
หลังจากที่ท่านปูโชว์ของวิเศษแสนภาคภูมิใจให้หลินหลานดู นางก็คิดว่าสิ่งที่ท่านปู่เล่าให้ฟังถึงเรื่องแปลกประหลาดพิสดารอื่นๆ ควรจะหารครึ่งให้มากหน่อย หรือไม่สิ่งธรรมดาๆ ในโลกเก่าของนางก็อาจจะเป็นสิ่งวิเศษภายในโลกนี้ก็เป็นได้ตอนนี้ไม่ว่าท่านปู่จะเล่าเรื่องใดนางก็เพียงรับฟังตามมารยาทเท่านั้น คร้านจะจินตนาการใหญ่โตเหมือนที่แล้วมาหลังจากเดินทางมาได้นานนับเดือน อากาศก็เริ่มอุ่นขึ้นตามลำดับจนข้าไม่ต้องใส่ชุดหนาๆ อีกต่อไป สองข้างทางมีหมู่เเมกไม้หลากหลายพันธุ์มากมาย บางคราก็จะมีสัตว์ตัวเล็กๆ น่ารักวิ่งผ่านเข้ามาในสายตา ก่อนที่จะตื่นตกใจแล้วหลบเข้าข้างทางไป"หลินหลานเจ้ารีบเตรียมตัวเสียใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว อย่าเอาแต่นอนขี้เกียจ"เสียงผู้เฒ่าตะโกนปลุกเด็กสาวที่นอนหลับอยู่ในกองสินค้า ร่างของนางดูไปเหมือนกองเศษผ้าขาดๆ ที่ถูกวางทิ้งเอาไว้ ก่อนที่ศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมดกดำจะค่อยๆ โผล่ออกมาจากกองเสื้อผ้านั้นตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับท่านปู่ถือว่าแนบแน่นเป็นอย่างมาก สามารถส่งเสียงตะโกนพูดคุยโหวกเหวกได้อย่างมิต้องเกรงใจ ท่านปู่ผู้ที่เคยเงียบขรึม ตอนนี้กลายเป็นตาแก่จุกจิกขี้บ่นไปเสียได้"ตื่นแล้วก็รีบปีนมาข้างหน้าเร็วเข้า""รู้แล้วๆ "เสียงเร่งเร้าจากชายชราทำให้เด็กสาวต้องรีบขุดตัวเองออกมาจากกองสัมภาระที่กลายมาเป็นที่นอนประจำของนางไปเสียแล้ว นางปีนออกมานั่งเคียงชายชรา พลางเพ่งสายตามองออกไปข้างหน้ากำแพงเมืองสูงสีดำทะมึนตั้งตระหง่านมองเห็นได้จากไกลๆ นางมองสำรวจด้วยความตื่นเต้นวันแรกที่นางมายังโลกนี้ทุกที่ต่างเต็มไปด้วยน้ำแข็งเย็บเฉียบ มองไปที่ใดก็มีเพียงผู้คนที่รวมกลุ่มกันผิงไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย ทุกคนต่างนิ่งเงียบเศร้าซึม ช่างแตกต่างจากเมืองที่อยู่เบื้องหน้าตอนนี้บนเส้นทางมีรถม้าบรรทุกสินค้า และผู้คนกำลังมุ่งเข้าไปภายในกำแพงมิขาด ความใหญ่โตตรงหน้าที่เห็นอยู่ไกลๆ นางคาดว่าน่าจะกินเนื้อที่มากมายอากาศอบอุ่นเย็นสบายด้วยเป็นช่วงเช้า แดดจึงมิได้ร้อนนัก ข้านั่งเคียงข้างท่านปู่มองผู้คนที่ส่งเสียงทักทายกันอย่างเป็นกันเอง บางครั้งก็ดูเหมือนจะมีผู้ที่ผ่านมาจะจำท่านปู่ได้ส่งเสียงทักทายมาเป็นระยะ ท่านปู่ก็ส่งเสียงตอบกลับไปเช่นกัน"ท่านปู่มาขายของที่นี่เป็นประจำใช่หรือไม่""ใช่แล้วทุกปีข้าจะนำสินค้าจากแดนเหนือมาซื้อขายแลกเปลี่ยนยังเมืองนี้""เมืองนี้ชื่อว่าอะไรหรือ""เมืองนี้ชื่อว่า เมืองเหวิน เป็นเมืองที่เป็นจุดกึ่งกลางของดินแดนเหนือและใต้ เมืองที่ข้ารับเจ้าขึ้นมาคือเมืองเสี่ยว เป็นเขตเล็กๆ แห่งหนึ่งของดินแดนทางเหนือ"ชายชราอธิบายสิ่งที่รู้ให้นางฟังจนสิ้น เนื่องจากการอยู่ด้วยกันมาเป็นระยะเวลานานนับเดือน ทำให้ชายชรารู้ว่านางค่อนข้างจะมีความรู้จำกัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด เหมือนทารกพึ่งออกมาจากครรภ์มารดา พึ่งพบเจอโลกภายนอก"ท่านปู่จะหยุดพักอยู่ที่เมืองเหวิน นานหรือไม่เจ้าคะ? ""คาดว่าจะมินานนัก วันนี้เราจะพักผ่อนกันก่อน รุ่งขึ้นจึงจะนำสินค้าออกมาวางขาย""เช่นนั้นข้าขอออกไปเดินชมเมืองได้หรือไม่""เรื่องนี้ข้าว่าออกจะเกินความสามารถของเจ้าหรือไม่ ดูจากการที่ไม่รู้สิ่งใดหากปล่อยให้เจ้าออกไปเดินเพ่นพ่านในเมืองกลัวจะเกิดอันตรายกับผู้อื่นเสียเปล่าๆ ""ท่านปู่! ท่านเห็นข้าเป็นคนเช่นไรกัน!?"ข้ามิพอใจอย่างยิ่ง ท่านปู่ทำไมถึงได้คิดว่าข้าจะไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ปีนี้ข้าอายุ 18 ปีแล้ว และจากการที่ข้าอยู่กับท่านปู่มาแรมเดือนได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าต่างๆ มากมาย ทำให้ข้าอยากออกไปเดินสำรวจดูบ้านเมืองอันแปลกใหม่เต็มที แต่ท่านปู่กับไม่ยอมการสนทนาจบลงไม่สวยนัก หลินหลานนั่งทำหน้าบึ้งหันหน้าหนีชายชราอย่างขัดใจ เป็นเช่นนั้นอยู่นานจนกำแพงเมืองเริ่มใกล้เข้ามาทุกที เหมือนชายชราจะทนสายตามองค้อนที่นางส่งมาบ่อยๆ ไม่ได้ สุดท้ายจึงได้จำใจเอ่ยปากอนุญาต"เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถอะ แต่พาเจ้าหยวนไปด้วย ห้ามไปเพียงลำพัง"อาการหน้าบึ้งหน้าบูดหายออกไปจากนางทันที นางหันมายิ้มกว้างพร้อมคล้องแขนชายชราแล้วสั่นไปมาด้วยความดีใจ ทำเอาเคราสีเงินยวงที่ยาวถึงอก กระเพื่อมส่ายไปมาตามแรงโยก"ท่านปู่ ข้าคิดเอาไว้แล้วว่าท่านนะเป็นห่วงข้า ท่านมิสามารถปล่อยให้เด็กสาวน่ารักอย่างข้าไปเดินคนเดียวในเมืองใหญ่ได้สินะเจ้าคะ" หลินหลานพูดด้วยความดีใจ รู้สึกซาบซึ้งใจในความใจดีของท่านผู้เฒ่า ที่เป็นห่วงเป็นใยนางมากขนาดนี้"รู้แล้วๆ แต่ตอนนี้ข้ากำลังเป็นห่วงกระดูกของข้ามากกว่า เจ้ารีบปล่อยมือได้แล้ว กระดูกข้าเคลื่อนไปหมด คืนนี้เจ้าต้องนวดให้ข้ามากสักหน่อยแล้ว" แม้น้ำเสียงของท่านปู่จะดูไม่สบอารมณ์นัก แต่ข้าก็มิได้ใส่ใจด้วยความดีใจทำให้ข้ามองข้ามไปได้"เจ้าค่ะ ข้าจะนวดคลายปวดให้ท่านสัก 30 นาที... เอ้ย!! มิใช่ สัก 2 เค่อ นะเจ้าคะ"ยามนี้ชายชราชินเสียแล้วที่นางมักจะพูดสำนวนแปลกหู จึงมิได้ติดใจอะไร แต่ที่ติดใจมากกว่าสำนวนของนางก็คือเวลาที่นางกล่าวออกมา มารดาเถอะ นวดเพียง 2 เค่อจะหายเมื่อยเสียที่ใดกัน"ไม่ได้อย่างต่ำต้องสักครึ่งชั่วยาม จึงจะเหมาะสมกับความเป็นห่วงของข้าที่มีให้เจ้า""..."ยามนี้หลินหลานเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า นี่ท่านปู่เป็นห่วงนางจริง หรือเป็นเพียงข้ออ้างในการใช้ให้นางนวดกันแน่? แต่ดูจากคำพูดแล้วน่าจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า...เมื่อทำการตกลงบุญคุณและผลประโยชน์กันเรียบร้อย สองปู่หลานที่พึ่งได้รู้จักกันไม่นาน แต่ความสัมพันธ์กลับแนบแน่นอย่างรวดเร็วก็กลับมาพูดคุยหัวเราะกันได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง
ยามนี้ขบวนขนสินค้าที่มีท่านปู่เป็นผู้นำ กำลังจะเดินผ่านประตูเมืองเข้าไปแล้ว สองฝากของประตูมีทหารที่แต่งกายด้วยสิ่งที่คาดว่าจะเป็นชุดเกาะที่ทำมาจากเหล็กบางชนิด ดูไปช่างคล้ายนักรบจีนโบราณ ก่อนหน้านั้นนางเห็นท่านปู่ได้แสดงตราบางอย่างให้นายทหารผู้หนึ่งดูคาดว่าน่าจะเป็นใบอนุญาต ทำให้ขบวนสินค้าผ่านเข้ามาภายในเมืองได้อย่างราบรื่นสายข้ากวาดมองไปด้านหน้าด้วยความตื่นเต้น แต่กลับไม่มีผู้คนมากอย่างที่ข้าคิดเอาไว้"ท่านปู่ใยผู้คนจึงได้น้อยนัก เมืองก็ออกจะใหญ่โต""นี่เป็นเพียงกำแพงเมืองชั้นนอก และก็เป็นบริเวณประตูเมือง จึงห้ามไม่ให้มีการสร้างสิ่งกีดขวางขึ้น แต่อีกสักเดี๋ยวก็จะเริ่มเห็นผู้คนเอง"ข้าพยักหน้าอย่างเข้าใจ ท่านปู่บังคับม้าให้พาเดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะเป็นภายในเมืองแต่กลับมีต้นไม้ใหญ่อยู่เยอะมาก มองไปรอบๆ ก็เห็นแปลงเกษตรของชาวบ้าน มีทั้งนาข้าวและแปลงพืชผักสีเขียวที่เห็นอยู่ไกลๆ ข้าเองก็ระบุไม่ได้ว่าชาวบ้านปลูกสิ่งใดใช้เวลาเดินทางมาอีกเกือบชั่วยาม จึงได้เห็นกำแพงอีกครั้ง ตอนแรกข้าคิดว่าเมืองนี้ใหญ่โต แต่เมื่อเข้ามาภายในจริงๆ ข้าจึงได้รู้ว่าคำว่าใหญ่โตอาจจะไม่ใช่คำเรียกที่ถูกต้องนัก ต้องเรียกว่าใหญ่โตมโหฬารอย่างยิ่งต่างหาก
****************การนับเวลาแบบจีน1 เค่อ 15 นาที1ชั่วยาม 2 ชั่วโมง1 วันมี 100 เค่อ ใน 1 ชั่วยามทั้งหมด มี 8 เค่อ