่งงัน
“ชื่อ...”
“ใช่”
“ไม่มีผู้ใดบนโลกจำชื่อจริงของผู้ถือกรรมรุ่นแรกได้”
“เพราะนางเป็ผู้ลบมันด้วยตนเอง”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
เยว่หลันเพิ่งเข้าใจ
เหตุใดทุกบันทึกจึงเรียกนางเพียงว่า
ผู้ถือกรรมรุ่นแรก
ไม่เคยมีชื่อ
ไม่เคยมีสกุล
ไม่ใช่เพราะประวัติศาสตร์สูญหาย
แต่เพราะเ้าของชื่อนั้น...
เลือกจะลบมันออกไปเอง
ทันใดนั้น
ภาพกลางอากาศสั่นไหวรุนแรง
เสียงแตกของกระจกดังลั่น
เปรี๊ยะ!
เงาสีดำสายหนึ่งพุ่งผ่านภาพอดีต
ฟันแสงสีทองขาดสะบั้น
ผู้ถือกรรมรุ่นแรกหันกลับไป
สายตาของนางเต็มไปด้วยความใ
“เ้า...”
นางเอ่ยได้เพียงคำเดียว
ภาพทั้งหมดก็ถูกกลืนด้วยความมืด
เปลวไฟในโคมแก้วดับลงครู่หนึ่ง
ก่อนลุกขึ้นใหม่
ผู้เฝ้าศาลาหลับตาช้า ๆ
น้ำเสียงของนางแฝงความเศร้า
“นั่นคือครั้งแรก...”
“ที่ผู้ทรยศปรากฏตัว”
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก
“เหตุใดท่านไม่ให้ข้าเห็นต่อ”
ผู้เฝ้าศาลาส่ายหน้า
“เพราะอดีตส่วนนั้น...”
“มิใช่ข้าเป็ผู้มีสิทธิ์เปิดเผย”
“มีเพียงผู้ถือกรรม...”
“ที่สามารถเห็นความจริงบทสุดท้ายได้”
ขณะนั้นเอง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอกศาลา
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
ทั้งที่ไม่มีผู้ใดควรเข้ามาได้
ผู้เฝ้าศาลาเงยหน้าช้า ๆ
แววตาที่เคยสงบนิ่งเปลี่ยนเป็จริงจัง
“เขามาเร็วกว่าที่ข้าคิด”
เยว่หลันหันไปมองประตู
“ผู้ใด”
ผู้เฝ้าศาลามิได้ตอบ
เพียงยกโคมแก้วขึ้น
เปลวไฟสีขาวเปลี่ยนเป็สีทองเข้ม
ก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น
“จำไว้ให้ดี...”
“ต่อให้เ้าจะเชื่อใจผู้ใดทั้งโลก...”
“จงอย่าเชื่อคนที่ไม่มีเงา”
สิ้นประโยคนั้น
เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
แต่คราวนี้...
มีเสียงของใครบางคนเอ่ยจากด้านนอกอย่างชัดเจน
“เยว่หลัน...”
“ถึงเวลากลับบ้านแล้ว”
เยว่หลันเบิกตากว้าง
เพราะเสียงนั้น...
เป็เสียงของมารดาที่เสียชีวิตไปั้แ่เด็ก
— จบฉากที่ 5 — ????
เสียงนั้น...
ยังคงดังอยู่หน้าประตู
"เยว่หลัน..."
"กลับบ้านเถิด ลูก..."
หัวใจของเยว่หลันกระตุกวูบ
เป็เสียงเดียวกับที่อยู่ในความทรงจำของนาง
อ่อนโยน
อบอุ่น
เหมือนทุกค่ำคืนที่มารดาเคยร้องเพลงกล่อมก่อนนอน
แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี
นางก็ไม่มีวันลืม
มือของเยว่หลันสั่นเล็กน้อย
โคมแดงในมือพลันหรี่แสงลง
ราวกับความลังเลในใจเ้าของกำลังส่งผลถึงมัน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเสียงเคาะ
ยังมีเสียงหัวเราะแ่เบา
เสียงฝีเท้า
และกลิ่นหอมของขนมถั่วกวนที่มารดาเคยทำให้กินในวัยเด็ก
ทุกอย่างสมจริงจนเยว่หลันแทบลืมหายใจ
นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
ผู้เฝ้าศาลากลับกล่าวเสียงหนักแน่น
“หยุด”
เยว่หลันชะงัก
“แต่...”
“นั่นคือเสียงของมารดาข้า”
ผู้เฝ้าศาลาส่ายหน้า
“ไม่”
“นั่นคือเสียง...ที่เ้าปรารถนาจะได้ยินที่สุด”
ด้านนอกศาลา
หลี่เฟิงเหยียนยืนเฝ้าประตูอยู่
แม้เขาจะไม่ได้ยินเสียงใด
แต่กลับเห็นรอยเงาสีดำค่อย ๆ แผ่คลุมพื้นไม้
เขาวางมือบนด้ามกระบี่
แววตาคมกริบ
“มีบางอย่างอยู่หลังประตู”
จ้าวเหวินรีบชักดาบ
“พังเข้าไปดีหรือไม่”
หลี่เฟิงเหยียนส่ายหน้า
“ไม่ได้”
“หากเราเปิดประตูตอนนี้...”
“ผู้ที่อยู่ข้างในจะเป็ฝ่ายแพ้ทันที”
เหอซานขมวดคิ้ว
“เหตุใด”
หลี่เฟิงเหยียนตอบเพียงสั้น ๆ
“เพราะนี่คือบททดสอบของหัวใจ”
ภายในศาลา
เสียงของมารดาดังขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้...
ใกล้กว่าเดิม
“หลันเอ๋อร์...”
“แม่หนาวเหลือเกิน”
“ช่วยเปิดประตูให้แม่หน่อย”
เยว่หลันเม้มริมฝีปากแน่น
น้ำตาคลอขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ภาพในวัยเด็กผุดขึ้นในใจ
มืออุ่นของมารดา
รอยยิ้มอ่อนโยน
เสียงเล่านิทานในคืนฝนตก
ทุกอย่างชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
นางยกมือขึ้น
ปลายนิ้วอยู่ห่างจากบานประตูเพียงคืบเดียว
ทันใดนั้น
รอยดอกเหมยบนข้อมือพลันร้อนวาบ
โคมแดงส่องแสงสีทองเจิดจ้า
ในเปลวไฟ...
เยว่หลันเห็นภาพหนึ่ง
หญิงผู้ถือกรรมรุ่นแรก
ยืนอยู่หน้าประตูไม้เช่นเดียวกัน
อีกฟากของประตู
มีชายผู้หนึ่งเรียกชื่อนาง
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอาลัย
แต่ผู้ถือกรรมรุ่นแรก...
กลับหลับตา
แล้วค่อย ๆ ลดมือลง
ไม่เปิดประตู
ภาพนั้นเลือนหายไปพร้อมเสียงแ่เบา
“ผู้ถือกรรม...ต้องแยกความจริงออกจากความปรารถนา”
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก
น้ำตายังคงไหล
แต่นางค่อย ๆ ลดมือลงจากบานประตู
“ท่านแม่...”
นางเอ่ยเบา ๆ
“หากเป็ท่านจริง...”
“ท่านจะไม่มีวันเรียกให้ลูกละทิ้งหน้าที่”
สิ้นคำของนาง
เสียงด้านนอกเงียบลงทันที
ความอบอุ่นที่เคยแผ่ผ่านบานประตู
กลับกลายเป็ความเย็นะเื
แล้ว...
เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ดังขึ้นแทน
มิใช่เสียงสตรี
แต่เป็เสียงบุรุษ
“สมกับเป็ผู้ถือกรรม...”
“เ้าผ่านบททดสอบแรกแล้ว”
บานประตูทั้งบานสั่นะเื
เงาสีดำที่ลอดผ่านช่องประตูค่อย ๆ ถอยห่าง
ก่อนเลือนหายไปพร้อมหมอกสีดำ
ผู้เฝ้าศาลาถอนหายใจยาว
“เขาไปแล้ว”
เยว่หลันหันมอง
“เขา...คือผู้ถือโคมคืนนามหรือ”
ผู้เฝ้าศาลาส่ายหน้า
“ไม่”
คำตอบนั้นทำให้เยว่หลันชะงัก
“ผู้ถือโคมคืนนาม...”
“ไม่มีวันใช้เสียงของคนตายมาหลอกผู้ใด”
“ผู้ที่เพิ่งจากไป...”
“เป็เพียงผู้รับใช้ของเขา”
ในขณะเดียวกัน
ด้านนอกศาลา
หลี่เฟิงเหยียนพลันก้มลงมองพื้น
ใต้เงาของประตู
มีรอยเท้าปรากฏขึ้นหนึ่งคู่
ลึกลงบนพื้นหิมะ
แต่แปลกประหลาดตรงที่...
รอยเท้านั้นมีเพียงรอยเดินมา
ไม่มีรอยเดินกลับ
เขาคุกเข่าลง
ใช้นิ้วแตะหิมะ
ความเย็นที่ปลายนิ้วทำให้เขานิ่งไปชั่วครู่
ก่อนกล่าวเสียงเบา
“เขาไม่ได้จากไป...”
จ้าวเหวินรีบถาม
“หมายความว่าอย่างไร”
หลี่เฟิงเหยียนเงยหน้ามองหลังคาศาลา
ดวงตาคมวาวขึ้น
“เขา...”
“กำลังมองเราอยู่”
ทันทีที่สิ้นประโยค
อีกาสีขาวตัวเดิมก็บินผ่านเหนือศาลา
แต่คราวนี้...
ดวงตาของมัน
กลับกลายเป็สีทองดุจเปลวไฟ
และในจะงอยปากของมัน
คาบกระดาษสีดำแผ่นเล็กไว้
เมื่อมันปล่อยกระดาษลงตรงหน้าเยว่หลัน
ตัวอักษรสีเงินก็ปรากฏขึ้นเอง
"ประตูแรกเปิดแล้ว..."
"จงรีบมา ก่อนที่ผู้ถูกลืมคนสุดท้าย...จะเอ่ยนามของเ้า"
ทันทีที่ข้อความจบลง
กระดาษทั้งแผ่นก็กลายเป็ผงสีดำ
ปลิวหายไปกับสายลม
เยว่หลันกำโคมแดงแน่น
นางรู้แล้วว่า...
จากนี้ไป
ทุกก้าวที่เดิน
จะไม่ใช่เพียงการค้นหาความจริง
แต่เป็การแข่งขันกับเวลา
และศัตรู...
กำลังเป็ฝ่ายกำหนดกระดานอยู่เสมอ
— จบฉากที่ 6 — ????
สายลมเหนือศาลาพักิญญาค่อย ๆ สงบลง
หมอกสีขาวที่ปกคลุมป่าสนเริ่มบางเบา
แต่บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าเดิม
ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ
ทุกคนยังคงมองกระดาษสีดำที่เพิ่งสลายหายไปกับสายลม
"ประตูแรกเปิดแล้ว..."
"จงรีบมา ก่อนที่ผู้ถูกลืมคนสุดท้าย...จะเอ่ยนามของเ้า"
ข้อความสั้น ๆ นั้น
กลับทำให้หัวใจของทุกคนหนักอึ้งยิ่งกว่าการเผชิญหน้าศัตรู
ประตูศาลาค่อย ๆ เปิดออก
เยว่หลันก้าวออกมาช้า ๆ
ใบหน้ายังคงสงบนิ่ง
แต่หลี่เฟิงเหยียนสังเกตเห็นทันทีว่า
ดวงตาของนางเปลี่ยนไป
ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว
แต่เหมือนแบกรับบางสิ่งที่หนักกว่าความลับ
เขาเอ่ยเพียงสั้น ๆ
“เ้าพบอะไร”
เยว่หลันนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“ข้าไม่ได้คำตอบ”
“แต่ข้าได้หน้าที่เพิ่มขึ้น”
ผู้เฝ้าศาลาไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด
กลับมอบภาระให้ผู้ถือกรรมรุ่นใหม่เป็ผู้ค้นหาด้วยตนเอง
ชายชราผู้ปิดตาเดินมาหยุดหน้าศาลา
เขาประนมมือคารวะไปยังภายในอาคารอย่างสงบ
“นับจากวันนี้...”
“ศาลาแห่งนี้จะปิดอีกครั้ง”
ทันทีที่สิ้นคำ
เสียงไม้ลั่นดังขึ้นทั่วอาคาร
เสาไม้สีดำเริ่มแตกร้าว
เถาวัลย์สีเงินค่อย ๆ เหี่ยวเฉา
โคมแก้วที่แขวนอยู่ใต้ชายคาดับลงพร้อมกันทุกดวง
จ้าวเหวินใ
“เกิดอะไรขึ้น!”
ชายชราตอบอย่างเรียบเฉย
“ศาลาจะเปิด...”
“เฉพาะวันที่ผู้ถือกรรมจำเป็ต้องมา”
“เมื่อหน้าที่เสร็จสิ้น”
“มันก็กลับสู่การหลับใหล”
ทุกคนมองดูศาลาทั้งหลังอย่างเงียบงัน
ภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
ศาลาที่เคยดูสง่างาม
กลับกลายเป็อาคารร้างเก่าแก่
ราวกับไม่มีผู้ใดมาเยือนนับพันปี
ทันใดนั้น
ม้าศึกสีดำของเยว่หลันก็ร้องกึกก้อง
มันยกกีบหน้าขึ้น
หันศีรษะไปทางทิศเหนือ
พร้อมกับม้าทั้งสี่ตัวของหลี่เฟิงเหยียน เหอซาน จ้าวเหวิน และอาหลิง
ที่ทำท่าทางเดียวกัน
เหมือนพวกมันกำลังรับฟังเสียงบางอย่าง
ซึ่งมนุษย์ไม่ได้ยิน
หลี่เฟิงเหยียนหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“ไม่ใช่เสียง”
“แต่เป็การเรียก”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“เรียกจากผู้ใด”
ชายหนุ่มลืมตาขึ้น
สายตามองไปยังเทือกเขาสูงไกลสุดขอบฟ้า
“จากประตูแรก”
เหอซานคลี่แผนที่ออกอีกครั้ง
คราวนี้เส้นสีทองเปลี่ยนไป
มันมิได้เป็เส้นตรงอีกแล้ว
แต่แตกแขนงออกเป็หลายสาย
ราวกับเขาวงกต
ทว่า...
มีเส้นหนึ่งส่องสว่างกว่าสายอื่น
ตรงปลายเส้นนั้น
วงกลมสีแดงดวงแรกเต้นเป็จังหวะช้า ๆ
คล้ายหัวใจของสิ่งมีชีวิต
ใต้สัญลักษณ์นั้น
ปรากฏข้อความใหม่
ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน
"เหลือเวลาเจ็ดวัน"
เหอซานหน้าเปลี่ยนสี
“เจ็ดวัน?”
ชายชราผู้ปิดตาพยักหน้า
“เมื่อครบเจ็ดวัน...”
“ประตูแรกจะปิด”
“และผู้ถูกลืมคนสุดท้าย...”
เขาหยุดพูด
เหมือนไม่้ากล่าวคำที่เหลือ
เยว่หลันถามต่อ
“จะเกิดอะไรขึ้น”
ชายชราถอนหายใจ
“เมื่อประตูปิด...”
“ชื่อของเขาจะหายไปจากศิลากำเนิดนามตลอดกาล”
“ไม่มีผู้ใดเรียกคืนได้อีก”
ลมหนาวพัดแรงขึ้นอีกครั้ง
ไกลออกไป
ยอดเขาซึ่งถูกเมฆบดบังมาตลอด
พลันปรากฏเงาของสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมา
ทุกคนเงยหน้ามองพร้อมกัน
เหนือหน้าผาหินสูง
มีซุ้มประตูหินโบราณตั้งตระหง่าน
สูงเสียดเมฆ
ตัวประตูถูกโซ่เหล็กสีดำเจ็ดเส้นพันธนาการไว้
แต่หนึ่งในเจ็ดเส้น...
ขาดสะบั้นแล้ว
หลี่เฟิงเหยียนกำด้ามกระบี่แน่น
“มีคนเปิดผนึกก่อนเรา”
เยว่หลันรู้สึกถึงรอยดอกเหมยบนข้อมือ
กลีบแรกเรืองแสงชัดเจนขึ้น
ราวกับกำลังตอบรับกับประตูหินที่อยู่ไกลลิบ
ในขณะเดียวกัน
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในใจของนางเพียงผู้เดียว
ไม่ใช่เสียงของผู้เฝ้าศาลา
ไม่ใช่เสียงของผู้ถือโคมคืนนาม
แต่เป็เสียงของสตรีที่สงบนุ่มนวล
"อย่ามองเพียงประตู..."
"จงมองผู้ที่ยืนเฝ้ามัน"
เยว่หลันสะดุ้งเงยหน้าขึ้น
บนซุ้มประตูหินอันไกลโพ้น
เงาร่างผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางสายหมอก
แม้ระยะทางจะไกลจนมองไม่เห็นใบหน้า
แต่นางมั่นใจว่า...
บุคคลนั้นกำลังมองตรงมายังคณะของพวกเขา
และในมือของเขา...
มีโคมสีดำส่องประกายท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น
ผู้ถือโคมคืนนาม...
มิได้รออยู่หลังประตู
แต่กำลังเฝ้าดูการเดินทางของพวกเขามาั้แ่ต้น
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก
ก่อนควบม้าศึกสีดำก้าวออกไปเป็คนแรก
“ออกเดินทาง”
“เราจะไปให้ถึงประตูแรก...ก่อนเจ็ดวัน”
หลี่เฟิงเหยียนควบม้าตามมาเคียงข้าง
จ้าวเหวิน เหอซาน และอาหลิงเร่งตามไม่ห่าง
ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า
คณะผู้เดินทางทั้งห้า
มุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ไม่มีอยู่บนแผนที่ของผู้คน
และไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า...
การเดินทางครั้งนี้
จะเปลี่ยนชะตาของทั้งโลก
หรือจะปลดปล่อยหายนะที่ถูกผนึกไว้มาเนิ่นนาน
— จบตอนที่ 10 — ????