ตอนที่ 1 จวนจงจิ้งโหว
ถังชิงหลวนเดินไปตามระเบียงทางเดินในจวนจงจิ้งโหว[1]อย่างไม่รีบร้อน สาวใช้นามติงเซียงถือกล่องยาเดินตามนางไปเรื่อยๆ บนระเบียงทางเดินมีสาวใช้มากมายกำลังเดินไปมาอย่างเร่งรีบ ผู้ที่พบเห็นนางต่างก็จำได้จึงยิ้มแย้มผงกศีรษะกล่าวทักทาย “คุณหนูถัง มาแล้วหรือเ้าคะ”
ถังชิงหลวนพยักหน้าตอบกลับอย่างมีมารยาทพร้อมรอยยิ้ม
เป็เช่นนี้จนเดินไปถึงภายในจวน สาวรับใช้ที่อยู่บริเวณประตูรีบออกมาต้อนรับและพานางไปยังห้องพักทันทีพร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ทั้งฮูหยินและบรรดาสาวๆ ต่างกำลังยุ่ง ฮูหยินใหญ่กล่าวว่าต้องขออภัยที่ไม่สามารถต้อนรับท่านให้ดีได้ วันนี้เชิญคุณหนูพักผ่อนดื่มชาที่นี่ก่อนนะเ้าคะ อีกสักครู่การแสดงจะเริ่มแล้ว ขอเชิญคุณหนูลงไปรับชมด้วยเ้าค่ะ”
ถังชิงหลวนพยักหน้า “เอาละ ไม่เป็ไร”
สาวใช้จึงรีบออกไปทำงานต่อทันที
ถังชิงหลวนถอนหายใจออกมา ยกถ้วยชาที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาจิบก่อนจะลุกขึ้นเดินไปมาภายในห้อง มือทั้งสองข้างยกขึ้นประสานไว้เหนือศีรษะ จากนั้นก็บิดเอวไปทางซ้ายทีทางขวาที
ติงเซียงนำกล่องยาทั้งสองกล่องตั้งไว้อย่างดี จากนั้นจึงยื่นมือไปแตะที่กาน้ำชา รู้สึกได้ว่าน้ำชาที่อยู่ในกานั้นเย็นชืดหมดแล้วนางจึงยกกาขึ้นแล้วเอ่ยกับถังชิงหลวน “คุณหนู ข้าขอตัวไปชงชาให้ใหม่”
ถังชิงหลวนพยักหน้า “ไปเถอะ”
ติงเซียงออกไปแล้ว ถังชิงหลวนยังคงบริหารร่างกายต่อจนรู้สึกกระปรี้กระเปร่าไปทั้งตัว จึงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่าง เมื่อมองผ่านมุ้งลวดหม่นมัวออกไปก็ได้เห็นเหตุการณ์ในจวนที่เต็มไปด้วยความคึกคักวุ่นวาย
วันนี้เป็วันครบรอบอายุห้าสิบปีของฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนจงจิ้งโหว ภายในจวนถูกตกแต่งด้วยสิ่งของที่มีสีสันงดงามแสนวิจิตร เป็ภาพบรรยากาศที่ครื้นเครงไม่น้อย บรรดาลูกสาวหลานสาวถูกพาตัวเข้ามาไม่ขาดสายเพื่อกล่าวคำอวยพรแก่ฮูหยินผู้เฒ่า พูดคุยกันได้ไม่เท่าไรก็มีแขกคนใหม่เข้ามาอีกแล้ว ส่วนแขกที่ยังอยู่ภายในก็ทยอยกันออกมาเพื่อเป็การถ่ายเทพื้นที่ หมุนเวียนเช่นนี้ราวกับวัฏจักร
ถังชิงหลวนย้อนกลับมายังสมัยราชวงศ์โจวได้สองปีกว่าแล้ว ที่จริงเธอเป็นักศึกษาปริญญาเอกคณะแพทยศาสตร์ วิชาเอกอายุรศาสตร์[2] แพทย์แผนจีนทว่าจับพลัดจับผลูได้กลายมาเป็ลูกสาวของขุนนางในสำนักแพทย์หลวง ก่อนหน้านี้หญิงสาวได้ติดตามผู้เป็บิดาไปเรียนวิชาการแพทย์อยู่เสมอ จึงเชี่ยวชาญความรู้ทางแพทยศาสตร์สำหรับสตรี ถังชิงหลวนเองก็ไม่แน่ใจว่าควรเสียใจหรือไม่ ทั้งที่เธอเพิ่งจะได้เริ่ม่เวลาดีๆ แต่ชีวิตกลับแปรเปลี่ยนไปเช่นนี้ หรือว่าควรจะดีใจที่ถึงอย่างไรก็ไม่ต้องทิ้งความรู้ความสามารถของตัวเองไป
ปีนี้ถังชิงหลวนอายุสิบห้าปี ั้แ่อายุสิบสอง ก็ได้ติดตามผู้เป็บิดาไปทำการรักษาให้กับเหล่าหญิงสาวในตระกูลที่มีฐานะ
หญิงสาวเ่าั้ส่วนใหญ่ล้วนป่วยเป็โรคสตรีทั้งสิ้น บ้างเป็ต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ บ้างปวดประจำเดือน บ้างเป็โรคที่ยากจะพูดออกมา แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนเป็อาการป่วยเล็กน้อย ทว่าบรรดาสตรีอายุน้อยเ่าั้แสนจะขี้อาย ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ยอมให้หมอผู้ชายตรวจรักษาเด็ดขาด
เริ่มแรกก็แค่ความบังเอิญที่ได้ไปตรวจให้กับหญิงสาวคนหนึ่ง และเพราะครั้งนั้นจึงทำให้เหล่าลูกสาวหลานสาวของตระกูลมั่งมีพากันเชิญให้นางไปตรวจอาการเล็กๆ น้อยๆ ที่เฝ้าอดทนไม่ยอมตรวจมาโดยตลอด ถังชิงหลวนที่อายุยังน้อยจึงมีชื่อเสียงเป็ที่เลื่องลือว่าเป็ยอดหมอผู้มีฝีมือในเรือนสตรีไปแล้ว
จวนจงจิ้งโหวนั้นโอ่อ่าใหญ่โต ภายในจวนถูกแบ่งเป็สี่เขตลาน บวกกับอีกสองลานที่ถูกแยกออกไป หญิงสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนนับดูแล้วก็มีสิบกว่าคนได้
เมื่อปีที่แล้วจวนจงจิ้งโหวได้เชิญถังชิงหลวนมาตรวจอาการรอบเดือนผิดปกติให้กับหญิงสาวในจวน ถังชิงหลวนสั่งจ่ายยาไประยะหนึ่ง อาการของหญิงสาวคนนั้นก็ค่อยๆ ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้จวนจงจิ้งโหวจึงได้เรียกตัวถังตงโจว ขุนนางแห่งสำนักแพทย์หลวงผู้เป็บิดาของถังชิงหลวนมาพบและเสนอเงื่อนไขให้ นั่นคือหลังจากนี้ถังชิงหลวนจะต้องตรวจรักษาโรคให้กับสตรีที่อาศัยอยู่ในจวนจงจิ้งโหวเท่านั้น ไม่ต้องไปตรวจรักษาให้จวนอื่นอีกและห้ามรักษาผู้อื่นด้วย
ความจริงแล้วถังตงโจวมิได้้าให้บุตรสาวของตนรักษาคนเพื่อเงินทอง เขาเพียงปรารถนาให้นางตรวจรักษาเหล่าสตรีที่เขินอายจนไม่ยอมมาพบแพทย์ ทำให้โรคเล็กน้อยกลายเป็โรคที่ร้ายแรงจนลุกลามถึงขั้นเป็อันตรายต่อชีวิต เื่แบบนี้เขาพบเห็นมามาก ดังนั้นเมื่อบุตรสาวของตนฝักใฝ่ในศาสตร์การแพทย์จนถึงกับมีใจเป็หมอ เขาจึงยอมให้บุตรสาวออกมารักษาผู้ป่วย
แต่มาตอนนี้จวนจงจิ้งโหวกลับยื่นเงื่อนไขเช่นนี้ และในเงื่อนไขยังรวมไปถึงสิ่งอื่นที่ถึงแม้จะไม่พูดออกมาอย่างชัดเจน แต่ก็รู้ได้ว่าเป็การใช้อำนาจบีบบังคับกัน ดังนั้นแม้ถังตงโจวจะไม่อยากยินยอมรับเงื่อนไขนี้มากแค่ไหน แต่เขาก็รู้ดีว่าหากไม่ตอบตกลง แค่คนจากจวนจงจิ้งโหวผู้กุมอำนาจสูงส่งนี้พูดออกมาประโยคเดียวก็สามารถทำให้ชีวิตของตระกูลถังพลิกผันได้แน่ เมื่อนึกถึงครอบครัวถังตงโจวก็ไม่กล้าที่จะต่อต้าน ทำได้แค่ตอบตกลงเท่านั้น
ปีที่แล้วถังชิงหลวนลูกสาวของเขามีอาการไข้ขึ้นสูง เมื่อนางฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็คนจากอีกยุคหนึ่งที่เรียกว่านักศึกษาปริญญาเอกคณะแพทยศาสตร์ไปเสียแล้ว ผ่านไปอีกหนึ่งปีกว่านางจึงเริ่มที่จะคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมของยุคนี้อีกทั้งยังเข้าใจถึงสภาวะที่ทำอะไรไม่ได้ของบิดาผู้เป็หมอและพยายามคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากพันธนาการของจวนจงจิ้งโหวแห่งนี้ไปได้
นางเป็หมอ คนเป็หมอไม่ควรเลือกผู้ป่วย ไม่ควรที่จะรักษาแค่เพียงบางตระกูลแล้วละเลยผู้ป่วยอื่นที่ต่อให้มาล้มหมอนนอนเสื่ออยู่ตรงหน้าก็ไม่สนใจ ในฐานะแพทย์ถังชิงหลวนย่อมไม่อาจทำเช่นนั้นได้
แน่นอนนางย่อมไม่บุ่มบ่ามลงมือทำอะไรโดยไร้หลักการจนต้องเดือดร้อนถึงบิดาและครอบครัว นางจึงรอโอกาสที่จะปรึกษาหารือกับทางจวนก่อน
ขณะที่ถังชิงหลวนตกอยู่ในภวังค์ความคิด ก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังออกมาจากด้านนอก “อยู่ในห้องงั้นหรือ”
จากนั้นอีกเสียงก็ดังขึ้นตอบรับ “ก็ใช่น่ะสิ”
ถังชิงหลวนพลันได้สติ นางหันกลับไปมองที่ประตู ม่านไม้ไผ่ถูกเลิกขึ้น สาวรับใช้สองนางซึ่งทำผมมวยคู่กำลังเดินเข้ามา คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าพอเห็นนางก็ยกยิ้ม “คุณหนูถังมาแล้วหรือ ตอนนี้ท่านว่างอยู่ใช่หรือไม่ คุณหนูของพวกเรารู้สึกไม่สบายเล็กน้อย ขอให้ท่านช่วยไปดูหน่อยเถิดนะเ้าคะ”
ถังชิงหลวนตรวจรักษาให้คนในจวนจงจิ้งโหวมากว่าสองปีแล้ว เหล่าสาวใช้ของฮูหยินที่อยู่ในจวนนี้ส่วนใหญ่นางรู้จักหมด สาวใช้ที่เดินเข้ามานี้เป็สาวใช้ประจำตัวคุณหนูเจ็ดของจวน นางมีชื่อว่าชุ่ยเฟิน ส่วนคุณหนูเจ็ดนั้นเป็บุตรสาวคนสุดท้องของภรรยาหลวงมีชื่อว่ากู้เซิงโหรว
ถังชิงหลวนพยักหน้าแล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ได้สิ”
นางหมุนตัวกลับไปหยิบกล่องยานรีเวชที่ใช้เป็ประจำขึ้นมา สาวใช้นามชุ่ยเฟินรีบเข้ามารับไปช่วยถือทันทีแล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ข้าถือให้ดีกว่าเ้าค่ะ”
ถังชิงหลวนพยักหน้ายิ้มๆ แล้วเดินนำออกจากห้องไป สาวใช้ที่อยู่บริเวณนั้นช่วยเลิกม่านขึ้นให้พลางถามด้วยรอยยิ้ม “ติงเซียงไปไหนเสียเล่าเ้าคะ เ้าเด็กคนนี้นี่นะ มาถึงก็หายไปเสียแล้ว...คุณหนูถัง ให้ข้าไปตามหานางหรือว่ารอให้นางกลับมาแล้วค่อยบอกว่าให้ไปหาท่านที่ห้องคุณหนูเจ็ดดีเล่าเ้าคะ”
ถังชิงหลวนคลี่ริมฝีปากเป็รอยยิ้มตอบ “ไม่ต้องหรอก เมื่อนางกลับมาเ้าช่วยบอกนางว่าให้รอข้าอยู่ที่นี่ก็พอ ถ้ามีอะไรข้าจะให้คนมาเรียก”
สาวรับใช้ตอบรับเป็อย่างดี
ถังชิงหลวนเดินตามชุ่ยเฟินผ่านอาณาเขตจวนมายังเขตเรือนคุณหนูเจ็ด เมื่อก้าวเข้ามายังประตูเรือนสาวใช้ที่เห็นนางก็รีบกลับเข้าไปรายงานนายของตนทันที เมื่อนางมาถึงประตู สาวใช้ผู้นั้นก็เลิกม่านขึ้นต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับเอ่ยทักทายอย่างมีมารยาท “คุณหนูถังมาแล้วหรือเ้าคะ”
ถังชิงหลวนพยักหน้ายิ้มๆ รู้สึกแปลกใจขึ้นมาเล็กน้อย
คุณหนูเจ็ดกู้เซิงโหรวคนนี้ที่จริงแล้วถือว่าเป็คนเ้าอารมณ์และแสนจะเย่อหยิ่ง
เรือนยาวเป็เรือนพักอาศัยของผู้สืบทอด ฮูหยินใหญ่ก็มีแค่บุตรชายหนึ่งคนและบุตรสาวอีกสองคนเท่านั้น บุตรสาวคนโตจากไปั้แ่ยังเยาว์วัย บุตรสาวคนเล็กก็เพิ่งถือกำเนิดตอนฮูหยินใหญ่อายุได้สามสิบกว่าแล้ว ดังนั้นคุณหนูเล็กผู้นี้จึงถูกตามใจจนเหลิงมาั้แ่เด็ก ยามอยู่ในจวนก็เย่อหยิ่งมิใช่น้อย พลอยทำให้สาวใช้ข้างกายไร้มารยาทตามเ้านายไปด้วย กับผู้ที่อยู่ในฐานะอย่างถังชิงหลวนนั้นถือว่าเป็ผู้ที่ได้รับการดูแคลนจากพวกนางมากที่สุด
ถังชิงหลวนเข้าใจสถานะของตนเป็อย่างดี จึงตั้งใจทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดตามปกติ นอกจากมาตรวจร่างกายและรักษาโรคแล้วก็ไม่คิดเข้าไปสุงสิงกับพวกนาง แต่วันนี้ท่าทีของสาวใช้ดูมีมารยาทผิดแปลกไป ถือว่าเป็สิ่งที่หาได้ยาก
แม้จะรู้สึกฉงนใจอยู่เล็กน้อยแต่นางก็ยังคงก้าวเดินเข้าไปในห้อง กู้เซิงโหรวกำลังนอนตะแคงอยู่บนตั่ง ดูจากสีหน้าแล้วน่าเป็ห่วง นางจึงเดินตรงเข้าไปถาม “คุณหนูเจ็ด รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือ”
กู้เซิงโหรวขมวดคิ้วแล้วเอ่ยตอบ “ไม่รู้เหมือนกัน...ไม่ว่าจะทำอย่างไรร่างกายก็ไม่มีแรง ไม่อยากอาหารเลยสักนิด พอเห็นของกินก็คลื่นไส้ อีกทั้งยังรู้สึกกระสับกระส่าย” นางเหลือบตาขึ้นมองถังชิงหลวน “หรือว่าจะเป็อาการที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เวลาอากาศร้อนอย่างนั้นหรือ พวกพี่น้องข้าก็เป็แบบนี้เหมือนกัน”
ฟังดูแล้วก็เหมือนจะใช่ ถังชิงหลวนไม่พูดอะไรมาก หันไปส่งสัญญาณให้สาวใช้ซึ่งได้เตรียมหมอนใบเล็กเอาไว้แล้วจึงรีบนำเข้ามาวางไว้บนโต๊ะเล็กที่อยู่ข้างตั่งทันที
กู้เซิงโหรวรู้ดีว่าหมอหญิงผู้นี้มีนิสัยรอบคอบ หากยังไม่ได้ตรวจวินิจฉัยโรคก็จะไม่พูดอะไรเด็ดขาด ดังนั้นจึงค่อยๆ ยื่นมือออกมา สาวใช้รีบเข้ามาเลิกแขนเสื้อขึ้นเพื่อเผยเส้นชีพจร
ถังชิงหลวนยื่นมือไปจับ ปลายนิ้วแตะลงบนชีพจรได้ไม่นานก็ััได้ถึงแรงขยับราวกับลูกกลิ้ง ชีพจรเต้นชัดเจนเช่นนี้
ราวกับถูกเข็มทิ่มเข้ามาบนปลายนิ้วครั้งแล้วครั้งเล่า นางรู้สึกใจนถึงกับผงะไปชั่วขณะ
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/8892e502b7dd0f501cb1819d83b32a83
[1] โหว ในที่นี้มาจากคำว่า โหวเจวี๋ย หมายถึงยศของขุนนางในสมัยราชวงศ์ซังถึงราชวงศ์โจว เทียบกับยศของไทยคือพระยา
[2] เป็สาขาหนึ่งของการแพทย์เฉพาะทาง เกี่ยวกับการป้องกัน การวินิจฉัย การรักษาโรคและความผิดปกติในร่างกายผู้ใหญ่