สามวันให้หลัง วิทยาลัยหยุดสองวัน หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยจึงกลับไปเยี่ยมหลิ่วเหอที่บ้าน
เห็นเด็กสองคนกลับมา หลิ่วเหอก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งวันก่อนหน้าเขาให้หลิ่วถง พ่อบ้านเฒ่าจัดเตรียมเนื้อสัตว์อสูรกับผลไม้ทิพย์สดใหม่ไว้ให้ พอเห็นทั้งสองคนกลับบ้านมา อาหารเที่ยงมื้อนี้จึงอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก!
“กินมากหน่อยสิ อาหารในวิทยาลัยคงแพงน่าดู พวกเจ้าถึงตัดใจกินไม่ลงจนผอมกันไปหมด!” หลิ่วเหอเห็นเด็กทั้งสองผอมลงไปนิดหน่อยอย่างเห็นได้ชัดก็รู้สึกปวดใจ
วิทยาลัยเซิ่งตูเป็นวิทยาลัยที่ดีที่สุดของแคว้นจินอวี่ แต่ก็เป็นวิทยาลัยที่แพงที่สุดของแคว้นเช่นกัน แม้ทุกเดือนเขาจัดเตรียมศิลาทิพย์จำนวนหนึ่งไว้ให้เด็กทั้งสองใช้จ่าย แต่หลิ่วเหอรู้ว่าศิลาทิพย์ที่เขาเตรียมให้ จัดการค่าใช้จ่ายได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับตัวเด็กทั้งสอง
“ท่านพ่อไม่ต้องกังวลขอรับ พวกเรากินดียิ่ง ปกติอาหารเช้ากับอาหารค่ำพวกเราทำเองที่บ้าน กินกันคุ้มนัก มีเพียงมื้อกลางวันที่ไปโรงอาหารขอรับ” ค่าใช้จ่ายที่วิทยาลัยเซิ่งตูหนักหนามากจริงเชียว แต่เพราะมีบิดาช่วยสนับสนุน ตนทำภารกิจกับขายยันต์ และเสี่ยวรุ่ยที่บางครั้งไปขึ้นประลองจนได้รับศิลาทิพย์ ทำให้ศิลาทิพย์ของพวกเขายังพอใช้กันอยู่ ไม่ถึงกับขัดสนเท่าใดนัก!
ได้ยินบุตรชายบอก หลิ่วเหอก็พยักหน้า “ข้าให้หลิ่วถงซื้อธัญพืชทิพย์กับเนื้อสัตว์อสูรมากมายไว้ให้พวกเจ้า และยังมีผักกับผลไม้ที่มีปราณทิพย์จำนวนหนึ่งอีก ตอนพวกเจ้ากลับก็พกไปเสียนะ อย่ากินไม่อิ่มในวิทยาลัยเชียวล่ะ”
“ทราบแล้วขอรับ ท่านพ่อ!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้ารับ
“ขอบคุณท่านอาหลิ่ว!” เฉียวรุ่ยที่ในปากยัดอาหารจนแก้มพอง รีบอ้าปากเอ่ยขอบคุณ
สองพ่อลูกเห็นท่าทางน่าขันของเฉียวรุ่ยจึงพากันหัวเราะ
“ท่านพ่ออยู่คนเดียวเหงามากไหมขอรับ? การดูแลของอันหยาง ท่านพอใจไหมขอรับ?” หลิ่วเทียนฉีคีบเนื้อสัตว์อสูรชิ้นหนึ่งวางลงในชามของหลิ่วเหอพลางถามเสียงเบา สายตามองร่างหวังอันหยางที่อยู่ด้านหลังร่างบิดาทีหนึ่ง
“วางใจเถอะ อันหยางดีมาก ทั้งใส่ใจและกตัญญูเช่นเดียวกับเจ้า มีเขาอยู่ข้างกาย ข้าไม่รู้สึกเหงาเลยสักนิด แค่มักคิดถึงเจ้ากับเสี่ยวรุ่ยเท่านั้น!” แม้อยู่ในเมืองเดียวกัน แต่ทุกเดือนพบหน้ากันได้เพียงหนึ่งครั้ง หลิ่วเหอจึงค่อนข้างคิดถึง
“ท่านพ่อ!” หลิ่วเทียนฉีร้องเรียกเสียงแผ่ว ดวงตาเต็มไปด้วยความกตัญญูที่มีต่อหลิ่วเหอ
“เด็กดี วิทยาลัยเซิ่งตูเป็นสถานที่ที่ดีนัก เจ้าต้องร่ำเรียนอักขระยันต์และวิชาพลังทิพย์ให้ดี บิดาจะอยู่ที่บ้านรอเจ้ากลับมาเอง!” หลิ่วเหอมองบุตรชายอย่างเมตตา ยิ้มพลางตบไหล่เขาไปด้วย
“ขอรับ ลูกจะพยายาม!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าอย่างมุ่งมั่นต่อการร่ำเรียนในครั้งนี้
ในเมื่อเข้าวิทยาลัยเซิ่งตูมาได้ ได้รับโอกาสเช่นนี้ เขาย่อมไม่เกียจคร้าน
ได้ยินคำพูดของบุตรชาย หลิ่วเหอพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ด้วยความฉลาดเฉลียวของลูก หนทางข้างหน้าต้องไร้ขีดจำกัดเป็นแน่!”
พรสวรรค์ในศาสตร์ยันต์ของบุตรชายยอดเยี่ยมที่สุด หากได้รับการชี้แนะจากอาจารย์มีชื่อ บวกกับตนคอยสั่งสอนอยู่ข้างๆ ในวันหน้า วิชายันต์ของเทียนฉีต้องเหนือกว่าเขาผู้นี้อย่างแน่นอน
“ท่านพ่อชมเกินไปแล้วขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีเผชิญหน้ากับบิดาที่คาดหวังกับตนเช่นนี้ก็ส่ายศีรษะอย่างถ่อมตน
.........
หลังรับประทานอาหาร หลิ่วเทียนฉีตามหลิ่วเหอไปร่ำเรียนยันต์ที่ห้องหนังสือต่อ ส่วนเฉียวรุ่ยกลับไปห้องตนเอง ฝึกฝนตามลำพัง
หลิ่วเหอเห็นบุตรชายวาดยันต์ได้ดีขึ้นทุกทีภายใต้การชี้แนะของตนก็พยักหน้าอย่างพอใจยิ่ง
“อืม ลูกนี่มีพรสวรรค์ร้ายกาจจริง เรียนปุ๊บก็เป็นเสียแล้ว!”
“ท่านพ่อชมข้าเกินไปแล้ว ที่ข้าเป็นได้ เพราะท่านพ่อสั่งสอนมาดีน่ะขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีบอกอย่างมีเหตุผล หากไม่ได้รับการอบรมอย่างใส่ใจจากบิดา เขาย่อมไม่มีวันนี้
“ฮ่าๆๆ เจ้านี่นะ!”
“ท่านพ่อ ท่านมานครเซิ่งตูสองเดือนแล้ว ตระกูลหลิ่วได้เร่งท่านกลับไปบ้างไหมขอรับ?” หลิ่วเทียนฉีวางพู่กันเขียนยันต์ลง เอ่ยถามอย่างไม่สบายใจ
เรื่องนี้เป็นความกังวลที่ซ่อนอยู่ในใจเขามาตลอด เพราะได้รับอิทธิพลจากนิยายต้นฉบับมาอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น เขาจึงกังวลใจเป็นอย่างมากว่าหลิ่วเหอจะต้องตายในมือของหลิ่วเจียงอีกครั้ง
“ไม่มีหรอก ก่อนข้าจากมา ข้าทิ้งศิลาทิพย์แสนก้อนไว้ให้ปู่ของเจ้า ท่านปู่เจ้าไม่มีทางเร่งให้ข้ากลับไปเร็วปานนั้นหรอก แต่ก่อนหน้านี้ ท่านปู่เจ้าส่งคนและจดหมายมา บอกว่าตามหาคนร้ายที่วางยาพิษลุงรองของเจ้ากับข้าพบแล้วกระมัง?”
“อ้อ? มีเรื่องนี้ด้วยหรือขอรับ?” ลางสังหรณ์บอกเขาว่า ผู้ร้ายคนนี้ไม่มีทางเป็นหลิ่วเจียงเด็ดขาด
อย่างไรหลิ่วเจียงก็เป็นถึงบิดาแท้ๆ ของนางเอก เขาได้แตะโชคชะตาของนาง ไม่มีทางลงจากเวทีเร็วเช่นนี้หรอก!
“ใช่ ท่านปู่เจ้าบอกว่าคนร้ายคือคนครัวคนหนึ่งในห้องครัว เพราะก่อนหน้านี้เคยถูกลุงรองเจ้าทำร้ายอย่างทารุณครั้งหนึ่ง ถึงได้คิดแผนวางยาพิษขึ้น” หลิ่วเหอมองบุตรชาย บอกเล่าความจริงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ถ้าอย่างนั้น แล้วทำไมเขาต้องวางยาพิษท่านพ่อเล่า?” หลิ่วเทียนฉีจ้องหลิ่วเหอแล้วถามอีก
“เพื่อโยนความผิดใส่ลุงใหญ่ของเจ้า ล้างความน่าสงสัยของตนเอง จึงต้องใช้ลูกไม้เดิมอีกครั้ง วางยาพิษข้าเป็นคนที่สอง”
ได้ฟังคำพูดของหลิ่วเหอ หลิ่วเทียนฉีอดกลอกตาไม่ได้ “ลุงใหญ่คงหาแพะรับบาปมาคนหนึ่งสินะ?”
“ข้าก็คิดเช่นนี้!” หลิ่วเหอพยักหน้าเห็นด้วย
“ถ้าอย่างนั้น ท่านป้ารองเชื่อไหมขอรับ?”
“ป้ารองของเจ้าไม่ใช่คนโง่ ย่อมไม่มีทางเชื่อเป็นแน่” หลิ่วเหอส่ายศีรษะพลางตอบกลับ
“ขอแค่ท่านป้ารองไม่เชื่อก็พอขอรับ!” แค่ซูหงไม่เชื่อ หากเป็นเช่นนี้ บ้านใหญ่กับบ้านรองย่อมไม่มีทางเลิกรากันด้วยดีอย่างง่ายดาย
“ในวิทยาลัยล่ะ สาวน้อยทั้งสามมาสร้างความลำบากให้เจ้ากับเสี่ยวรุ่ยไหม?” หลิ่วเหอมองบุตรชายก่อนถามอย่างไม่วางใจ
“ไม่ขอรับ ท่านพ่อไม่ต้องกังวล!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะปฏิเสธ
“ถ้าอย่างนั้น พี่ใหญ่กับพี่รองของเจ้าเล่า? สร้างความลำบากให้เจ้าหรือไม่?”
“อา พี่ใหญ่กับพี่รองออกไปทำภารกิจ ยังไม่กลับมา พวกเราจึงยังไม่ได้พบหน้ากันขอรับ!”
“อ้อ!” หลิ่วเหอได้ยินอย่างนั้นก็วางใจเล็กน้อย
“ท่านพ่อไม่อยากให้ข้าติดต่อกับคนเหล่านั้นหรือขอรับ?”
“หากเจ้ารู้สึกว่าจำเป็น จะติดต่อพอเหมาะก็ได้ แต่อย่าเชื่อถือพวกเขา ระวังพวกนางไว้ให้มาก โดยเฉพาะคนของบ้านลุงใหญ่ ต้องระวังให้มากยิ่งกว่าเลยล่ะ!” หลิ่วเหอมองบุตรชาย เอ่ยกำชับอย่างแรงกล้า
“ขอรับ ลูกเข้าใจแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้ารับ
.........
หลังรับประทานอาหารเย็น เฉียวรุ่ยไปห้องหลิ่วเทียนฉีเพื่อหาเขา กลับพบแต่ความว่างเปล่า
“ลุงถง เทียนฉีเล่า? ทำไมไม่อยู่ในห้องล่ะ?” เฉียวรุ่ยมองผู้เฒ่า ถามอย่างจนปัญญา
“อ้อ นายน้อยออกไปแล้วขอรับ เขาบอกว่าจะไปเดินเล่นสักหน่อย ครู่เดียวคงกลับมาขอรับ!”
“อา!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ เดินกลับห้องของตนเงียบๆ
เขานั่งลงบนเก้าอี้ ขมวดคิ้วน้อยอย่างฮึดฮัด รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
แปลก ทำไมเทียนฉีถึงออกไปคนเดียว ไม่พาตนไปด้วย? หากเป็นก่อนหน้านี้ เทียนฉีไม่มีทางทำเช่นนี้!
.........
หลิ่วเทียนฉีออกจากจวนตระกูลหลิ่วก็ตระเวนเข้าร้านสมุนไพรทิพย์ จนในที่สุด เขาหาดอกไม้ชนิดหนึ่งพบซึ่งมีหน้าตาคล้ายกุหลาบแดงในชีวิตก่อน มีชื่อเรียกว่าดอกคีรีแดง เป็นบุปผาทิพย์ขั้นหนึ่ง เพราะไม่อาจเป็นตัวยาหลักได้ เป็นได้เพียงตัวยาเสริมในการหลอมโอสถ ราคาขายจึงถูกนัก หนึ่งก้อนศิลาทิพย์ก็ซื้อได้ตั้งห้าดอก
“ผู้จัดการ ข้าต้องการดอกคีรีแดงหนึ่งร้อยดอก!” หลิ่วเทียนฉีบอก
ได้ยินเข้า ผู้จัดการพลันตะลึง “นายน้อยท่านนี้ ท่านบอกว่าต้องการ ต้องการดอกคีรีแดงหนึ่งร้อยดอกหรือขอรับ?”
“ใช่แล้ว ข้าต้องการดอกคีรีแดงหนึ่งร้อยดอก ไม่เอาราก!” พูดพลางเอาศิลาทิพย์ยี่สิบก้อนออกมาส่งให้
“ขอรับๆๆ!” ผู้จัดการรับศิลาทิพย์ไปก็รีบให้ลูกจ้างตัดรากดอกไม้ทิ้ง นับดอกคีรีแดงหนึ่งร้อยดอกก่อนส่งให้เขา
หลิ่วเทียนฉีรับดอกไม้มา เขายิ้มเล็กน้อยถึงค่อยเก็บเข้าไปในแหวนมิติของตน อีกครึ่งเดือนจะเป็นวันเกิดอายุยี่สิบปีของเสี่ยวรุ่ย เขาอยากให้คนรักตกตะลึงครั้งใหญ่
ลูกจ้างสองคนเห็นหลิ่วเทียฉีจากไปก็พึมพำคุยกันนิดหน่อย
“คนผู้นั้นเพี้ยนหรือ? ดอกคีรีแดงที่ไร้ราก ไม่ถึงห้าวันก็ตายแล้วนะ!”
“เฮอะ เขามีศิลาทิพย์นี่ เจ้าไม่เห็นเสื้อผ้านั่นหรือ นายน้อยจากตระกูลใหญ่ชัดๆ!”
“นั่นก็ใช่ หากไม่มีศิลาทิพย์ ใครจะซื้อดอกคีรีแดงมากปานนั้นในทีเดียวกันเล่า!”
“แล้วใครว่าไม่ใช่ล่ะ?”
.........
เช้าตรู่ วันรุ่งขึ้น
เฉียวรุ่ยผู้ขี้เซา วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษ หลังตื่นนอนก็รีบวิ่งไปห้องหลิ่วเทียนฉีเพื่อพบเขา
ซึ่งเวลานี้ เขายังไม่ตื่นนอน
เฉียวรุ่ยเดินเข้ามาในห้อง เห็นบุรุษหลับสนิทอยู่บนเตียงจึงยกมุมปากนิดๆ ก็กลับมาแล้วนี่!
“ฮ่าๆๆ ทำไมถึงไม่นอนเตียงเดียวกับข้าเล่า เจ้าไม่คุ้นหรือ?” หลิ่วเทียนฉีลืมตาขึ้น มองคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงตนพลางยิ้มถาม
“ใคร ใครไม่คุ้นกัน ข้าเปล่าสักหน่อย!” เฉียวรุ่ยเห็นใบหน้ายิ้มระรื่นก็รีบร้อนปฏิเสธ
“ฮ่าๆๆๆ...” หลิ่วเทียนฉีหัวเราะเสียงใส ตวัดแขนโอบเอวคนรัก
“ทำไมตื่นเช้าเช่นนี้หรือ?”
“ข้า ข้า...” ได้ยินเขาถามขึ้นมา เฉียวรุ่ยกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว
“หืม?” เห็นท่าทางอยากพูดแต่ก็หยุดไปของคนรัก เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เทียนฉี เจ้า เมื่อคืนเจ้าไปไหนมาหรือ?” เฉียวรุ่ยจับมือที่อยู่บนเอวของตนก่อนหยั่งเชิงถาม
“ไม่ได้ไปไหนนี่ แค่ไปเดินเตร็ดเตร่มาน่ะ!” หลิ่วเทียนฉีมองคนรัก ตอบสบายๆ
“ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นทำไมเจ้าไม่พาข้าไปด้วยล่ะ?” เฉียวรุ่ยจ้องคนรัก ส่งเสียงบ่นเล็กน้อย
“เจ้าบอกข้าว่ากลางคืนหลังกินเสร็จจะฝึกฝน ข้าเลยไม่อยากรบกวนเจ้าน่ะ!” หลิ่วเทียนฉีพูดอย่างมีเหตุผล
“เจ้า ทำไมเจ้าถึงโง่เช่นนี้นะ!” เฉียวรุ่ยถลึงตามองหลิ่วเทียนฉีทีหนึ่ง เขาหงุดหงิดจึงดึงมือที่อยู่บนเอวตนออก
ที่เขาพูดเช่นนั้นไปเพราะไม่อยากนอนห้องเดียวกับเทียนฉี กลัวท่านอาหลิ่วเห็นเข้าแล้วจะรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่เทียนฉีกลับเชื่อจริง กระทั่งเดินเที่ยวถนนกลับไม่พาเขาไป
“ฮ่าๆๆๆ การฝึกฝนสำคัญมากนี่! ข้าจะรบกวนเจ้าได้อย่างไรเล่า!” พูดพลางลุกขึ้นนั่ง โอบกอดเฉียวรุ่ยจากด้านหลัง
“ข้า ข้ากลัวว่าหากนอนห้องเดียวกับเจ้า ท่านอาหลิ่วจะคิดว่าข้าเหลวไหลจนพาลไม่ชอบข้า ข้าถึงพูดเช่นนั้นไป แล้วทำไม ทำไมเจ้าถึงได้โง่เช่นนี้เล่า!” เฉียวรุ่ยหันหน้าหนี เอ่ยด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ
“ฮ่าๆๆ ข้าเข้าใจ อย่างไรก็หยุดแค่สองวัน คืนนี้พวกเราต้องกลับวิทยาลัยแล้ว แค่คืนเดียวที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ข้าทนได้อยู่แล้ว” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางจุมพิตแผ่วเบาบนใบหน้าน้อย
“พูด พูดอะไรกัน?” เฉียวรุ่ยได้ยินคำนี้พลันหน้าแดงก่ำ
“พูดความจริงไง! หากเสี่ยวรุ่ยไม่อยากให้สามีนอนร่วมกับเจ้าสามหรือห้าวัน เกรงว่าสามีคงทนไม่ไหว!” หลิ่วเทียนฉีพูดก่อนงับใบหูน้อยแดงระเรื่อเบาๆ
“เจ้านี่นะ เหลวไหลจริง!” เฉียวรุ่ยดันเขาออก ลุกขึ้นอย่างแง่งอนออกจากข้างเตียง
หลิ่วเทียนฉีลุกขึ้นหวีผมกับเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อจัดการตนเองเรียบร้อยจึงหันไปยิ้ม จับมือเฉียวรุ่ย
“ไป ไปกินอาหารเช้าเป็นเพื่อนท่านพ่อกันเถอะ หลังกินเสร็จ พวกเราค่อยไปเดินเที่ยวถนน ขายกระดูกสัตว์อสูร หนังสัตว์อสูรและผลึกอสูรในมือให้หมดกัน!”
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า เดินตามหลิ่วเทียนฉีออกจากห้องไปด้วยกัน