ตอนที่ 39 รุ่งอรุณ
ลูอิสนั่งอยู่ที่ห้อง ขณะที่กำลังใช้ความคิดอยู่ตั้งแต่มาที่เมืองเอลดิลจนถึงตอนนี้ลูอิสคิดจะเริ่มหาวิธีทำเงินแต่เพราะในตอนแรกพลังของเขานั้นไม่มากพอ และยังต้องอยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่จึงยังไม่มีโอกาสได้ทำตามแผนที่วางไว้
แต่สถานการณ์ตอนนี้ต่างออกไปแล้ว พลังที่ลูอิสมีอยู่ในมือตอนนี้เทียบเท่ากับผู้ครองพลังระดับ1 ดาวเกือบสามคนเลยทีเดียว ต่อให้เป็นพวกที่คิดจะล่าคนไปส่งเพื่อเอาค่าหัวถ้าคิดลงมือก็มีแต่จะตายไปเงียบ ๆ และฝั่งไว้ท้ายเขตชุมชนผู้อพยพเท่านั้น
‘คงได้เวลาเริ่มแผนหาเงินแล้ว’ ลูอิสเผยรอยยิ้มมุมปาก
...
แผนการของลูอิสนั้นคือ เขาคิดจะเปิดบาร์ที่บริการเฉพาะเครื่องดื่มเท่านั้นแน่นอนว่าไม่ใช่เครื่องดื่มธรรมดาเพราะในเครื่องดื่มพวกนั้นจะมีโพชั่นพลังงานเป็นส่วนผสมลงไปด้วยเพราะขนาดน้ำเปล่าพอผสมโพชั่นลงไปแล้วพวกมันยังมีรสชาติที่ดีมากและนี่จะเป็นเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านอย่างแน่นอน
‘แถมฉันคิดจะสร้างทีมนักล่าของตัวเองด้วยการมีร้านบาร์เหล้าเป็นฐานบัญชาการมันราวกับหลุดจากโลกแฟนตาซีไม่มีผิดเลยไม่ใช่หรือไง’ทารกน้อยลูอิสคิดในใจอย่างตื่นเต้น
ลูอิสเหล่าแผนการเปิดร้านของเขาให้อาร์มันโด้ฟัง เพราะเขาอยู่ที่เขตอพยพมาหลายปีดังนั้นจึงรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมาย
“เปิดร้านบาร์อย่างนั้นเหรอ แต่ต้องใช้เงินจำนวนมากเหล้าเองถ้าไม่อร่อยถูกปากพวกผู้คนก็คงไม่เข้ามาใช้บริการด้วยผมไม่มีความรู้ด้านเหล้าเลย” อาร์มันโด้พูดอย่างลังเล
“เรื่องนั้นนายไม่ต้องห่วง แค่เอาเจ้านี่ไปขายก็พอ” ลูอิสหยิบไอเทมบางอย่างออกมาจากช่องเก็บของผู้เล่น
“นี่มันสร้อยอย่างนั้นเหรอ สวยมาก” อาร์มันโด้พูดด้วยความตกใจและตื่นเต้น
สร้อยเส้นเล็กสีเงินแวววาวที่ตัวสร้อยมีอัญมณีขนาดเท้านิ้วโป้งติดอยู่ เวลามันโดนแสงจะมีลักษณะคล้ายเกล็ดหิมะสีขาวอมฟ้าอ่อน อาร์มันโด้ไม่ต้องเป็นพวกพ่อค้าอัญมณีก็บอกได้เลยว่าสร้อยเส้นนี้ราคาไม่ถูกอย่างแน่นอน
“นายรู้วิธีเอามันไปขายใช่หรือเปล่า” ลูอิสถาม
“ท่านลูอิสจะให้ขายจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ” อาร์มันโด้ถามเพื่อยืนยัน
“แน่นอน” ลูอิสพยักหน้ายืนยัน
สร้อยในมือของเขานี้คือสร้อยเวทมนตร์ระดับต่ำ ที่ซื้อมาจากร้านค้าระบบซึ่งมีผลในการเพิ่มความเสียหายธาตุน้ำแข็ง 5% ฟื้นฟูพลังงานเพิ่มขึ้น 5%มันราคาแค่ที่ 2,000 พลังงานศรัทธาเท่านั้น เขาจึงไม่ได้เสียดายมากนัก ถ้าจะขายมัน
“ตอนขายก็อย่าลืมบอกคนซื้อว่า สร้อยเส้นนี้เวลาสัมผัสมันจะแผ่ความเย็นออกมาด้วยซึ่งน่าจะช่วยให้ราคาของมันแพงขึ้นไปอีก”
“แผ่ความเย็น สร้อยเส้นนี้ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอ”
“แน่นอน ไม่เชื่อก็ลองจับดูสิ” ลูอิสส่งให้สร้อยให้กับอาร์มันโด้
อาร์มันโด้รับมา ก่อนจะตกใจเล็กน้อยเพราะสร้อยเส้นนี้แผ่ความเย็นออกมาแบบที่ลูอิสบอกจริง ๆ
“ท่านลูอิสนี่มันเหลือเชื่อมาก ถ้าเอาไปประมูลขายคงได้ราคาสูงแน่นอน”
“ประมูลขาย?” ลูอิสถามอย่างสงสัย
“ประมูลขายจะจัดขึ้นทุก ๆ 3 เดือน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกพ่อค้าที่เดินทางไปตามเมืองต่างๆ ก็จะเวะเข้ามาดูว่าพวกนักล่าไปหาของในซากเมืองเก่า ๆ แล้วได้อะไรดี ๆ มาบ้างซึ่งพวกพ่อค้าจะรวมตัวกันให้นักล่าเอาของมาประมูลขายกัน”อาร์มันโด้อธิบายให้ลูอิสฟัง
“ถ้าอย่างนั้นในตอนนี้ก็ยังไม่มีการประมูลของพ่อค้าใช่ไหมแบบนั้นนานเกินไป เอาเป็นว่าไปขายให้พวกร้านค้าใหญ่ๆในเมืองเอลดิลที่รับซื้อของแบบนี้ก็ได้ แค่ได้ราคาที่ไม่ต่ำเกินไปก็พอแล้ว”
ลูอิสไม่อยากรอนาน เพราะเขายังมีหลายอย่างให้ทำซึ่งจากแผนของเขาลูอิสเชื่อว่าต้องทำเงินได้หลายเท่าจากเงินทุนของสร้อยเส้นนี้แล้วถ้ารอจนถึงเวลาประมูล
“เออ...ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ผมจะเอาออกไปขายเลย”พูดจบอาร์มันโด้ก็เอาสร้อยคอเวทมนตร์ระดับต่ำวิ่งออกไปจากบ้าน ส่วนลูอิสนั้นก็รออยู่ที่บ้านของอาร์มันโด้
ผ่านไปราว ๆหนึ่งชั่วโมงอาร์มันโด้ก็กลับเข้ามาที่บ้านพร้อมกับถือบางอย่างมาอย่างระวังตัวสุดๆ ซึ่งในของที่ถือมาก็คือเงินที่ขายได้จากการขายสร้อยคอเวทมนตร์ระดับต่ำ
“ท่านลูอิส สร้อยที่ให้ไปขายได้สูงถึง 6,000 เบลเลยทีเดียว” อาร์มันโด้วางเงินด้านหน้าลูอิส
“เจียน่าเก็บไว้ 500 เบล ที่เหลือพวกเราจะเอาไปซื้อร้าน”ลูอิสบอกกับเจียน่า เพราะเขาทั้งสองควรจะมีเงินติดตัวไว้บ้างดีกว่าไปขอเงินของหมอเทรย์เวอร์ซื้อของบ่อย ๆ
เจียน่ายิ้มออกมารีบเข้าไปเก็บเงินมา 500 เบล ที่เหลืออีก 5500 เบลจึงวางอยู่ตรงหน้าพวกเขา
“ต่อไปก็เป็นเรื่องของร้านบาร์ที่จะเปิดคงต้องฝากนายไปหาซื้อร้านมาสักแห่งแต่ต้องเป็นร้านที่อยู่ในเขตชุมชนผู้อพยพ” ในตอนนี้พวกเขาทุกคนนั้นยังมีสถานะเป็นผู้อพยพอยู่การจะเปิดร้านค้าขายในเมืองเอลดิลนั้นทำไม่ได้ แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่ นั้นก็คือคนที่มีสถานะเป็นนักล่าจะสามารถเปิดร้านหรือทำธุรกิจได้และได้แค่ภายในเขตของผู้อพยพเท่านั้นอีกด้วย
ข้อจำกัดเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อไม่ใช้การเพิ่มขึ้นของผู้อพยพแย่งงานของพลเมืองเอลดิลแถมยังเป็นการควบคุมพวกผู้อพยพอย่างหนึ่งด้วย
“อีกอย่าง ถ้าให้เบลล่าขอให้มาเป็นผู้จัดการร้าน...” ลูอิสยังไม่ทันพูดจบเบลล่าก็เดินเข้ามาก่อนจะตอบตกลงในทันที “ได้แน่นอนค่ะฉันจะเป็นผู้จัดการร้านให้เอง”
ลูอิสได้ยินก็ยินดีเป็นอย่างมากถ้าจะโยนหน้าที่ดูแลร้านที่อาร์มันโด้ไม่ถนัดให้เขาลูอิสก็ไม่ค่อยจะไว้ใจสักเท่าไหร่แต่ถ้าเป็นเบลล่าลูอิสเชื่อว่าด้วยความละเอียดรอบครอบของเธอนั้นคงไม่มีปัญหาในการจัดการร้าน
สองวันต่อมาอาร์มันโด้และเบลล่าก็ช่วยกันหาร้านจนไปเจอบาร์แห่งหนึ่งที่เจ้าของเก่านั้นตายและกำลังถูกทางเขตของผู้อพยพขายในราคาถูกพอลูอิสได้ยินก็เข้าไปสำรวจและตัดสินใจซื้อมาในที่สุด
ร้านบาร์แห่งนี้เป็นแบบอาคารสองชั้น ด้านบนนั้นมีหลายห้องแยกซึ่งสามารถให้เป็นที่พักได้ ส่วนด้านล่างนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ โซนหน้าร้านและโซนหลังร้านที่มีห้องเก็บเหล้าและส่วนของครัวแยกออกมาข้าง
หลังจากจ่ายเงินในราคา 5000เบลแล้วพวกเขาทุกคนก็เริ่มลงมือทำความสะอาดร้านบาร์แห่งนี้ในทันที
แม้แต่พ่อบ้านเฟรดลูอิสก็ลากมาช่วยงานด้วย
สุดท้ายทั้งอาร์มันโด้ เบลล่า เจียน่าและพ่อบ้านเฟรดก็เข้ามาช่วยกันทำความสะอาดหมดส่วนลูอิสนั้นเขาเข้ามาดูในส่วนของถังหมักเหล้า
‘เหล้ากลั่นสองถังกับเบียร์อีกสามถังที่แถมมากับร้านสินะเปิดและเทตรงนี้ใช่หรือเปล่า’ ลูอิสจัดการทดลองเทเหล้ากลั่นและเบียร์แยกออกมาก่อนจะทดลองผสมโพชั่นลงไปและปรับอัตราส่วนดู
...
“เสร็จแล้ว” อาร์มันโด้ทิ้งตัวลงหอบหายใจ คนอื่น ๆก็รู้สึกเหนื่อยไม่ต่างกันการทำความสะอาดอาคารใหญ่ขนาดนี้ทั้งหลังทำเอาพวกเขาเหนื่อยมาก
“เดียวก่อนแล้วตอนนี้นายน้อยลูอิสไปไหน” พ่อบ้านเฟรดมองหาลูอิส
“อยู่นี่” ลูอิสเดินต้วมเตี้ยมมาจากทางหลังร้านพร้อมกับถือเอาเหยือกที่มาด้วยสองใบเจียน่าที่เห็นก็รีบวิ่งไปรับมาและเอามาวางบนโต๊ะ
“ท่านลูอิสนี่คืออะไรคะ” เบลล่าถามอย่างสงสัย
“มันคือของที่เราจะขายกันลองดื่มดูสิ” ลูอิสยิ้มออกมาอย่างภูมิใจหลังจากใช้เวลาอยู่นานในที่สุดก็หาอัตราส่วนผสมลงไปจนเจอ
“ฉันขอก่อนเลยแล้วกัน” อาร์มันโด้ที่ทำงานมาจนรู้สึกกระหายสุด ๆคว้าแก้วใบใหญ่มาก่อนจะเทเบียร์ในเหยือกลงไปจนเต็มเขามองเบียร์สีเหลืองทองที่มีฟองไม่มากในแก้วก่อนจะกลืนน้ำลายไม่รู้ตัวเพราะมันยั่วมาก
อาร์มันโด้กระดกเข้าไปจนหมดแก้วในครั้งเดียวขณะที่คนอื่น ๆก็รอดูว่ารสชาติเป็นยังไง
“พระเจ้า! สุดยอดมาก!!! ยิ่งดื่มยิ่งรู้สึกสดชื่นแล้วเจ้านี่ละเป็นยังไง”อาร์มันโด้อดใจไม่ไหวจึงจัดการเทเหล่ากลั่นที่อยู่ในอีกเหยือกพอเขายกขึ้นมาใกล้จมูกก็ได้กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ลอยขึ้นมาแตะจมูกจนแอบกลืนน้ำลายอีกครั้ง
ในครั้งนี้อาร์มันโด้ไม่ได้กระดกทีเดียว แต่ค่อย ๆ ดื่ม เพราะเหล้ากลั่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องความร้อนแรงมากอยู่แล้ว
“อ้า...นี่มันเหลือเชื่อจริง ๆ ” อาร์มันโด้ไม่ได้อธิบายอะไรอีกเขาเพียงแต่นั่งลงและก็ตั้งใจดื่มอย่างผ่อนคลาย
คนที่เหลือมองหน้ากัน ก่อนจะเริ่มดื่มตาม พ่อบ้านเฟรดนั้นเป็นชายแก่ที่ชอบดื่มเหล้ากลั่นมากกว่าหลังจากลองแล้วเขาก็ต้องชมออกมาอย่างพอใจเช่นกันส่วนเบลล่านั้นเธอดูเหมือนจะชอบเบียร์และสุดท้ายก็ครองทั้งเหยือกเพียงคนเดียว
เจียน่านั้นถือเพียงแก้วที่มีเหล้ากลั่นและจิบพอให้รู้รสชาติเท่านั้นลูอิสเคยได้ยินเจียน่าเหล่าให้ฟังว่าพวกผู้อพยพมักจะเก็บเหล้าแรง ๆ ไว้กับตัวเพื่อดื่มคลายหนาวเวลาอยู่ด้านนอกแน่นอนว่าเหล่าที่พวกผู้อพยพได้มานั้นก็มาจากซากเมืองเก่าพ่อของเธอเคยแบ่งให้เธอดื่มด้วยในวันที่สภาพอากาศหนาวมาก ๆ
“เจียน่าเป็นยังไงบ้าง” ลูอิสถาม
“แรงไปหน่อย แต่รสชาติดีกว่าเหล้าที่พ่อของฉันเคยเจอด้านนอกมาก”เจียน่าตอบลูอิส ก่อนจะวางแก้วลง
‘เธอคงชอบพวกเหล้าผลไม้หรือไม่ก็ไวน์มากกว่าละมั้ง’ ลูอิสคิดในใจ
“ท่านลูอิส ท่านทำให้เหล้าพวกนี้มีรสชาติแบบนี้ใช่หรือเปล่าถ้าเหล้ารสชาติแบบนี้จริง ๆ ละก็อย่าว่าแต่พวกนักล่าในเขตผู้อพยพเลยแม้แต่พวกชาวเมืองเอลดิลก็คงต้องมาลองดื่มมันแน่นอน” อาร์มันโด้พูดอย่างมั่นใจ
“อืม...ข้าเห็นด้วย นายน้อยสุดยอดจริง ๆ” พ่อบ้านเฟรดวางแก้วลงและรินใหม่
“ท่าลูอิสตั้งชื่อให้เหล้ากับเบียร์พวกนี้หรือยัง”เบลล่าที่หน้าแดงถามขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้น
“ชื่อมีแน่นอน” ทารกน้อยลูอิสยิ้มก่อนจะพูดต่อว่า “เหล้านั้นคือ ลมหายใจมังกรเพราะความร้อนแรงของมันราวกับลมหายใจของมังกรไฟ ส่วนเบียร์ก็คือเบียร์แสงตะวันก็แล้วกัน เพราะสีของมันราวกับแสงของดวงอาทิตย์”
“เป็นชื่อที่ดี ลมหายใจมังกรและแสงตะวัน” พ่อบ้านชรากล่าวชื่นชมลูอิส
ในตอนนั้นก็มีการแจ้งเตือนจากระบบว่าพลังงานศรัทธาของพ่อบ้านเฟรดเพิ่มขึ้นมาอีก2 แต้ม
‘เออ...พ่อบ้านเฟรดเพิ่มพลังงานศรัทธาเพราะเหล้าเนี่ยนะ’ดูเหมือนลูอิสอิสจะดูถูกความชื่นชอบในเหล้าของพ่อบ้านเฟรดไปหน่อย
“ท่านลูอิสเราจะเปิดร้านตอนไหน” พอเบลล่าถาม ทุกคนก็หยุดดื่มในทันที
ลูอิสยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะยกมือชูสองนิ้วให้พวกเขา “อีกสองวันเราจะเปิดร้านกัน ส่วนชื่อร้านก็เป็น ‘รุ่งอรุณ’ ผู้คนจะได้จดจำเราได้ง่าย”
ทุกคนได้ยินก็พึมพำชื่อ “รุ่งอรุณ” ออกมา