เมื่อไม่มีหลักฐานเอาผิดตระกูลชุน สิ่งที่ทุกคนคิดก็เป็เพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น
“หากมีผู้อยู่เื้ัจริง...เช่นนั้นเื้ัของตระกูลชุนคือใครกัน??” ลี่หยางถามออกมา การที่จะหาเื่ตระกูลอู กับ ตระกูลลี่พร้อมกัน ตระกูลชุนต้องมีผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่แน่นอน เพราะว่าเื้ัที่ค่อยสนับสนุนตระกูลอูก็เป็ขุมกำลังอันยิ่งใหญ่
“หากให้คาดเดา คงเป็ตระกูลระดับสูงสักตระกูล แต่ว่าหากเป็ตระกูลระดับสูงทั่วไป คงไม่กล้าทำอะไรแบบนี้ เพราะทั่วทั้งเขตเหนือของทวีปปราณฟ้าแห่งนี้ ต่างรับรู้ว่าตระกูลอูเราเป็ตระกูลใต้อาณัติของตระกูลโอวหยาง หนึ่งในสี่มหาตระกูลระดับสูง หากกล้าลงมือกับเราโดยไม่กลัวตระกูลโอวหยาง ก็คงไม่พ้นหนึ่งในสี่มหาตระกูลระดับสูงที่เหลืออีกสามตระกูล ตระกูลมู่หรง ตระกูลถัง ตระกูลเซวียนเยวี๋ยน” อูไต้หรงกล่าวความคิดของตัวเอง
ทันทีที่ชื่อของตระกูลระดับมหาตระกูลระดับสูงหลุดออกมาจากปากของอูไต้หรง สีหน้าของแต่ละคนก็เคร่งเครียดขึ้นทันที
โดยปกติตระกูลระดับสูงคือการมีประมุขที่เป็ถึงชนชั้นจักรพรรดิลมปราณระดับเก้า แต่มหาตระกูลระดับสูงก็คือ ตระกูลที่มีประมุขและผู้าุโอย่างน้อยหนึ่งคนที่เป็ถึงชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ลมปราณระดับสิบ และความแข็งแกร่งของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ก็สามารถทำลายเมืองระดับกลางได้ทั้งเมืองภายในการโจมตีเดียวเท่านั้น
“ถ้าเป็เช่นนี้ตระกูลอูกับตระกูลลี่ก็ลำบากแล้ว มีมหาตระกูลระดับสูงจ้องเล่นงานแบบนี้” ลี่จิงเทียนกล่าวเสริม
“ไม่จำเป็ต้องกังวลไป หากพวกมันทำเื่พวกนี้โดยผ่านมือตระกูลชุนแสดงว่ามันก็ยังไม่สามารถลงมือได้เต็มที่ เพราะกลัวตระกูลโอวหยางเคลื่อนไหว” อูไต้หรงกล่าวเพื่อคลายความกังวลให้กับลี่หยาง
“แต่ถึงเหตุการณ์นี้เราจะผ่านมาได้ โดยไม่มีการสูญเสีย แต่ว่าเราอยู่ที่แจ้งแบบนี้ มีแต่ต้องคอยระวังตัวเองไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมายอย่างนั้นหรือ” อูเทียนเหวินกล่าว
“ถ้าเช่นนั้น..ทำไมเราถึงไม่ทำให้มันโผล่หางออกมาเองละขอรับ” อูหลินเฟิงได้กล่าวแทรกขึ้น
“เ้ามีแผนแล้วงั้นหรือ” อูไต้หรงถาม
“ในความคิดของข้า...หากว่าข่าวเื่ที่พวกเราสามารถหยุดการคลุ้มคลั่งของสัตว์อสูรได้โดยที่ทั้งสองตระกูลไม่ได้รับความเสียหาย คนที่้าเล่นงานเราจะต้องเก็บหาง เพื่อคิดแผนการใหม่ที่รอบคอบมากขึ้น รวมทั้งพวกมันก็จะรู้ตัวว่าในตระกูลอูหรือตระกูลลี่ มีผู้ช่วยที่สามารถใช้พลังิญญาได้ ข้าเลยคิดว่าเราควรที่จะต้องแสร้งาเ็เพื่อให้พวกมันตายใจ เมื่อพวกมันคิดว่าแผนการของตัวเองสำเร็จแล้ว หางของพวกมันจะยิ่งโผล่ออกมาอีก” อูหลินเฟิงอธิบาย
“แต่ในตอนนี้เื่ที่เราสามารถไล่วิหคมรณะไปได้โดยไม่าเ็นั้น ทั่วเมืองล่องเมฆาต่างรับรู้หมดแล้ว พวกตระกูลชุนก็คงรับรู้แล้วเช่นกัน แบบนั้นเราควรจะทำอย่างไรพวกมันถึงจะเชื่อว่าเราาเ็” ลี่หยางกล่าวถาม
“เราก็แค่ประกาศของไปว่า ตระกูลอูและตระกูลลี่ กังวลว่าวิหคมรณะจะคลุ้มคลั่งอีกรอบ จึงจำเป็ต้องออกไปล่าสังหารวิหคมรณะให้ได้” อูหลินเฟิงตอบ
“คุณชายใหญ่ท่านคิดง่ายเกินไปแล้ว หาก้าสังหารวิหคมรณะลงจริงๆ เกรงว่าท่านผู้นำของทั้งสองตระกูลต้องาเ็จริงๆ แน่ หากยิ่งาเ็ด้วยปราณมรณะแล้วละก็ ยากที่จะหาทางรักษาได้” ลี่หยางตอบกลับ ถึงแม้วิหคมรณะจะเป็เพียงสัตว์อสูรระดับหกขั้นสูง แต่ความน่ากลัวของมันกลับมากกว่าสัตว์อสูรระดับเจ็ดบางตัวมากมายนัก
“ถ้าเป็สถานการณ์ที่พวกเราไม่มีตัวช่วยละก็ คงเป็เช่นนั้น แต่ว่าตอนนี้พวกเรามีมีดเล่มนี้อยู่ ในตอนที่พลังิญญาของมีดเล่มนี้ยังคงทำงานอยู่ พลังิญญาของมีดเล่มนี้มีผลต่อวิหคมรณะอย่างสูง ถ้าหากว่าข้าสามารถที่จะเปลี่ยนพลังของมีดเล่มนี้ให้มีผลเฉพาะวิหคมรณะได้ ผลของมันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ไม่แน่ว่าบางทีข้าอาจจะสามารถสะกดให้วิหคมรณะหลับใหลได้ ก่อนที่มันจะรู้ตัวว่าเราเข้าไปใกล้ด้วยซ้ำ” อูหลินเฟิงอธิบาย
“หากว่าสามารถทำให้วิหคมรณะสงบลงจนไม่อาจต่อต้านได้ เราอาจไม่จำเป็ต้องฆ่ามัน ข้าจะทำพันธสัญญากับมัน เพื่อให้มันเป็สัตว์อสูรของข้า เมื่อเราจับมันได้ คงต้องขอให้ท่านพ่อและท่านลุงลี่แสดงละครสักหน่อย” อูหลินเฟิงอธิบายแผนของตนเอง
“แผนนี้... อาจจะสำเร็จก็ได้” อูเทียนเหวินเห็นด้วย ถ้าจะทำแผนนี้ให้สำเร็จก็ต้องเป็ตอนนี้ที่พลังิญญายังคงเหลืออยู่ในมีด
“เช่นนั้นรีบออกเดินทาง ยิ่งปล่อยเวลาผ่านไปนานพลังิญญาของมีดสั้นยิ่งอ่อนลง อูซวนเ้ารับหน้าที่การปล่อยข่าวเื่ที่พวกข้าจะออกไปล่าวิหคมรณะ” อูไต้หรงบอก
“ขอรับ ท่านประมุข”
“พวกเราไป” อูไต้หรงบอกกับจอมยุทธ์อีกสามคน
การออกมารอบนี้มีผู้ที่ออกมามีเพียงห้าคนคือ อูหลินเฟิง อูไต้หรง อูเทียนเหวิน ลี่จิงเทียน ลี่หยาง
“อีกไม่ไกลจะเข้าเขตใจกลางป่าแล้ว เฟิงเอ๋อร์เ้าพร้อมหรือยัง” อูไต้หรงถาม
“ในระหว่างที่มา ข้าได้ปรับเปลี่ยนพลังของมีดแล้วขอรับ หากไม่อะไรผิดพลาดตอนนี้วิหคมรณะคงจะหลับอยู่ภายในรังของมันแน่” อูหลินเฟิงตอบ
“ที่กลางป่าเมฆฝนนั้นจะมีเขาสูงอยู่ลูกหนึ่ง... รังของมันอยู่ที่นั่น” อูเทียนเหวินกล่าว เขาเองก็มาที่ป่าเมฆฝนหลายครั้งจึงรู้จักที่แห่งนี้อย่างดี
เมื่อได้มาถึงทีู่เาแห่งนี้ เป็ูเาที่มีความสูงชันอย่างมาก หากไม่ได้มากับจอมยุทธ์ระดับเจ็ดคงไม่สามารถขึ้นไปได้ง่าย ๆ เพราะว่าั้แ่ขั้นจอมยุทธ์ระดับเจ็ดขึ้นไป เป็ขั้นที่สามารถเหาะเหินบนอากาศได้อย่างใจนึก
คนทั้งห้าได้มาถึงรังของวิหคมรณะ สถานที่ที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดภายในป่าเมฆฝน
“มีดเล่มนั้นได้ผล มันหลับอยู่จริงๆ ด้วย” อูเทียนเหวินกล่าวขณะที่เขาเข้ามาภายในรัง เห็นว่าวิหคมรณะกำลังหลับอยู่แบบอูหลินเฟิงได้บอกไว้
“เฟิงเอ๋อร์… เ้าแน่ใจนะว่าจะสามารถทำพันธสัญญากับมันได้” อูไต้หรงถามเพื่อความแน่ใจ
“หากเป็สถานการณ์อื่น ข้าคงไม่อาจทำได้ เพราะวิหคมรณะย่อมต้องต่อต้านสุดชีวิต แต่ว่าภายใต้การสะกดของมีดเล่มนี้ จิติญญาของวิหคมรณะไม่อาจต่อต้านพลังิญญาของข้าได้แน่ ข้ามั่นใจว่าข้าสามารถทำได้ท่านพ่อ” อูหลินเฟิงถาม
“เช่นนั้นข้าจะคอยคุ้มกันเ้า” อูไต้หรงกล่าว พลางจ้องไปยังวิหคมรณะอย่างไม่วางตา หากเกิดอะไรแปลกไป เขาพร้อมที่จะคว้าตัวของอูหลินเฟิงออกไปทันที
“ขอบคุณขอรับ” อูหลินเฟิงค่อยๆ เดินเข้าไปหาวิหคมรณะที่หลับอยู่ จากนั้นค่อยๆ นำมือจับไปที่หัวของวิหคมรณะอย่างเบามือ
วิชายันต์ิญญา ยันต์ควบคุม
ยันต์ของอูหลินเฟิงค่อยๆ ไหลเข้าสู่ร่างของวิหคมรณะ จิติญญาที่หลับใหลของวิหคมรณะไม่อาจต่อต้านการทำพันธสัญญาครั้งนี้ได้เลย ถูกอูหลินเฟิงควบคุมโดยสมบูรณ์
“สำเร็จ” หลังจากที่อูหลินเฟิงสามารถควบคุมวิหคมรณะได้ ก็ได้ปรับเปลี่ยนพลังของมีดอีกครั้ง คราวนี้เขาปรับให้เป็คลื่นพลังที่ไม่ส่งผลต่ออารมณ์ของสัตว์อสูรแทน เป็เพียงพลังที่ปล่อยออกมาเฉยๆ แต่ไม่ส่งผลกับสิ่งใดเลย
วิชายันต์ิญญา ยันต์เยียวยา
จากนั้นเขาก็สร้างยันต์อีกหนึ่งใบเพื่อรักษาอาการาเ็ของวิหคมรณะ แม้จะช้าแต่ก็ได้ผล แผลค่อยๆ หายอย่างช้าๆ
“เอาละ ตื่นได้แล้ว สหายข้า” เมื่ออูหลินเฟิงได้พูดจบ วิหคมรณะก็ลืมตาตื่นขึ้นมา เมื่อเห็นคนทั้งหมดซึ่งแม้ไม่ได้โจมตี ทว่ามันกลับส่งเสียงขู่จากลำคอแทน
“คุณชายใหญ่อู… ท่านควบคุมมันได้แล้วแน่นะ??? มันเหมือนจะโจมตีพวกเราเลย” อูเทียนเหวินถามเพื่อความแน่ใจ พร้อมทั้งผนึกลมปราณป้องกันทั่วร่าง
“ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอก ผู้าุโใหญ่ วิชาของข้าไม่ได้สะกดจิตใจของสัตว์อสูรเหมือนนักฝึกสัตว์ที่ใช้พลังจิต แต่ว่าวิชาของข้าจะทำให้มันภักดีต่อข้าจากจิติญญา มันเลยยังมีสตินึกคิดของตัวเองอยู่ เพราะอย่างนั้นมันยังจำได้ว่าเพิ่งจะสู้กับพวกท่านไป... เลยมีท่าทีที่พร้อมป้องกันตัวเองเท่านั้น... แต่ไม่เป็ไร หากไม่มีคำสั่งจากข้ามันจะไม่โจมตีใคร ใช่หรือไม่ เสี่ยวหยุน” อูหลินเฟิงตอบ จากนั้นหันไปถามวิหคมรณะที่ได้ตั้งชื่อว่าเสี่ยวหยุน
“กิ๊ซ กิ๊ซ” เสี่ยวหยุนตอบรับ พร้อมๆ กับนำหัวมาถูที่อูหลินเฟิง หัวที่ใหญ่โตของมันทำให้อูหลินเฟิงถึงกับเซไม่น้อย
“ขั้นต่อไป คงต้องขอให้พวกท่านต่อสู้กับเสี่ยวหยุนอีกครั้ง ในการต่อสู้นี้ข้าอยากให้เกิดการทำลายพื้นที่โดยรอบให้มากที่สุด ทำทีว่ามีการต่อสู้ที่รุนแรงมากเกิดขึ้น… จากนั้นข้าก็จะเก็บเสี่ยวหยุนเข้าแหวนมิติของข้า ส่วนท่านพ่อกับท่านลุงก็ต้องแสร้งาเ็สักหน่อยแล้ว” อูหลินเฟิงได้อธิบายแผนขั้นต่อไป
หลังจากที่ได้ฟัง เหล่าจอมยุทธ์ทั้งสี่จึงออกไปนอกรังของเสี่ยวหยุน จากนั้นเสี่ยวหยุนที่ได้รับคำสั่งของอูหลินเฟิงก็ตามออกไป เมื่อทุกอย่างพร้อมทั้งห้าก็ได้ลงมือต่อสู้กัน ในรอบนี้อูไต้หรงเลือกที่จะใช้พลังปราณมากกว่าการต่อสู้ครั้งที่แล้ว ทำทีเป็โจมตีเสี่ยวหยุน แต่ว่าจะเน้นการสร้างความเสียหายกับพื้นที่มากกว่า ระยะเวลาในการต่อสู้แบบหลอก ๆ ครั้งนี้กินเวลามากถึงสามชั่วโมง เมื่อทุกคนเห็นว่าเป็เวลาที่นานมากพอแล้ว อูหลินเฟิงได้ออกคำสั่งให้เสี่ยวหยุนะเิพลังออกมาเป็วงกว้าง และให้มีพลังทำลายมากที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
เมื่อพลังของเสี่ยวหยุนะเิออกมา อูไต้หรงกับลี่จิงเทียนก็ทำทีให้เหมือนกับโดนโจมตีเข้าไปอย่างจัง ส่วนเสี่ยวหยุนอาศัยการะเิ แอบเข้าไปในแหวนมิติของอูหลินเฟิง
จากนั้นชาวเมืองล่องเมฆาก็ได้ข่าวสารที่ผู้นำสองตระกูลสามารถล่าวิหคมรณะได้สำเร็จ แต่ต้องแลกมาด้วยการาเ็ของทั้งสองในสี่จอมยุทธ์ที่ไป คือประมุขตระกูลอู และประมุขตระกูลลี่