ตอนที่ 3
ชายหนุ่มที่เพิ่งผ่านการเยือน์เมื่อครู่รู้สึกท่อนขาอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง มิคาดว่าการได้เสร็จสมด้วยมือของผู้อื่นกลับสร้างความสั่นสะท้านได้ถึงเพียงนี้
มือเล็กเรียวของหญิงสาวกำลังรูดกระบองค้ำฟ้าอย่างแ่เบาและเริ่มรวดเร็วขึ้นเป็จังหวะโดยมิให้เ้าของอาวุธได้มีโอกาสหยุดพัก พร้อมกันนั้นลิ้นอ่อนนุ่มของนางยังคงจู่โจมจุกน้อยบนหน้าอกของชายหนุ่มอย่างดุดันจนอวัยวะที่เพิ่งผ่านการหลั่งเริ่มแข็งตัวจนสั่นผงก
หลังการปลุกปลอบเมิ่งสือน้อยในมือจนกลับมาแข็งหยาบดังเดิมแล้วสตรีปริศนาจึงพูดขึ้น “ท่านพร้อมที่จะขึ้นตำหนักหยกแล้วหรือไม่” พลางจ้องมองที่ใบหน้าของชายหนุ่มด้วยสายตาที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มงมงายพร้อมคร่าดวงิญญาราวปิศาจจิ้งจอก
เมิ่งสือที่มิเคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อนรู้สึกเขินอายเล็กน้อย แต่เมื่อผ่านการใช้มือเมื่อครู่กำแพงกั้นระหว่างบัณฑิตหนุ่มที่ยึดมั่นในคำสอนหญูเจียกับหญิงสาวที่ไม่ทราบที่มาได้เริ่มพังทลายลง ถึงกระนั้นเมิ่งสือยังคงไม่สามารถรับการจัดการทุกอย่างได้
หลังจากที่อาวุธของเมิ่งสืออยู่ในสภาพพร้ะลุยเข้าสมรภูมิ หญิงสาวค่อย ๆ ขยับสะโพกจ่อร่องที่เปียกเยิ้มของนางให้ตรงกับแท่งทวนยาวและกดน้ำหนักทิ้งตัวลง ััลื่นและอุ่นของปากทาง์ัักับหัวเห็ดสีแดงของเมิ่งสือจนมันต้องเผลอครางออกมาอย่างไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นชายหนุ่มกลับคว้าแท่งเนื้อของมันออกจากการดูดกลืนของกลีบดอกไม้สวาทและพูดขึ้น “กูเหนียง โปรดหยุดมือก่อน”
เมิ่งสือจับจ้องใบหน้างามหยดย้อยที่อยู่ห่างจากดวงตามันไม่ถึงคืบกล่าวว่า “ขออภัยกูเหนียง มิทราบว่าท่านมีนามอย่างไร”
หญิงสาวที่ได้ยินดังนั้นหัวร่อคิกคักและพูดว่า “นามอย่างไรมิสำคัญ พวกเรามีความสัมพันธ์กันเพียงคืนเดียวใยต้องรับทราบ”
เมื่อหญิงสาวกล่าวจบเมิ่งสือรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง มันที่เพิ่งได้ัักับรสรักเกิดความ้าหญิงงามเบื้องหน้าเอาไว้ ซ้ำยังคิดวาดฝันถึงอนาคต หากมีสตรีงามล่มเมืองเช่นนี้เป็ภรรยาเป็คู่ทุกข์ยากยามแก่เฒ่ามิทราบจะมีความสุขปานใด
เค้าหน้าที่งามยั่วเย้าบัดนี้กำลังแอบอิงบนหน้าอกของบัณฑิตหนุ่ม เมิ่งสือลูบคลำนวลแก้มขาวเปล่งปลั่งไปมาและพูดว่า “ได้พบเจอล้วนเป็วาสนา เป็สามีภรรยาคืนเดียวผูกพันกันร้อยวัน มิแน่ว่าภายหน้าเราท่านอาจได้พบกันอีก ถึงตอนนั้นเราจะเรียกหาท่านอย่างไร”
หลังเมิ่งสือกล่าวจบสายตาของนางพลันแปรเปลี่ยนอย่างลึกล้ำในห้วงอึดใจ จากนั้นจึงหันไปยังผนังห้องด้านที่มีราวตากผ้าพร้อมพูด “เรามีอาภรณ์สีเหลือง ท่านสามารถเรียกเราว่าหวงหนี่ (สตรีเหลือง) ” นางกล่าวอ้างถึงเสื้อผ้าที่ถูกแขวนอยู่บนราว แต่จนกระทั่งบัดนี้เมิ่งสือยังมิเคยเห็นนางสวมใส่
ชายหนุ่มลุกขึ้นพร้อมทั้งประคองร่างบอบบางนั่งบนตัก มันโอบกอดและแนบใบหน้าเข้ากับแก้มนวลนุ่มของอีกฝ่ายและพูดขึ้น
“เราแซ่เมิ่ง ชื่อสือ สือที่แปลว่าก้อนหิน” มันหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนพูดต่อ
“เราเป็บัณฑิตซิ่วไฉจากหมู่บ้านหงจี (ไก่แดง) ทางตะวันออก กำลังเดินทางไปเมืองจินหลิงเพื่อสอบเซี่ยงชื่อ มิคาดว่าถูกพายุฝนชักนำให้มาพบท่านในศาลเ้าแห่งนี้” มันพูดพร้อมมองไปยังกองไฟเบื้องหน้า
“แล้วท่านเล่า มีความเป็มาอย่างไร” เมิ่งสือถามหวงหนี่ที่ขดตัวอยู่ในอ้อมอกมันคล้ายลูกแมวน้อย
หวงหนี่เงียบไปอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เรามิใช่คนท้องถิ่น ออกเดินทางท่องเที่ยวเพียงลำพังหลายปีแล้ว”
คำตอบของนางสร้างความประหลาดใจให้กับเมิ่งสืออย่างมิคาดคิด บุรุษเช่นมันเมื่อออกเดินทางจากบ้านยังต้องผจญกับอันตรายจนแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่สตรีที่ดูบอบบางราวบุปผาหยกในอ้อมแขนกลับสามารถผ่าน่เวลาเช่นนี้มาได้ มิทราบต้องผ่านความลำบากมากน้อยเพียงใด
เมิ่งสือครุ่นคิดถึงชีวิตของนางอย่างซึมเซา หวงหนี่อาจมีสาเหตุบางประการที่มิอาจบอกกล่าวว่าเหตุใดนางจึงออกร่อนเร่เพียงลำพัง มันก็มิสะดวกจะถามต่อ
“ขออภัยที่ล่วงเกิน ท่านคงผ่านความลำบากไม่น้อย”
หวงหนี่ที่ได้ยินเมิ่งสือกล่าวจบพลันขยับตัวแนบอิงเข้ากับอกของมันพร้อมลูบคลำคางของอีกฝ่ายพูดว่า “มิได้ลำบากแต่อย่างใด อย่างเอาเราไปเปรียบเทียบกับนักศึกษาอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงฆ่าไก่เช่นท่าน คิกคิก”
ชายหนุ่มเกิดอับอายจนหน้าแดงวูบขึ้น ต่อให้มันเป็บัณฑิตที่อ้อนแอ้นแต่ถึงกระนั้นมันยังคงเป็บุรุษ
“จะอย่างไรท่านก็เป็สตรี ซ้ำยังท่องเที่ยวด้วยตัวคนเดียว อาจถูกคนข่มเหงรังแกได้” เมิ่งสือพูดพร้อมเอี้ยวตัวมองใบหน้าในอ้อมแขน
หวงหนี่รับทราบถึงความรู้สึกที่เมิ่งสือกำลังเผชิญจึงกล่าวเย้าหยอก “ท่องเที่ยวคนเดียวแล้วเป็ไร หรือท่านเป็ห่วงเรา” นางจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มที่กระอักกระอ่วนด้วยท่าทางซุกซนราวทารกหญิงไร้เดียงสา
เมิ่งสือที่อับอายจนหน้าแดงฉานพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก “เรา.. เราเป็ห่วงท่าน”
“หากท่าน้าไปยังที่แห่งใดขอเพียงบอก เราพร้อมจะติดตามคุ้มครองท่าน” พูดจบเมิ่งสือเบือนหน้าหลบเข้าสู่มุมมืดเพื่อปิดบังความเขินอาย
หญิงสาวเห็นกริยาของบัณฑิตหนุ่มดังนั้นจึงหัวร่อและลุกขึ้นจากอ้อมแขนของมันเดินไปยังราวไม้หยิบเสื้อเสื้อผ้าที่แขวนตากไว้มาสวมใส่ ด้านชายหนุ่มไม่ทราบจะวางตัวอย่างไรจึงได้แต่ลอบมองดูเรือนร่างขาวผุดผาดถูกอาภรณ์สีเหลืองปกปิดร่างกายจนเรียบร้อย
หลังจากผูกสายรัดเอวเสร็จหวงหนี่หยิบเสื้อนอกของเมิ่งสือที่ผึ่งตากไว้บนราวจนแห้งมาให้กับมัน เมิ่งสือรับเอาไว้พร้อมกล่าวขอบคุณและเริ่มถอดเสื้อชั้นในกับกางเกงที่ยังคงหมาดไปผึ่งไว้บนราวเพื่อให้ความร้อนของไฟขับไล่ไอชื้นน้ำฝนออก จากนั้นจึงสวมใส่เสื้อนอกเพื่อห่มคลุ่มร่างกาย
ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความเงียบงันโดยที่มีชายหนุ่มแอบมองหญิงสาวอยู่เป็ระยะคล้ายคู่สามีภรรยาที่มิต้องกล่าวมากความก็สื่อใจถึงกันได้ อารมณ์แห่งห้วงสวาทเมื่อครู่เริ่มปลาสนาการไปสิ้นเหลือเพียงความเห็นอกเห็นใจเข้ามาแทนที่ เมิ่งสือคิดอยากปกป้องคุ้มครองหวงหนี่มิให้นางต้องเปล่าเปลี่ยวเดินทางเพียงลำพังอีกต่อไป
ภายใต้เสียงพายุฝนที่กระหน่ำลงคล้ายกับราดรดเพลิงราคะให้มอดดับ เมิ่งสือนั่งที่ข้างกองไฟโดยมีหวงหนี่อยู่เคียงข้างจากนั้นจึงเริ่มบอกเล่าเื่ราวั้แ่ยังเป็ทารกจำความได้กระทั่งเติบใหญ่ให้นางฟังจนหมดสิ้นมิมีเื่ใดปิดบังอำพราง ด้านหวงหนี่นางเพียงยิ้มรับฟังอย่างสงบมิทราบว่ารู้สึกอย่างไร
เมิ่งสือเห็นนางเอาแต่รับฟังอยู่ถ่ายเดียวจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจมิอาจสะกดกลั้นได้อีก จากนั้นจึงถาม “มิทราบว่าที่ผ่านมาท่านใช้ชีวิตเช่นไร หากไม่สะดวกเพียงเล่าเล็กน้อยก็ได้”
หวงหนี่ได้ยินเมิ่งสือกล่าวจึงค่อย ๆ ขยับตัวเข้ามาแนบชิดอกของมันอีกครั้ง พร้อมทั้งเริ่มเอ่ยปากขึ้นมา “บุรุษเช่นต้นไม้ใหญ่ สตรีคล้ายกาฝาก ที่ผ่านมาเราล้วนแต่พึ่งพิงบุรุษเช่นท่านจึงสามารถยืนหยัดทรงกายได้” น้ำเสียงของนางยังคงสะกดผู้คนให้รับฟังจนเคลิบเคลิ้ม
เมิ่งสือรับฟังอยู่ครู่หนึ่งและพิจารณาตามเห็นว่าที่นางกล่าวนั้นหาได้เกินจริง สตรีในยุคสมัยนี้ล้วนแต่ต้องพึ่งพาบุรุษด้วยกรอบกำหนดของศีลธรรม มันเข้าใจลึกซึ้งเพราะหลักคำสอนของสำนักหญูเจียเองนั้นได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของบุรุษเพศเป็แกนหลักโดยที่สี่จรรยาสามคล้อยตามเป็บรรทัดฐานให้สตรีต้องดำเนินอย่างเคร่งครัด
ซิ่วไฉหนุ่มมองไปยังกองไฟเบื้องหน้าครุ่นคิดอย่างเลื่อนลอย ที่บ้านมันสองเตียเหนียง (พ่อแม่) ผู้เฒ่าต่างเร่งรัดให้มันรีบเสาะหาภรรยามิเช่นนั้นเหล่าท่านจะดำเนินการให้เพราะกลัวว่าอายุที่ยิ่งมายิ่งมากคล้ายกับไม้ใกล้ฝั่งเกรงจะมิทันได้อุ้มหลานผู้สืบสายตระกูล มิคาดว่าเมิ่งสือกลับประวิงเวลาออกไปพร้อมทั้งให้คำมั่นว่าหากผ่านการสอบในฤดูใบไม้ร่วงครั้งนี้จะตบแต่งภรรยาเข้าบ้านให้สมความปรารถนา ทั้งนี้มันยังคงมิอาจฝืนความ้าของตนเองอีกต่อไปเพราะเหล่าเพื่อนร่วมเรียนที่ฐานะทางบ้านดีกว่าหากยังไม่ตบแต่งภรรยาก็มีสาวใช้อุ่นเตียงสำหรับเป็คู่ซักซ้อมการร่วมรักก่อนอยู่กินกับภรรยา หรือแม้กระทั่งแวะเวียนไปปลดเปลื้องคลายความ้าที่หอนางโลมกันเป็ประจำ
ปณิธานที่ยิ่งใหญ่แข็งแกร่ง แต่กลับยิ่งเปราะบาง
เหลียวมองไปทางด้านหวงหนี่ผู้งดงามราวภาพวาดตรงหน้า ชุดเหลืองที่สวมใส่ขับบุคลิกของนางให้ดูสง่าน่ารักน่าชังปานคุณหนูของตระกูลใหญ่ผู้มากไปด้วยมนต์อาถรรพ์สะกดให้เมิ่งสือที่เพิ่งได้ใกล้ชิดสตรีครั้งแรกลุ่มหลงงมงาย แต่กระนั้นซิ่วไฉผู้มีปณิธานก็ยังมิลืมเลือนเป้าหมายในการเดินทางไกลครั้งนี้เพียงหวังว่าจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับนางอีก
หากเป็ไปได้มันอยากพานางกลับบ้านเกิดในฐานะภรรยา ไม่ทราบสองเตียเหนียงที่บ้านจะดีใจปานใดหากมีสะใภ้สะสวยเช่นนี้
นับว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าไม่น้อย
การขยับตัวของสาวงามในอ้อมแขนของบัณฑิตหนุ่มเรียกสติที่กำลังวาดฝันจนจิตใจเลื่อนลอยของมันเข้าร่างอีกครั้ง เมิ่งสือสูดลมหายใจเข้าอย่างเต็มปอดพร้อมทั้งรวบรวมความกล้าที่จะสอบถามนาง “หวงหนี่ มิทราบว่าท่านเคยแต่งงานแล้วหรือไม่” พูดจบมันก้มหน้าลงพื้นดินอย่างเขินอาย
มีเพียงความเงียบงันหลังคำถามเกิดขึ้น ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงรู้ตัวว่ากล่าววาจาที่ไม่สมควรออกไป พูดว่า “ขออภัยที่เราหยาบคายนัก โปรดให้อภัยเรา” มันกล่าวด้วยความสำนึกเสียใจอย่างแท้จริง
มิคาดว่ากลับมีเสียงหัวร่อคิกคักของหวงหนี่ตอบกลับมา “เราเคยแต่งงาน แต่บุรุษของเรามันย้ายไปอยู่ใต้ดิน (ตาย) แล้ว”
เมิ่งสือได้ยินที่หวงหนี่พูดจึงเข้าใจ นางเป็สตรีที่แต่งงานแล้วสามีเสียชีวิตมิอาจแต่งงานใหม่ตามคำกล่าวหญิงไม่แต่งงานซ้ำ ขุนนางมิเป็ข้าสองเ้าชีวิต แต่มันหาได้มีความรังเกียจใด
“นั่นไม่เป็ปัญหาใด” เมิ่งสือพูดโพล่งขึ้นมา
หวงหนี่ค่อย ๆ จับใบหน้าของมันพร้อมลูบคลำกล่าว “ไม่เป็เป็หาเื่ใด?”
ยามนี้เมิ่งสือรู้สึกคล้ายกับเป็เด็กน้อยถูกผู้ใหญ่จับผิดได้จึงแก้ตัวอย่างพัลวัล “เราหมายถึงการแต่งงานใหม่ไม่เป็ปัญหาใด” พร้อมทั้งโบกมือไม้วุ่นวาย
หวงหนี่ที่เอาแต่ยิ้มตลอดเวลากล่าวขึ้น “มิใช่ว่าในหมู่ของบุรุษท่านมีคำกล่าวพี่น้องดุจแขนขา ภรรยาดั่งเสื้อผ้าอยู่หรือ คนที่กล่าวเช่นนี้ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็วีรบุรุษ ท่านเห็นควรเช่นใด”
เมิ่งสือรู้สึกใจหายวาบ ที่ผ่านมามีคนกล่าวเช่นนี้จริงนั่นคือหลิวเป้ย (เล่าปี่) แห่งรัฐฉู่ฮั่น ถึงกระนั้นมันยังคงพยายามเรียบเรียงคำพูดเพื่อตอบกลับหวงหนี่ “นั่นเป็คำพูดของผู้ยิ่งใหญ่ในยามบ้านเมืองคับขัน เราหวังเป็เพียงคนสามัญในหมู่บ้านที่เงียบสงบมิ้ายศฐาหรือตำแหน่งใด”
หวงหนี่รับฟังดังนั้นจึงนึกสนุกซักไซร้ต่อ “บัณฑิตเช่นท่านเข้าสอบหวังรับราชการมิใช่หรือ เช่นนี้ที่ผ่านมาทุ่มเทท่องตำราใยไม่สูญเปล่า”
เมิ่งสือพลับตอบกลับ “หาได้สูญเปล่า เพียงเป็ขุนนางตัวเล็กก็มีความสุขได้” ก่อนจะหยุดเว้นวรรคแล้วพูดต่อ “หากมีภรรยาที่น่ารักเช่นท่าน”
คำพูดเมื่อครู่สร้างความสะท้านใจต่อหวงหนี่ไม่น้อย แม้แต่เมิ่งสือเองยังรู้สึกว่าเผลอหลุดคำพูดที่อุกอาจออกไป แต่วาจาคล้ายน้ำสาดมิอาจเรียกกลับคืนจึงได้แต่นั่งนิ่งพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
หวงหนี่เกิดความรู้สึกสนใจในตัวของซิ่วไฉผู้นี้ขึ้นเพราะที่ผ่านมามิอาจมีบุรุษคนใดสามารถต้านทานความน่าลุ่มหลงของนางได้แต่มันผู้นี้กลับต่างออกไป หลังจากการสนทนากันตลอดราตรีทำให้นางได้รับทราบถึงลักษณะนิสัยใจคอของเมิ่งสือไม่น้อย
ห้วงเวลาของราตรีดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้งพร้อมกับฝนที่ยังคงตกมาอย่างไม่ขาดสาย บัดนี้ชายหนุ่มหญิงสาวต่างรู้สึกถูกความง่วงเข้าครอบงำจึงชักชวนกันพักผ่อนที่มุมห้อง มีฟางแห้งปูต่างเสื่อโดยเมิ่งสือยังคงกอดหวงหนี่ไว้ในอ้อมแขนราวกับกลัวนางจะโบยบินหนีกลับขึ้น์ไป
บรรยากาศเย็นสบายของพายุฝนทั้งยังผ่านความเหน็ดเหน็ดเหนื่อยเดินทางตลอดทั้งวันชักนำเมิ่งสือเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง มันภาวนาว่าเมื่อตื่นขึ้นก็ขอให้ยังคงมีหวงหนี่ที่งดงามในอ้อมแขนของมันอยู่ มิใช่เป็เพียงความฝันที่เลอะเทอะก่อนที่มันจะหลับไหลพร้อมกับเสียงลมพายุพัดเสมือนเพลงขับกล่อม
ความร้อนจากดวงอาทิตย์ยามสายเริ่มแผดเผาปลุกชายหนุ่มที่หลับบนกองฟางแห้งตื่นตัวจากการนอนอย่างช้า ๆ ทันทีที่เมิ่งสือลืมขึ้น มันพยายามมองหาสาวงามในอ้อมกอดที่เมื่อคืนได้ผูกสัมพันธ์สวาท แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้ากลับมีเพียงความว่างเปล่าสร้างความร้อนรนใจให้แก่บัณฑิตหนุ่มต้องวิ่งวุ่นตามที่ต่าง ๆ ในศาลเ้าร้างราวแมลงวันไร้หัวที่สูญเสียของรักของหวงโดยมีเพียงเสื้อยาวคลุมร่าง
เมิ่งสือวิ่งเข้าไปในตึกประธานที่มีเทวรูปไร้เศียรตั้งอยู่แต่กระนั้นก็ยังไม่พบสิ่งใด เห็นดังนั้นจึงย้อนกลับมายังตึกข้างที่เมื่อคืนได้เจอกับประสบการณ์วาบหวามกับสตรีชุดเหลือง เสื้อชั้นในสีขาวกับกางเกงผ้าของมันยังคงตากไว้บนราวเช่นก่อน เพียงแต่กองไฟที่ครุ่กรุ่นเมื่อคืนนี้กลับหลงเหลือเพียงกองขี้เถ้าและชิ้นท่อนไม้ดำมีควันลอยอ้อยอิ่งออกมา
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อราตรีก่อนคล้ายกับเป็เพียงความฝันตื่นหนึ่ง ไม่มีร่องรอยใดที่บ่งบอกถึงการมีตัวตนของหวงหนี่ เหตุการณ์เช่นนี้ออกจะประหลาดเกินไปจนยากที่เมิ่งสือจะเชื่อได้ มันนั่งครุ่นคิดถึงเื่ราวที่ประสบหน้ากองเถ้าไฟจนหัวสมองแทบแตก
หลังจากมิอาจตัดสินใจได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนคือความจริงหรือเป็เพียงฝันมันจึงลุกขึ้นสวมใส่เสื้อผ้าจนเรียบร้อย จากนั้นเดินมาเก็บม้วนตำราที่ตกลงพื้นเมื่อพบกับหวงหนี่ในสภาพเปลือยเปล่าครั้งแรก ขณะกำลังเก็บม้วนตำราใส่แคร่ไม้อยู่นั้นสายตาของมันพลันพบกับตัวหนังสือลายมืออ่อนช้อยเขียนไว้บนหน้าปกตำราซูกิง (หนังสือประวัติศาสตร์)
ยามห้าย (21.00 – 22.59) พบกันที่นี่ หวงหนี่
หากเป็ยามปกติถ้าตำราที่เมิ่งสือเฝ้าถนอมเป็สมบัติล้ำค่ามีรอยขีดเปรอะเปื้อนหมึกแม้เพียงเล็กน้อยมันยังรู้สึกเ็ปใจ เพียงแต่ครั้งนี้สิ่งที่ปรากฏบนปกนั้นคือร่องรอยของสตรีที่สร้างความว้าวุ่นให้แก่มัน เห็นดังนั้นบัณฑิตหนุ่มจึงะโโลดเต้นชูตำราโบกไปมาอย่างลิงโลดพร้อมอีกทั้งะโด้วยความยินดีอย่างสุดเสียง
เมิ่งสือลูบคลำตัวอักษรลายมือของหวงหนี่ราวกับเป็ปรางแก้มนุ่มนวลของนางพร้อมกล่าวอย่างเลื่อนลอย
“ท่านมีอยู่จริง มิใช่ความฝัน เราจะมารอพบท่านอย่างแน่นอน”