หกเดือนต่อมา…
แสงจันทร์สาดส่องกระทบลงพื้นผิวมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง เกิดเงาสะท้อนตัวเรือพิฆาตลำมหึมาโยกไหวไปมาตามกระแสเกลียวคลื่นแห่งท้องทะเล ในความมืดอันเย็นเฉียบนี้เรือหลวงมันสินธร เรือพิฆาตลำใหญ่ แหวกม่านหมอกแห่งรัตติกาลด้วยความเร็วสูง มันขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์พลังิญญาอันเงียบกริบ อีกทั้งสนามพลังที่แ่า รัดรึงลำเรือให้กลายเป็ดั่งป้อมปราการลอยน้ำ พร้อมเข้าสู่สมรภูมิอย่างไร้ซึ่งความลังเล
“รายงาน... ตรวจพบกองเรือต้องสงสัย ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ห่างออกไป 3 กิโลเมตร รวมจำนวนห้าลำครับ”
เสียงรายงานของ เรือเอกคิรินทร์ แอนดรอยด์ต้นหนผู้ได้รับฉายาเนตร์แห่งน่านน้ำ ก้องกังวานผ่านสะพานเดินเรือ ใบหน้าของเขาฉายแสงสีฟ้าจางๆ จากวงจรเรดาร์พลังิญญาที่กำลังทำงานเต็มกำลัง ข้อมูลมากมายไหลผ่านม่านตาเขาราวคลื่นน้ำไม่หยุดที่นิ่ง
นาวาเอก องค์ชายมันตรา ผู้ได้รับสมญาผู้การสมองเพชร ยืนอย่างมั่นคงกลางสะพานเดินเรือ แววตาแน่วแน่ เขาลืมตาขึ้นช้าๆ ราวกับกำลังปลุกความนิ่งสงบให้กลายเป็คมดาบ แล้วเปล่งคำสั่งแรกออกมาอย่างไตร่ตรองไว้ดีแล้ว
“ปล่อยโดรนทะเลสังเกตการณ์ ปล่อยควันม่านหมอกลวงตาคลุมเรือของเราเอาไว้ ทุกคนเตรียมเข้าสู่สถานีรบ”
สิ้นคำสั่ง โดรนทะเลก็ถูกยิงพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า มันส่งภาพมุมสูงจากบนท้องฟ้ากลับมายังสะพานเดินเรือในชั่วพริบตา ขณะเดียวกันท่อกำเนิดควันก็ปลดปล่อยม่านหมอกสีเงินขุ่นออกมา แผ่ซ่านปกคลุมเรือพิฆาตทั้งลำให้เลือนหายไปกับผืนทะเลราวกับภาพลวงตา
“เชื่อมพลังงานสมบูรณ์ ป้อมปืนใหญ่หน้า ป้อมปืนใหญ่ท้าย ป้อมปืนกลซ้าย-ขวาพร้อมยิงแล้วค่ะ!”
เสียง เรือโทหญิง ปิ่นหทัย นายทหารควบคุมเรือรายงาน พลางวางฝ่ามือลงบนแผงควบคุมอย่างมั่นคง ลำเรือเคลื่อนตัวด้วยความเร็วและแม่นยำ ราวกับเป็แขนขาส่วนหนึ่งของเธอเอง แววตาแม้จะเปื้อนความตึงเครียด แต่เต็มไปด้วยสมาธิและไหวพริบเฉียบคม สมดังฉายา “อัจฉริยะแห่งสนามรบ”
ภาพจากโดรนแสดงให้เห็นเรือสำเภาหุ้มเกราะเหล็กทั้งห้าลำของศัตรูปรากฏเด่นชัดขึ้นกลางความมืด และเมื่อภาพซูมเข้ายังเสากระโดงกลาง ธงสีเงินซึ่งมีรูป “นางเงือกติดปีกสีแดง” โบกสะบัดกลางค่ำคืนอันมืดมิด ทุกคนในสะพานเดินเรือก็รู้ได้ในทันทีว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับผู้ใด
“ตรวจสอบแล้ว... เป็กลุ่มเงือกหิมะ อาชญากรทางทะเลอันดับหนึ่งแห่งห้วงทะเลเหนือค่ะ แต่ละลำติดตั้งปืนใหญ่ข้างละ 30 กระบอก!”
เสียง เรือเอกหญิง จุยเจีย หุ่นไจนอยด์ นายทหารสื่อสารดังขึ้น ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์และถอดรหัสแสดงบนจอภาพอย่างแม่นยำ เธอคือสมองกลที่อ่านทุกการเคลื่อนไหวของศัตรู
ในเวลาเดียวกันท่ามกลางพายุ บนดาดฟ้าเรือของศัตรู โดรนก็ได้ตรวจพบสตรีผู้หนึ่งยืนต้านลมทะเลอย่างองอาจ เธอสวมเสื้อหนังรัดรูปสีดำกระชับเรือนร่างงดงาม เข็มขัดหนังรัดแน่นเหนือสะโพก บ่าสะพายอาวุธครบครัน หน้ากากหนังสีดำทรงเรียวบดบังแววตาคู่งามนั้นไว้ เส้นผมยาวปลิวไสวภายใต้หมวกกัปตันขอบทอง นางก็คือ “มอร์ริแกน” โจรสลัดสาวผู้ที่สามารถปลิดชีวิตผู้คนภายใต้รอยยิ้มอันเย้ายวน
“หมอกเบื้องหน้านี้ผิดปกติ เร่งเครื่องเข้าหากลุ่มหมอกโดยเร็ว!”
เสียงของมอร์ริแกนแหลมคมเจือแววไม่ไว้ใจ นางรู้ดีว่าศัตรูที่ซ่อนตัวในความเงียบ ย่อมไม่ใช่เหยื่อธรรมดา
“รับทราบ” นายท้ายเรือตอบสั้นๆ
“หากเราไม่ล่อให้มันโจมตีก่อน เราจะตกเป็ฝ่ายถูกล้อม”
เสียงนิ่งจาก นาวาตรี ยุทธนา แอนดรอยด์ต้นเรือผู้ไม่เคยพลาด คำพูดของเขาชัดเจนแม้กำลังประมวลผลมากกว่าหมื่นฟังก์ชันต่อวินาที
“ยิงพลุลวงออกไป แล้ววิเคราะห์รูปแบบการยิงตอบโต้ของฝ่ายศัตรูด้วย” ผู้การมันตรากล่าวด้วยเสียงเย็นเฉียบ
พลุแสงสีขาวทะยานออกจากเรือหลวง ทะลุกลุ่มหมอกไปยังอีกฟากหนึ่งของสนามรบ
“หันกราบซ้ายเข้าหาเป้าหมาย” มอร์ริแกนสั่ง
“กราบซ้ายอยู่ในตำแหน่งพร้อมยิงแล้ว” เสียงหัวหน้ากราบซ้ายรายงาน
“ยิง!” หลังเสียงสั่งการของมอร์ริแกนจบลง เรือโจรสลัดก็พลันปลดปล่อยอำนาจทำลายล้างออกมาจากปืนใหญ่ทุกกระบอกทางกราบเรือด้านซ้าย
ตูมมมม! ตูมมมม! ตูมมมม!
เสียงปืนใหญ่ของฝ่ายโจรสลัดะเิขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ะุิญญานับร้อยแหวกอากาศพุ่งตรงมายังเรือหลวงมันสินธรราวกับพายุสายฟ้า
“ป้อมหน้า ตอบโต้! ยิงสวนกลับไป ด้วยะุเจาะเกราะต่อเนื่อง สิบชุด!” เสียงผู้การมันตราสั่งการ
เรือเอก ธาวิน แอนดรอยด์ ต้นปืนประจำเรือ หลับตาเชื่อมสัญญาณกับป้อมปืนหลัก ก่อนเสียงคำรามดังก้อง ปืนิญญาประจำเรือเปล่งแสงม่วงยิงะุพุ่งฉีกอากาศของไปอย่างต่อเนื่อง ทะลวงเข้ากราบเรือศัตรูลำหนึ่งจนไฟลุกโชน!
ตูมมมม!
เสียงคำรามของอาวุธพลังิญญาทะลวงกระดูกจากเรือสำเภาโจรสลัดลำหนึ่ง เจาะทะลุด้านกราบขวาท้ายเรือหลวงมันสินธร จนไฟลุกโชน
ตูมมมม! ตูมมมม! ตูมมมม!
เสียงะเิของะุเพลิงในคลังเก็บท้ายเรือดังขึ้น ส่งผลให้เกิดเปลวไฟลุกท่วมสูงถึงสี่เมตร ระบบกระแสไฟฟ้าเสียหายหนัก ระบบไฟส่องสว่างและเครื่องยนต์ดับลง ระบบอัตโนมัติและระบบอาวุธต่างๆ ภายในเรือหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง
“หน่วยหุ่นยนต์ซ่อมฉุกเฉินกระจายกำลังไปท้ายเรือ ซ่อมระบบไฟฟ้าด่วน!” เสียงเรือโทศิขริน ต้นกล ดังสะท้อนจากท่อสื่อสาร ขณะที่หุ่นยนต์ช่างจิ๋วทรงกระบอกล้อยางสูงประมาณหนึ่งฟุตนับสิบตัว เมื่อได้ยินคำสั่งต่างก็พุ่งไปข้างหน้า เคลื่อนไปตามทางเดินภายในเรืออันมืดสนิท ราวกับฝูงสุนัขล่าเนื้อที่วิ่งกรูเข้าหาเหยื่อในยามค่ำคืน
เมื่อถึงท้ายเรือพวกมันก็เร่งเครื่องฝ่ากองเพลิงเข้าไปในห้องพลังงาน จากนั้นก็ช่วยกันปิดระบบไฟฟ้าหลักและทำการบายพาสแหล่งจ่ายพลังงานสำรองมาใช้ทดแทนแหล่งจ่ายหลักที่ชำรุดไป
“พลังงานสำรองถูกเบี่ยงเส้นทางมาใช้สำเร็จแล้วครับ ระบบดับเพลิงกลับมาใช้ได้ปกติ ขณะนี้เพลิงดับแล้ว พวกเราสามารถป้องกันการะเิของแท่งพลังงานแกนกลางได้ทันเวลา” เรือตรีก้องวารี นายทหารช่างกล รายงานเสียงดังในขณะที่ดวงตาก็จับจ้องที่จอแสดงค่าความร้อนซึ่งค่อยๆ ลดลง
“เตรียมปล่อยทุ่นป้องกันเทสล่า!” เสียงสั่งการก้องกังวานของ ผู้การมันตรา ดังผ่านระบบเสียงภายในเรือรบ
“ห้องสรรพาวุธรายงาน! พร้อมปล่อยทุ่นป้องกันเทสล่า แล้วครับ!” เสียงของ เรือตรีฤทธิรงค์ นายทหารฝ่ายสรรพาวุธดังแทรกขึ้นในขณะที่เขาบรรจุทุ่นป้องกันเทสล่าเข้ากับแท่นดีดเสร็จพอดี
ซึ่งเมื่อดีดมันออกไปจากตัวเรือ มันก็จะทำหน้าที่เป็ปราการลอยน้ำ โจมตีหัวะุที่ยิงออกมาจากเรือรบของศัตรูด้วยสายฟ้าจากไฟฟ้าแรงสูงให้สลายไปกลางอากาศก่อนที่จะััเข้ากับตัวเรือ ตามหลักการของเทสล่าคอยล์
“ดีดทุ่น!” ผู้การมันตราออกคำสั่งโดยไม่ลังเล
ทันใดนั้น ทุ่นป้องกันเทสล่าก็ถูกดีดจากแท่นดีดพุ่งกระจายตัวตกลงสู่ทะเลรอบๆเรือ ด้วยหน้าที่ของมัน เมื่อใดที่ะุของศัตรูถูกยิงออกมา ก็จะถูกช๊อตทำลายลงไปในทันที
ที่ดาดฟ้าเรือธงของฝ่ายศัตรู มอร์ริแกน ยืนมองภาพทุกอย่างด้วยแววตานิ่งสงบ มิได้สะทกสะท้าน “ข้าไม่เชื่อว่าจะมีอาวุธใดเอาชนะพลังเหมันต์ของข้าได้”
กล่าวจบนางก็หลับตาลงรวบรวมพลังเหมันต์หลั่งไหลออกจากแก่นิญญา ก่อนจะโบกมือสร้างสายฟ้าสีม่วงอมน้ำเงิน แล้วซัดออกไปยังเรือพิฆาตลำมหึมาด้วยเจตจำนงอันเยือกเย็น
เปรี๊ยะ!!
เสียงฟ้าผ่าปะทะกับผิวทุ่นดังก้องกังวานไปทั่วอากาศ ทันทีที่สายฟ้าเหมันต์กระแทกลง ทุ่นป้องกันเทสล่าพลันแปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็น้ำแข็ง แล้วปริแตกออกเป็เสี่ยงๆ
เปรี๊ยะ!! เปรี๊ยะ!! เปรี๊ยะ!!
เสียงแตกร้าวซ้ำๆ ก่อให้เกิดเกล็ดน้ำแข็งลอยว่อนกลางอากาศ
ะุจำนวนมากบนดาดฟ้า เรือหลวงมันสินธร ะเิอย่างรุนแรง เสียงเหล็กกล้าหักกระแทกกันดังสนั่น พื้นดาดฟ้าทะลุในหลายจุด บางคนโดนะุเจาะร่างตายในทันที ส่วนอีกหลายคนก็าเ็สาหัส
โลหิตสาดกระเซ็นเหนือแผ่นเหล็กอันร้อนระอุ แต่ทว่าเรือหลวงมันสินธรก็ยังคงสามารถลอยลำอยู่ได้ เนื่องจากโครงสร้างภายในถูกแบ่งออกเป็ห้องย่อยๆจำนวนมาก ทำให้แรงทะลวงของพลังเหมันต์หยุดลงก่อนที่จะถึงท้องเรือ
“ไฟไหม้… ไฟไหม้!!”
เสียงร้องเตือนดังลั่นทั่วทั้งลำเรือ พลทหารหลายคนรีบคว้าสายยาง สูบน้ำทะเลขึ้นมาดับเปลวเพลิงที่ลุกไหม้บนดาดฟ้าอย่างโกลาหล