“โอย...ปวดหัวจัง”เสียงเด็กหญิงดังแ่เบาท่ามกลางบ้านหลังเล็กกลางหุบเขาที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาหุบเขาแห่งนี้ถูกเรียกว่าหุบเขาอสูร เต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับสูงที่ดุร้ายจำนวนมาก
ดวงตาเรียวยาวค่อยๆลืมขึ้น เธอพบว่าตอนนี้กำลังนอนบนเตียงไม้สี่เสาแบบโบราณมีผ้าม่านสีฟ้าคลุมเตียงทั้งสามด้าน ขณะด้านในเตียงถูกสร้างชิดกำแพงเตียงที่บ้านเธอไม่มีเสาแบบนี้ และมีขนาดใหญ่ถึงหกฟุตผ้าห่มก็เป็ผ้านวมลายการ์ตูน ไม่ใช้ผ้าไหมยัดนุ่นแบบนี้
เธอหลับตาลงอีกครั้งคิดว่าคงกำลังฝันไปทว่าพอลืมตาขึ้นมาทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ขณะที่อาการปวดหัวกลับมาอีกครั้งเล่นงานจนเธอต้องกุมขมับส่งเสียงร้องดังลั่นบ้าน
“คุณหนูสามเ้าคะ คุณหนูเป็ไงบ้าง คุณหนูหลับไปเป็เดือนเลยนะเ้าคะขอบคุณ์ ในที่สุดคุณหนูก็ฟื้นแล้ว ขอบคุณ์”เสียงของสตรีดังขึ้นข้างเตียงเธอขณะที่เธอกุมขมับหลับตาอยู่บนเตียงไม่มีแรงพอที่จะลืมตามองว่าคนะโหน้าตาเป็ยังไงแต่เสียงของอีกฝ่ายฟังดูร้อนรน จริงใจ เป็น้ำเสียงของคนที่เต็มไปด้วยความเคารพรักแต่เธออยากจะบอกเหลือเกินว่าเธอไม่ใช่คุณหนูใหญ่ ที่บ้านเธอเป็ลูกคนรองของบ้านนะ
“คุณหนู ใจเย็นๆนะเ้าคะเดี๋ยวเสี่ยวเมิ่งจะรีบยกยามาให้ เ้าคะ”เสียงนั้นดังขึ้น ขณะที่เธอได้ยินเสียงอีกฝ่ายวิ่งออกจากห้องไป
เธอค่อยๆลืมตาขึ้นขณะที่รู้สึกว่าอาการปวดหัวเริ่มดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตร่างกายตัวเองเธอพบว่าตอนนี้กำลังอยู่ในร่างเด็กสี่ขวบผิวขาวซีดเนียนนุ่ม เหมือนกระเบื้องเคลือบร่างที่ราวกับไม่เคยพบเจอกับแสงแดดนี้ผอมบางอ่อนแอจนน่ากลัว...
อ่า...นึกออกแล้ว เธออายุยี่สิบห้าปี กำลังเรียนต่อดอกเตอร์ด้านกฎหมายทำงานเป็ทนายความในสำนักทนายความของบิดา เธอเป็ทนายที่มีชื่อเสียงคดีล่าสุดเธอทำให้นักการเมืองคนนึงติดคุก ในคดีจ้างวานฆ่ามหาเศรษฐีชื่อดังเพื่อแย่งชิงมรดก เขาเป็พี่น้องกับมหาเศรษฐีคนนั้นแต่เพราะเป็คนใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายบิดาที่ตายไปจึงยกมรดกส่วนใหญ่ให้มหาเศรษฐีผู้ที่ร่ำรวยอยู่แล้วซึ่งเป็พี่ชาย
แต่มหาเศรษฐีคนนั้นไม่ตายฟ้องร้องกลับฐานจ้างวานฆ่า เธอเป็ทนายในคดีนี้ ทำให้นักการเมืองถูกตัดสินจำคุกแม้ศาลจะไม่อนุญาตให้ประกันตัวแต่ภรรยาและลูกชายของนักการเมืองเป็ผู้ส่งคนมาฆ่าศัตรูแทน เธอถูกเก็บเป็รายแรกคาดว่ามหาเศรษฐีคงเป็รายต่อไป ตอนนั้นเธอต่อสู้และถูกยิงตกลงไปในแม่น้ำตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็อยู่ที่นี่แล้ว
‘ฉันตายแล้ว’นั่นคือสิ่งที่เธอนึกออก แต่น่าแปลก ทำไมตายแล้วไม่ไปเกิดใหม่กลับมาสิงร่างเด็กน้อยแค่สามสี่ขวบ... ผู้หญิงคนนั้นเรียกเธอว่าคุณหนูสามเกรงว่าเธอจะสิงร่างคนอื่นเสียแล้ว และดูเหมือนจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหญิงอ่อนแอคนนี้เด็กหญิงอาจจะตายไปแล้วก็ได้เพราะตอนที่เธอปวดหัวรู้สึกได้ว่ามีผ้าผันแผลอยู่รอบหัวเด็กหญิงคงหัวกระแทกอะไรรุนแรงจนถึงตาย
“คุณหนู ยามาแล้วเ้าคะ”เสียงนั้นดังขึ้นทำให้เธอหันไปมอง
เด็กสาวอายุสิบห้าปี ในชุดสีเหลืองอ่อนหน้าตาจิ้มลิ้มท่าทางซื่อสัตย์กำลังยกถ้วยยาต้มเข้ามา “คุณหนูกลั้นใจดื่มหน่อยเ้าคะจะได้ให้เร็วๆ”
ยานั่นกลิ่นแรงจนเธอหน้านิ่ว ‘ยานี่มันกินได้ใช่ไหม’มองยาสีดำๆในถ้วยด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว จะบ้าตาย... “นี่ยาอะไร”
“ยาแก้ปวดเ้าคะ จะช่วยให้คุณหนูรู้สึกดีขึ้นท่านหมอบอกว่าอาการคุณหนูรุนแรงมากอาจจะไม่รอด”สาวใช้คนนั้นกล่าวพลางเริ่มทำน้ำเสียงสะอึกสะอื้นน้ำตาเริ่มไหล ราวกับพูดถึงเื่ะเืใจ
“ไม่มียาเม็ดหรือ...”เธอเปล่งเสียงถามแ่เบารู้สึกราวกับคนที่ไม่ได้พูดมานาน หวังว่ายุคนี้จะมียาลูกกลอนแล้ว
“ฮึก...ฮึก...ฮืออออ”คราวนี้แม้สาวชุดเหลืองปล่อยโฮออกมาเต็มที่... “แม้แต่หมอที่มาคอยตรวจอาการก็ไม่มีเ้าคะยาเม็ดเป็ของแพงพวกเขาไม่ให้มา”
“......”คราวนี้เธอถึงกับพูดไม่ออกแล้ว ยัยเด็กนี่ร้องไห้ได้น่ากลัวจริงๆ “ไม่มีก็ไม่มีสิจะร้องไห้ทำไม”เธอบ่นงึมงำก่อนจะยกถ้วยขึ้นดื่ม “แหวะ”แต่ก็คายทิ้งในทันที ยาขมรสชาติห่วยแตกจนชวนอาเจียน
“คุณหนูต้องดื่มให้หมดนะเ้าคะ ฮึกๆ อย่า... อย่าคายทิ้ง ยาใกล้จะหมดแล้ว”สาวใช้คนนั้นสะอึกสะอื้นแต่ก็ยังอุตส่าห์เตือน
คาดว่าเ้าของร่างนี้คงไม่ได้สถานะดีสักเท่าไหร่แล้วแค่พูดเื่ยาเม็ดแม่สาวใช้ก็ร้องไห้จะเป็จะตายหนำซ้ำยังมียาต้มที่ใกล้จะหมดอีก...
เวรกรรมสิงร่างทั้งทีดันเป็ร่างเด็ก แถมอ่อนแอ ราวกับคนตายคราวนี้เธอได้แต่กรอกปากดื่มยารวดเดียว สาวใช้คนนั้นส่งน้ำให้อย่างรวดเร็วเธอดื่มพรวดเดียว หวังจะให้น้ำชะล้างความฝาดขมในปาก ทว่าก็ช่วยได้เพียงเล็กน้อย
ตอนนี้เธอคงต้องทำความเข้าใจกับสถานะของร่างนี้ที่เธอมาสิงและสถานการณ์ของเด็กน้อย...
“มีกระจกไหม”เธอถามขึ้น ขณะเห็นสาวใช้ยังร้องไห้ต่อไป
“มีเ้าค่ะ คุณหนูอยากส่องกระจกหรือเ้าคะ”สาวใช้คนนั้นถามขณะปาดน้ำตาออก เริ่มเข้าโหมดสาวใช้ ตั้งอกตั้งใจทำงานจนลืมร้องไห้
“อืม”ตอบเราเสียงแ่เบา
“นี่เ้าคะ”
กระจกบานเล็กถูกยื่นมา เป็กระจกกรอบไม้ฉลุลายขนาดประมาณใบหน้าคนเป็กระจกสี่เหลี่ยมแบบมีขาตั้ง กระจกที่นี่ไม่มัวเหมือนในยุคโบราณในโลกของเธอมันคล้ายกับกระจกยุคปัจจุบัน มีคุณภาพดี เห็นทุกอย่างได้ชัดเจน ใบหน้าเล็กเรียวจมูกโด่ง ตาเรียวยาว ริมฝีปากบาง ผิวพรรณขาวซีด สีหน้าอิดโรยคล้ายคนป่วยหนักปรากฏในกระจกผมสีดำเงางามถูกปล่อยล้อมกรอบหน้านี่คือใบหน้าของเด็กหญิงสี่ขวบที่มีเค้าความงามเมื่อเติบโตขึ้น แม้ว่าตอนนี้ไม่นับว่างามล่มเมืองแต่ก็นับว่าน่ามอง คิดว่าโตขึ้นคงขายออกไม่ยากนัก
นับว่าได้กำไรเหมือนกันอย่างน้อยร่างนี้ก็สวยกว่าร่างจริงของเธอผิวพรรณนั้นก็งดงามแบบคุณหนูในตระกูลผู้ดี ซึ่งแทบไม่เคยต้องตากแดด ทำงานหนักสำรวจจนพอใจแล้วก็ยื่นกระจกให้สาวใช้ที่ยืนมองมาเงียบๆ ไม่ช่างพูดดูเหมือนคนตระกูลนี้จะฝึกคนใช้มาดี
“เ้าชื่ออะไร”นั่นคือสิ่งทีอยากรู้อย่างแรกแม้รู้ว่าเมื่อถามไปแล้วจะต้องเกิดปัญหาตามมา
“คะ...คุณหนู”เด็กสาวคนนั้นใจนหน้าซีดเผือด “ข้าเสียวเมิ่งไงเ้าคะ คุณหนูอย่าล้อเล่นสิเ้าคะ ข้าน้อยกลัว”เสี่ยวเมิ่งพูดเสียงสั่น
“แล้วข้าชื่ออะไร”ยังไงก็ต้องถามละ ถึงเวลาก็บอกจำอะไรไม่ได้ก็สิ้นเื่เล่นหัวแตกรุนแรงขนาดนี้ บอกว่าความจำเสื่อมก็ไม่เห็นจะเป็ไร
“ฮือๆ คุณหนู ท่านล้อข้าเล่นแล้วใช่ไหม ฮือๆ คุณหนูความจำเสื่อมแล้ว”สาวน้อยคนนั้นกลับมาร้องไห้อีกแล้ว
บอกตามตรงตอนนี้เธอชักจะรำคาญแล้วสิ เหมือนจะเริ่มปวดหัวอีกแล้วยิ่งได้ยินเสียงร้องไห้ยิ่งปวด คราวนี้เธอกุมหัวตัวเอง
“หุบปาก!”ตะคอกสุดแรง ทำเอาสาวใช้คนนั้นสะดุ้งแม้เสียงของเธอจะไม่ดังมากนักเพราะยังเจ็บป่วย แต่ก็มากพอให้สาวใช้ใ
“ตอบคำถามข้า”คราวนี้เธออารมณ์เสียแล้วจริงๆไอ้อาการปวดหัวนี่ก็เหลือเกิน “ข้าชื่ออะไร เป็ใครที่นี่ที่ไหน ใครเป็พ่อเป็แม่ข้า บอกมาให้หมดทุกอย่าง”ถามขณะเอามือกุมศีรษะอยากได้ยาเม็ดในโลกเก่าของเธอจริงๆ มียาหลายตัวที่ให้ผลบรรเทาอาการปวดแบบรวดเร็ว
คราวนี้สาวใช้แน่ใจว่าคุณหนูนอกจากไม่ได้ล้อเล่นแล้วนิสัยเปลี่ยนถึงขั้นเป็คนหงุดหงิดง่าย เฉียบขาด ไม่เหมือนคุณหนูคนเก่าที่ขี้โรคอ่อนแอบอบบางจนถูกส่งมาอยู่สถานที่อันตรายและห่างไกลผู้คนแบบนี้
“คุณหนูเกิดในตระกูลหง เ้าค่ะ มีนามว่า หงหนิงหรง เป็ธิดาคนที่สามของท่านแม่ทัพหงซือจงมีมารดาคือฮูหยิน ฮุ่ยเจิน ที่เสียชีวิตไปหลังคุณหนูเกิดได้ไม่ถึงปีเ้าคะคุณหนูมีพี่ชายคนโตชื่อ หงซือจิ้น อายุหกขวบ มีพี่ชายคนรองชื่อ หงซือจิ้งอายุสี่ขวบมากว่าคุณหนูสองเดือน แล้วยังมีน้องสาวที่เพิ่งเกิดอายุสองขวบชื่อหงซือซิง ทั้งสามคนเป็ลูกของอนุ เซียงหรู เ้าคะ”
ฟังดูแล้วก็พอจะนึกออก แหม ลูกทุกคนชื่อ ซือ ขึ้นต้นเหมือนพ่อหมดแต่ชื่อเธอ กลับเป็หนิงหรง เหอะๆ ดูท่าบิดาคงรักอนุหัวปักหัวปรำ
“เหอะ...มีลูกชื่อซือ ทุกคน ยกเว้นข้าคนเดียวดูท่าชีวิตแต่งงานของบิดามารดาข้าคงไม่ราบรื่นเท่าไหร่”
“ถูกต้องเ้าคะ! ชื่อของคุณหนูเป็ฮูหยินตั้งให้วันที่คุณหนูเกิดท่านแม่ทัพไม่มาดูหน้าคุณหนูด้วยซ้ำ!”คราวนี้แม่สาวใช้เผลอเสียงดังเพราะความโมโห “ฮูหยินถูกบังคับแต่งงานโดยสมรสพระราชทานบ่าวติดตามฮูหยินั้แ่ยังเด็ก ฮูหยินเป็คนสวยมีความสามารถ มีชื่อเสียงมาก เป็ที่หมายปองของบุรุษทั้งหลายในเมืองหลวง
ฮูหยินเป็ธิดาของท่านอ๋อง ฮุ่ยหวงฮ่องเต้้าคานอำนาจของสกุลหรง จึงพระราชทานงานแต่งนี้ขึ้นมาสุดท้ายคนที่ต้องเป็ทุกข์ก็คือฮูหยิน เพราะท่านแม่ทัพ มีอนุอยู่ก่อนแล้วรักใคร่หัวปักหัวปรำ ชื่อเซียงหรูแต่งเข้ามาก่อนฮูหยินสองปี เป็หญิงงามล่มเมือง แต่มีฐานะเป็แค่ธิดาของพ่อค้าจึงเป็ได้แค่อนุ ถึงจะแต่งเข้ามาก่อนและมีบุตรชายก็ไม่ทำให้ฐานะถูกขยับขึ้นมาเป็ฮูหยินได้”
“อ่า...แบบนี้มารดาข้าไม่ถูกรังแกแย่หรือ สามีไม่รักถึงเพียงนี้แถมยังหลงอนุจนหัวปักหัวปรำ”เธออดถามไม่ได้จริงๆ ถึงจะเห็นใจท่านแม่ทัพกับอนุ ที่ถูกคนอื่นเข้ามาแทรกกลางความรักแต่มารดาของหนิงหรง ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ นางก็โดนบังคับแต่งเหมือนกัน
“ตอนที่ฮูหยินมีชีวิตอยู่ ฮูหยินเป็คนเด็ดขาดเ้าคะ บ่าวไพร่ไม่กล้ากำเริบเสิบสานอนุเซียงหรูเองก็ไม่กล้าตอแย เพราะฮูหยินเป็ถึงธิดาของท่านอ๋องฮุ่ยน้องชายคนเดียวของฮ่องเต้ ท่านแม่ทัพเองแม้จะไม่รัก แต่ก็ให้เกียรติ ให้อำนาจแก่ฮูหยินจัดการเื่ในบ้านทุกอย่างเพียงแต่ว่า น้อยครั้งมากที่ท่านแม่ทัพจะไปหาฮูหยิน แม้ฮูหยินจะไม่ได้รัก แต่ก็อดที่จะเศร้าโศกไม่ได้ที่มีชีวิตแต่งงานล้มเหลวแบบนี้สุดท้ายหลังจากคลอดคุณหนู ฮูหยินก็จากไปเ้าคะ”
จากคุณหนูผู้สูงส่งเป็เชื้อพระวงศ์ต้องมาตกต่ำในตระกูลแม่ทัพที่ดันมีเมียสุดที่รักอยู่แล้วน่าสงสารจริงๆ
“ส่วนคุณหนูเอง เกิดมาร่างกายอ่อนแอ แม้จะไม่มีใครกล้ารังแกได้รับความสะดวกสบายที่สมควรได้รับทุกอย่าง แต่ทุกคนก็เห็นคุณหนูเป็เพียงอากาศไร้ตัวตน ยิ่งนิสัยคุณหนูอ่อนแอบอบบางแบบนี้ ยิ่งไม่มีใครสนใจ โดยเฉพาะท่านแม่ทัพแต่ว่าคุณชายใหญ่กลับเ้าคิดเ้าแค้น ที่ฮูหยินแต่งเข้ามาแย่งตำแหน่งของมารดาตัวเองเขาคอยกลั้นแกล้งคุณหนูตลอดเวลา อย่างล่าสุด เื่ที่คุณหนูหัวแตกก็เพราะเขาแกล้งคุณหนูใช้สัตว์อสูรโยนคุณหนูลงในสระบัว จนคุณหนูศีรษะกระแทกขอบสระ แล้วจมน้ำข้าตามไปเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี ช่วยขึ้นมาได้ แต่คุณหนูก็เฉียดตาย
ท่านอ๋องฮุ่ยได้ข่าวก็พิโรธหนัก ต่อว่าท่านแม่ทัพกลางท้องพระโรงแม้แต่ฮ่องเต้เองก็ยังทรงตำหนิว่าจวนแม่ทัพไร้คุณธรรมปล่อยให้ลูกอนุกลั่นแกล้งลูกของภรรยาหลวงซึ่งเป็เชื้อพระวงศ์ ฮ่องเต้กล่าวว่าท่านแม่ทัพคงไม่พอใจกับการแต่งงานถึงได้ปล่อยให้เื่นี้เกิดขึ้นข้อกล่าวหานี้ร้ายแรงมากจนท่านแม่ทัพได้แต่คุกเข่าหน้าท้องพระโรงทั้งวันเพื่อขออภัยโทษตอนนั้นทั่วทั้งเมืองหลวงรู้ข่าวเื่นี้กันหมด คนสกุลหงแทบไม่กล้าออกจากบ้านเลยเ้าคะพอกลับมาถึงบ้านท่านแม่ทัพก็สั่งให้คุณชายใหญ่คุกเข่าในศาลบรรพชนสามวัน”
“เหอะ...ข้าเกือบตายแต่เขาแค่ถูกคุกเข่า ช่างยุติธรรมดีแท้”คิดแล้วก็นึกอยากให้แม่ทัพผู้นี้ โดนอะไรที่มากกว่าคำตำหนิ และคุกเข่ารวมทั้งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนั่นด้วย คอยดูเธอจะทวงความยุติธรรมให้เ้าของร่างนี้! เธอในโลกก่อนเป็ทนายสาวมากความสามารถ รักความยุติธรรมอย่างยิ่งไม่เคยปล่อยให้ใครมาเอาเปรียบได้ เมื่อทะลุมิติมาเธอหรือจะยอมปล่อยให้เื่แบบนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา!
“แล้วทำไมข้ามาอยู่ที่นี่ได้....แล้วที่นี่คือที่ไหน”คาดว่าคงไม่ใช่สกุลหงเพราะห้องนี้นอกจากผ้าม่านและผ้าห่มที่พอดูมีราคาแล้ว ทุกอย่างล้วนเป็ของคุณภาพปานกลางไม่หรูหรา หนำซ้ำยังไร้การตกแต่ง
“หลังจากที่ท่านอ๋องตำหนิท่านแม่ทัพแล้ว ก็ส่งหมอหลวงมาคอยดูอาการคุณหนูแต่คุณหนูก็หลับไปสองอาทิตย์ไม่มีทีท่าจะฟื้น ท่านอ๋องบอกว่าหากคุณหนูเป็อะไรไปจะให้สกุลหงพินาศทั้งตระกูล จนสุดท้ายท่านแม่ทัพเองก็ทนแรงกดดันจากท่านอ๋องและฮ่องเต้ที่กล่าวว่ากระทบกระเทียบทุกวันไม่ไหว จึงเสนอให้ส่งคุณหนูมาอยู่ที่บ้านกลางหุบเขาแห่งนี้เผื่อซึมซับปราณอันบริสุทธิ์ ของหุบเขา จะได้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น”
ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง เพื่อร่างกายที่แข็งแรงจึงถูกเชิญมาบ้านพักตากอากาศกลางหุบเขาฟังเหมือนดูดี ก็แค่ขับไล่เธอออกมามิใช่หรือ!
“แล้ว สัตว์อสูรกับเื่ปราณ มันคืออะไร”เธอถามอย่างเพิ่งจะนึกออกดูเหมือนว่าจะคล้ายนิยายในโลกเก่าของเธอที่พูดถึงคนฝึกยุทธ์และควบคุมสัตว์อสูรดุร้ายได้ ถ้าเป็แบบนั้นโลกนี้นับว่าน่าสนใจมาก
“คนส่วนมาก มีชีพจรวรยุทธสามารถฝึกยุทธได้แบ่งความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธออกเป็สิบขั้นผู้ที่ฝึกได้ถึงขั้นสิบจะถูกเรียกว่ายอดยุทธ ขั้นหนึ่งถึงขั้นสามเป็ระดับต่ำขั้นสี่ถึงขั้นหกเป็ระดับกลาง ส่วนขั้นเจ็ดขึ้นไปเป็ระดับสูง ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ในอาณาจักรฮุ่ย ของเราฝึกได้ถึงขั้นหกเป็ระดับกลางคนส่วนนึงฝึกได้ถึงขั้นแปดและขั้น9 ส่วนขั้นสิบหรือยอดยุทธนอกจากฮ่องเต้ อ๋องฮุ่ย และท่านแม่ทัพแล้ว มีคนเพียงหยิบมือ ที่ฝึกได้ถึงขั้นนี้แต่นอกเหนือจากสิบขั้น ยังมีขั้นราชันยอดยุทธ และตำนานแห่งราชันทั้งสองขั้นเป็เื่เล่า แต่ยังไม่ปรากฎว่ามีคนในอาณาจักรฮุ่ยฝึกได้มาก่อนเหตุผลนึงที่ท่านแม่ทัพไม่โปรดปราณคุณหนู เพราะคุณหนูร่างกายอ่อนแอฝึกยุทธไม่ได้ คนที่ฝึกยุทธไม่ได้สำหรับตระกูลหงที่เป็ตระกูลนักบู๊แล้วถือว่าเป็...ขยะชิ้นนึงเท่านั้นเ้าคะ”เสี่ยวเมิ่งพูดเสียงแ่เบากลัวคุณหนูจะเสียใจ
“ข้าร่างกายอ่อนแอไม่เหมาะกับการฝึกยุทธ แล้วข้ามีชีพจรฝึกยุทธหรือไม่ ”หากเธอมีชีพจร ขอเพียงบำรุงร่างกายตัวเองออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายเธอต้องแข็งแรงเหมาะแก่การฝึกยุทธได้แน่นอนในโลกที่เธอจากมา ต่อให้ป่วยเป็โรคร้ายแรงขอแค่มีกำลังใจรู้จักออกกำลังกายทานอาหารให้เหมาะสมก็สามารถหายจากโรคภัยได้ ถ้าเธอมีชีพจรฝึกยุทธละก็เธอจะทำให้คนที่ดูถูกเธอจมอยู่แทบเท้าให้หมด!
คราวนี้เสี่ยวเมิ่งถึงกับตกตะลึง แววตาของคุณหนูมุ่นมั่นบ่งบอกว่านาง้าฝึกพลังยุทธถ้าเป็คุณหนูคนเก่าไม่มีทางมีแววตาแบบนี้แน่ คุณหนูที่นิสัยอ่อนแอไม่กล้าฆ่าแม้กระทั้งมดตัวเล็กๆ ยิ่งพลังยุทธ นางยิ่งไม่สนใจจะฝึกและไม่สนใจบำรุงร่างกายเพื่อฝึกด้วย ท่านแม่ทัพเองก็เคยหาหมอหายาดีๆมามากมายเพื่อบำรุงร่างกายคุณหนูแต่ทำยังไงคุณหนูก็ไม่ดีขึ้นสุดท้ายท่านแม่ทัพจึงยอมปล่อยคุณหนูให้อยู่แบบไร้ตัวตนต่อไปในฐานะขยะพลังยุทธในตระกูลบู๊ถือว่าสำคัญมากเป็หน้าเป็ตาของตระกูลแม้แต่คนรับใช้อย่างเสี่ยวเมิ่งเองยังต้องมีพลังยุทธ
“คุณหนูมีชีพจรสำหรับฝึกยุทธเ้าคะ ท่านประมุขคนก่อนบิดาท่านแม่ทัพเป็คนทะลวงเส้นลมปราณให้คุณหนูตอนสามขวบตอนนั้นคุณหนูป่วยหนักเกือบตาย ท่านผู้เฒ่าจึงจำเป็ต้องใช้วิธีนี้ทำให้คุณหนูรอดตายมาได้ ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่าขอแค่คุณหนูหมั่นบำรุงร่างกายและฝึกฝนร่างกายให้เเข็งแรง ก็จะสามารถฝึกยุทธได้ แต่คุณหนูเองไม่สนใจจะฝึกและไม่อยากถูกบังคับจึงไม่ตั้งใจบำรุงร่างกาย หรือฝึกฝนร่างกายเลย จะว่าไปแล้วบนโลกนี้นอกจากฮูหยินฮุ่ย ท่านอ๋องฮุ่ย ก็มีท่านผู้เฒ่า หงหยางเซินนี่ละเ้าคะ ที่นับว่าเป็ญาตที่รักคุณหนูจริงๆน่าเสียดายที่หลังจากท่านผู้เฒ่าทะลวงเส้นลมปราณให้คุณหนูแล้ว ท่านก็ลงจากตำแหน่งประมุขและออกท่องยุทธภพแทนคุณชายใหญ่ถึงได้กล้าลงมือกับคุณหนูรุนแรงแบบนี้” เสี่ยวเมิ่งนึกแค้นใจในโชคชะตาแทนคุณหนู
ยังนับว่า์เข้าข้างหงหนิงหรงคนใหม่แล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า คอยดูเถอะขยะอย่างเธอจะยิ่งใหญ่ให้สมกับชื่อและสกุล หงหนิงหรงคนเก่าช่างโง่เง่านักไม่เข้าใจหรือว่าโลกนี้มีที่ยืนให้เฉพาะคนที่แข็งแกร่งเท่านั้นขนาดเธอที่เพิ่งมาถึงยังรู้เลยว่าควรทำยังไงให้อยู่รอดบนโลกใบนี้
“ส่วนปราณ คือพลังชีวิต ซึ่งพลังปราณมีอยู่ในทุกๆที่ ทั้งจากต้นไม้แม้น้ำและก้อนหิน ดวงดาว สัตว์ หรือมนุยษ์เอง ทำให้คุณหนูถูกส่งมาที่นี่เพื่อรับเอาพลังปราณอันบริสุทธิ์ของูเาเก่าแก่ลูกนี้เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และฟื้นตัวได้เร็วขึ้นแม้ที่นี่จะอันตรายเต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้ายก็ตามซึ่งสัตว์อสูรก็แบ่งลำดับขั้นออกเป็สิบระดับ เช่นเดียวกับคน เพียงแต่พวกมันมีราชันยอดยุทธตำนานแห่งราชัน และยังมีเพิ่มมาอีกคือราชันสัตว์อสูร”
“อย่าบอกนะทั้งหุบเขามีบ้านหลังนี้หลังเดียว รายล้อมไปด้วยสัตว์อสูร”
“ถูกต้องเ้าคะ แถมเป็สัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไป...เล่ากันว่าที่นี่อาจมีราชันอสูรอยู่ก็ได้ ทำให้ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้ามาที่นี่”
พอคิดว่ารอบๆบ้านเต็มไปด้วยสัตว์ป่ากระหายเืที่จ้องจะตะครุบคนในบ้านก็ทำให้หงหนิงหรงขนลุก “ว่าแต่พวกเรารอดชีวิตมาได้ยังไงท่ามกลางสัตว์อสูรเนี่ยนะ พวกมันทำไมไม่บุกเข้ามาทำลายบ้านหลังนี้หรือฉีกพวกเราออกเป็ชิ้นๆ”
“บ้านหลังนี้เป็บ้านของประมุขคนก่อนของตระกูลหงเ้าคะท่านผู้เฒ่าหลังปลดเกษียรตัวเองจากฐานะประมุขก็ให้ท่านแม่ทัพเป็ประมุขแทนส่วนท่านผู้เฒ่า หงหยางเซินก็ออกท่องเที่ยวในยุทธภพ ท่านผู้ท่านเป็ยอดยุทธหรือผู้ฝึกยุทธระดับสิบ มีพันธะสัญญากับกิเลนทอง ซึ่งปกครองพื้นที่แถบนี้ตราบใดที่กิเลนทองยังมีชีวิตอยู่จะไม่มีสัตว์อสูรตนใดกล้าบุกเข้ามาในบ้านหลังนี้เ้าคะ คุณหนูหายห่วงได้ส่วนคนที่มาส่งอาหาร ข้าวของแค่พวกเขาพกเส้นขนของกิเลนทองเอาไว้ก็ไม่มีสัตว์อสูรตัวไหนกล้าทำร้ายแล้วเ้าคะ”
“แล้วถ้าในกรณีที่คนไม่ได้พกขนกิเลน เดินออกจากบ้านหลังนี้ละ”
“ก็กลายเป็อาหารของสัตว์อสูรเ้าคะ!”
“หมายความว่า ข้าถูกขัง ถ้าพวกเขาไม่ส่งข้าว ส่งวัตถุดิบทำอาหารมาข้าก็อดตายใช่หรือไม่”
“ถูกต้องเ้าคะ แต่คุณหนูอย่ากังวลเลย ไม่มีใครกล้าหรอกเ้าคะคุณหนูเป็หลานท่านอ๋องฮุ่ยนะเ้าคะ”เสี่ยวเมิ่งพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจแต่แววตากลับหลุกหลิก
เสี่ยวเมิ่งโกหกชัดๆ!เกรงว่าพวกบ้านอนุคงเริ่มลงมือแล้ว คงคิดว่าเธอใกล้ตาย เลยกลั่นแกล้งลดข้าวลดยาลงจะได้ให้เธอตายเร็วขึ้น ฮึ! ตอนนี้หงหนิงหรงฟื้นแล้วแต่ไม่ได้ฟื้นมาให้พวกบ้านอนุรังแก! เธอฟื้นมาแก้แค้นต่างหาก!