“คาราวะหมอเทวดาแห่งสกุลหลิว ข้าโจวหลิงเอ๋อร์จากสำนักวสันต์เขียว มีเื่สำคัญ้าหารือกับท่าน”
ณ ห้องอ่านตำราของจวนสกุลหลิวซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่พักอาศัยของชาวบ้าน หลิวจื่ออี้ได้นำทางผู้าุโจากสำนักวสันต์เขียวมาพบกับเ้าสกุลคนปัจจุบัน เมื่อหลิวจิ้งเจ๋อเห็นดังนั้นก็พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะโบกมือเป็สัญญาณให้คนอีกสี่คนออกไปก่อน ทำให้ภายในห้องเหลือเพียงเขากับโจวหลิงเอ๋อร์เพียงลำพัง
“นั่งเถอะ” หลิวจิ้งเจ๋อนั่งลงที่โต๊ะน้ำชาก่อนจะสะบัดมือหนึ่งครั้ง กาน้ำชาพลันเริ่มรินน้ำชาลงถ้วย ก่อนจะลอยไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของโจวหลิงเอ๋อร์
“ท่านผู้าุโ เหตุผลที่ข้ามาหาท่านในวันนี้เป็เพราะ...” ขณะที่โจวหลิงเอ๋อร์กำลังจะพูดถึงสาหตุที่เดินทางมาในครั้งนี้ ก็พลันเห็นหลิวจิ้งเจ๋อยกมือขัดจังหวะ
“เื่สำคัญเอาไว้ก่อน” หลิวจิ้งเจ๋อจิบชาคำหนึ่ง “เ้าเข้าสำนักวสันต์เขียวมากี่ปีแล้ว?”
“เรียนท่านผู้าุโ ข้าเข้าสำนักวสันต์เขียวมาสี่สิบปีตามปฏิทินชิงอวิ๋นเ้าค่ะ” โจวหลิงเอ๋อร์ตอบอย่างนอบน้อม
“ผ่านมาเพียงห้าสิบปี สาวน้อยที่ข้าพบในวันนั้น บัดนี้ได้กลายเป็ผู้าุโของสำนักใหญ่ในชิงอวิ๋นไปเสียแล้ว” หลิวจิ้งเจ๋อพยักพร้อมลูบเคราตนเอง “สายตาข้านี่ช่างเฉียบแหลมจริงๆ” หลิวจิ้งเจ๋อพึมพำคำว่า ‘ดีจริงๆ’ ซ้ำอีกหลายครั้งด้วยความพึงพอใจ
โจวหลิงเอ๋อร์เห็นท่าทางนั้นก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะประสานมือคารวะ “ล้วนเป็เพราะความเมตตาของท่านผู้าุโทั้งสิ้น”
หลิวจิ้งเจ๋อที่ได้ยินจึงหัวเราะร่า “เ้าหนูอวิ๋นชวนเป็เช่นไรบ้าง?”
“เรียนท่านผู้าุโ ท่านเ้าสำนักยังคงแข็งแรงดี ก่อนข้าออกเดินทาง ท่านได้เข้าปิดด่านบำเพ็ญเพียรด้วยหวังจะบรรลุระดับมรรคาฟ้าเ้าค่ะ” โจวหลิงเอ๋อร์กล่าวตอบพลางหยิบม้วนสารออกมาจากความว่างเปล่า “นอกจากกิจธุระที่ท่านเ้าสำนักไหว้วานมาแล้ว ท่านยังกำชับให้ข้านำม้วนสารนี้มามอบให้แก่ท่านผู้าุโหลิวโดยเฉพาะ”
หลิวจิ้งเจ๋อเรียกม้วนสารมาไว้ในมือก่อนจะเปิดอ่าน
หลิวจิ้งเจ๋อเรียกม้วนสารลอยมาไว้ในมือแล้วเปิดอ่าน โจวหลิงเอ๋อร์สังเกตเห็นผู้าุโเบื้องหน้าฉีกยิ้มกว้างและหัวเราะชอบใจอีกครา “เอาล่ะ ว่าธุระของเ้ามาเถอะ” หลิวจิ้งเจ๋อเก็บม้วนสารเข้าสู่ความว่างเปล่าแล้วเอ่ยขึ้น
“เหตุสำคัญที่ข้ามาหาท่านหลิวในครั้งนี้เป็เพราะสำนักใหญ่ทั้งสองเริ่มมีการเคลื่อนไหวแล้ว แม้ไม่ทราบต้นสายปลายเหตุแน่ชัด แต่ท่านเ้าสำนักเป็กังวลจึงวางแผนให้เหล่าผู้าุโและศิษย์ออกท่องยุทธภพ เพื่อเฟ้นหาผู้มีพร์เข้าร่วมกับสำนักวสันต์เขียว”
หลังกล่าวจบโจวหลิงเอ๋อร์ก็ได้นำตราหยกอักษร ‘ปี้’ (碧) ออกมา ตราหยกนี้มีสีขาวนวลคล้ายกับของนาง แต่ตัวอักษร 碧 ที่สลักอยู่ตรงกลางกลับเป็สีทองอร่าม อีกทั้งลวดลายยังมีความซับซ้อนและแผ่รัศมีสีทองอ่อนๆ ออกมา
“ข้าได้รับคำสั่งโดยตรงจากท่านเ้าสำนัก ให้มาเชิญท่านผู้าุโหลิวจิ้งเจ๋อเข้าร่วมสำนักวสันต์เขียวในฐานะบรรพจารย์ ลูกหลานในตระกูลหลิวจะได้รับตำแหน่งศิษย์สายตรงั้แ่กำเนิด ทั้งยังจะได้รับความคุ้มครองจากสำนักวสันต์เขียวไปตลอดกาล จนกว่าสำนักจะล่มสลาย” โจวหลิงเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนทำความเคารพต่อหน้าหลิวจิ้งเจ๋อ ในมือประคองตราหยกทองขาวนั้นไว้ในมือ ในขณะเดียวกันก็คอยสังเกตท่าทางของหลิวจิ้งเจ๋อตลอดเวลา
เหตุที่เ้าสำนักวสันต์เขียวอย่าง ปี้อวิ๋นชวน เป็คนมอบภารกิจให้โจวหลิงเอ๋อร์ ผู้าุโที่อายุน้อยที่สุดของสำนักวสันต์เขียวเป็ผู้มาเชื้อเชิญด้วยตนเองนั้นมีเหตุผลสำคัญ เพราะในอดีตตอนที่นางยังเป็เพียงนักบำเพ็ญพเนจร ด้วยโฉมงามล่มเมืองและพร์ที่โดดเด่นทำให้นางถูกหลายฝ่ายหมายปองจนยากจะต่อกร ถึงจะมีพร์การฝึกตนแต่ก็ไม่สามารถต่อต้านอำนาจหลายฝ่ายที่้าตัวได้ จนกระทั่งร่อนเร่มาถึงเมืองอวิ๋นสุ่ยได้บังเอิญพบกับท่านผู้าุโหลิว
หลิวจิ้งเจ๋อในตอนนั้นได้เห็นถึงพร์การปรุงยาของนางจึงรับนางไว้เป็ศิษย์ในนาม แม้จะไม่ได้สอนเคล็ดวิชาสายต่อสู้ แต่ก็ได้ถ่ายทอดศาสตร์แห่งโอสถและสมุนไพรให้นางไม่น้อย
ส่วนปี้อวิ๋นชวนที่มักมาขอคำปรึกษาด้านสมุนไพรกับหลิวจิ้งเจ๋อบ่อยครั้งจึงพลอยสนิทสนมกับนางไปด้วย ภายหลังเมื่อเห็นพร์ในการบำเพ็ญของนาง เขาจึงเชิญนางเข้าสำนักวสันต์เขียวในฐานะศิษย์สายใน จนกระทั่งนางไต่เต้าขึ้นมาเป็ผู้าุโได้ในปัจจุบัน
หลิวจิ้งเจ๋อที่เห็นตราหยกทองขาวก็ได้แต่ส่ายหน้าให้ ก่อนจะเอ่ยกับโจวหลิงเอ๋อร์ “ตระกูลหลิวแห่งชิงอวิ๋นวางตัวเป็กลางมานานนับพันปี ผ่านามามากมายเพียงเพื่อทำหน้าที่แพทย์รักษาผู้คน หากข้าตอบรับตำแหน่งบรรพจารย์ของสำนักวสันต์เขียว ก็เท่ากับลากทั้งตระกูลเข้าสู่ความขัดแย้ง”
โจวหลิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น เม้มปากแน่นคล้ายพยายามหาเหตุผลมาโน้มน้าว แต่ก็รู้ดีว่าการจะเปลี่ยนใจคนผู้นี้นั้นยากยิ่งกว่าว่ายทวนกระแสน้ำฮวงโห
“แต่เห็นแก่ไมตรีที่มีต่อพวกเ้าทั้งสอง... แม้ข้าจะเข้าร่วมสำนักวสันต์เขียวไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลย”
โจวหลิงเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็คลายความกังวลลงบ้าง นางทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง “ผู้าุโโปรดชี้แนะด้วย”
…
“น้องเซิ่ง ข้าถามเ้าจริงๆ เถอะ... เ้าอยู่กับแม่นางหลิวมาั้แ่เด็ก ไม่รู้สึกพิเศษกับนางบ้างเลยหรือ?” ปี้อวิ๋นหลานกอดคอเซิ่งมู่พลางกระซิบถามอย่างสงสัย
เซิ่งมู่ถอนหายใจยาวพลางปัดแขนของปี้อวิ๋นหลานออก ก่อนจะนั่งลงใต้ต้นหลิวใหญ่ “ในครอบครัวข้ามีเพียงท่านปู่ ไม่มีญาติอื่นใด ข้าโตมากับหลิวจื่ออี้และต้าจินั้แ่ยังเด็ก พวกเราถูกเลี้ยงดูมาเหมือนพี่น้องแท้ๆ เห็นกันและกันเป็ดั่งพี่น้องร่วมสายเื ไหนจะคิดเป็อื่นได้”
ปี้อวิ๋นหลานพยักหน้ารับ “แล้วน้องเซิ่งรู้หรือไม่? แม่นางหลิวชอบบุรุษแบบใด?”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงยักไหล่ “ไม่รู้หรอก พวกเราต่างก็มีหน้าที่ของตัวเอง เื่พรรค์นั้นข้าไม่เคยใส่ใจ”
“แล้วน้องสาวข้าละ เ้าว่าอย่างไร?” ปี้อวิ๋นหลานหันมาหาเซิ่งมู่พร้อมขยิบตาให้ เซิ่งมู่ถึงกับกุมขมับ “พี่อวิ๋นหลาน เหตุใดท่านถึงอยากให้ข้าแต่งกับน้องสาวท่านนัก ข้าเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา พลังยุทธ์ก็อยู่แค่ขั้นที่สอง หากท่านจะหาน้องเขย ท่านหาคนที่มีคุณสมบัติดีกว่าข้าได้ถมเถไป”
ปี้อวิ๋นหลานที่ได้ยินจึงนั่งลงข้างเซิ่งมู่ ก่อนจะกอดคอเซิ่งมู่พร้อมเอ่ย “เ้าไม่รู้อะไร... ไอ้พวกที่มาตามจีบน้องสาวข้า แม้จะมีพร์สูงส่งหรือตระกูลมั่งคั่ง แต่พวกนั้นมีแต่พวกประจบสอพอลอวดดี บางคนขนาดปากยังไม่เปิดข้าก็ได้กลิ่นโชยมาแต่ไกล แต่เ้าต่างออกไป แม้จะเป็ชาวบ้านแล้วอย่างไร? ตระกูลปี้ของข้าไม่สนพื้นเพ ขอเพียงจิตใจดี ขยันหมั่นเพียร และคุยถูกคอก็พอแล้ว” ปี้อวิ๋นหลานกำมือชูขึ้นฟ้าก่อนจะตบไหล่เซิ่งมู่เบาๆ
เซิ่งมู่ได้แต่ทอดถอนหายใจในความตื้นเขินของชายผู้นี้ หาสามีให้น้องสาวของตน แค่คุยถูกคอก็จะให้เป็แล้ว? จากนิสัยของเขาไม่ใช่ว่าเขามีว่าที่น้องเขยเป็ร้อยเลยหรืออย่างไร?
ระหว่างที่เซิ่งมู่ถอนหายใจก็ไม่ได้สังเกตเห็นว่าชั่วขณะหนึ่งนั้น ปี้อวิ๋นหลานที่กำลังทำท่าหยอกล้อกับตน กลับทำสีหน้าจริงจังแล้วมองมาที่เซิ่งมู่ อันที่จริงเหตุผลที่เขาไม่สนพร์นั้นเป็เื่จริง แต่ั้แ่วันแรกที่พบกันที่โรงเตี๊ยมสายลมหวน ปี้อวิ๋นหลานซึ่งบำเพ็ญด้านจิติญญาเป็หลักกลับััได้ถึงจิติญญาที่ทรงพลังบางอย่างจากตัวเซิ่งมู่ เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเซิ่งมู่เป็เพียงผู้ฝึกยุทธขั้นที่สอง เขาจึงปักใจเชื่อว่าเด็กหนุ่มคนนี้อาจเกิดมาพร้อม ‘รากิญญาเซียน’ หรืออาจถึงขั้นมี ‘จิตแห่งเต๋า’ โดยกำเนิด
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน สตรีในชุดสีเขียวสองนางก็เดินตรงมาหา คนหนึ่งคือน้องสาวของปี้อวิ๋นหลาน ปี้ชิงเหยา ส่วนอีกคนคือหลิวจื่ออี้ที่กลับมาสวมชุดเขียวแบบที่นางชอบใส่แล้ว
ปี้อวิ๋นหลานรีบผละมือออกจากคอเซิ่งมู่แล้วกลับมาทำท่าทางเคร่งขรึมทันที เซิ่งมู่นวดหว่างคิ้วพลางคิดในใจ ‘ข้าปวดหัวกับคนผู้นี้จริงๆ’
ปี้ชิงเหยาวิ่งกึ่งะโเข้ามาหาพลางเอ่ยถาม “พวกท่านคุยอะไรกันน่ะ?”
หลิวจื่ออี้ถามเสริม “พวกเ้าไปสนิทกันตอนไหนเนี่ย?”
ก่อนที่เซิ่งมู่จะได้อ้าปากตอบ ปี้อวิ๋นหลานก็ชิงพูดขึ้นก่อน “ข้ากับน้องเซิ่งได้พูดคุยกันระหว่างเดินทางมาจวนสกุลหลิว รู้สึกถูกชะตากันยิ่งนัก ถึงขั้นสาบานเป็พี่น้องกันบนรถม้าเลยทีเดียว”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงขมวดคิ้ว คิดจะเปิดปากพูดแก้ความเข้าใจผิดนี้ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่พูดออกมา อย่างไรชายเบื้องหน้าตนก็ไม่ใช่คนเลวร้าย ปล่อยไปก็ไม่เป็ไรกระมัง?
หลิวจื่ออี้เลิกคิ้วมองก่อนจะแกล้งเตะขาเซิ่งมู่เบาๆ “เ้าเก่งนักนะ ไม่นานก็ได้เป็พี่เป็น้องกับคุณชายตระกูลปี้เสียแล้ว” เซิ่งมู่ลุกขึ้นปัดฝุ่นแล้วยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
ปี้อวิ๋นหลานที่พยายามทำตัวจริงจังหันไปถามหลิวจื่ออี้ “แม่นางหลิว ผู้าุโโจวกับท่านหลิวคุยกันเป็อย่างไรบ้าง?”
หลิวจื่ออี้ได้แต่ส่ายหน้า “ไม่ทราบเลย นี่ก็ผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้ว ข้ากับชิงเหยาไม่อยากรอ จึงตัดสินเดินออกมาหาพวกเ้านี่แหละ”
ปี้อวิ๋นหลานที่ได้ยินจึงทำสีหน้าเคร่งเครียด เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้แสร้งทำ “สถานการณ์ของสองสำนักใหญ่ในชิงอวิ๋นไม่สู้ดีนัก แม้ฉากหน้าสำนักประจำเมืองอวิ๋นสุ่ยและสำนักชิงอวิ๋นจะดูสงบ แต่เื้ักลับมีการวางหมากขัดขากันตลอด สำนักวสันต์เขียวพึ่งถูกยกเป็สำนักใหญ่แห่งที่สามในชิงอวิ๋น แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะยื้อเวลาไปได้นานแค่ไหน”
หลิวจื่ออี้พยักหน้าเข้าใจ “พี่จื่ออี้ ท่านว่าปู่ของท่านจะช่วยเหลือสำนักพวกข้าและตระกูลปี้หรือไม่?” ปี้ชิงเหยาถามด้วยความกังวล
หลิวจื่ออี้นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบางๆ “ตระกูลหลิวเป็กลางมาหลายชั่วอายุคน ครั้งนี้คงไม่อาจเข้าร่วมกับตระกูลปี้ได้อย่างเต็มตัว...” สองพี่น้องที่ได้ยินดังนั้นจึงถอนหายใจด้วยความหนักใจ “แต่ด้วยนิสัยของท่านปู่ ท่านคงไม่นิ่งดูดายแน่ ข้าเชื่อว่าท่านต้องมีวิธีช่วยเหลือทางอ้อมอย่างแน่นอน” เมื่อได้ยินเช่นนั้น สองพี่น้องก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง
เซิ่งมู่เห็นบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายจึงสะกิดแขนเสื้อปี้อวิ๋นหลาน แล้วขยับปากบอกเป็นัยว่า ‘พี่จื่ออี้’ โดยไม่ออกเสียง ปี้อวิ๋นหลานตาเป็ประกายทันที รีบหันไปถามหลิวจื่ออี้ “แม่นางหลิว เห็นน้องสาวข้าเรียกท่านว่าพี่จื่ออี้ ข้าก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพวกท่านไปสนิทกันตอนไหน?”
หลิวจื่ออี้จึงยิ้มให้ก่อนลูบหัวปี้ชิงเหยา “ไม่ได้มีแค่พวกท่านหรอกนะที่คุยถูกคอกันบนรถม้า”
เซิ่งมู่ตบไหล่ปี้อวิ๋นหลานเบาๆ “มีหวังแล้วนะ” ปี้อวิ๋นหลานแม้จะพยายามทำหน้านิ่งแต่ใบหูกลับแดงซ่านราวกับลูกพลับสุก
“ท่านพี่ เหตุใดหูของท่านถึง...” ขณะที่ปี้ชิงเหยากำลังจะเปิดปากถามก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังใกล้เข้ามา
โจวหลิงเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นหนุ่มสาวทั้งสี่หยอกล้อกัน “ข้าคุยกับท่านผู้าุโหลิวเสร็จแล้ว”
ทั้งสี่คนจึงหันมาทางโจวหลิงเอ๋อร์ โดยเฉพาะสองพี่น้องตระกูลปี้ที่ดูจะตั้งใจฟังเป็พิเศษ
“ผู้าุโปฏิเสธการเข้าร่วมกับสำนักวสันต์เขียว” สองพี่น้องถอนหายใจอย่างผิดหวัง “แต่... หากสำนักวสันต์เขียวตกอยู่ในอันตราย ท่านหลิวจิ้งเจ๋อจะออกหน้าช่วยเหลือหนึ่งครั้ง”
สองพี่น้องที่ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มออกมา ก่อนที่โจวหลิงเอ๋อร์จะพูดต่อ “นอกจากนี้ถึงท่านผู้าุโและตระกูลหลิวไม่ได้ผูกสัมพันธ์เป็มิตรกับสำนักวสันต์เขียว แต่ทางสำนักวสันต์เขียวสามารถเชื้อเชิญลูกหลานตระกูลหลิวให้ไปเป็ศิษย์ในสำนักได้” หลังโจวหลิงเอ๋อร์กล่าวจบก็หันมายังหลิวจื่ออี้ “เ้ามีความสามารถ อายุเพียงสิบหกปีก็สามารถฝึกตนถึงระดับสร้างแก่นบริสุทธิ์ หากเ้าตกปากรับคำเชิญของข้า ข้าสามารถให้เ้าเป็ศิษย์สายตรงได้ทันที พร้อมทั้งจัดหาของจำเป็สำหรับการฝึกศาสตร์ปรุงยาและฝึกตนให้เ้าด้วยเช่นกัน”
หลิวจื่ออี้ที่ได้ยินดังนั้นจึงทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะชี้มาทางเซิ่งมู่ “หากข้าเข้าร่วม เขาสามารถเข้าร่วมได้หรือไม่?”
โจวหลิงเอ๋อร์จึงพยักหน้าก่อนจะกล่าว “เราต้องตรวจสอบพร์ของเซิ่งมู่ก่อน หากเป็รากิญญาระดับล่างเขาต้องเริ่มจากการเป็ศิษย์นอก หากเป็ระดับสูงสามารถขึ้นเป็ศิษย์ในได้”
หลิวจื่ออี้จึงเปิดปากพูดออกมา “เขาเกิดมาพร้อมจิตแห่งเต๋า”