บทที่ 22 จะเอาเงินที่ไหนมาส่งเสียหลานเรียนหนังสือได้
ยามเย็นใน่ต้นฤดูร้อน อากาศบริเวณหมู่บ้านเล็ก ๆ บริเวณเชิงเขาหลางเสินยังคงเย็นสบาย
พอได้ก้าวออกจากประตูบ้าน ซิ่งซิ่งก็ดิ้นลงจากอ้อมแขนของแม่เฒ่าเว่ยทันที เพราะไม่อยากให้ย่าอุ้มจนเมื่อย
แม่เฒ่าเว่ยเองก็รู้ดีว่าหลานสาวกตัญญู จึงยิ้มอย่างอารมณ์ดี ปล่อยให้ซิ่งซิ่งลงเดินเอง
หน้าบ้านของตระกูลอวี้ มีต้นเอล์มเก่าเก่าอายุมากต้นหนึ่ง เพราะนามสกุลอวี้พ้องกับคำว่า ‘เอล์ม’ อีกทั้งต้นเอล์มต้นนี้ก็เติบโตมาอย่างยาวนาน ต้นใหญ่แข็งแรง ชาวบ้านตระกูลอวี้จึงมักมานั่งพักผ่อนใต้ร่มเงาของต้นเอล์มต้นนี้เป็ประจำ
ไม่นานหลังจากที่สองยายหลานนั่งลง ชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่ทานอาหารเย็นเสร็จแล้วก็พากันออกมาพักผ่อนใต้ต้นไม้เช่นกัน
มือของแม่เฒ่าเว่ยถือพัดใบตาลเก่าอันหนึ่ง ค่อย ๆ โบกพัดไล่ยุงให้ซิ่งซิ่งไปพลาง ทักทายกับคนรู้จักในหมู่บ้านไปพลาง
วันนี้ซิ่งซิ่งสวมชุดใหม่เอี่ยม มวยผมก็ถักอย่างน่ารัก เป็ที่ชื่นชมของชาวบ้านที่พบเห็น
เหล่าหญิงชราที่อายุมากแล้วต่างก็พากันเอ็นดูซิ่งซิ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งหลงรัก ผลัดกันเข้ามาหอมแก้มเด็กหญิง ก่อนจะยอมปล่อยให้นางไปเล่นกับหลาน ๆ ของตน
"ป้าเว่ย ลูกสะใภ้คนที่สามของป้ายังไม่กลับมาอีกรึ?"
ผู้พูดก็คือ ป้าโจว ซึ่งเป็ชาวบ้านคนหนึ่งที่สนิทกับแม่เฒ่าเว่ยเป็ประจำ ในอดีตก่อนแต่งงาน นางก็อยู่ที่หมู่บ้านหนานถัว เป็ลูกคนที่ห้า พอแต่งงานไปอยู่หมู่บ้านเดียวกัน คนอื่นก็ยังคงเรียกนางตามลำดับพี่น้องที่บ้านเดิมว่า ป้าโจวอู่เหนียง*[1]
ป้าโจวอู่เหนียง โบกพัดใบตาลพร้อมกับหรี่ตามองแม่เฒ่าเว่ย “ข้าบอกป้าแล้ว ลูกสะใภ้แสนบอบบางที่เป็คนเมืองหลวงของป้า ไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมันหรอก!”
ถึงแม้แม่เฒ่าเว่ยจะไม่ชอบซูโหรวเอ๋อร์ แต่ก็ไม่้าพูดคุยเื่ไม่ดีของลูกสะใภ้ต่อหน้าคนอื่น นางจึงได้แต่โบกพัดใบตาลไปมา ไม่ปริปากพูดอะไร
แต่ชาวบ้านคนอื่นที่อยู่ข้าง ๆ กลับเห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง รีบพูดเสริมทันที “ปกติเวลาเดินอยู่บนถนน พวกเราแค่ทักทายลูกสะใภ้ที่เป็คนเมืองหลวงของป้า หล่อนก็ทำสายตาจองหองมองบนเสียแล้ว! ไม่รู้ว่าจะหยิ่งไปถึงไหน!”
“ใช่แล้ว! ป้าเว่ย ข้าว่านะ ตอนนั้นที่สามีหล่อนยืนกรานจะแต่งงานด้วยคงตาบอดเพราะความสวยแน่ ๆ ไหล่แบกของหนักก็ไม่ได้ มือจับงานเบาก็ไม่ได้ แต่งเข้าบ้านมาทำไมกัน? ไม่รู้ว่าสามีหล่อนโดนอะไรเข้าสิง!”
ทุกคนต่างซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้ว แต่นางก็พูดแก้ต่างให้ซูโหรวเอ๋อร์ว่า “ช่างเถอะ อย่าพูดถึงหล่อนเลย อย่างน้อยใน่ปีที่ผ่านมา เกิดข้าวยากหมากแพง หล่อนเป็ถึงสาวเมืองหลวง แต่ก็ยอมมาใช้ชีวิต ลำบากที่หมู่บ้านเล็ก ๆ บนูเาแห่งนี้ ไม่เคยทำอะไรให้ตระกูลอวี้ต้องเสื่อมเสีย”
ป้าโจวอู่เหนียงเป็คนพูดจาตรงไปตรงมา นางหัวเราะ “ป้าเว่ย ป้านี่ช่างเป็คนใจดีจริง ๆ ! … ใคร ๆ ก็ลำบากกันทั้งนั้นใน่ข้าวยากหมากแพง แต่เวลาที่ลูกสะใภ้ของป้ากลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่ใน่เทศกาล ข้าก็เห็นของขวัญที่หล่อนถือไปนะ โอ้โห! เรียกว่ามากมายทีเดียวเชียว เห็นได้ชัดว่าขนของจากบ้านสามีกลับไปบ้านแม่ตัวเองไม่น้อย! แต่พอหล่อนกลับมาจากบ้านพ่อแม่ตัวเองน่ะหรือ? ข้าไม่เห็นหล่อนถืออะไรกลับมาเลย… อีกอย่างนะ ป้าเว่ย เวลาที่ป้าเข้าเมืองก็ไม่ค่อยนั่งรถล่อของลุงซวีใช่ไหม แต่หล่อนกลับไม่ใช่แบบนั้น ทุกครั้งที่กลับเมืองหลวง ก็จะนั่งเกวียนตลอด กลัวตัวเองเหนื่อย ไม่ยอมลำบากเลยแม้แต่นิดเดียว”
“พอแล้ว อย่าพูดถึงหล่อนเลย” แม่เฒ่าเว่ยรู้สึกเบื่อหน่ายใจที่ได้ยิน แต่ก็ไม่อยากจะต่อว่าลูกสะใภ้ต่อหน้าทุกคน จึงเปลี่ยนเื่คุย เป็การถามถึงลูกชายคนเล็กของป้าโจวอู่เหนียงว่า “ว่าแต่ว่า เฉียนอัน ลูกชายเ้าเป็อย่างไรบ้าง?”
พอพูดถึง หวังเฉียนอัน ลูกชายของตัวเอง ป้าโจวอู่เหนียงก็รู้สึกคึกคักขึ้นมาทันที “โอ๊ย! พูดถึงเขา ข้าก็ปวดหัวเหลือเกิน เด็กอายุแค่สิบเอ็ดขวบเอง ทุกวันตื่นก่อนไก่ขัน มืดค่ำกว่าจะกลับถึงบ้าน ต้องปีนเขา ข้ามห้วย ไปเรียนหนังสือที่หมู่บ้านนู้นทุกวัน!… ข้าเป็แม่ก็สงสารนะ! บอกให้เขาอย่าเครียดมากนัก แต่เขาก็ไม่ยอมฟัง”
ผู้หญิงที่อยู่รอบ ๆ ต่างหัวเราะ “ก็เ้าโชคดีน่ะสิ! ถ้าข้ามีลูกชายที่รักการอ่านแบบนี้ ข้าต้องรีบไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานแล้ว!”
ทุกคนพากันหัวเราะอย่างมีความสุข
ป้าโจวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจ “อาจารย์ยังชมเชยเฉียนอันของเราว่าขยันขันแข็ง เรียนรู้ได้ดี เป็ต้นกล้าที่ดี"
พอพูดถึงเื่นี้ แม่เฒ่าเว่ยก็เหม่อลอยไปครู่หนึ่ง
ลูกชายทั้งหลายของนางก็เป็เช่นนั้น ไม่มีใครชอบเรียนหนังสือ นางเองก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
มีเพียงลูกชายคนที่สาม อวี้ซานเป้าที่หัวดีหน่อย เรียนอยู่ปีเดียวก็อ่านออกเขียนได้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่ยอมเรียนต่อ หลังจากนั้นก็ออกไปเที่ยวเตร่กับพวกคนพาลอยู่พักใหญ่ กลายเป็เด็กเกเรไป ไม่มีความเป็นักเรียนเอาเสียเลย
แม่เฒ่าเว่ยนึกแล้วก็รู้สึกเ็ปใจ
ทว่า หลาน ๆ ของนางกลับแตกต่างออกไป
ดูเหมือนว่า หลานชายทุกคนของนางต่างก็อยากเรียนหนังสือ
โดยเฉพาะหลิ่วเอ๋อร์หลานชายคนที่สาม แต่ก่อนเคยเรียนกับอาสามที่ความรู้แค่หางอึ่งอยู่พักหนึ่ง ใครจะไปคิดว่าตอนนี้หลานชายของนางจะอ่านออกเขียนได้มากกว่าอาสามเสียอีก แม้แต่หนังสือเก่า ๆ ที่อวี้ซานเป้าซื้อมา หลิ่วเอ๋อร์ก็อ่านจนจบหมดแล้ว
เขาช่างดูเป็เด็กที่เฉลียวฉลาด เหมาะแก่การเรียนหนังสือ
เพียงแต่... เื่เงินทองนี่สิ...
ทุกครั้งที่นึกถึงเื่นี้ แม่เฒ่าเว่ยก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเงียบ ๆ
หากจะส่งหลานชายไปเรียนหนังสือจริง ๆ ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายในการซื้อพู่กัน หมึก และกระดาษ ล้วนเป็สิ่งที่นางไม่กล้าแม้แต่จะคิด! ครอบครัวธรรมดา ๆ ส่งลูกหลานไปเรียนเพียงคนเดียวยังแทบจะหมดเนื้อหมดตัว นี่บ้านของนางมีหลานชายตั้งหลายคน หากจะให้ไปเรียนหนังสือกันหมด คงจะเป็ค่าใช้จ่ายมหาศาล นางจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน่ไม่กี่ปีมานี้ เกิดภัยพิบัติติดต่อกัน ทั้งภัยแล้งและอุทกภัย ข้าวในนาไม่ได้ผลผลิต ปกติแล้วอวี้ต้าหนิวยังพอเข้าป่าล่าสัตว์แลกอาหารได้บ้าง แต่สองสามปีมานี้ สัตว์ป่าก็ลดน้อยลงทุกที ทุกคนในครอบครัวต้องหวังพึ่งฟ้าดิน ให้อยู่รอดปลอดภัยก็ดีถมไปแล้ว อย่าว่าแต่ส่งเด็ก ๆ ไปเรียนเลย!
ยิ่งคิด แม่เฒ่าเว่ยก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น พัดในมือก็ยิ่งโบกแรงขึ้น
...
ซิ่งซิ่งกำลังเล่นเกมกับเด็กที่โตกว่าที่ลานกว้างหน้าต้นเอล์ม
เด็กหญิงอายุยังน้อย ร่างกายก็ผอมบาง ดูอ่อนกว่าวัย จึงเป็ธรรมดาที่เด็กที่โตกว่าจะมองว่านางเป็ตัวถ่วง เล่นด้วยไม่ค่อยได้
ซิ่งซิ่งเป็เด็กอ่อนไหวมาก เมื่อเห็นว่าคนอื่นรังเกียจ นางจึงถอยห่างออกมาจากกลุ่มเด็ก ๆ อย่างประดักประเดิด นั่งยองอยู่ด้านข้างมองคนอื่นเล่นกันอย่างสนุกสนาน บิดมือน้อย ๆ ของตัวเองไปมา
เด็ก ๆ เล่นกันอย่างซุกซน ซิ่งซิ่งค่อย ๆ ถอยหลังหลบทางให้ เห็นว่าตัวเองขวางทางพวกเขาอยู่ นางจึงทำหน้าเศร้าวิ่งลึกเข้าไปในดงหญ้า
แต่เมื่อซิ่งซิ่งรู้สึกตัว ก็พบว่าตัวเองหลงทางเสียแล้ว! รอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงหญ้าไหว เสียงจิ้งหรีดเรไร และแสงไฟริบหรี่อยู่ไกล ๆ
แม้จะมีพระจันทร์เสี้ยวอยู่บนฟ้า แต่แสงสว่างก็ริบหรี่ ซิ่งซิ่งตัวเล็กเสียจนหญ้ายังสูงกว่า ในสายตาของนาง รอบตัวมืดมิดน่ากลัว
เด็กหญิงตัวสั่นด้วยความกลัว ได้ยินเพียงเสียงแมลงร้องในพงหญ้า
นางเอามือเล็ก ๆ ปิดปากแน่น ไม่กล้าร้องไห้ออกมา
ในความทรงจำเลือนรางของซิ่งซิ่ง นางจำได้ลาง ๆ ว่ามีคนเคยบอกว่า เด็ก ๆ ห้ามร้องไห้ตอนกลางคืน ไม่ใช่แค่ทำให้คนอื่นรำคาญ แต่เสียงร้องไห้จะไปเรียกเสือใหญ่ให้มาจับเด็กดื้อกิน!
ซิ่งซิ่งกลัวเสือใหญ่จะมากินตน!
เ้าตัวน้อยปิดปาก กลั้นน้ำตา เดินลุยหญ้าไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังทีละก้าว ทีละก้าว
แต่แล้ว เสียงลมก็เริ่มพัดพาเอาเสียงประหลาดแว่วมาจากที่ไกล ๆ
เหมือนกับเสียงคนกำลังพูดคุยกัน
"แอบมานัดพบกันแถวไร่นาแบบนี้ทุกที เ้าไม่เบื่อข้าเบื่อแล้วนะ!"
"อย่าพึ่งเบื่อสิ... รอไอ้ผีแก่ที่บ้านข้าตายก่อน หลังจากนั้นพวกเราอยากจะทำอะไรก็ได้แล้ว~"
"ฮี่ ๆ มานี่เร็ว ขอข้าหอมทีสิ!"
ซิ่งซิ่งย่องเข้าไปใกล้ ๆ อย่างเงียบเชียบ พอได้ยินเสียงพูดแปลก ๆ ก็หยุดชะงัก
นางเอียงศีรษะเล็กน้อย พวกเขาพูดอะไรกัน ทำไมนางฟังไม่เข้าใจเลย
ซิ่งซิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล นางจึงหยุดเดิน
ยิ่งได้ยินเสียงครางคร่ำครวญคล้ายจะร้องไห้แต่ก็เหมือนจะหัวเราะ ซิ่งซิ่งก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เด็กน้อยหวั่นกลัวจนไม่กล้าก้าวเท้าต่อไป
ถ้าอย่างนั้น...
หรือว่าเดินไปทางที่มีแสงไฟดีกว่านะ?
ซิ่งซิ่งสูดน้ำมูกเบา ๆ กำมือแน่น บอกกับตัวเองในใจให้ข้มแข็ง พยายามสะกดกลั้นความกลัว แล้วค่อย ๆ เดินไปทางแสงไฟริบหรี่
"ซิ่งซิ่ง!"
ยังไม่ทันที่ซิ่งซิ่งจะเดินกลับไป นางก็ได้ยินเสียงย่าร้องเรียกแต่ไกล
"ย่าจ๋า! ซิ่งซิ่งอยู่ตรงนี้!" เด็กหญิงตื่นเต้นจนเสียงสั่น นางรีบวิ่งตะเกียกตะกายไปทางต้นเสียงของแม่เฒ่าเว่ย
ซิ่งซิ่งปาดน้ำตา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางวิ่งออกมาจากความมืด ไปหยุดอยู่ตรงหน้าผู้เป็ย่าแล้วกอดขาของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น
แม่เฒ่าเว่ยไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าซิ่งซิ่งคงวิ่งเล่นอยู่แถวนี้ จึงลูบหัวทุยเล็กของหลานสาวเบา ๆ
ซิ่งซิ่งเป็เด็กที่อารมณ์ดี นางมีแสงจันทร์ส่องสว่าง มีมือของยายคอยกุมไว้ มองเห็นแสงเทียนส่องสว่างออกมาจากเรือนของบ้านสกุลอวี้
ซิ่งซิ่งลืมความกลัวในความมืดไปหมดสิ้น นางเดินตามย่ากลับบ้านอย่างมีความสุข
[1] ป้าโจวอู่เหนียง หมายถึง ป้าโจวคนที่ห้า