บทที่ 7
เมื่อพวกผู้ชายกระจายตัวออก บริเวณนั้นก็ดูจะเหลือแต่เพียงเดนกับเธอเท่านั้น เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้ เพทก็นั่งตัวตรงอยู่ในที่เดิมนั่นเอง ความสูงของเวทีช่วยอำนวยประโยชน์ให้เธอได้อย่างมาก และเธอก็อยากจะก้มลงมองหน้าเขาในยามนี้ด้วย ไม่ว่าเขาจะพูดกับเธอว่าอย่างไรก็ตามเพทตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า จะไม่ยอมให้ตัวเองเสียอารมณ์เป็นอันขาดเดนเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า มองผ่านแผงขนตาขึ้นมายังใบหน้าของหญิงสาวคนที่นั่งอยู่บนเวที สีหน้าที่กร้าวกระด้างของเขาบอกความไม่ยอมแพ้เช่นกัน เพทรู้สึกถึงความสะทกสะท้านและอันตรายที่กำลังกรายกล้ำเข้ามา และรู้สึกว่าตัวเองจะต้องรักษาความเงียบไว้โดยไม่ตอบโต้เห็นจะไม่ได้แน่“ฉันไม่ได้ประชุมอะไรทั้งนั้น” เธอพูดเสียงแข็งและทันใดนั้นเอง อ้อมแขนที่แข็งราวปลอกเหล็กก็รวบลงตรงเอว สัญชาตญาณทำให้เธอผวาเข้าเกาะแขนไว้คล้ายจะผลักไส แต่เขาก็ยกร่างเธอลอยขึ้นจากเวทีและวางลงยืนตรงเบื้องหน้าเสียก่อนฝ่ามือทั้งสองยังวางทาบอยู่กับช่วงสะเอว คล้ายกับเขาจะรู้ว่าทันทีที่เขาชักมือออก เธอจะต้องกระถดถอยหนีออกห่างจนไกลเกินคว้า เพทจึงเท่ากับถูกบังคับให้ยืนอยู่แต่ตรงนั้น เรือนร่างของเขาและเธอสูงไล่เลี่ยกันอยู่ และความชิดใกล้ก็ทำให้ใจคอปั่นป่วนยิ่งนัก“อย่าปฏิเสธเลยว่า คุณน่ะมันเป็นจุดรวมความสนใจของทุกคนอยู่” เดนเอ่ยขึ้น กรามขบกันจนนูนเป็นสัน“บางทีคงจะเป็นตอนที่คุณเดินเข้ามาละมั้ง แต่เห็นจะไม่ใช่ก่อนหน้านั้นแน่” เธอปรายตามองอกเสื้อของเขาอย่างไม่ตั้งใจ แต่ก็เห็นเพียงพลังที่กระจายออกมาจากกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ใต้นั้นเธอจับตาดูแผงอกที่สะท้อนขึ้นลงด้วยแรงหายใจ จากคอเสื้อเชิ้ตที่แหวกลงเป็นรูปตัววี ด้วยมิได้ขัดรังดุมให้เรียบร้อย เธอมองเห็นไรขนสีทองที่ปกคลุมกล้ามเนื้อส่วนนั้นอยู่ พลังแห่งความเป็นชายชาตรีที่ฉายชัดออกมานั้น ทำให้เธอรู้สึกรบกวนจิตใจอย่างที่สุด“คุณก็เห็นว่าคนพวกนั้นเข้ามารุมล้อมคุณเหมือนกับฝูงผึ้ง” น้ำเสียงนั้นทุ้มกังวาน แต่ก็มิได้ลดละการประชดประชันลงเลย“ไม่จริงหรอกค่ะ” เพทปฏิเสธ “การที่เขามายืนตรงเวทีก็เพื่อจะหาที่พิงเท่านั้น”“ทั้งๆ ที่มีเก้าอี้ตั้งเรียงรายไว้ให้ตรงโน้นตั้งหลายตัวแล้วทำไมเขาจะต้องมารวมกันอยู่ตรงนี้ด้วยล่ะ” เดนถามเยาะๆ “คุณไม่เห็นหรือไงว่าเก้าอี้นั่นน่ะมันตั้งอยู่หลายแถว”“นี่ถามจริงๆ เถอะ เมื่อไหร่คุณจะเลิกทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เสียทีนะ” เพทโมโหขึ้นมาจริงๆ “ทำไมคุณต้องมาจับผิดในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่คนทำเขาไม่ได้ตั้งใจด้วย”“นี่...คุณจะยอมรับฟังผมบ้างได้ไหม” เขาจิกนิ้วลงในนวลเนื้อตรงช่วงเอวของเธอ ถ้าการกระทำเช่นนั้นเป็นความตั้งใจที่จะทำให้เพทหันมามองเขาแล้ว ก็นับว่าเดนทำได้สำเร็จ “ผมรู้นะว่าพวกผู้ชายเขาคิดยังไงเวลาที่หันไปมองคุณน่ะ”“เช่นอะไรบ้างล่ะ” เพทถามอย่างท้าทาย แม้จะหวั่นไหวในทัศนคติของเขาอยู่เดนเลิกคิ้วขึ้นอย่างเยาะหยัน“ก็เช่น เขาอยากจะรู้กันนักว่าผิวพรรณทั้งเนื้อทั้งตัวของคุณน่ะมันจะขาวผ่องนวลเนียนเหมือนหินอ่อนทั้งตัว อย่างเช่นที่เห็นอยู่ตรงช่วงลำคอ เวลาที่ถอดเสื้อผ้าออกจากร่างของคุณหมดแล้วหรือเปล่าน่ะสิ” สายตาของเขาในยามนี้ราวจะเปลื้องเสื้อผ้าของเธอออกทีละชิ้น สร้างความรุ่มร้อนให้เกิดขึ้นทั้งสรรพางค์กาย ก่อนที่จะหวนกลับมามองใบหน้าที่ซีดเผือดกับดวงตาคู่สีเขียวขาบนั้น “หรือไม่ก็อยากจะรู้ว่าเวลาที่คุณสยายผมลงมาคลุมทรวงอกที่เปล่าเปลือยน่ะมันจะสวยสักแค่ไหนน่ะสิ อยากให้ผมพูดต่อไหมล่ะ เพราะผมพูดได้นะ ง่ายมากด้วย”“อย่ามาทำบ้านะ” เพทสะอึกไป จำต้องกล้ำกลืนความอับอายลงไว้เพื่อผ่อนคลายความปั่นป่วนในหัวใจลง เขาพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายกับว่าทั้งหมดนี่คือความรู้สึกของเขาที่เกิดขึ้นในทุกยามที่ได้มองเธอ และในช่วงเวลานั้นที่เพทปล่อยใจให้เตลิดไปว่า เขากำลังถูกดึงดูดด้วยเสน่ห์ที่มีอยู่ในตัวเธอ “ผู้ชายบางคนอาจจะคิดอย่างนั้นก็ได้ฉันไม่เถียง แต่เห็นจะไม่ใช่แอนดี้ ชาร์ลี หรือคนอื่นๆ หรอก พวกนั้นเขารู้จักฉันดี”“เขาอาจจะทำงานร่วมกับคุณก็จริง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะไม่เคยคิดอยากได้คุณมาเป็นแฟนหรอกนะ พวกผู้ชายเขามักจะคิดอย่างนี้กันทั้งนั้น” เดนบอก “ผู้หญิงเองก็คิด เพียงแต่ไม่กล้าพอที่จะยอมรับตัวเองเท่านั้น”“ก็คงมีผู้หญิงไม่กี่คนอีกนั่นแหละที่คิดอย่างนั้น” เธอตอบด้วยน้ำเสียงแหบห้าว“งั้นรึ คุณก็ไม่เคยคิดอยากรู้เรื่องทำนองว่า...สมมุติ...เอ้อ...ว่าผมจะร่วมรักกับคุณมันจะเป็นยังไงบ้างเลยหรือ” เดนถามยั่วๆ“ไม่เลย” เพทตอบออกไปในทันทีพร้อมผลักไสเขาออก “เอาละ ปล่อยฉันได้แล้ว ฉันมีงานจะต้องทำนะ จะมัวมายืนคุยอยู่กับคุณอย่างนี้ไม่ได้”“หรือไม่ก็พวกนั้นจะคิดกันว่าการที่ผมเข้าไปในห้องของคุณเมื่อคืนนี้ด้วยเหตุผลอื่น นอกเหนือกว่าที่คุณบอกพวกเขาไปแล้วใช่ไหมล่ะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกความพอใจอยู่“เขาไม่คิดกันหรอก” แต่เธอก็อดหันไปมองทางเวทีกลางซึ่งขณะนี้ชาร์ลีกับช่างกล้องคนอื่นๆ กำลังช่วยกันติดตั้งกล้องอยู่ไม่ได้ และมันก็เป็นขณะเดียวกับที่แอนดี้หันกลับมามอง และได้เห็นภาพของเธอกับเดนเข้าพอดี“พวกเขาต้องคิดแน่ๆ เลย” เดนยืนยันในความคิดของตน“เอาละ ใครจะคิดยังไงก็ช่าง ฉันไม่คิดก็แล้วกัน” เพทสะบัดกายออกจากการเกาะกุมของเขา รู้สึกโกรธเรื่องที่เขาพยายามจะทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพน่าอึดอัดใจอีกครั้ง “ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปคุณอย่าได้มายุ่งกับฉันอีกเป็นอันขาด” พูดจบเธอก็รีบผละออกจากเขา ด้วยเกรงว่าถ้าขืนอยู่ช้ากว่านี้ เธออาจจะลุแก่โทสะตบหน้าเขาเข้าให้ก็ได้ความโกรธนั้นดูจะเพิ่มพลังให้เธอเป็นสองเท่า เพทกระโดดขึ้นไปบนเวที และรีบลงมือช่วยคนอื่นๆ ทำงานด้วยความตั้งใจ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงสายตาของทุกคนที่มองมา รวมทั้งความเงียบที่เกิดขึ้นอย่างผิดปกตินั้นด้วย ในที่สุด แอนดี้ซึ่งอดรนทนไม่ได้ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยั่วเย้าว่า“คุณทะเลาะกับเขาอีกแล้วหรือนี่”เธอหันขวับไปเล่นงานเขาทันที“นี่ ถ้าคุณคิดว่าฉันสนใจกับนายจ้างที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ใส่ฉันอยู่ตลอดเวลา แม้แต่สักนาทีเดียว คุณก็คงไม่ใช่เพื่อนฉัน ถ้าเขาเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เดน คิงสตัน คนที่เป็นนายจ้างของฉันแล้ว ฉันจะบอกให้เขาไปลงนรกเลย เขาหาว่าฉันเป็นพระราชินี เรียกประชุมข้าราชบริพาร แล้วก็อะไรต่อมิอะไร เพราะคุณเอื้อเฟื้อจะไปเอากาแฟให้ฉันเท่านั้น”“เอ๊ะ...เอ๊ะ...นี่กลายเป็นความผิดของผมไปแล้วหรือนี่” แอนดี้ร้องเอะอะขึ้น “ก็เห็นจะมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นละที่จะคิดเล็กคิดน้อยในเรื่องอย่างนี้”“ใช่...ความผิดของคุณ แล้วก็...ของเขาด้วย” เธอกวาดมือไปทางเดน คิงสตัน ที่กำลังยืนอยู่กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายแสง “คนมันบ้า คิดอะไรเกินกว่าเหตุ”“นี่...คุณอยากจะให้เราช่วยกันหาให้คุณไหมล่ะ” เสียงลอนเอ่ยถามขึ้น“หาอะไร” เพทตวาดเสียงเกรี้ยว“อ้าว...ก็อารมณ์ขันของคุณน่ะสิ หมู่นี้คุณทำหายบ่อยจังเลย ผมก็เลยคิดว่าบางทีคุณอาจจะอยากให้พวกเราช่วยกันหาให้” เขาตอบหน้าตาเฉย แล้วทุกคนที่อยู่ในที่นั้นก็อดยิ้มตามคำพูดของเขาไม่ได้“ไม่ต้องหรอก ขอบใจ ฉันหาเองได้” เพทพูดเสียงเครียด รู้ดีว่าเธอไม่ควรจะพาลใส่เพื่อนๆ ที่ทำงานร่วมกันเช่นนี้เลย “ฉันเพียงแต่อยากให้อารมณ์มันเย็นลงกว่านี้อีกสักนิดเท่านั้น”“งั้นก็ต้องช่วยกันหน่อย” ชาร์ลีหยิบแผ่นกระดาษแข็งสีขาวขึ้นมาช่วยพัดให้“ตลกนี่” แต่สีหน้าของเธอมิได้มีรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อยเพทแทบจะไม่มีทางหาอารมณ์ขันของตัวเองเจอเลย แต่พอถึงเวลาหยุดพักรับประทานอาหารกลางวัน เธอก็เก็บเรื่องนั้นไว้ ไม่สนใจกับมันอีกต่อไป และบรรดาเพื่อนๆ ทั้งหลายก็ระมัดระวังที่จะไม่หยิบยกมันขึ้นมาพูดอีก