วายุนิ่งตะลึงงันไปชั่วขณะเมื่อสายตาปะทะกับตัวเลขที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าบนคันฉ่องศิลาอาคมบัดนี้หัวใจของเขาเต้นรัวแรงประดุจกลองศึกที่ถูกรัวกระหน่ำในงานฉลองชัยชนะยอดรวมที่พุ่งทะยานขึ้นมานี้มิใช่เพียงแค่ตัวเลขธรรมดา แต่มันคือเครื่องตอกย้ำว่า"ระบบเศรษฐกิจใหม่"ที่เขานำมาหยิบยื่นให้แก่ชาวชมพูทวีปนั้นทรงอานุภาพเพียงใด
‘เพียงแค่ชั่วยามเดียวหลังจากเริ่มเปิดนิมิตสด(ไลฟ์สตรีม)... มียอด มงคลบรรณาการ (ของขวัญที่ส่ง) หลั่งไหลเข้ามามากกว่าห้าล้านเม็ดหากเปรียบเทียบกับค่าครองชีพในโลกเดิมของข้าเงินจำนวนนี้อาจมีมูลค่ามหาศาลมิต่างจากห้าสิบหกล้านบาทเลยทีเดียว’
วายุนึกย้อนไปถึงเหล่าดาวเด่นในโลกเดิมของเขาแม้แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดก็ยังยากที่จะทำสถิติที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้ภายในเวลาอันสั้นและเมื่อหักลบส่วนที่เขา "หน้าม้า" ส่งให้ตัวเองเพื่อกระตุ้นตลาดไปแล้วยอดสุทธิที่ได้จากเหล่าผู้บำเพ็ญจริงๆ ก็ยังสูงถึงสี่ล้านเม็ดแก้วมณีรัตน์!
“ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก... เหล่าบุรุษผู้ลุ่มหลงในกามคุณเหล่านี้ช่างน่ากลัวจริงๆพวกเขายอมสละแก้วมณีรัตน์นับล้านเม็ดให้แก่สตรีที่ยังมิเห็นแม้แต่พักตร์ที่แท้จริงเื้ัม่านนิมิตด้วยซ้ำ”
เขาลอบยกยิ้มพลันพิจารณาไปที่รายนามผู้ส่งมงคลบรรณาการ “โดยเฉพาะ คุณชายดาราแห่งปราสาทดารารจนา ผู้นี้เพียงคนเดียวก็ทุ่มทุนไปถึงสองล้านห้าแสนเม็ดเห็นทีว่าเ้าหมอนี่จะเป็ ‘ปลาทองตัวใหญ่’ ที่เปี่ยมไปด้วยไขมันอย่างแท้จริงข้าจะปล่อยให้ปลาคุณภาพเยี่ยมเช่นนี้หลุดมือไปมิได้เด็ดขาด ปิ่นนรี...เดี๋ยวเ้าจงกำชับให้รวีรำไพเตรียม ภาพลักษณ์จำลองตน (เซลฟี่) พิเศษส่งไปให้เขาเป็การส่วนตัวเสียหน่อย”
ในยามนี้วายุกำลังอิ่มเอมไปด้วยความปรีดาแม้เขาจะลั่นวาจาไว้ว่าแก้วมณีรัตน์ที่ได้จากการเปย์ทั้งหมดจะมอบให้แก่ รวีรำไพ เป็รางวัลส่วนตัวแต่ในฐานะที่นางเป็ข้า่ใช้คนสนิทและเป็ฟันเฟืองสำคัญในข่ายใยมนตราทรัพย์สินเหล่านี้ย่อมหมุนเวียนกลับมาเป็ทุนรอนในการขยายอิทธิพลของกองกำลังเขาอยู่ดีไม่ว่าจะมองมุมไหน ลงกาก็ได้รับกำไรมหาศาลจากแผนการนี้
วายุขยับพัสตราภรณ์บนวรกายในร่างของจอมั์ให้เข้าที่ทอดพระเนตรมองไปยังเหล่าเสนาและข้าราชบริวารที่คอยรับใช้อยู่เื้ัม่านอาคมด้วยสายตาอันทรงพลัง
“พวกเ้าทั้งหลายจงฟัง เรา... ดำเนินการต่อไป!เรา อยากจะรู้นักว่าขีดจำกัดของ เหล่าบุรุษผู้ลุ่มหลงในกามคุณ เหล่านี้จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน!”
เขาสั่งการพลันเบนสายตาไปที่รวีรำไพซึ่งกำลังบริหารเสน่ห์โต้ตอบกับผู้ชมอย่างคล่องแคล่วบัดนี้ยอดผู้เข้าชมในนิมิตสด (ไลฟ์สตรีม) ทะลุหลักหนึ่งแสนคนไปแล้วและยังมีเหล่าผู้บำเพ็ญจากทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาประดุจฝูงมดที่ได้กลิ่นน้ำตาลแม้ผู้มาใหม่เหล่านี้จะมิได้มั่งคั่งเท่าคุณชายดาราแต่หากพวกเขาร่วมกันสละแก้วมณีรัตน์คนละสิบเม็ดร้อยเม็ดรวมกันแล้วย่อมเป็สายธารแห่งขุมทรัพย์ที่มิอาจมองข้าม
การได้แลกยอดมณีเพียงหยิบมือกับรอยยิ้มหว่านเสน่ห์ของรวีรำไพและการได้เห็นนามของตนปรากฏต่อหน้าผู้คนทั่วทั้งชมพูทวีปนับเป็ข้อเสนอที่เย้ายวนใจเกินกว่าเหล่าผู้บำเพ็ญที่ติดอยู่ในโลกอันเงียบเหงาจะต้านทานได้ในเวลาเพียงมิเนิ่นนานหน้าจอนิมิตสดก็เต็มไปด้วยแสงสีจากการส่งมงคลบรรณาการทุกรูปแบบยอดรวมหลังบ้านพุ่งทะยานทำลายสถิติซ้ำแล้วซ้ำเล่าปรากฏการณ์นี้มิเพียงสร้างความประหลาดใจให้วายุเท่านั้นแต่ยังสั่นะเืไปถึงจิตใจของผู้บำเพ็ญทั่วทั้งแผ่นดิน
....
ณ สำนักศิระศัสตรา (สำนักแห่งยอดศาสตรา หรือผู้เป็ยอดในเชิงดาบ) บนยอดเขาสุบรรณบรรพตอันไพศาลทางทิศบูรพา
ท่ามกลางลานประลองที่เคยเงียบสงัด บัดนี้กลับคราคร่ำไปด้วยศิษย์ในอาภรณ์สีครามกว่าสามสิบชีวิตพวกเขาต่างยืนเบียดเสียดรุมล้อมศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งดวงตาทุกคู่จับจ้องไปที่หน้าจอศิลาเนตรทิพย์ในมือของเขาอย่างไม่วางตาพร้อมกับส่งเสียงอุทานออกมาเป็ระยะ
“แม่นางรวีรำไพช่างงามล้ำเลิศเลอเหลือเกิน...เพียงแค่ชำเลืองเนตรมองมา ข้าก็รู้สึกประดุจถูกมนตราสะกดิญญาแล้ว” “หากข้ามีวาสนาได้เป็คู่ครองร่วมบำเพ็ญกับนาง ต่อให้ต้องสละตบะจนหมดสิ้นข้าก็มิเสียดายเลยสักนิด!” “เหอะ! เ้าฝันกลางวันอยู่หรือไร?ดูนั่นสิ!คุณชายดาราแห่งปราสาทดารารจนาส่งมงคลบรรณาการชุดใหญ่ให้นางอีกแล้วนี่เป็ครั้งที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย?”
ศิษย์พี่สิริปัญโญ ผู้ถือศิลาเนตรทิพย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเมื่อถูกถามถึงมูลค่า“พวกเ้าดูนี่สิ... มงคลบรรณาการระดับ ‘พญานาคราชคาบแก้ว’หนึ่งชุดต้องใช้แก้วมณีรัตน์ถึงหนึ่งพันเม็ด เ้าคุณชายดาราคนนี้เปย์ไปอย่างน้อยสี่พันชุดในราตรีเดียวนั่นเท่ากับเขาทุ่มแก้วมณีรัตน์ไปถึงสี่ล้านเม็ดเชียวนะ!”
สิ้นคำกล่าวบรรดาศิษย์สำนักศิระศัสตราต่างพากันแตกตื่นโวยวายด้วยความตกตะลึง
“สี่ล้านเม็ดแก้วมณีรัตน์! พรพระศิวะเ้า!เบี้ยเลี้ยงรายเดือนของข้ามีเพียงห้าร้อยเม็ด ต่อให้ข้าไปรับภารกิจกำจัดปีศาจทั้งเดือนก็ได้ไม่เกินหนึ่งพันเม็ดข้าต้องใช้เวลาถึงสามร้อยปีเชียวนะกว่าจะสะสมเงินจำนวนนั้นได้!” “ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนักสมแล้วที่เป็คุณชายจากสำนักอันดับหนึ่งในเขตทักษิณรากฐานทางการเงินของเขาช่างแข็งแกร่งเหลือคณา” “แล้วแก้วมณีรัตน์ทั้งหมดนั่นก็ตกไปอยู่ในมือของรวีรำไพงั้นรึ?นี่นางกลายเป็เศรษฐินีภายในชั่วยามเดียวเลยนะเนี่ย!”
“มิใช่เพียงแค่นั้น!” ศิษย์พี่สิริปัญโญส่ายหน้าเบาๆ“นั่นแค่ยอดของคุณชายดาราคนเดียว ยังมี หิรัญ แห่งพนาสีเหลือง ที่ทุ่มไปเป็ล้านและคนอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน ข้าคาดการณ์ว่านิมิตสดครั้งเดียวนี้รวีรำไพอาจกวาดเงินไปได้ไม่ต่ำกว่าสิบล้านเม็ดแก้วมณีรัตน์!”
“ว่าแต่... พวกเ้าใครพอจะมีแก้วมณีรัตน์เหลือบ้างไหม?มาช่วยกันลงขันหน่อยสิ ข้าอยากจะส่งของขวัญชิ้นเล็กๆให้แม่นางรวีรำไพ เพื่อจะได้เข้าไปอยู่ใน ‘กลุ่มบริวารคนสนิท’ ข้ายินมาว่าในกลุ่มนั้นมีสิทธิพิเศษมากมายที่คนนอกมิอาจรู้ได้”ศิษย์พี่สิริปัญโญขยิบตาให้รุ่นน้องอย่างมีเลศนัย
เหล่าศิษย์ผู้อ่อนวุโสต่างรีบควักย่ามออกมาและรวบรวมเศษแก้วมณีรัตน์ส่งให้ศิษย์พี่อย่างกระตือรือร้นทว่าในขณะที่พวกเขากำลังลุ่มหลงอยู่กับหน้าจอนั้น เสียงตวาดอันเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากเื้ั
“ศิษย์พี่! มัวทำอะไรกันอยู่? ยามราตรีเช่นนี้กลับมารุมล้อมดู‘นางจิ้งจอกจำแลง’ ในศิลานี่แทนที่จะบำเพ็ญตบะงั้นหรือ? ระวังเถอะข้าจะไปฟ้องท่านพ่อให้สั่งกักบริเวณพวกท่านให้หมด!”
ทุกคนสะดุ้งสุดตัวและรีบหันไปมองพบกับหญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวมรกตที่ยืนหน้าบึ้งตึงอยู่ข้างหลังคือ แม่นางสุพิชญา บุตรีเพียงคนเดียวของท่านเ้าสำนักสุบรรณวิมล และเป็ศิษย์น้องเล็กที่ทุกคนต่างเกรงใจ
“แหะๆ แม่นางสุพิชญา เ้าเข้าใจผิดแล้วพวกเราเพียงแค่ศึกษากระบวนการไหลเวียนของอาคมผ่านข่ายใยมนตราเพื่อเปิดหูเปิดตาเท่านั้นเอง”ศิษย์พี่สิริปัญโญแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“ศึกษาอาคมรึ? เมื่อครู่ข้ายังได้ยินชัดเจนว่าพวกท่านจะส่งมงคลบรรณาการให้นางจิ้งจอกนั่น!นางนั่นมีดีอะไรนักหนา? ก็แค่แต่งตัวประหลาดๆมาล่อลวงบุรุษเท่านั้น!” สุพิชญากล่าวด้วยความริษยาที่แฝงอยู่ในน้ำเสียง
“ศิษย์น้อง... แม่นางรวีรำไพมิใช่อย่างที่เ้าคิดนางเป็ผู้ที่มีการศึกษาสูง วาจานุ่มนวลกิริยาแช่มช้อยดูเย้ายวนแต่หาได้หยาบโลนไม่” “ใช่แล้ว...เพียงแค่ฟังนางเจรจาพาทีก็นับเป็สุนทรียภาพอย่างยิ่ง” “ถึงแม้จะมีคนดูนับแสนแต่นางก็พยายามอ่านคำปราศรัยและตอบโต้พวกเราอย่างเท่าเทียม นางเรียกพวกเราว่า‘ครอบครัว’ ด้วยนะ ข้ากำพร้ามาั้แ่เด็ก พอได้ยินนางเรียกเช่นนี้ข้าก็รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก”
ยิ่งเห็นเหล่าศิษย์พี่ปกป้องรวีรำไพ สุพิชญาก็ยิ่งขัดใจจนพูดไม่ออกโดยเฉพาะเมื่อเห็นศิษย์พี่สิริปัญโญที่นางแอบมีใจให้ชื่นชมนางรำผู้นั้นออกนอกหน้า“ฮึ! พวกผู้ชายนี่มันก็เหมือนกันหมด ไม่มีใครดีเลยสักคน!”
นางสะบัดหน้าแล้ววิ่งหนีกลับห้องพักของตนไปในทันที เมื่อถึงห้องพักสุพิชญาก็รีบควักศิลาเนตรทิพย์ที่นางแอบไปซื้อมาขึ้นมา แล้วกดเข้าสู่ ข่ายใยมนตรามหาละลวย(ติ๊กต็อก) ทันที
“ข้าอยากจะรู้นักว่านางจิ้งจอกนี่ใช้มนตราอะไรล่อลวงพวกบุรุษให้ลุ่มหลงและมอมเมาศิษย์พี่ของข้าได้ถึงเพียงนี้!”
นางจ้องมองรวีรำไพผ่านหน้าจออย่างจับผิดพยายามค้นหาจุดบกพร่องในรูปโฉมของนาง ทว่ายิ่งดู สุพิชญากลับต้องยิ่งขมวดคิ้วเพราะรวีรำไพมิเพียงแต่สวยงามหมดจดและมีทรวดทรงประดุจรูปปั้นนางอัปสรแต่นางยังมีความฉลาดหลักแหลมในการพูดจาวาจาของนางแฝงไปด้วยข้อคิดปรัชญาที่ลุ่มลึกแต่เข้าใจง่ายทำให้ผู้ฟังรู้สึกเบิกบานใจอย่างประหลาด
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นางบรรเลงจะเข้ทิพย์ได้ไพเราะและขับขานบทเพลงได้จับจิตจับใจจนบรรยากาศในนิมิตสดไม่เคยเงียบเหงาเลยแม้แต่วินาทีเดียว ความโกรธของสุพิชญาค่อยๆมลายไป เปลี่ยนเป็ความเลื่อมใสในความสามารถของสตรีเบื้องหน้าอย่างมิอาจเลี่ยงได้
‘สตรีที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้มีอยู่จริงในโลกใบนี้งั้นหรือ?’
สายตาของสุพิชญาเริ่มเปลี่ยนจากการจับผิดเป็การสำรวจอาภรณ์และเครื่องประดับของรวีรำไพแทน“แต่ว่า... เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่นางสวมใสั้นช่างงดงามและแปลกตายิ่งนักหากข้าได้สวมใส่แบบนางบ้าง ศิษย์พี่จะหันมามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นบ้างไหมนะ?”
ในขณะที่นางกำลังพึมพำกับตนเอง สายตาของนางก็ไปหยุดอยู่ที่ ถุงน่องสีขาวมุกที่สวมอยู่ที่ขาเรียวงามของรวีรำไพซึ่งเป็แฟชั่นล้ำสมัยที่วายุออกแบบมาเพื่อดึงดูดสายตาทั้งชายและหญิงโดยเฉพาะและในวินาทีนั้นเองรวีรำไพที่กำลังโต้ตอบกับผู้ชมก็พลันเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาอย่างได้จังหวะ
“เมื่อครู่... รวีรำไพเห็นสมาชิกครอบครัวหลายท่านสอบถามเข้ามาถึงอาภรณ์และเครื่องประดับที่ข้าสวมใส่เป็ประจำในยามนี้”นางกล่าวพลันแย้มสรวลพราย “เพื่อเป็การตอบแทนไมตรีจิตหลังจากจบนิมิตสดในราตรีนี้แล้วข้าจะนำอาภรณ์และเครื่องประดับบางส่วนที่ข้ารังสรรค์ขึ้นมาเอง ใส่ลงไปใน ถุงย่ามมนตรา(ตะกร้าสินค้า) หากท่านใดสนใจอยากได้ไปก็สามารถเข้าไปเลือกชมและสั่งจองกันได้ในถุงย่ามนั้นนะเ้าคะ”
ดวงตาของสุพิชญาลุกวาวขึ้นมาในทันที “เยี่ยมไปเลย!ข้าก็สามารถมีเสื้อผ้าและเครื่องประดับแบบเดียวกับนางได้เหมือนกัน!”
....
วายุที่เฝ้าสังเกตการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคผ่านระบบประมวลผลหลังบ้านลอบหัวเราะในใจอย่างผู้ชนะ
‘ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือความริษยาและความอยากสวยงามของพวกสตรีต่างหาก...เมื่อใดที่เหล่าแม่นางทั่วชมพูทวีปเริ่มแย่งกันซื้อชุดและเครื่องสำอางตามรวีรำไพเมื่อนั้นลงกาของข้าก็จะกุมอำนาจทางเศรษฐกิจไว้อย่างเบ็ดเสร็จ!’
ยอดแก้วมณีรัตน์ที่ไหลบ่าเข้ามามิใช่เพียงเพื่อความรวยส่วนตัวแต่มันคือการสร้าง ‘กระแสธารทางวัฒนธรรม’ (ซอฟต์พาวเวอร์) แห่งลงกาที่จะแผ่ขยายไปไกลเกินกว่าอาณาเขตป่าดัณฑกวายุรู้ดีว่าบัดนี้เขาได้เริ่มเปลี่ยนกระแสธารแห่งยุคสมัยไปแล้ววายุจึงส่งสัญญาณให้แก่ ปิ่นนรี “ทำได้ดีมากจงดำเนินการต่อไปเถิด... เรา รู้สึกได้ว่าย่ามของพวกมันยังมีเงินตราเหลืออยู่อีกเพียบ!”