ตอนเย็นเวลาสามทุ่มครึ่ง วิลลาพักร้อนฉิงหยุนเขตหลินไห่ชานเมืองฉวนโจว
รถเบนท์ลีย์คันหนึ่งแล่นมา หลังจากนั้นจอดอยู่ด้านหน้าวิลลาพักร้อนฉิงหยุน
ซูฮ่าวเปิดประตูรถให้เย่จื่ออี๋กับเย่เฉียวเฉี่ยวค่อยๆเดินลงมาจากบนรถแล้ว
เย่จื่ออี๋มองวิลลาตรงหน้าที่ใหญ่สุดลูกหูลูกตา และสว่างไสว เธอเอามือปิดปากอย่างตื่นตระหนกมาก“คุณซู คุณแน่ใจหรือว่าสถานที่แห่งนี้คือที่พักใหม่ของพวกเรา?”
วิลลาที่มีต้นหญ้าป่าไม้เขียวขจี และยิ่งใหญ่เกรงว่ามีเงินไม่ถึงยี่สิบสามสิบล้านก็ล้วนซื้อไม่ได้
“ไม่ผิด วิลลานี้คือเพื่อนคนหนึ่งมอบให้” ซูฮ่าวหัวเราะและเปิดประตูวิลลาเขาโบกมือให้ทั้งสองคน “ไปเถอะ เข้าไปดูที่พักใหม่ของพวกเธอสักหน่อย”
เย่จื่ออี๋ยังคงอยู่ในอาการตื่นตระหนก มอบวิลลาอย่างนี้ให้ซูฮ่าวได้ก็เห็นได้ชัดว่าสถานะของซูฮ่าวไม่ธรรมดาแค่ไหน
เย่เฉียวเฉี่ยวอายุน้อย กลับไม่คิดอะไรมาก เธอจูงมือของเย่จื่ออี๋ “พี่สาวพวกเรารีบตามพี่ชายเข้าไปเถอะ”
“เอ่อ? ได้!”เย่จื่ออี๋หยุดชะงัก และพาเย่เฉียวเฉี่ยวเดินเข้าไปแล้ว เธอเดินตามซูฮ่าวเข้าไปในวิลลาด้วยจิตใจที่ซับซ้อน
ไม่พูดไม่ได้ว่า เมื่อมองจากด้านนอกวิลลาจะเป็นแบบหนึ่ง แต่เมื่อมองจากด้านในก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง
ในวิลลามีหินหยกอันประณีตปูพื้น จัดเป็นรูปสีต่างๆ หลากหลายแบบตามสีเดินเข้ามาที่นี่ ราวกับเดินเข้าไปในฉากของนิยายแล้ว
วอลเปเปอร์ โคมไฟระย้า ห้องนั่งเล่นที่ใหญ่มโหฬาร ห้องเต้นรำ … กลิ่นอายความหรูหราลอยมา ทำให้รู้สึกอยากสวมใส่เสื้อผ้าหรูหราและกลายเป็นสาวงามถือพัดและพัดไปมาทันที
จากปากของซูฮ่าวก็รู้ว่า ที่นี่เป็นแค่เขตตำหนักของวิลลานอกจากนี้แล้วยังมีเขตภูเขาบวกกับเขตทะเลสาบอีก
เย่จื่ออี๋จูงเย่เฉียวเฉี่ยวอย่างรู้สึกทึ่งและตื่นเต้นหลังจากนั้นตามซูฮ่าวมาถึงเขตภูเขาแล้ว
ที่เข้าสู่สายตาคือภูเขาที่มีร่องน้ำบนก้อนหินที่อยู่ด้านล่างเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและเถาวัลย์ ผสานเข้ากับป่าไม้โดยรอบอยู่ในนี้ก็ตอบสนองการเที่ยวชมความฝันในเทพนิยายและภาพลวงตาของทุกคน
เขตทะเลสาบยิ่งงดงาม มีเสียงแมลงและนกร้อง สัตว์ตัวเล็กๆ ค่อยๆหลับใหลในเสียงกระเพื่อมของน้ำในทะเลสาบ ลมพัดโชยมาก้มตัวสัมผัสน้ำทะเลสาบที่เย็นสบาย ดีเลิศเป็นอย่างยิ่ง
ภายใต้การนำของซูฮ่าว เย่จื่ออี๋กับเย่เฉียวเฉี่ยวเดินจนทั่วทั้งวิลลาแล้วบนใบหน้าของทั้งสองคนมีอาการตื่นเต้น
สุดท้าย ทั้งสามคนก็มาถึงห้องนอนแล้ว
ห้องนอนในวิลลามีหลายห้อง ชั้นสูงสุดคือห้องนอนใหญ่ด้านล่างคือห้องนอนเล็ก
ถึงเป็นห้องนอนเล็ก แต่ก็ไม่ได้แสดงว่ามันคือของมีตำหนิ ด้านในกว้างขวางเครื่องเรือนต่างๆ มีครบครัน การแกะสลักละเอียดประณีต อยู่ที่นี่ก็เหมือนอยู่ในโรงแรมระดับห้าดาว
“พี่สาว ต่อไปพวกเราก็จะได้อยู่ที่นี่จริงๆ หรือ?” เย่เฉียวเฉี่ยวขยี้ตาแล้วก็ถามอย่างรู้สึกเหลือเชื่อมาก
เย่จื่ออี๋เผยสายตาที่ซับซ้อน และมีสีหน้าที่รู้สึกฟั่นเฟือน
ชีวิตยากจนข้นแค้นในสองสามปีนี้ทำให้เธอลืมสถานที่ที่คนปกติอยู่อาศัยไปแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงการพักอยู่ในบ้านหรูตรงหน้านี้
เวลานี้ฟังการซักถามของเย่เฉียวเฉี่ยว เธอก็ตะลึงงันอยู่นานในที่สุดก็พยักหน้าแล้ว
“เยี่ยมไปเลย!” เย่เฉียวเฉี่ยวตะโกนอย่างตื่นเต้นเธอกระโดดโลดเต้นอยู่ในห้องอย่างดีอกดีใจ มองดูเครื่องเรือนต่างๆ นานาในดวงตาเต็มไปด้วยความแปลกใจและตื่นเต้น
เธอลูบคลำตรงนี้สักหน่อย มองดูตรงนั้นสักหน่อย ราวกับซินเดอเรลลาที่เพิ่งมาถึงพระราชวังและมีอาการตื่นเต้น
เย่จื่ออี๋รู้สึกผิดต่อน้องสาวของตนเองอยู่ในใจ เทียบกับคนอายุเท่ากันเธอขาดแคลนความรักและความรู้ที่ควรมีค่อนข้างมาก
วันนี้ในที่สุดน้องสาวของเธอก็ไม่ต้องเป็นเหมือนเมื่อก่อนที่มีแค่ห้องอันหนาวเย็นและสำลีที่ขึ้นราโดยเฉพาะแม้แต่อาหารก็ล้วนคือของเหลือ
ทันใดนั้นเย่จื่ออี๋อยากร้องไห้ สองสามปีมานี้น้องสาวต้องทนทุกข์กับเธอมามากเกินไปแล้วมาถึงตรงหน้าห้องที่หรูหราเช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเห็นน้องสาวดีใจอย่างตอนนี้
เธอยิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจซูฮ่าว ผู้ชายคนนี้ให้บ้านใหม่ที่อบอุ่นกับเธอและน้องสาว
ในขณะเดียวกัน ภายในใจเธอก็มีความไม่เข้าใจและงงงวย
ทำไมซูฮ่าวที่มีวาสนาได้พบหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้ง ถึงช่วยเธอถึงขั้นนี้ทั้งยังให้เธอกับน้องสาวพักอยู่ในวิลลาที่หรูหราอย่างนี้
หากพูดว่าซูฮ่าวเห็นเธอกับน้องสาวน่าสงสาร แค่ให้เงินสักหน่อยก็พอแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องช่วยพวกเธอให้หลุดพ้นจากชีวิตที่ยากจนข้นแค้นอย่างนี้
เย่จื่ออี๋แอบชำเลืองมองซูฮ่าวแวบหนึ่ง พบว่าซูฮ่าวถึงแม้อายุน้อยแต่ในดวงตาที่ลึกๆ คู่นั้นกลับซ่อนการผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
ความรู้สึกที่มีให้เธอ ราวกับคนที่อยู่มาสองสามร้อยปี และมองโลกนี้ทะลุปรุโปร่งแล้ว
สำหรับเธอแล้ว ซูฮ่าวลึกลับมากก็คือความลึกลับนี้ทำให้เธอคิดว่าไม่เป็นความจริง
“เฉียวเฉี่ยว ห้องนี้ชอบไหม?” ซูฮ่าวเห็นเย่เฉียวเฉี่ยววิ่งไปมาอยู่ในห้องนอนเขาก็เข้ามาถามพลางหัวเราะ
เย่เฉียวเฉี่ยวหยุดวิ่งและก็เดินมาด้านหน้าซูฮ่าวเธอเงยหน้าเผยรอยยิ้มที่บริสุทธิ์
“พี่ชาย หนูชอบห้องนี้มาก ขอบคุณค่ะ!”
“ไม่ต้องขอบคุณ มา พี่ชายจะเปิดโทรทัศน์ให้เธอดู” ซูฮ่าวส่ายหน้าพลางหัวเราะและเปิดโทรทัศน์ LG เครื่องใหญ่ จากนั้นเลือกช่องของเด็ก
“ว้าว นั่นคือกระรอกน้อยที่พี่สาวพูดถึง!”เย่เฉียวเฉี่ยวตะโกน และปรบมืออย่างตื่นเต้น หลังจากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนโซฟาและดูโทรทัศน์อย่างไม่ขยับราวกับลุ่มหลงแล้ว
เย่จื่ออี๋เห็นน้องสาวของตนเองถูกโทรทัศน์ดึงดูด ก็รู้สึกตื้นตันจนแทบจะร้องไห้เธอโค้งตัวให้ซูฮ่าวแล้ว “คุณซู ขอบคุณคุณจริงๆ หากไม่ใช่เพราะคุณ ฉันคงจะไม่มีความกล้าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว”
ตอนที่เธอยังไม่ได้พบกับซูฮ่าว เธอรู้สึกผิดหวังกับชีวิต จริงๆ แล้วก็ไม่มีความหวังที่จะอยู่ต่อไปหากไม่ใช่เพราะเย่เฉียวเฉี่ยวยังเด็ก มิฉะนั้นเธอก็คงจะฆ่าตัวตายไปนานแล้วอย่างแน่นอนเพราะเธอประคับประคองไม่ไหวจริงๆ
แต่หลังจากที่ซูฮ่าวปรากฏตัว ชีวิตของเธอได้ปรากฏแสงสว่างแล้วแสงนี้สว่างจ้าอย่างที่สุด อบอุ่นอย่างที่สุด แค่ฉับพลันก็ส่องสว่างไปทั้งใจของเธอขับไล่อาการท้อแท้ในใจเธอแล้ว ทำให้เธอจุดประกายความหวังของชีวิตใหม่อีกครั้งเต็มไปด้วยความปรารถนาที่มีต่ออนาคตอีกครั้ง
หากไม่มีซูฮ่าว บางทีตอนนี้เธออาจจะถูกคนข่มขืนและน้องสาวก็คงจะถูกตีตายไปนานแล้วชีวิตยังคงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
บุญคุณที่ซูฮ่าวมีต่อเธอ เกรงว่าทั้งชีวิตนี้เธอล้วนตอบแทนไม่หมดแล้ว
“จริงๆ แล้วเธอไม่ต้องขอบคุณฉัน คนที่ต้องขอบคุณอย่างแท้จริงก็คือฉันจึงจะถูก” ซูฮ่าวโบกมือ และฉีกยิ้มเล็กน้อย
เย่จื่ออี๋ขมวดคิ้วอย่างรู้สึกงงงวยมาก “คุณซู ทำไมต้องขอบคุณฉัน?”
ซูฮ่าวไม่ตอบ แค่หัวเราะแต่ไม่พูด แต่ในดวงตาของเขากลับแฝงด้วยอาการทอดถอนใจ
ชาติก่อน ในฤดูหนาวเย่จื่ออี๋ให้นมเขาหนึ่งแก้วขนมปังสองสามก้อนบวกกับเงินที่ใช้ซื้อเสื้อผ้าทำให้เขาผ่านชีวิตที่ลำบากที่สุดไปได้
ชาตินี้ ในที่สุดเขาก็ทดแทนบุญคุณที่ติดค้างและชดเชยหนึ่งในความเสียใจของผู้คนมากมายแล้ว
เขาดีใจมาก เพราะในที่สุดก็มีความสามารถไปเปลี่ยนทุกอย่างนี้แล้ว
ชดเชยความเสียใจหนึ่งอย่างได้ ก็ชดเชยความเสียใจสองอย่างได้ ในที่สุดก็คงจะมีสักวันที่เขาจะชดใช้หนี้ที่ติดค้างในชาติก่อนทั้งหมดได้
เย่จื่ออี๋เห็นซูฮ่าวไม่พูด เธอก็อ้าปากแล้ว แต่ในที่สุดก็ยังคงไม่ได้ถามอะไรมาก
ภายในใจของทุกคนล้วนมีความลับที่บอกคนอื่นไม่ได้ ไม่ว่าซูฮ่าวจะทำเพื่ออะไรแต่อย่างน้อย การกระทำทุกอย่างของซูฮ่าวได้ให้ความอบอุ่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดกับเธอและน้องสาวนี่ก็พอแล้ว
“ตั้งใจเลี้ยงดูเฉียวเฉี่ยวจนโตเธอผ่านความทุกข์ที่อายุนี้ไม่ควรมีมามากเกินไปแล้ว”ซูฮ่าวมองเย่เฉียวเฉี่ยวที่หัวเราะตามการ์ตูนในโทรทัศน์และก็พูดกับเย่จื่ออี๋อย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า “อยู่ที่นี่ก็ตามสบาย คิดว่าสถานที่แห่งนี้คือบ้านของพวกเธอก็พอแล้ว”
“ค่ะ!” เย่จื่ออี๋พยักหน้าอย่างจริงจังเธอตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าจะลำบากอย่างไร จะต้องช่วยซูฮ่าวดูแลร้านให้ดีไม่ควรผิดต่อความหวังดีที่เขามีต่อตนเองและน้องสาว
“คุณซู ขอถามหน่อยห้องครัวอยู่ตรงไหน ฉันอยากต้มบะหมี่ให้น้องสาวเธอยังไม่ได้ทานอาหารเย็น”
“ฉันเรียกคนส่งอาหารมาให้พวกเธอแล้ว ห้องครัวเหมือนจะยังไม่ได้ทำความสะอาดอีกสักครู่ฉันจะให้คนไปทำความสะอาด” ซูฮ่าวหัวเราะอย่างเคอะเขินและต้องการโทรศัพท์ไปหาหวางเฉิงเทียน
เย่จื่ออี๋โบกมือ “คุณซู ไม่ต้องให้คนส่งอาหารขึ้นมาค่ะฉันไปทำความสะอาดห้องครัวสักหน่อย ถึงเวลาก็ต้มบะหมี่ให้เฉียวเฉี่ยวทานก็พอแล้ว”
“บะหมี่ชามเดียวจะอิ่มไหม? หรือให้ฉันเรียกคนส่งอาหารขึ้นมา!”
เย่จื่ออี๋ส่ายหน้าพลางหัวเราะ “ชามเดียวไม่อิ่มก็สองชามปกติตอนเย็นเฉียวเฉี่ยวจะกินบะหมี่ ทานข้าวเธอยังคงทานไม่ลง”
“นี่ … พอเถอะ!” ซูฮ่าวก็ไม่กล้าฝืนใจทำได้แค่ตกลง
เขาพูดจบแล้วก็เดินออกไปจากห้องนอนเล็ก และพาเย่จื่ออี๋มาที่ห้องครัว
ถึงแม้วิลลาจะปิดมาครึ่งปีแล้ว แต่อุปกรณ์ในห้องครัวล้วนคือของใหม่ แค่มีฝุ่นจับเท่านั้น
เย่จื่ออี๋หยิบอุปกรณ์ขึ้นมา และเริ่มทำความสะอาดทันที รวดเร็วเป็นอย่างมาก
ซูฮ่าวโทรศัพท์ให้หวางเฉิงเทียนเรียกคนส่งสิ่งของขึ้นมามากมาย
เพราะหลายปีมานี้ชีวิตค่อนข้างลำบาก มักจะอดมื้อกินมื้อดังนั้นเย่จื่ออี๋เทียบกับผู้หญิงธรรมดาทั่วไปแล้ว พละกำลังของเธอจะอ่อนแอมาก
นี่ยังทำความสะอาดได้ไม่กี่นาที เธอก็เหงื่อเต็มหน้า และหายใจกระหืดกระหอบแล้ว
เหงื่อที่ใสแจ๋วค่อยๆ ไหลลงมาจากหน้าผาก ไหลลงมาถึงกระดูกไหปลาร้าและซ่อนเข้าไปในเสื้อผ้า
ร้อนจนทำให้เธอดึงเสื้อผ้า และปลดคอเสื้อ เธอหยุดสักพักก็เริ่มโค้งตัวเช็ดโต๊ะ
ตอนที่ซูฮ่าวประคองสิ่งของมากมายเดินเข้ามาในห้องครัว เขามองผ่านลำแสงก็เห็นข้างในเสื้อผ้าของเย่จื่ออี๋ทั้งหมดได้
เย่จื่ออี๋เงยหน้ามองซูฮ่าว พบว่าอีกฝ่ายกำลังมองตนเองอย่างงงงัน ดวงตากะพริบและอยู่ที่คอเสื้อของเธอ
เธอตะลึงงัน เหมือนจะเข้าใจอะไรแล้ว ใบหน้าก็แดงทันที
เธอไม่ได้ดึงคอเสื้อขึ้น แต่ปล่อยให้มันเปิดออกและทำงานของเธอต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน
ซูฮ่าวขมวดคิ้วแล้วก็ถอนหายใจทันที
เขาเข้าใจว่า เหตุที่เย่จื่ออี๋ไม่ดึงคอเสื้อขึ้น เพราะเธอคิดว่าตนเองมีสถานะต่ำต้อยไม่มีทางตอบแทนบุญคุณของเขาได้ ทำได้แค่ใช้ร่างกายมาชดเชย
“คือผู้หญิงโง่คนหนึ่งจริงๆ !”ซูฮ่าวสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก็วางของต่างๆ ลง เขาเดินมาตรงหน้าเย่จื่ออี๋และยื่นมือออกมาแล้ว
สีหน้าของเย่จื่ออี๋ยิ่งแดง เธอหลบสายตา ไม่กล้ามองซูฮ่าว แม้ซูฮ่าวจะยื่นมือมาตรงหน้าแล้ว
เธอก็พูดโน้มน้าวตนเองนานแล้วว่า ไม่ว่าซูฮ่าวจะทำอะไรกับเธอเธอก็ล้วนจะไม่ต่อต้าน
เพราะว่า นี่คือเธอติดค้างซูฮ่าว ตอนที่ไม่มีความสามารถอะไรที่จะไปตอบแทนได้ร่างกายก็คือเงินทุนของเธอ
ใครจะรู้ว่า ซูฮ่าวไม่ได้ลงมือกับเธอ แต่กลับหยิบกระดาษทิชชูที่อยู่ข้างๆส่งให้เย่จื่ออี๋แล้ว
“เช็ดเหงื่อสักหน่อย ร่างกายของเธออ่อนแอมาก ต้องปรับสักหน่อยจึงจะดี”
เขาพูดจบก็ช่วยเย่จื่ออี๋ติดกระดุมคอเสื้อแล้ว หลังจากนั้นค่อยๆ นำของต่างๆใส่เข้าไปในตู้เย็น
เย่จื่ออี๋ตัวสั่น ในสายตาเต็มไปด้วยอาการซับซ้อน
เธอมองซูฮ่าว ภายในใจมีความอบอุ่น
เธอไม่รู้ว่าที่ซูฮ่าวไม่ยอมแตะเธอ เพราะสถานะของเธอต่ำต้อยหรือเพราะซูฮ่าวคือคนซื่อสัตย์ ไม่อยากใช้น้ำใจมาขอร้องให้เธอใช้ร่างกายตอบแทน
แต่ที่เธอรู้ก็คือ ภาพลักษณ์ของซูฮ่าวที่อยู่ในใจของเธอก็เพิ่มขึ้นอีกหลายขั้นแล้ว
หลังจากที่วางสิ่งของต่างๆ แล้ว ซูฮ่าวก็บอกวิธีการใช้เครื่องครัวเอไอกับเย่จื่ออี๋หลังจากนั้นดูเวลาสักหน่อยแล้วก็พูดว่า “ตอนนี้ดึกแล้ว ฉันกลับบ้านก่อนตอนที่พวกเธอจะเข้านอนอย่าลืมปิดประตูให้เรียบร้อย หากมีเรื่องอะไรก็โทรศัพท์มาหาฉันได้”
“กลับบ้าน?” เย่จื่ออี๋มีใบหน้าไม่เข้าใจและถามว่า “วิลลานี้ไม่ใช่บ้านของคุณหรือ?”
ซูฮ่าวฉีกยิ้มเล็กน้อย “ก็ถือว่าใช่ แต่บ้านนั้นของฉันยังมีคู่หมั้นอยู่หากไม่กลับไป ก็คือการไม่รับผิดชอบต่อเธอ”
คำว่าคู่หมั้นเมื่อพูดออกมา ก็ทำให้เย่จื่ออี๋ตัวสั่น และใจสั่นทันทีราวกับมีของสำคัญอะไรถูกคนแย่งไปแล้ว
“เธอเป็นอะไร?” ซูฮ่าวเห็นเย่จื่ออี๋มีสีหน้าผิดปกติก็ถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่ … ไม่เป็นไร!”เย่จื่ออี๋ฝืนยิ้ม และพูดเร่งว่า “ตอนนี้ใกล้จะสี่ทุ่มแล้วคุณซูกลับไปเร็วหน่อยเถอะ เดี๋ยวจะทำให้คู่หมั้นเป็นห่วง”
“ได้ พรุ่งนี้ฉันจะมาหาพวกเธออีกที”ซูฮ่าวมองความผิดปกติของเย่จื่ออี๋ไม่ออก แต่เขาก็พยักหน้าแล้ว
เขาเดินออกมาจากห้องครัว เดินมาถึงด้านนอกวิลลาหลังจากนั้นก็ขับรถไปยังบ้านเดี่ยว
เย่จื่ออี๋มองด้านหลังของรถเบนท์ลีย์ เธอก็รู้สึกผิดหวังและรู้สึกแย่อย่างน่าแปลก …