***นักรบสมองกล้าม เอรีส
พอรู้สึกตัว ฉันก็พบว่าได้มายืนอยู่บนทุ่งหญ้าร้างแห่งหนึ่งแล้ว
ที่นี่มีผู้คนมากมายยืนรายล้อมอยู่
แต่ละคนล้วนดูอยู่ใน่ของวัยหนุ่มสาว
“ที่นี่คือโลกหลังความตายหรือ? ”
ฉันมีชื่อว่า [เอรีส] เป็ชื่อเดียวกับเทพปกรณัมกรีกโบราณ
เป็นามของเทพแห่งา
คงสงสัยใช่ไหมว่าทำไมผู้หญิงอย่างฉันถึงมีชื่อที่ดูดุดันเช่นนี้?
มันเป็เพราะว่าฉันถูกเลี้ยงดูโดยพ่อที่เป็ทหารผ่านศึกยังไงละ
ดังนั้นพอฉันโตขึ้นเลยเลือกไปเป็ทหาร
แล้วก็ตายลงในขณะที่ออกไปทำภารกิจในตอน่อายุได้ 35 ปี
ฉันจำได้ว่าตัวเองได้ถูกแยกร่างเป็ชิ้น ๆ โดยะเิของพวกก่อการร้ายในตอนที่ตัวเองกำลังออกลาดตระเวน
“...แต่นี่มันเหมือนกับฉันตอนอายุ 20 เลยไม่ใช่หรือไง? ”
ดวงตาดำที่คมราวกับมีด ผมสีดำที่ตัดให้สั้นเพื่อไม่ให้เกะกะในตอนออกรบ ผิวที่ยังดูเปล่งปลั่งของวัยแรกสาว และใบหน้าที่ดูมีเสน่ห์ของลูกครึ่งไทย-กรีซ
คุณพ่อเป็คนกรีซ ส่วนคุณแม่เป็คนไทย นั่นละคือที่มาของเชื่อสายฉันเอง
“โลกคนตายไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่จริง ๆ ด้วยแฮะ…”
ฉันจ้องมองร่างที่เปล่าเปลือยของตัวเองกับของมนุษย์คนอื่นที่กำลังยืนสำรวจสภาพรอบตัวอย่างงุนงง
มีบางคนที่รู้สึกอายจนต้องรีบกอดตัวเองกลม แล้วนั่งลงไปที่พื้นเพื่อปกปิดร่าง
แต่ฉันไม่ทำแบบนั้น เพราะไม่เห็นจำเป็ต้องอายเลยแม้แต่น้อย
ที่นี่เป็โลกหลังความตายไม่ใช่หรือไง แล้วจะอายไปทำไมกันละ?
“ว่าแต่ธรรมชาติแวดล้อมที่เขียวขจีแบบนี้ มันดูต่างจากภาพของนรกที่เคยคิดเอาไว้เลยแฮะ”
กลินของใบไม้และพืชพรรณได้ลอยมาแตะจมูก
ระหว่างที่กำลังรู้สึกผ่อนคลายให้กับสภาพบรรยากาศของดินแดนหลังความตาย ฉันก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า--
“...ไม่มียมทูตหรือยังไงกัน? ”
ที่ดินแดนรกร้างแห่งนี้มีเพียงแค่มนุษย์อย่างฉันเท่านั้น
หรือว่าที่นี่จะไม่ใช่ดินแดนหลังความตาย?
หรือว่าดินแดนหลังความตายที่ฉันเข้าใจมาตลอดจะผิด?
คงฝันอยู่ละมั้ง? บางทีพอตื่นขึ้น ฉันคงจะตื่นอยู่ที่โรงพยาบาลสักแห่งแน่นอน
ในตอนนั้นเองที่เกิดแสงสว่างส่องประกายไปทั่วท้องฟ้า
แล้วฉับพลันนั้น สิ่งมีชีวิตที่รูปร่างแปลกประหลาดก็ได้ปรากฏขึ้นในฝั่งตรงข้ามของพวกเรา
พวกมันมีจำนวนมหาศาล และมีรูปร่างเล็กราวกับเด็ก
ปีกที่ส่องแสงประกายอยู่ที่ข้างหลังนั้น ทำให้ฉันคิดว่าตัวเองหลุดมาในโลกของแห่งความเฟ้อฝัน
แต่มันไม่จบลงเพียงเท่านั้น
เกิดแสงสว่างส่องประกายเป็รอบที่สองตรงจุดที่ห่างไกลออกไปทางฝั่งซ้าย
ผู้ที่ปรากฏออกมาจากแสงนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่
ราวกับั์ที่น่ากลัว
แล้วก็เกิดแสงสว่างเป็รอบที่สาม...สี่...และห้า
สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายกับมด แต่ยืนสองขา
สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายเหยี่ยว ซึ่งมีกรงเล็บดูน่ากลัว
และกลุ่มหมอกแปลกประหลาด ราวกับเป็พวกเชื้อโรค
“ไอพวกนั้นมันตัวอะไรกันเนี่ย!? ”
เกิดเสียงตื่นตระหนกไปทั่ว แม้แต่ฉันเองก็ยังอดที่จะกรีดร้องขึ้นมาไม่ได้
ฝัน ฉันต้องกำลังฝันอยู่แน่นอน
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
เราจำได้ว่าตัวเองตายเพราะอ่านหนังสือมากไป
ก็นะ เล่นอ่านข้ามวันข้ามคืนไม่ได้นอนติดกันสิบวัน จะตายก็มิแปลกดอก
“ที่นี่คือดินแดนแห่ง [สหภาพ] เช่นนั้นดอก~? ”
พวกเราเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งในจักรวาล ล้วนแต่มีจุดที่เดียวกัน
นั่นคือแดนแห่ง [สหภาพ]
“มีสัตว์ที่ไม่เคยพบเคยเห็นด้วยดอก~”
เราบินขึ้นด้วยปีกคู่ที่โปร่งแสง
ร่างกายที่เล็กจิ๋ว ผิวสีเนื้อที่ข่าวผ่อง ใบหน้าที่เรียวเล็ก ดวงตากลมโตสีฟ้าน่ารัก ผมสีเขียวงดงาม และร่างกายที่ไร้เพศชัดเจน
นี่แหละคือรูปลักษณ์ของพวกเรา เหล่า [ภูติ] แห่งพงไพร
พวกเราไม่เคยมีประวัติบันทึกเกี่ยวกับโลกแห่งสหภาพ เพราะคนตายไม่เคยได้กลับมาเล่าขานให้พวกเราฟัง
ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงช่างดูแปลกตา และน่าสนใจยิ่งนัก
“เผ่าของเราตัวเล็กที่สุดเลยดอก~”
ในระยะสายตาของเรา มีสัตว์ที่ยืนสองขาอยู่สามเผ่า สัตว์ที่มีปีกหนึ่งเผ่า และกลุ่มหมอกดูน่าขยะแขยงอีกหนึ่งเผ่า
พวกนี้คงเป็เพื่อนร่วมจักรวาลของเรา
“อืม~”
เราจ้องมองออกไปอย่างสนอกสนใจ
ในตอนนั้นเอง แสงสว่างก็ได้ฉับพลันเจิดจ้าขึ้นไปทั่วฟ้า
“!? ”
ดวงตาของเราพร่ามัว
ข้อมูลมากมายได้ไหลหลั่งเข้าสู่สมองโดยตรง
สิ่งที่ส่งข้อมูลมานั้นบอกว่าตัวเองคือ [เทพเ้า]
า
ิญญาที่ไม่อาจตายจริงได้ นอกจากคริสตั้นจะถูกทำลายลง
จุดจบของโลก
และหนทางรอด คือการพิชิตคริสตั้นของศัตรู
ข้อมูลที่น่ากลัวได้ถูกส่งตรงจากเทพเ้าเข้าสู่สมองของเรา
พอฉับพลันที่แสงสว่างนั้นมืดบอดลง
คริสตั้นโปร่งแสงขนาดใหญ่ราวสี่เมตรก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ข้างหลังของพวกเรา
รวมไปถึงที่ข้างหลังของสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ยืนอยู่อีกฟากของทุ่งหญ้า
เกิดความเงียบสงบอันน่าอึดอัดเข้าจู่โจมทุ่งหญ้าแห่งนี้
หลังจากที่เงียบสงบมาได้ราวสิบนาที พวกสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายแมลงก็ได้เริ่มเคลื่อนไหวก่อนใคร
“ชิบหาย… แบบนี้ดูท่าจะแย่แล้วสิดอก~”
เรารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย
***ยักษาแห่งปฐี [บานา]
พอลืมตาตื่น ข้าก็ได้เห็นกับท้องฟ้าที่ไม่คุ้นเคย
ไร้ซึ่งดวงดาว ไร้ซึ่งแสงดาวนวล และไร้ซึ่งดาวสุกสว่าง
แต่ผืนแผ่นดินและท้องฟ้าตรงหน้ากลับสว่างเจิดจ้าราวกับเป็่เวลากลางวันอย่างน่าประหลาด
นี่คือโลกหลังความตายเช่นนั้นหรือ?
“...จำได้ว่าตายกลางากลางเมืองพอดี แต่นี่อะไรฟะ จะบอกว่าพอตายแล้วยังต้องให้ข้ามาจับอาวุธทำาอีกหรือไง!? ”
ข้าที่งุนงงเพราะถูกมายังที่แปลกประหลาดแห่งนี้ ได้ถูกข้อมูลบางอย่างยัดเข้าหัวอย่างรุนแรง
จะให้ทำาฆ่ากัน? ข้าขอขำให้ฟันหลุดเถอะวะ
ข้า ชนเผ่าั์ผิวแดงเืหมู ไม่มีวันยอมทำตามคำสั่งของไปบ้าที่มาอวดอ้างว่าเป็เทพเ้าหรอก
เทพสูงสุดของพวกเรา ยักษาแห่งปฐีมีเพียงแค่พระแม่ไกอาเท่านั้น
ข้ามองไปดูรอบตัวเอง
พี่น้องเผ่าั์ของข้าได้มารวมตัวกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้
น่าจะมีประมาณหนึ่งล้านชีวิตได้
แล้วข้าก็มองไปที่ฝั่งตรงข้าม
ที่ตรงนั้นมีคริสตั้นห้าก้อน และสัตว์รูปร่างแปลกปละหลาดที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนอยู่ทั้งหมกห้าฝูง
ข้ารู้สึกสั่นกลัวขึ้นมา พอคิดขึ้นว่าจะต้องให้รบราฆ่าฟันกับสัตว์ประหลาดพวกนั้น
ข้าไม่เอาด้วยหรอก
แต่แล้วข้าก็ต้องเสียใจทีหลังที่ไปคิดอะไรง่าย ๆ เช่นนั้น
“เฮ้ย! พวกสัตว์ประหลาดแม่งบุกมาแล้ววะ! ” ที่ฝูงสัตว์ทางด้านขวาของพวกเรา สัตว์ที่มีดวงตารูปร่างน่ากลัว
พวกมันมีสี่แขนกับสองขา แขนและขาของพวกมันดูบอบบาง แต่กลับดูแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาด
“เฮ้ย ๆ เอาจริงหรือวะ? ”
เอาตามจริงข้านั้นยังตามสถานะการณ์ไม่ทันเลย
ทำา? จุดจบของโลก? มารดามึงเถอะไอพวกเทพโปเก
ทุกคนเองก็คงคิดเช่นนั้น เลยยืนทื่อเป็ตอไม้มองดูพวกสัตว์ประหลาดเคลื่อนพลมา
แบบนี้ไม่ดีแน่ ถึงจะไม่รู้ว่าไอห่ารากพวกเทพพูดจริงหรือไม่ แต่ข้ายังไม่อยากจะมาตายรอบสองหรอกนะ
แล้วไปที่พูดว่าไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีก หากถูกทำลายคริสตั้นบ้า ๆ นี่ ข้าเองก็ไม่ขอเอาด้วยวะ
“เอาไงเอากันวะ ลุยแม่งเลย! ”
ยักษาแห่งปฐีคือนักรบแต่กำเนิด
ต่อให้เกิดมาในสภาพเปล่าเปลื่อยไร้อาวุธ พวกข้าก็ยังมีร่างกายที่เป็ดุจดั่งเหล็กไหลอยู่
อย่าคิดว่าจะเคี้ยวพวกข้าได้หน่อยเลย ไอพวกสัตว์ประหลาด!
***นักรบสมองกล้าม เอรีส
ยังไม่ทันไร าก็เริ่มขึ้นแล้ว
ไม่สิ นี่มันไม่มีอาระธรรมเลยสักนิด มันไม่เรียกว่าาหรอก
มันเป็การต่อสู้ของสัตว์ป่าชัด ๆ
สิ่งมีชีวิตที่รูปร่างคล้ายมดได้โถมเข้าโจมตีพวกสิ่งมีชีวิตที่ตัวสูงใหญ่แลดูคล้ายกับั์
ขบวนแถวของมดที่วิ่งเรียงแถวได้อย่างพร้อมเพรียงนั้น ช่างดูน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
ราวกับกองทัพทหารที่ถูกฝึกมาเป็อย่างดี
ผิดกับฝ่ายั์ ที่ดูท่ายังเรียกสติกันไม่ได้ เลยถูกเข้าโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว
พวกั์ถูกฉีกขาดออกเป็ชิ้น ๆ อย่างโหดร้ายด้วยคมเขี้ยวอันแข็งแกร่งของพวกมด
แต่พวกั์ที่ได้สติกลับมา ก็ใช้ร่างกายอันใหญ่โตเข้าข่มพวกมันไป
การต่อสู้เริ่มรุนแรงขึ้นจนกลิ่นเืลอยโชยมาถึงทางนี้
แต่ทั้งที่ความวุ่นวายเริ่มต้นรุนแรงขนาดนี้แล้ว พวกเรา ชาวมนุษย์ก็ยังยืนนิ่งเป็ท่อนไม้
ไม่มีใครคิดเคลื่อนไหวทำอะไรเลยแม้แต่คนเดียว
ฉันเห็นบางคนถึงขนาดก้มตัวสวนมนต์เรียกหาพระเ้า
บางคนก็กรีดร้องกู่ก้องราวกับคนบ้า
พอเห็นภาพนี้แล้วฉันก็เริ่มรู้สึกเศร้าใจในตัวของมนุษย์ชาติ
ไม่ใช่ว่าพวกเราควรใช้เวลานี้หนีไปตั้งหลักกันหรือยังไง?
หรือไม่ก็รวมกำลังคนแล้วบุกสวนพวกแม่งเลย
ในตอนที่คิดอะไรเช่นนั้นอยู่ บนท้องที่สดใสเหนือหัวพวกเราก็ได้เริ่มก่อตัวเป็กลุ่มก้อนสีดำ
นั่น---อะไรนะ?
“เฮ้ย!? ”
สิ่งที่เห็นนั้นคือสิ่งมีชีวิตรูปร่างเหยี่ยว
แต่เป็เหยี่ยวขนาดั์ที่ตัวใหญ่เกือบ 130 เิเ
ไม่สิ เรียกว่าเป็มนุษย์นกน่าจะเหมาะสมกว่า
พวกมันฝูงหนึ่งได้โฉบลงมาจากฟ้า
กรงเล็บที่ทะมึนน่ากลัวได้ปาดคอของฉันจนขาดกระเด็นอย่างไม่ทันตั้งตัว
แอ๊ะ? เดียวสิ---
แล้วสติของฉันก็ดับมืดลง
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
คราวนี้พวกสิ่งมีชีวิตที่มีปีก ได้เข้าบุกโจมตีสิ่งมีชีวิตที่มีสองแขนยืนสองขา
พวกยืนสองขานั้นมีหลากหลายสีผิว และสีผมที่แตกต่าง
ผิดกับพวกที่บินได้ ซึ่งดูแข็งแกร่งกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
เราเฝ้ามองพิจารณาแล้ว พวกที่ยืนสองขาคงต้องตายห่านหมดแน่
เพราะพวกมันดูอ่อนแอ และโง่เง่า
ดูสิ มีแม้แต่พวกที่ยอมนั่งนิ่งให้ถูกฆ่าด้วย
“เอสเทอ มัวทำบ้าอะไรอยู่ดิก~ รีบมาช่วยขนคริสตั้นหนีไปไกล ๆ ได้แล้วดิก~”
“จ้า~ จะไปแล้วจ้าดอก~”
เราเก็บสมุดโน๊ตที่ร่างภาพการต่อสู้ตรงหน้าลงไปในกระเป๋า
ใช่ [กระเป๋า] ฟังไม่ผิดหรอก
เผ่าของเรานั้นสามารถควบคุมและแปรเปลี่ยนโมเดลกุลในอากาศได้
ดังนั้นการสร้างของง่าย ๆ อย่างเครื่องใช้ประจำวันขึ้นจากดินและอากาศ จึงเป็เื่ที่ง่ายดายยิ่งนัก
พวกเราเป็สิ่งมีชีวิตทรงภูมิระดับสูง เลยฉลาดพอที่จะไม่ตื่นตระหนก
ผิดกับไปพวกบ้าตรงนั้น ที่ยืนนิ่งหลบหนีความจริง กับพวกบ้าที่ทำตามเกมส์บ้าบอของเทพ
พวกเราเผ่าภูติได้เลือกที่จะคัดผู้นำขึ้นมา แล้วขนย้ายคริสตั้นหนีไปไกล ๆ ก่อน
เวลาแบบนี้ควรจะรีบเลือกผู้นำ แล้วหนีออกไปตั้งหนักก่อนไม่ใช่หรือดอก?
ถ้ามัวแต่ยืนนิ่งคิดบ้าบอชื่นชมธรรมชาติไม่ทำอะไร เดียวก็ได้ลงเอยเหมือนพวกยืนสองขาตรงนั้นหรอก
การเตรียมตัวขนย้ายคริสตั้นแห่งชีวิตหนีออกจากสนามรบ พวกเราใช้เวลาร่วมหนึ่งวันเต็มเลย
ก็นะ เผ่าพวกเรามันอ่อนแอนี่น่า เลยต้องใช้ลากเลื่อนในการใช้ขนย้ายนะ
แถมเ้าคริสตั้นทรงกระบอกแปดเหลี่ยมบ้าอันนี้ ยังใหญ่ั์สูงสิบเมตร กว้างสามเมตรจนยากแก่การขนย้ายอีกด้วย
“ว่าแต่การต่อสู้ข้างล่างนั้นเป็ยังไงแล้วเนี่ยดอก~”
เราหันกลับไปดูที่ข้างหลัง
เผ่าที่เหมือนกับละอองฝุ่นหมอกได้หายไปพร้อมกับคริสตั้นแล้ว บางทีพวกมันคงหนีไปแล้ว
ส่วนเผ่าั์…พวกมันกำลังต่อสู้กับกองทัพมดได้อย่างสูสีเลย
ทะเลเืสีเขียวและดำได้นองเต็มท้องทุ่ง
“ส่วนพวกมนุษย์ละ...อ้า แบบนี้คงสิ้นเผ่ารายแรกแน่ดอก~”
พวกที่มีปีกไล่ฆ่าพวกยืนสองขาไม่มีหยุดเลย
แบบนี้---
ในตอนนั้นเองที่คริสตั้นแห่งชีวิตของพวกยืนสองขาได้ส่องแสงเจิดจ้า
พร้อมกันนั้น พวกยืนสองขาที่ควรจะตายไปแล้ว กลับได้ถือกำเนิดใหม่ออกมาจากคริสตั้นโปร่งแสงก้อนนั้น
หนึ่ง...สอง… นับหมื่น? ไม่สิ นับแสน? ไม่สิ เป็จำนวนเท่ากับที่ถูกฆ่าตายไปเลยใช่หรือเปล่า!?
“ไอเทพห่ารากพวกนั้นพูดความจริง ดอก…”
เมื่อเห็นหลักฐานเต็มตาเช่นนี้ เหล่าภูติอย่างพวกเราจึงได้ตัดสินใจโกยตีนหมาเผ่นออกไปจากแนวานี้โดยทันที
ใครมันจะอยู่ให้ถูกฆ่าทั้งเผ่าละอีดอก~
***นักรบสมองกล้าม เอรีส
“เฮ้ย!? ”
มันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้หลับฝันไปหนึ่งวันเต็ม
พอรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าตัวเองได้รับร่างใหม่ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง
“คอ!? ”
ฉันจับไปที่ลำคอของตัวเอง
ฉันจำความตายตอนนั้นได้
ความรู้สึกร้อนผ่าวที่วิ่งเฉี่ยวผ่านคอของตัวเอง
ความหนาวเย็นและความเ็ปในตอนที่ได้ตายลง
และการถือกำเนิดร่างใหม่ด้วยคริสตั้นแห่งชีวิต
ทุกอย่างที่เทพพูดคือความจริง
“ถ้าหากคริสตั้นนี้ถูกทำลาย...พวกเราก็จบแค่นี้”
ความกลัวได้เข้าจู่โจมร่างของฉัน
ในตอนแรกที่ลืมตาตื่น เพราะยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เลยยังทำตัวสงบคิดบ้าบออยู่แบบนั้นได้
แต่พอได้รับรู้ว่านี่คือความจริง ความเ็ปคือความจริง การถือกำเนิดใหม่เป็ความจริง ความกลัวก็เริ่มโลดแล่นเข้าสู่สมองของฉัน
ฉันมองดูไปที่เหล่าเพื่อนร่วมชาติข้างหน้า
อีกเพียงไม่กี่เมตร พวกศัตรูก็จะบุกเข้าถึงคริสตั้นนี้ได้แล้ว
ไม่เอา ฉันไม่อยากจมอยู่ในความมืดมิดของความตายแบบนั้นอีกแล้ว
ไม่อยากตาย…
“…”
ต้องสู้…สู้สิตัวฉัน
ฉันไม่อยากตาย
ไม่เอาด้วยเด็ดขาด
ฉันจับจ้องไปที่มนุษย์นกตรงหน้า
พวกมันมีด้วยกันเป็ฝูงใหญ่
พวกมันไล่โจมตีเพื่อนร่วมชาติอย่างสนุกสนานราวกับว่าเห็นพวกเราเป็หมูในอวย
มนุษย์อ่อนแอ?
ไม่เลย… ไม่เลยสักนิด
อาวุธ? ปืน? พวกเราไม่มีเลยสักอย่าง
แต่พวกเรายังมีร่างกายอยู่ไม่ใช่หรือ?
ยังมีมือมีเท้าอยู่ไม่ใช่หรือ?
ฉันต้องทำให้ทุกคนตาสว่าง
มนุษย์แต่แรกเริ่ม ก่อนที่จะมีประวัติศาสตร์ บรรพบุรุษของพวกเราก็ใช้สิ่งนี้ต่อสู้มาก่อนมิใช่หรือ?
“ต้องสู้…”
ฉันย่อตัวลง
ความหวาดกลัวได้หายไปแล้ว
เหลือแต่ความกระหายอยากเอาชีวิตรอดเท่านั้น
ผู้ชายผิวขาวตรงหน้าฉันคนหนึ่งถูกพวกมนุษย์จิกคว้านออกมาทั้งลูกตา
เขากรีดร้องอย่างน่าสมเพช
สู้สิวะเอ็ง!
“ว้ากกก! ”
ฉันถีบตัวเองพุ่งเข้าไปหามัน
มือขวาของฉันคว้าเข้าที่ใบหน้าของมัน
ใช้นิ้วมือและเล็บของตัวเองคว้านลูกตาของมันออกมา
ใช้มืออีกข้างกดปีกของมันเอาไว้ด้วยแรงทั้งหมด
มนุษย์นกกรีดร้องอย่างใ
แต่ฉันไม่สน ฉันจะสู้เพื่อชีวิตของตัวเอง
ฉันเห็นขาที่เป็กรงเล็บของมันมีขนสีแดงสด
มันเด่นสะดุดตาดี ฉันเลยจับขาของมันขึ้นมา
แล้วทุ่มมันลงไปที่พื้นดินเต็มแรง
ดวงตาของมันได้หลายเป็นัยตาขาว
ใบหน้าที่ดูน่ารักคล้ายเด็กสาวได้บิดเบี้ยว
ขนนกอินทรีย์ได้ร่วงหล่นกระจายไปทั่ว
พร้อมกับการโจมตีจากฝ่ายมนุษย์นกที่หยุดชะงักไปชั่วขณะ
“สู้สิวะพวกเอ็ง! ”
ฉันกรีดก้องพร้อมกับชูคอของมนุษย์นกที่น่าสงสารขึ้นมา
ทุกคนที่เห็นฉากนี้ตรงหน้าเหมือนได้กลับมามีสติอีกครั้ง
ราวกับไปปลุกสัญชาตญาณสัตว์ป่าของมนุษย์ที่ได้ลืมเลื่อนหายไป
มนุษย์ยุคใหม่ทั้งหลายได้เริ่มรู้สึกกระหายเืขึ้นมา
ความคิดที่ไม่อยากตายได้เอาชนะเหนือเหตุและผล รวมไปถึงความขลาดกลัว
มนุษย์ชาติ ได้กลับเข้าสู่สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ป่าเถื่อนในอีกครั้งหนึ่งแล้ว
แล้วทิศทางการต่อสู้ก็เริ่มพลิกกลับ
เหล่ามนุษย์ไม่หวาดกลัวพวกมนุษย์นกอีกแล้ว
ฉันกลายเป็ผู้นำทัพเข้าโจมตีอย่างป่าเถื่อน
มนุษย์ที่ไร้เสื้อผ้าอาภรได้ถูกชุ่มโชกอาบเืสีแดงของศัตรู
ใช้พละกำลังแขน นิ้วมืออันแข็งแกร่ง และฟันที่ทรงพลังซึ่งพระเ้าได้มอบให้ในการฆ่าฟันเหล่าศัตรู
พวกมนุษย์นกต่างตื่นใ
ฝ่ายไล่ล่าได้กลายเป็ผู้ถูกล่า
ประชากรที่เหลือเพียงหนึ่งหมื่นได้กลับมาเป็หนึ่งล้านจากพลังของคริสตั้นแห่งการก่อกำเนิด
ผิดกับศัตรูที่กำลังหลักอยู่ห่างไกลออกไป
คริสตั้นของศัตรูอยู่ที่สุดขอบของอีกฟากทุ่งหญ้า
ด้วยกองกำลังที่แตกต่าง สิ่งมีชีวิตสองขาและสองแขนได้ถาโถมกลืนกินพวกมนุษย์นกอย่างโเี้
พวกมันรับรู้ได้ถึงความพ่ายแพ้
พวกมันที่เหลือเพียงน้อยนิด ได้รีบโบยบินหนีขึ้นฟ้าจากไป
แต่ฉันไม่ปล่อยให้พวกมันหนีไปได้หรอก
ฉันคว้าหินที่อยู่ตรงพื้นแล้วขว้างไล่หลังพวกมันไป
หมายที่จะปลิดชีพให้ได้อีกสักตัวสองตัวก็ยังดี
แต่ช่างน่าเศร้าที่ระยะปาหินไม่อาจเอื้อมถึงพวกมันที่บินบนฟ้าได้
จนกระทั้งพวกมันได้หายลับตาไป
ความสงบได้กลับมาเยื่อนพวกเราอีกครั้ง
ฉันมองไปที่รอบตัว
สิ่งมีชีวิตคล้ายเผ่าภูติที่ตัวเล็กน่ารักได้หายตัวไปจากทุ่งหญ้าแล้ว
พวกั์กับมนุษย์มดยังคงทำากันอยู่
กลุ่มหมอกที่ดูน่าหวาดหวั่นเองก็หายไปแล้วเช่นกัน
ฉันยืนมองดูเพื่อนร่วมชาติด้วยสีหน้างงงวย
บนทุ่งหญ้าสีเขียว ได้ถูกย้อมไปด้วยทะเลเื
กลิ่นคาวที่ลอยโชย และไออุ่นจากการสังหารยังคงติดมือตัวเอง
นี่ไม่ใช่ความฝัน
ไม่ใช่นรก
แต่เป็ลานละเล่นของเทพพระเ้าที่ส่งพวกฉันมาที่นี่
ดวงิญญาทั้งหมดหนึ่งล้านดวงจะไม่มีวันตาย แต่จะถูกทำให้เกิดหใม่เรื่อยไปเพื่อทำาวนเวียนอยู่ในโลกใบนี้
“...ให้ตายสิ แบบนี้แย่ยิ่งกว่าตกนรกเสียอีก”
าของพวกเราพึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น