เจคเลือกที่จะประกอบพิธีแต่งงานในโบสถ์นอกเมืองลาร์เซนด้วยเกรงว่าถ้าใช้โบสถ์ที่โคลแมนเป็นสมาชิกอยู่แล้วข่าวจะต้องแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วราวไฟไหม้ป่าและรอสส์กับลีเดียจะต้องถึงตัวก่อนที่เขากับแบนเนอร์จะตั้งตัวรับทันด้วยซ้ำเขาดีใจไม่น้อยที่พระผู้ประกอบพิธีจำเขากับแบนเนอร์ไม่ได้และประกอบพิธีให้ด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง
ยิ่งกว่านั้นภรรยาร่างอ้วนของท่านก็ยังเป็นคนเล่นออร์แกนส่วนลูกสาวผู้เลยวัยแต่งงานไปนานแล้วก็ยังช่วยเป็นพยานให้เมื่อเสร็จพิธีลงและเจคพาเจ้าสาวเดินออกจากโบสถ์นั้นภรรยาท่านสาธุคุณได้ยื่นตะกร้าอาหารมาให้พร้อมกับอวยชัยให้พรให้ทั้งสองครองรักกันตลอดไป
“ผมไม่ได้ไปติดสินบนอะไรแกหรอกสงสัยว่าแกจะเห็นผมหล่อละมั้ง” เขาพูดหยิ่ง ๆกวาดสายตามองหาสถานที่เหมาะ ๆ เพื่อจะได้ลงนั่งกินอาหารกันแล้วก็พบว่าใต้ต้นพีคั่นต้นใหญ่นั้นดูจะดีที่สุด
สายลมอ่อนที่พัดพาความอบอุ่นจากทิศใต้ในยามนี้ได้หอบกลิ่นหอมของฮันนี่ซัคเคิลกับกลิ่นฉุนของป่าสนมาต้องจมูกมันเป็นกลิ่นอายที่เคยคุ้นมาชั่วชีวิตกิ่งก้านของต้นไม้ที่ประสานกันอยู่อย่างแน่นหนาช่วยบดบังความแรงร้อนของดวงอาทิตย์ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
“นี่คุณกำลังพูดถึงแม่หรือลูกสาวกันแน่คะ”แบนเนอร์ถามห้วน ๆ “เห็นยายลูกสาวจ้องตาคุณเป็นมันเลยนี่”
“เออ...งั้นเหรอผมก็ไม่ทันสังเกตเสียด้วยสิ เพราะมัวแต่มองคุณอยู่”
เขาฉุดให้เธอนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่แบนเนอร์อิงแอบอยู่กับอกสามีเมื่อเขาประทับจูบลงด้วยแรงฤทธิ์พิศวาส
ในยามนั้นแบนเนอร์เต็มไปด้วยความปรารถนาในตัวเขา เมื่อเจคยืดร่างขึ้นเธอก็ร้องเรียกหา
“เจคขา อย่าเพิ่งทิ้งฉันไปสิ”
“ถ้าผมขืนทำตามใจตัวเองเดี๋ยวเสื้อผ้าสวย ๆ ชุดนี้จะเสียหายหมดนะ”
เธอจำต้องถอนใจออกมาอย่างสุดแสนเสียดายยอมให้เขาฉุดขึ้นในท่านั่ง แล้วจึงได้ถอดหมวกออกโยนไปทางหนึ่ง
“ฉันไม่เห็นแคร์เรื่องเสื้อผ้านี่เลยสักนิด”
“ถ้ายังงั้นก็แปลว่าคุณยังไม่โตอยู่นั่นเอง”เขาบีบปลายจมูกอย่างหยอกล้อ “ผมยังจำได้ดีนะว่าเมื่อครั้งยังเด็กน่ะเสื้อผ้าที่คุณใส่ ถ้าไม่กระดุมหลุดหายชายก็ต้องห้อยเพราะตะเข็บขาด”
เธอเปล่งเสียงหัวเราะเริงรื่นเมื่อปลดเข็มปักผมออกปล่อยให้พวงผมสยายลงปรกแผ่นหลัง
“ใช่ค่ะดูเหมือนมาจะต้องยุ่งอยู่กับการซ่อมแซมเสื้อผ้าฉันมากที่สุด แต่คุณน่ะแย่ที่สุดที่ยังอุตส่าห์จดจำเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ได้”
ตะกร้าอาหารที่ภรรยาท่านสาธุคุณจัดมาให้เป็นของขวัญนั้นแทบจะไม่ขาดอะไรเลยนอกจากแฮมรมควันชิ้นใหญ่แล้วก็ยังมีขนมปังที่เพิ่งสุกใหม่ ๆ ออกมาจากเตาอบแยมพลัมหนึ่งขวด ทาร์ตที่ปรุงขึ้นจากพีชสดและยังขนมอบที่กรอบร่วนรสชาติเอร็ดอร่อยไม่แพ้ฝีมือมา
“รู้ไหมว่าเวลาคุณนั่งอยู่อย่างนี้เหมือนดอกบัตเตอร์คัพที่สุด”
ชุดที่เธอสวมใส่ในวันนี้เป็นสีเหลืองสดตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อบางเบาราวกลีบดอกไม้ที่เขากำลังเปรียบเทียบอยู่
“ขอบคุณมากค่ะ คุณสามีที่รัก”
ถึงอย่างไรเธอก็ยังนึกหาเหตุผลไม่ได้อยู่นั่นเองว่าเพราะเหตุใดเธอจึงยอมรับรักกับคำขอแต่งงานจากแกรดี้เชลดอน ในเมื่อบนพื้นโลกนี้ยังมีเจค แลงสตัน อยู่อีกด้วยทั้งคน เขาผู้มีรูปร่างสะโอดสะองแข็งแรงด้วยมัดกล้ามและเส้นเอ็นด้วยผ่านการทำงานหนักมาชั่วชีวิตแต่นอกเหนือจากท่าเดินที่ดูเรื่อยเฉื่อยราวเกียจคร้านนั้นมันมีคุณสมบัติบางประการที่สร้างความตื่นใจให้เกิดขึ้นกับเธอได้ตลอดเวลา
แบนเนอร์รักองค์ประกอบทุกส่วนที่อยู่บนใบหน้านี้มันบ่งบอกถึงความมีพลังอันลึกล้ำ อย่างยากจะหาชายใดเปรียบและยังความทิฐิมานะที่แฝงอยู่ในทุกอณูแห่งเรือนกายนี้ด้วย
ขณะจับตามองเขาอยู่นั้นเธอก็ทอดถอนใจออกมาอย่างยืดยาว
“เพลียแล้วหรือ” เมื่อเธอส่ายหน้าปฏิเสธเขาก็ถามต่อว่า “เราจะกลับบ้านกันหรือยังล่ะ”
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะเจค”
รอยยิ้มเกลื่อนอยู่บนใบหน้าเมื่อเขาเอนหลังลงพิงโคนไม้
“มานอนตรงนี้สิ” เขาตบหน้าตักเบา ๆ และเธอก็เอนร่างลง ขณะนั้นเป็นวันในฤดูร้อนแต่อากาศเพียงแค่อบอุ่นไม่ถึงกับร้อนจัดเสียทีเดียวเขาและเธอเพิ่งอิ่มจากอาหารอันเลิศรส ในบรรยากาศอบอวลอยู่ด้วยกลิ่นอายธรรมชาติเสียงผึ้งหวู่หวี่ไต่ตอมดอมดมความหอมหวานของฮันนี่ซัคเคิลสายลมอ่อนพลิกพลิ้วใบไม้ให้ส่ายไหวเพียงบางเบาปุยเมฆสีขาวลอยล่องอยู่บนฟากฟ้าสีครามด้วยแรงลมบน
เขาและเธอ...ผู้บัดนี้ได้กลายเป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้องทั้งพฤตินัยและนิตินัยต่างยอมจำนนต่อบรรยากาศอันแสนสุขนี้พวงผมสีดำของแบนเนอร์สยายลอนอยู่บนตักราวแพรไหมสีดำทรวงอกสะท้อนขึ้นลงอยู่ด้วยแรงหายใจเบา ๆและปลายนิ้วของเจคก็ลูบไล้ใบหน้าภรรยาอย่างสุดรัก
“ที่จริงผมควรจะกลับไปทำงานที่บ้านต่อนะแต่มันยังขี้เกียจอยู่” เขาสารภาพออกมา
“ฉันกำลังคิดจะไล่คุณอยู่เหมือนกัน”
“แบนเนอร์ โคลแมน...” เขาเพรียกชื่อเธออยู่ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า “รู้หรือเปล่าว่าคุณเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในชีวิตที่ผมเคยเห็นมา” เขาโน้มใบหน้าลงจูบแต่ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นเธอก็เอ่ยออกมาว่า
“คุณเรียกชื่อฉันผิดไปแล้วละค่ะฉันชื่อแบนเนอร์ แลงสตัน ต่างหาก”
เขาถ่ายทอดความรักที่ท่วมท้นอยู่ในหัวใจลงในจูบนั้นและเธอก็โอบกระหวัดช่วงลำคอของเขาไว้เมื่อเผยอร่างขึ้นรับจูบด้วยความเต็มใจ
ยามที่ฝ่ามือคลึงเคล้าอยู่กับเนินทรวงนั้นเขาครวญคร่ำออกมาแต่เพียงบางเบา
“ช่างหวานเสียเหลือเกิน...หวานไปหมดทั้งเนื้อตัว”
และแบนเนอร์ก็ครางออกมาด้วยความเปรมปลื้มเบียดตัวอยู่กับเขาแน่นเข้า
และทันใดเจคก็ตัวแข็งราวตรึงติดอยู่กับต้นไม้ศีรษะแทบจะบดเปลือกไม้ให้เป็นผุยผงแบนเนอร์เงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจที่เห็นอาการเขาแปลกไป
และแล้ว...เธอก็รู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าเพราะเหตุใดเขาจึงมีสีหน้าราวได้รับความทุกข์ทรมานถึงขนาดนั้น
“เจคคะ...” เธอเรียกเขาด้วยเสียงแหบเครือฝ่ามือลูบไล้อยู่ตรงท้องน้อยอย่างเจตนาซึ่งทำให้ลมหายใจของเขากระชั้นขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ
“ผมไม่ได้เป็นอะไรหรอก เพียงแต่...”
“เพียงแต่อะไรคะ”
“แบนเนอร์...” หางเสียงของเขาห้วนห้าว “ยกหัวขึ้นก่อน”
“ทำไมล่ะ”
“คือ...ทุกครั้งที่คุณขยับตัว...เอ้อ...แล้วผมก็ยังสัมผัสลมหายใจของคุณแบบนี้มัน...มันจะรักษาสถานการณ์ไว้ไม่ได้”
แบนเนอร์เงยขึ้นมองหน้าเขาแล้วก็ก้มลงมองสิ่งที่อยู่ใกล้ตาที่สุด ตอนนี้เองที่เธอประทับจูบลง
“แบนเนอร์...” หางเสียงของเขาราวจะขาดใจ
เขาจิกผมเธอไว้แต่มิได้ผลักไสให้ออกห่างจากตัวเลยแต่ก็มิได้ดึงเข้ามาใกล้ด้วยเช่นกันในยามนี้ สีหน้าของเขาเหมือนคนที่ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดีมันเป็นสีหน้าของคนที่ใกล้จะตายด้วยไฟเสน่หาที่ถูกโหมกระพือขึ้นรอบตัวลมหายใจกระชั้นขึ้น หลับตาแน่น
แบนเนอร์จูบลงอีกครั้งและครั้งนี้ประทับริมฝีปากอยู่กับที่เป็นครู่...จึงได้เริ่มเคลื่อนไหวช้า ๆ ...
เจคปล่อยให้เสียงครางหลุดลอดจากลำคออย่างเหลือจะยับยั้งความเสียวซ่านไว้ได้เมื่อมาถึงเวลานี้ทั้งตะขอและกระดุมกางเกง มิได้เป็นอุปสรรคสำหรับแบนเนอร์อีกต่อไปเจคเหลือบตาลงมองการกระทำของเธออยู่
“แบนเนอร์...แบนเนอร์...”
มันเป็นเสียงแผ่วโผยที่ครวญครางอยู่ตลอดเวลาเมื่อการร่วมรักเกิดขึ้นอย่างที่เขาไม่อาจหักห้ามใจไว้ได้อีกต่อไปเป็นการร่วมรักที่สร้างความปลาบปลื้มเอมอิ่มให้บังเกิดขึ้นในท่ามกลางความสวยสดงดงามของธรรมชาติ...