
ตอนที่13 พ่อกูใครอย่าแตะ
“อะ… ไอ้… กา”
ไอ้ลูกเทพทำตาเหลือกตาลาน ถอยกรูดไปจนหลังชนกำแพง มันดูตัวโตขึ้นเยอะไม่ผอมกระหร่องเหมือนก่อนหน้านี้ หลังจากผมไม่ได้พบกับมันมาหลายปี ลุงวันชัยและคุณหญิงป้าแก้วหน้าม้าส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ที่ผมรู้มามันเรียนไม่จบอะไรสักอย่างมิหนำซ้ำยังผลาญเงินพ่อแม่ไปอีกหลายสิบล้าน พอกลับมาพ่อแม่มันก็กุข่าวสร้างเื่ว่าลูกชายเรียนจบโน้นนี่ได้ปริญญาจากเมืองนอกเมืองนามาหลายใบ เพื่อกลบเกลื่อนความอับอายกลัวขายขี้หน้าประชาชี
“มึงหลงทางหรือว่าตั้งใจเข้ามากวนตีนกู”
ผมเดินเข้าไปหาไอ้เทพบดินทร์ ยกแขนขึ้นเท้าผนังกักตัวมันเอาไว้
“อะ… อาม่าให้กูมาตามมึง”
มันพูดตะกุกตะกักกลอกตาไปมา แล้วย่อตัวลงรีบถอยห่างออกไปจากผมทันที
“ความจริงกูก็ไม่อยากเข้ามาในที่เหม็นๆ เต็มไปด้วยพวกชั้นต่ำแบบมึงหรอกนะ ถ้าอาม่าไม่ขอร้องจ้างกูก็ไม่มา เหม็นชิบหายอยู่กันไปได้ไงวะ บรึ๊ยย”
ไอ้เทพบดินทร์ทำท่าขนพองสยองเกล้าสะบัดขนเหมือนหมาน้อยถูกน้ำสาด
“มึงเข้ามาทางไหนรีบไปทางนั้นเลยไปไอ้ลูกแหง่ ก่อนจะถูกพวกชนชั้นต่ำอย่างกูจับโยนออกไป ห้องที่มึงบอกว่าเหม็นกับพวกคนอย่างกูนี่แหละที่ทำอาหารอร่อยๆ ส่งออกไปให้พวกชนชั้นสูอย่างพวกมึงแดรก”
ประตูห้องครัวเปิดออก พวกผู้ช่วยเชฟและลูกมือในห้องครัวเดินออกมากันเป็แถวนำโดยไอ้โอเล่ ผมเดาว่ามันคงไปเล่าเื่อะไรเกี่ยวกับไอ้ปากมอมนี่ให้คนอื่นในครัวฟังแน่
“ไอ้พวกเรียนมาน้อยอย่างพวกมึงจะทำอะไรเป็ถึงได้มาทำงานเหม็นๆ ในครัวแบบนี้ไง ไอ้พวกกระจอก ออกมากันทำไมจะมารุมกูงั้นเหรอ กูลูกเ้าสัววันชัยมหาเศรษฐีของเมืองไทยนะมึง กล้าเหรอ ห๊ะ ไอ้พวกสวะ”
คำพูดคำจารวมไปถึงท่าทางของไอ้เทพบดินทร์ชวนเรียกสหบาทาเสียเหลือเกิน นิสัยคนไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนมันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ
“เชฟเกรียนครับจะปล่อยให้เขาดูถูกพวกเราแบบเหรอครับ/ใช่ครับเชฟ/ปากเหรอนั่นพวกเราก็คนมีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะ/รวยแล้วจะด่าว่าใครก็ได้เหรอวะ”
บรรดาลูกน้องของผมชักเริ่มหัวร้อนไปตามๆ กัน
“ใจเย็นๆ ก่อนดูตัวมันสิ กระทืบไปก็ตายเปล่า”
ผมพยายามห้าม แต่ดูเหมือนไอ้เทพบดินทร์จะยิ่งได้ใจใหญ่ มันยกมือขึ้นตั้งการ์ดสะบัดหัวไปมาพร้อมกับกวักมือเรียกพวกผมหย็อยๆ จนนึกว่าบรูซลีะโออกมาจากในหนัง
“เห็นแบบนี้กูเรียนเทควันโดสายดำนะโว้ย พวกมึงอยากเจ็บตัวก็ลองดู วู้ๆๆ”
แหน่ะ! มีชกลมโชว์ซะด้วย
“มันบ้า อย่าไปถือสามันเลย เห็นไหมทำท่ายังกับลิงขาดกล้วย ไปๆ แยกย้ายกันทำงาน”
ผมหันหลังให้ไอ้บรูซลีนอกจอ กางแขนออกต้อนพวกลูกน้องเข้าไปในห้องทำอาหาร เพราะยังเหลือหลายเมนูที่พวกเรายังทำไม่เสร็จ ก่อนจะต้องยกไปเสิร์ฟเลี้ยงลูกค้าหลายร้อยชีวิต แอบสงสัยเหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ ไอ้ลูกแหง่มันถึงได้ทำเป็ใจกล้าขึ้นมา ทั้งที่ตอนเห็นหน้าผมทีแรกยังตัวสั่นอยู่เลย
“กลัวหรอไอ้พวกกระจอก ไอ้สวะ ไอ้กาฝาก ไอ้กาฝาก กูไปเรียนเทควันโดมาเพื่อจัดการมึงโดยเฉพาะเลยนะ อยากหน้าแหกก็เข้ามาสิวะ”
ผมหลับตาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ นับหนึ่งถึงสิบในใจ นี่ถ้าเป็เมื่อสมัยวัยรุ่นนะผมพุ่งเข้าใส่ไอ้ปากหมานี่ไปเรียบร้อยแล้ว
“โถ่ไอ้ปอดแหก ขี้ขลาดเหมือนพ่อมึงสินะ ทำให้อาม่าอับอายขายหน้าจนต้องหนีออกจากบ้าน”
“…”
ผมหันขวับไปหาไอ้เทพบดินทร์
“เมื่อกี้… มึงว่าไงนะ”
ผมหน้าร้อนผ่าวไปหมด รู้เลยว่าโกรธจนลมออกหูมันเป็ยังไง ผมพุ่งตัวเข้าใส่ไอ้ลูกแหง่แล้วตะลุมบอนกันขึ้นทันที ท่ามกลางเสียงร้องเชียร์ของบรรดาลูกน้องในห้องครัวดังเฮโลจนเสียงดังออกไปด้านนอก กระทั่งผู้จัดการโรงแรมทราบเื่แล้วมาห้ามทัพด้วยตนเอง ถึงตอนนั้นไอ้เทพบดินทร์ก็โดนผมสาวหมัดใสจนหน้าแหกปากฉีกร้องลั่นวิ่งฝ่าเข้าไปในห้องจัดงานเลี้ยงฟ้องพ่อแม่มัน จนเกิดโกลาหลอลหม่านแเื่ในงานพากันแตกตื่นไปหมด สรุปว่างานล่มไม่เป็ท่า
พอวันรุ่งขึ้นผมโดนไล่ออก…