--เมื่อ 3000 ปีก่อน ณ ดินแดนมนุษย์ ได้เกิดาระหว่างเทพกับปีศาจ ในวันนั้นจอมมารปีศาจได้ถือกำเนิดขึ้น พวกมันกำจัดและเข้ายึดครองเหล่ามนุษย์ที่ไร้ทางสู้ ไร้พลัง ไร้ความรู้ เหล่ามวลมนุษย์ตกลงสู่ความมืดมิด ได้แต่ภาวนาอ้อนวอนให้พระเ้าเห็นใจ ช่วยกำจัดเหล่าปีศาจและช่วยเหลือเหล่ามนุษย์โลก
และเพื่อความสมดุลของโลก ์จึงส่งเทพตนหนึ่งลงมา เพื่อทำการกำจัดเผ่าปีศาจคืนความสมดุลให้แก่มวลมนุษย์ ทั้งยังมอบพลังให้กับมนุษย์ที่มีจิตใจศรัทธา
ดั่งแสงเทียนที่กำลังมอดดับเหล่ามนุษย์ที่กำลังสิ้นหวังก่นด่าเทพ ด่าโลก ด่าโชคชะตา ทันใดนั้นก็ได้เห็นแสงสว่างจากเปลวเทียนอีกครั้ง ในวันนั้น าได้ยุติลง โดยที่เทพได้รับชัยชนะไปแต่ทว่า...
เทพตนนั้นกลับได้รับคำสาป จึงทำให้ไม่สามารถกลับสู่์ได้ ว่ากันว่าคำสาปจะถูกถอนก็ต่อเมื่อผู้ร่ายคำสาปตายจาก แต่ก็น่าแปลกที่คำสาปของจอมมารไม่สามารถถอนได้ หรือว่า...จอมมารจะยังไม่ตายกัน? ...เื่นั้นไม่มีใครสามารถรู้ได้ นอกจากเทพตนนั้นที่ลงมือสังหารจอมมารเอง... มนุษย์ได้รับความสงบสุขกลับมาแต่เทพตนนั้น ต้องทนทุกข์ทรมานกับคำสาปของจอมมารอยู่เพียงผู้เดียว
หลังจากที่าจบลง เหล่ามวลมนุษย์ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่และได้ยกย่องเชิดชูเทพ ั้แ่นั้นมา...
ทว่า...าที่เหล่ามวลมนุษย์คิดว่าสิ้นสุดลงแล้ว กลับยังไม่ใช่จุดจบจริงๆ ของเื่ราว เพราะ...จอมมารปีศาจ...ยังไม่ตาย ....
.
.
"3000ปีมา ตำนานเก่าจะหวนกลับ แดนมนุษย์จะสิ้นแสง แต่เขาจะกลับมา เพื่อยับยั้งความมืดและมอบแสงสว่าง....เขาจะทำการกำจัด ชนเผ่านั้นให้สูญสิ้น"--
.
.
และทั้งหมดนี้ เป็เพียงแค่ตำนานบทหนึ่งที่ถูกเขียนขึ้นจากใครบางคนเท่านั้น....
_______________________________________
ตอนนี้ผ่านมาครบห้าปีแล้วที่ ิญญาดวงที่ 277 ได้ถูกส่งมาเกิด ณ ตระกูลหลี่ เมืองอู๋เฉิง เมืองหลวงของแคว้นจิ้น เขาถูกส่งมาอยู่ในนาม หลี่หวังฟาง บุตรชายคนเล็กของตระกูล
ตระกูลหลี่เป็ตระกูลขุนนางที่ขึ้นตรงต่อฮองเต้มาช้านานและเนื่องจากฮูหยินหยวนอันฉีมารดาของหลี่หวังฟางเป็พี่สาวของฮองเต้คนปัจจุบันจึงทำให้ตระกูลหลี่ถือว่าเป็ตระกูลขุนนางที่มีอำนาจรองลงมาจากฮองเต้ก็ว่าได้
หลี่หวังฟางเด็กน้อยวัยห้าขวบ หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักสมวัยแต่เมื่อโตไปคงงดงามเหมือนมารดาแบบมิต้องสืบ ขณะนี้กำลังนั่งนิ่งตรงโต๊ะอาหาร มองดูจานข้าวของตนที่ตอนนี้เต็มไปด้วยเนื้อที่ถูกคีบมาวางไว้จากชายหนุ่มอีกคนที่อายุมากกว่าเขาถึง10ปี หน้าตาหล่อเหลาคล้ายคลึงกับบิดาถึงเจ็ดส่วน หรือก็คือหลี่หวังหย่งบุตรชายคนรองของตระกูลหลี่นั้นเอง
"เหตุใดน้องถึงนั่งนิ่งเช่นนี้หรืออาหารมิถูกปาก? " คุณชายรองหลี่เอ่ยปากถามอย่างเป็ห่วงเมื่อน้องเล็กที่น่ารักของตนไม่ยอมทานอาหารที่อุตส่าห์คีบให้เสียที ผู้เป็บิดามารดาที่ได้ยินดังนั้นก็วางตะเกียบหันมามองด้วยความเป็ห่วงเช่นเดียวกัน
"ฟางเอ๋อร์มิสบายรึ? "
"ใครอยู่ข้างนอก-.."
"ไม่ใช่ขอรับ เอ่อ...ลูกเพียงหิวมากจนไม่มีแรงเท่านั้นขอรับ" ซะที่ไหน จริงๆ แล้วเขาเพียงรู้สึกเอือมระอากับการหลงน้องของพี่รองต่างหาก ตักมาเยอะเช่นนี้ใครจะกินหมด แต่ให้พูดออกไปแบบนั้นคงไม่ได้จึงตอบปัดเพื่อไม่ให้ทุกคนเป็ห่วง
"เป็เช่นนั้น งั้นเดียวพี่ชายป้อนเ้าเอง" เอ่ยเสร็จก็ทำท่าจะคีบอาหารมาป้อนให้ แต่ก็ถูกขัดจากน้องเล็กที่รักอีกครั้ง
"มิเป็ไรขอรับ ข้าทานเองได้ มาทานกันเถอะ" คุณชายรองหลี่จึงได้แต่ถอนหายใจด้วยความเสียดาย ทุกคนนั่งทานกันไปสักพักจนอิ่ม แต่ก่อนที่จะแยกย้ายกันประมุขของบ้านหรือบิดานามว่าอาหลงก็เอ่ยถามหาบุตรชายคนโตเสียก่อน
"จริงสิ อาหย่ง อาเหว่ยยังไม่กลับมาอีกรึ"
"ยังขอรับท่านพ่อ ท่านพี่บอกว่ากำลังเดินทางกลับ คาดว่าวันพรุ่งนี้ยามซื่อน่าจะถึงขอรับ"
อาเหว่ยที่พูดถึงกันคือหลี่หวังเหว่ย บุตรชายคนโตที่ตอนนี้ประจำการอยู่ชายแดนทางใต้ั้แ่เมื่อห้าปีก่อน แท้จริงแล้วหลี่หวังเหว่ยนั้นเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ทักษิณ จะว่าโชคร้ายหรือโชคดีกันที่บุตรชายคนโตของตระกูลหลี่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็แม่ทัพและเนื่องจากฝีมืออันเก่งกาจจึงถูกส่งให้ไปประจำการควบคุมดูแลเหล่าทหารลูกน้องอยู่ที่ชายแดนในวันเดียวกับที่น้องเล็กของตระกูลเกิด จนเวลาผ่านมากว่าห้าปีหลี่หวังฟางก็ยังไม่เคยพบพี่ชายคนโตคนนี้เลยสักครั้ง แต่ดูเหมือนอีกไม่นานคงได้เจอกันเสียที
"อืม ดียิ่ง...เสี่ยวอัน วันนี้ยามอู่ ข้าต้องเข้าวังหลวง เ้าจะไปกับข้าหรือไม่" อาหลงพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหันไปคุยกับฮูหยินหยวนเื่อื่นแทน
"มีเหตุอันใดรึเ้าคะ? "
"ฮองเต้มีคำสั่งให้ข้าเข้าเฝ้า...พร้อมกับฟางเอ๋อร์"
"? " หลี่หวังฟางได้ยินก็หันไปมองบิดาด้วยความสงสัย เหตุใดจึงต้องพาเขาไปด้วย?หยวนสุยฮองเต้ของแคว้นจิ้น มีฐานะอีกอย่างคือเป็ท่านน้าของหลี่หวังฟาง หลี่หวังเหว่ยและหลี่หวังหย่ง จริงๆ แล้วหลี่หวังฟางไม่ค่อยถูกกับหยวนสุยสักเท่าไร ไม่ใช่เกลียดหรือไม่ชอบหน้ากัน เพียงแต่..ถ้าให้เล่าคงต้องย้อนกลับไปตอนที่หลี่หวังฟางอายุได้ขวบกว่าๆ
ในตอนนั้นเป็ครั้งแรกของเด็กน้อยที่จะได้เจอกับท่านน้าของตน ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร จนกระทั่ง่ที่เด็กน้อยเริ่มพูดได้ครั้งแรก ทุกคนต่างดีใจอย่างมากโดยเฉพาะผู้เป็น้า ถึงขนาดลักพาตัวหลี่หวังฟางไปที่พระราชวังแบบไม่ยอมคืน มีการส่งจดหมายมาบอกบิดามารดาของเขาด้วยว่า
"หากหลานคนเล็กเรียกข้าไม่ได้ข้าก็ไม่พากลับมาหาพวกเ้า"
นั่นแหละ ด้วยความที่ปากไม่แข็งแรงจะพูดแต่ละคำก็ยากลำบากจึงทำให้ผ่านไปหลายอาทิตย์กว่าที่หลี่หวังฟางจะเรียกได้ ทั้งยังถูกบังคับให้เรียกอยู่ทุกวันจนปากเปียกปากแฉะ
...คิดว่าเื่แบบนี้ยังน้อยไปรึ?
เช่นนั้นก็ย้อนกลับไปตอนที่หลี่หวังฟางอายุได้สามขวบ เหตุเกิดในวันเกิดของเ้าตัว วันนั้นหยวนสุยท่านน้าอยู่ ๆ ก็เดินหน้านิ่วคิ้วขมวดมาหาก่อนที่จะอุ้มเขาขึ้นรถม้าไปไม่บอกไม่กล่าว ด้วยความมึนงงรู้ตัวอีกทีก็มานั่งอยู่ในห้องหนึ่งของพระราชวังเสียแล้ว ตรงหน้ามีฮองเต้ผู้สูงศักดิ์กำลังนั่งคุกเข่าหยิบผ้าขึ้นมาสองผืนและถามเขา
"หวังน้อย เ้าชอบสีใดมากกว่ากันระหว่างสีแดงกับสีฟ้า"
ด้วยความที่ยังงงอยู่เลยไม่ได้สังเกตอะไรมากนักและเลือกตอบแบบส่ง ๆ ไป พอเลือกเสร็จหลี่หวังฟางก็ถูกจับแต่งตัว ในตอนนั้นถึงได้รับรู้แล้วว่าชุดที่ให้เลือกนั้นแท้จริงคือชุดเด็กผู้หญิง! จะถอดก็ไม่ได้เดียวหัวหลุดออกจากบ่า ขัดอะไรไม่ได้เลย! ส่วนผู้ก่อเหตุก็ยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดีก่อนที่จะพาเขากลับไปที่งานวันเกิดในสภาพนั้นเลย นี้มันเจตนาทำให้อับอายชัดๆ!
ด้วยเหตุนี้หลี่หวังฟางจึงไม่ใคร่อยากจะเจอท่านน้าคนนี้นัก
"องค์ชายกับองค์รัชทายาทกลับมาจากชายแดนทางใต้แล้ว"
หลังจากที่เด็กน้อยบ่นไปนานพอสมควรบิดาก็ตอบมาเสียที
ตอนนี้ยามอู่ หลี่หวังฟางได้เดินทางไปวังหลวงพร้อมบิดาของตน ส่วนมารดาคราแรกบอกว่าจะมาด้วย แต่ดันติดธุระเสียก่อน ส่วนคุณชายรองหลี่มีเรียนเลยตามมาด้วยไม่ได้
เมื่อมาถึงหน้าวังประมุขหลี่ก็ยื่นป้ายให้ทหารเพื่อเปิดทาง หลังจากนั่งรถม้ามาอีกสักพักก็จำเป็ต้องลงเพื่อเดินเท้าต่อเข้าไป
ท้องพระโรงเป็ห้องโถงขนาดใหญ่จุคนได้กว่าพันคน ตรงกลางด้านในสุดมีเก้าอี้หรือบัลลังก์ของฮองเต้อยู่ ข้าง ๆ กันมีบัลลังก์อีกอันแต่เล็กกว่าอยู่หน่อยดูแล้วคงเป็ของฮองเฮา
รอบ ๆ ท้องพระโรงไม่ได้มีแค่สองพ่อลูกตระกูลหลี่ แต่ยังมีเสนาบดีเฉิงอยู่ด้วย
เขาเป็เสนาบดีฝ่ายซ้ายของแคว้นนี้ ท่านเสนาบดีเฉิงเคยมาเยี่ยมเยือนตระกูลหลี่อยู่บ้างเป็ครั้งครา ถือว่าเป็คนที่ดีและน่าคบหาคนหนึ่งก็ว่าได้
เมื่อเจอกันประมุขหลี่ทำการทักทายสหายเล็กน้อยก่อนที่ฮองเต้จะเดินเข้ามา
"ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญหมื่น หมื่นๆ ปี"
"ไม่ต้องมากพิธี สวัสดีอาหลง ดูแล้วเ้าคงสบายดี ที่ข้าเรียกเ้ามาก็ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากเจอฟางเอ๋อร์ของข้า" หยวนสุยว่าพลางมองเด็กชายด้วยสายตาแวววาว ผู้เป็บิดาของเด็กชายเมื่อได้ยินดังนั้นก็อยากจะกลอกตามองบนเสียสักที
"ฟางเอ๋อร์ เ้ามานี้สิ"
"ขอรับ" คนตัวเล็กสุดในที่นี้ยิ้มรับแบบเป็มารยาทพร้อมเดินไปหาผู้เป็ใหญ่อย่างว่าง่าย ทั้งๆ ที่ในใจไม่คิดอยากที่จะเข้าใกล้คนตรงหน้าเลยสักนิด
ตาสวยเหลือบมองเหล่าทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างสนใจ ก่อนที่จะถูกหยวนสุยดึงตัวเข้าหาและจับให้เขานั่งตัก
ยังไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรประตูท้องพระโรงก็เปิดออกอีกครั้ง
บุรุษสองคนที่มาใหม่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับฮองเต้อยู่หลายส่วน ดูสูงส่งทำให้รู้ได้ทันทีว่าชายสองคนที่มาใหม่นั้นเป็ใครไปไม่ได้นอกเสียจาก..
"ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท องค์ชายรอง"
เมื่อพวกที่อยู่ในห้องเห็นว่าใครเดินเข้ามาก็ต่างรีบทำความเคารพอย่างรวดเร็วมีก็แต่หลี่หวังฟางที่ไม่ได้ทำความเคารพเพราะถูกกกกอดไว้แน่นจนขยับตัวแทบไม่ได้
"ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญหมื่น หมื่นๆ ปี" สองบุรุษพยักหน้ารับ ก่อนจะหันหน้าหาหยวนสุยปากพูดทำความเคารพ แต่สายตานั้นมองตรงมาที่เด็กชายที่นั่งบนตักของผู้เป็ประมุข นัยต์ตาคมของทั้งคู่แสดงออกถึงความแปลกใจละคนสงสัย
"อืม พวกเ้ามากันพอดีเลย ข้าว่าจะแนะนำฟางเอ๋อร์ให้รู้จัก"
"ฟางเอ๋อร์? ..."
"เสด็จพ่อจะบอกว่านั้นคือ หลี่หวังฟาง บุตรชายคนเล็กของตระกูลหลี่ใช่หรือไม่? "
องค์ชายรองพูดขึ้นตัดหน้ารัชทายาท พร้อมชี้นิ้วมือมาทางหลี่หวังฟางแสดงท่าทางตกอกใ
มีอะไรน่าใขนาดนั้นกัน
รัชทายาทที่โดนพูดตัดหน้าก็ไม่ได้มีท่าทางโกรธเคืองอะไร แถมยังจ้องเด็กชายที่อยู่บนตักเสด็จพ่อจนจะทะลุไปถึงเนื้อในเหมือนกำลัง...ประเมิน?
แล้วเหตุใดบุรุษสูงศักดิ์ทั้งสองถึงรู้จักข้ากัน เกิดคำถามขึ้นมาในใจหลี่หวังฟาง
"อืม เ้ารู้จักแล้วก็ดี เอาละเ้าแนะนำตัวให้ฟางเอ๋อร์รู้จักกันสิ"
"ขอรับ ข้ามีนามว่าหยวนซ่งหมิน เรียกข้าว่าพี่หมินแล้วกัน ยินดีที่ได้รู้จัก น้องฟาง" รัชทายาทกล่าวแนะนำตัวตามด้วยองค์ชายรอง
"ส่วนข้า มีนามว่าหยวนซ่งถัง เรียกข้าว่าพี่ถังแล้วกันข้าไม่ถือสา"
หลี่หวังฟางยิ้มตอบแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดไป ดูไปแล้วรัชทายาทหรือหยวนซ่งหมินมีบุคลิกค่อนข้างเงียบๆ สุภาพและสุขุม ซึ่งแตกต่างจากองค์ชายรองหรือหยวนซ่งถัง ที่ร่าเริงแลดูเ้าเล่ห์และเ้าชู้หน่อยๆ
หลังจากที่คุยเล่นกันไปสักพักหยวนซ่งหมินก็เปิดประเด็นที่จะหารือกันในวันนี้
"เสด็จพ่อ ข้ามีเื่ชายแดนทางใต้จะรายงานพ่ะย่ะค่ะ" ไม่พูดเปล่า พลางเหลือบมองหลี่หวังฟางด้วยสีหน้าลำบากใจ
หลังจากนั้นหลี่หวังฟางก็โดนเนรเทศออกจากห้องทันที โดยมีทหารติดตามออกมาด้วยสองคน ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำเด็กน้อยจึงตัดสินใจจะไปเดินเล่นที่สวน...
.
.
.
พอคนตัวเล็กออกไปในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ไม่นานหยวนสุยก็เอ่ยขึ้นเพื่อต่อบทสนทนาที่ค้างเอาไว้เมื่อครู่
"ที่ชายแดนเป็อย่างไรบ้าง"
"ตอนนี้ชายแดนทางใต้กลับมาสงบแล้วขอรับ"
"แต่ตลอด 5 ปีที่พวกข้าไปประจำการที่ชายแดนทางใต้ ทำให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของการก่อฏของชาวเมืองต้า แคว้นจ้าวแล้ว"
หยวนซ่งหมินและหยวนซ่งถังผลัดกันรายงานความคืบหน้าของชายแดนทางใต้ที่เกิดเื่ั้แ่ห้าปีก่อน
โดยเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ชาวเมืองต้าของแคว้นจ้าวออกมาก่อฏและหนีมาชายแดนทางใต้ที่อยู่ติดกันระหว่างแคว้นจิ้นกับแคว้นจ้าว แต่ก็ถูกทหารของแคว้นจิ้นกันไว้ไม่ให้เข้าเมืองและส่งกลับไปให้แคว้นจ้าวบางส่วน
"แล้วสาเหตุคืออะไร? "
"จากการสอบถามจากชาวบ้านที่ก่อฏ พบว่าตอนนี้แคว้นจ้าวมีปัญหาบางอย่างและไม่สามารถแก้ไขได้"
"ปัญหาอะไร? "
"เกี่ยวกับป่าทางตอนใต้ของแคว้นจ้าวขอรับ"
"ป่าทางใต้ของแคว้นจ้าว..? หรือจะเป็ป่าทมิฬ! " หลี่อาหลงพูดตามที่คิดสวนขึ้นมาทันที โดยมีหยวนซ่งหมินและหยวนซ่งถังพยักหน้ารับ นั้นทำให้คนทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบพร้อมบรรยากาศที่หนักอึ้ง
ป่าทมิฬ ที่ทุกคนรู้จักเป็ป่าของเหล่ามารและปีศาจ ว่ากันว่าป่าแห่งนี้อยู่มาเนิ่นนานก่อนที่จะมีมนุษย์ถือกำเนิดเสียอีก และเป็ป่าที่มีขนาดใหญ่ครอบคลุมเกือบเท่าๆ กับหนึ่งทวีปได้
มีบางตำนานได้กล่าวว่าป่าแห่งนี้แรกเริ่มเดิมทีมีพื้นที่แค่ประมาณเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อมีการกำเนิดจอมมารปีศาจขึ้นทำให้ ปีศาจยึดครองเมืองของมนุษย์และขยายป่าทำให้มีขนาดใหญ่เกือบหนึ่งทวีปจนถึงปัจจุบัน
"ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เื่เล็กเสียแล้ว"
"แล้วทำไมแคว้นจ้าวถึงไม่แจ้งข่าวมาให้พวกเรา? "
เสนาบดีเฉิงถามสิ่งที่น่าสงสัยขึ้นมาเสริม หยวนสุยเองก็สะกิดใจอยู่บ้าง
"เื่นั้นพวกข้าก็ยังไม่ทราบขอรับ"
"แต่ข้าได้สั่งให้แม่ทัพเหว่ยประจำการและสืบข่าวของแคว้นจ้าวอยู่ที่ชายแดนทางใต้ก่อน ถ้าไม่มีปัญหาอะไร คาดว่าพรุ่งนี้น่าจะได้ข้อมูลมาเพิ่มเติม"
คำบอกกล่าวของซ่งถังไม่ได้ทำให้คนในห้องรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเลย แต่ทุกคนก็หวังว่าวันพรุ่งนี้จะได้ข้อมูลเพิ่มเติมไม่มากก็น้อย
เพื่อที่จะเตรียมได้รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต
.
.
.
หลี่หวังฟางเดินลัดเลาะออกมาจนเจอสวนขนาดใหญ่ มันเป็สวนที่สวยมากเต็มไปด้วยดอกใหม่หลายชนิด มีบ่อน้ำใหญ่ด้วย จนแอบสงสัยเหมือนกันว่ายังอยู่ในเขตวังหรือเปล่า
ไม่ว่าจะด้วยความเร็วของฝีเท้าหรือความซุกซนของตัวหลี่หวังฟางเองทำให้ตอนนี้เขาพลัดหลงกับทหารที่โดนสั่งให้มาดูแลโดยไม่ได้ตั้งใจเสียแล้ว
.
ไม่..ไม่ แท้จริงแล้วไม่ใช่เช่นนี้
แท้จริงคือเด็กน้อยไม่ชอบให้ใครมาตามติดทุกฝีก้าวจึงทำการหลอกล้อให้ทหารที่ติดตามมาไปที่อื่นและรีบชิ่งออกมาอย่างไรเล่า
หลี่หวังฟางเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนเวลาล่วงเลยไปประมาณเกือบๆ หนึ่งชั่วยามก็ยังออกจากสวนขนาดใหญ่นี้ไม่ได้สักที กว่าจะรู้ตัวว่าตนหลงทางก็ปาไปจนเหนื่อยแทบไม่มีแรงเดิน
น่าแปลกที่ไม่มีใครมาตามหา เอ๊ะ หรือหาแล้วแต่มองไม่เห็นกัน? (ตัวเตี้ยเกินไป)
เนื่องจากใช้พลังงานไปเยอะในการเดินหาทางออกจึงเกิดอาการ..ท้องร้อง หิวข้าว!
ไม่มีใครมาตามหาข้าจริงรึ จะปล่อยให้ข้าหิวตายกันจริงๆ
หลี่หวังฟางคิดอย่างสิ้นหวัง หลังจากเดินบ่นๆ ไปได้สักพักก็เจอกับศาลาเลยคิดว่าจะนั่งรอให้มีใครสักคนผ่านมาหรือไม่ก็พักเอาแรงค่อยหาทางออกต่อ แต่ระหว่างนั้นเอง...
แซกๆ แซก
เอือก! เสียงอะไรนะ!เสียงดังมาจากพุ่มไม้ใกล้ๆ
"คะ..ใคร.? "
ถึงจะใไปบ้างแต่หลี่หวังฟางก็รวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยถามออกไปถึงแม้จะไม่ได้คำตอบกลับมาก็เถอะ
เขาคาดว่าน่าจะเป็สัตว์แต่ก็หวังว่าคงไม่ใช่สัตว์จำพวกงูหรือเสือ..
พรึบ!
อยู่ ๆ สิ่งนั้นก็ะโออกมาจากพุ่มไม้ มันคือหมาป่าขนาดใหญ่ มันมองมนุษย์ตัวเล็กข้างหน้าด้วยความสนใจ
หลี่หวังฟางไม่กล้าขยับไปไหน เพราะกลัวมันจะกระโจนใส่ ใครสั่งใครสอนให้เลี้ยงหมาป่าแบบปล่อยในสวนแบบนี้เนี่ย
"มนุษย์เด็กเ้ามาทำอะไรที่นี่?"
โถ่ หมาป่าพูดได้เสียด้วย...!!!!